LOGINเว่ยหย่งฮวาดาราตกกระป๋อง ที่โชคชะตาเล่นตลก ให้เธอฟื้นคืนชีพในโลงศพ กลายเป็นคุณหนูสามของจวนเสนาบดีตระกูลเว่ย สตรีที่มีชื่อแซ่เดียวกัน แต่ไหน ๆ ก็มาแล้วนางขอเป็นคุณหนูสามที่จะสร้างตัวตนให้เป็นที่เลืองลือในโลกจีนโบราณนี้ให้ได้ เปิดร้านแพรลับแฟชั่นทันสมัยและงดงามไม่เหมือนใคร ชื่อเสียงโด่งดังจนมีตัวปลอมโผล่มาอ้างเป็นเจ้าของร้านแพรลับงานนี้คุณหนูสามเจ้าของร้านแพรลับตัวจริงไหนจะยินยอม ชีวิตใหม่ของเว่ยหย่งฮวามีเรื่องให้ตื่นเต้นทุกวัน ไหนจะหาเงินเพื่อไม่ให้ตัวเองไร้ค่า ไหนต้องรับมือกับคนขี้อิจฉา ไหนจะมีน้องชายจอมแสบที่สร้างปัญหาให้ เรื่องราวของคุณหนูสามจะเป็นอย่างไรโปรดติดตามในเรื่องได้เลยเจ้าค่ะ
View Moreเสียงสังสรรค์ในงานเลี้ยงหลังปิดกล้อง ทำให้เว่ยหย่งฮวาอดรู้สึกน้อยใจตัวเองไม่ได้ เพราะท่ามกลางผู้คนที่มากมายนี้ตัวเธอกลับโดดเดี่ยว
นอกจากผู้จัดการชั่วคราวที่ออกไปคุยโทรศัพท์ข้างนอกแล้ว ก็ไม่มีใครเห็นหัวนักแสดงอิสระคนนี้อีก
ไม่ว่าจะเป็นงานครั้งที่เท่าไรเว่ยหย่งฮวาก็ไม่เคยชินได้เลย อาจเพราะเธอไม่ยอมปีนขึ้นเตียงผู้กำกับพวกนั้น ทำให้เธอเป็นเพียงดาราลำดับสามที่กำลังตกกระป๋องเท่านั้น แต่เธอยอมเป็นดาราตกกระป๋องดีกว่าเป็นของเล่นให้ชายวัยกลางคนที่อ้วนลงพุงแบบนั้น
"ทำไมถึงยังนั่งอยู่อีกกันนะ ไม่รู้สึกถึงบรรยากาศรอบตัวบ้างเหรอ"
เสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลัง ที่นั่งในห้องจัดเลี้ยงเป็นแถวยาวสามแถว เว่ยหย่งฮวานั่งอยู่แถวด้านในของโต๊ะจัดเลี้ยงแถวแรก เธอจำเสียงนั้นได้เพราะต่อบทกันมานักต่อนักแล้ว
"อย่าพูดไปเชียวนะ ทำงานมาไม่รู้กี่ปีต่อกี่ปี ยังขึ้นแท่นนางเอกอันดับต้น ๆ ไม่ได้เลย"
เว่ยหย่งฮวาอดจะกรอกตาไม่ได้จริง ๆ ก็คนที่พูดอยู่เมื่อไม่กี่วินาทีก่อน ความเป็นมนุษย์ช่างย้อนแย้ง แล้วที่เธอไม่ได้ขึ้นเป็นนางเอกก็เพราะไม่ได้ปีนขึ้นเตียงเหมือนเจ้าหล่อนไง
"เบาเสียงหน่อย เจ้าตัวอาจจะได้ยินนะ"
ผู้พูดก็อยากได้แสงเหลือเกิน ต่อให้เบาขนาดไหนก็ยังได้ยินอยู่ดี ที่นั่งห่างกันเพียงหนึ่งศอกกัน นินทาระยะเผาขนขนาดนี้ไม่ได้ยินก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว
ถ้าเทียบกับนักแสดงมีสังกัดล่ะก็ เว่ยหย่งฮวายอมรับว่าตัวเองไม่ค่อยมีชื่อเสียงจริง แต่ในหมู่นักแสดงอิสระด้วยกันก็ถือเป็นระดับต้น ๆ ที่ผู้คนจะรู้จัก
แต่เมื่อทำงานให้คนที่มีบริษัทเป็นรูปธรรม ต่อให้เธอจะมีความสามารถแค่ไหน บริษัทก็จะต้องเอาคนของตัวเองไว้ก่อนอยู่แล้ว
ไม่แปลกเลยเพราะหากเป็นเธอก็จะทำแบบเดียวกัน แต่การนินทาว่าร้ายกันทั้งต่อหน้าและลับหลังอย่างนี้เธอรับไม่ได้จริง ๆ
"ได้ดีเพราะว่าเรามีนางเอกแท้ ๆ กระแสก็ดังมาก ๆ ตัวเองไม่มีอะไรมาให้เทียบได้เลยต้องทำแบบนี้สินะ"
"ไม่พูดเกินไปหน่อยเหรอ เสียงเธอชักจะดังขึ้นเรื่อย ๆ แล้วนะ เมาแล้วหรือเปล่าเนี่ย"
"ฉันไม่เมา ฉันคอแข็งจะตาย"
เสียงยานคางขนาดนั้นเอาตรงไหนมาไม่เมาล่ะ
เว่ยหย่งฮวาแอบค้านในใจ หากไม่ติดว่าเธอเสียเปรียบ คงจะนินทากลับไปหลายประโยคแล้ว แต่กองถ่ายนี้ไม่มีเพื่อนร่วมวงสนทนากับเธอได้จริง ๆ แม้จะเป็นกองถ่ายของผู้กับกับชื่อดัง
แต่เห็นได้ว่าทุกคนที่เขาเลือกมาแสดงล้วนมีเส้นมีสายทั้งนั้น คงมีแต่เธอที่ถูกถูกเลือกอย่างงง ๆ และนี่คงเป็นเป้าหมายให้ดาราคนอื่นจ้องจะเล่นงานเธอตลอดเวลาแบบนี้ เมื่อไม่มีโอกาสกลั่นแกล้งเธอก็ใช้ปากนินทาแทน
"ถึงเธอจะเป็นตัวละครเอกหญิงคนหนึ่ง เห็นได้ชัดเลยนะว่าไม่ว่าพระเอกหรือพระรองก็ไม่เลือกเธอ"
"ได้สิหยิ่งผยองขนาดนั้นใครจะอยากเข้าใกล้"
คนฟังเริ่มสับสนแล้วว่าตกลงนินทาเรื่องในชีวิตจริงหรือเรื่องในละครกันแน่ เพราะดูเหมือนจะเอามาปะปนกันจนเลอะเทอะไปหมด
แม้จะเป็นเรื่องที่ควรทำตัวให้ชิน แต่เว่ยหย่งฮวาก็อดหงุดหงิดไม่ได้ว่าทำไมจะต้องให้ชินกับเรื่องแบบนี้ด้วย ไม่มีใครสมควรต้องเจอเลย แต่ก็อย่างว่าแหละ
นี่คือโลกบันเทิงมีใครบ้างที่จะไม่โดนนินทา แม้แต่นางเอกแสนดีมีเงินหลายร้อยล้านหยวนก็ยังถูกนินทา นับประสาอะไรกับดาราไร้สังกัดที่กำลังตกกระป๋องอย่างเธอกัน
"คือว่า นี่ดึกมากแล้ว คงต้องขอตัวก่อนนะคะ"
เว่ยหย่งฮวาลุกขึ้นแล้วเอ่ยลาทีมงาน เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะกับที่นี่อย่างรุนแรง ความกดดันนี้เกินจะทำใจอยู่ต่อได้ จนกระทั่งจะกลับแล้วก็ยังไม่มีใครสนใจเธอเหมือนเดิม หญิงสาวทำอะไรไม่ได้นอกจากเดินออกมาเงียบ ๆ
งานที่ส่งคำขอมาจากบริษัทนี้ในอนาคตคงต้องปฏิเสธให้หมด เรื่องเงินก็สำคัญแต่สุขภาพจิตสำคัญกว่า
เดินออกมาจากร้านได้ไม่นานโทรศัพท์มือถือก็ส่งเสียงแจ้งเตือนออกมา เธอหยิบขึ้นมาดูก็พบว่าเป็นข้อความจากลูกพี่ลูกน้อง เว่ยหย่งฮวาฝากร้านเสื้อผ้าแบรนด์เล็ก ๆ ให้เธอคนนี้ช่วยดูแลระหว่างทำการถ่ายทำภาพยนตร์หรือซีรี่ส์ที่เธอรับงานช่วงนั้น
ข้อความนั้นไม่มีอะไรมาก นอกจากการบอกว่าสินค้าล็อตใหม่มาถึงแล้ว
เว่ยหย่งฮวาเป็นเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าแฮนด์เมดขนาดเล็ก ทุกชิ้นปักประดับด้วยมือ บางตัวก็ใช้กรรมวิธีแตกต่างไป แต่ทั้งหมดถูกทำขึ้นด้วยมือชิ้นต่อชิ้น และเพราะอัตราการผลิตที่ทำได้ช้าและยอดผลิตต่ำนี่เอง ทำให้แบรนด์ของเธอพูดได้เต็มปากเลยว่าเป็นแบรนด์ขนาดเล็ก
ทว่าราคาของมันนั้นสูงพอสมควร เจ้าของแบรนด์อย่างเธอเลยพออยู่ได้ แม้ว่างานนักแสดงอิสระจะไม่ราบรื่นนักก็ตาม เว่ยหย่งฮวาไม่ได้ดื่มมากนัก ยังพอมีสติหลงเหลืออยู่เทียบเท่าคนทั่วไปที่ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์
เว่ยเหลียนเล่อไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจมากกว่ากัน เขาโดนหางเลขไปกับยอดบัณฑิตคนนั้นเสียแล้วเว่ยหย่งฮวาเห็นสหายบวกตำแหน่งพี่สะใภ้เขินจนตัวเกร็งก็เห็นใจ นางคงอยากเจอสามีเหมือนกัน จึงไม่ได้เอ่ยหยอกเย้าอะไรต่อ พอดีกับที่อู๋ซือหนิงพาเด็ก ๆ มา จึงได้เวลาแลกหน้าที่กันนางเดินออกจากซุ้มร้านค้ามาหาตั้งแต่เห็นเขากับลูก ๆ อยู่ไกลลิบทั้งครอบครัวเดินเที่ยวชมเมืองด้วยกัน การเดินทางครั้งนั้นเหมือนยาวนาน แต่เพียงพริบตาก็จะได้เวลากลับถึงบ้านแล้วจากการเดินทางแบบขบวนสินค้าเมื่อครั้งนั้น ชื่อเสียงพลอยมรกตของตระกูลเซียนและร้านแพรของนางก็ยิ่งขจายออกไป แต่คนที่มาเมืองหลวงครั้งแรกนั้นก็ยังหาร้านนางไม่เจออยู่ดี ซึ่งเว่ยหย่งฮวาก็ไม่คิดเปลี่ยนด้วยตอนนี้นางเป็นทั้งท่านหญิงจวิ้นจู เป็นฮูหยินสกุลอู๋ แต่ชาวเมืองก็ยังติดเรียกนางว่าคุณหนูสามเช่นเดิม"กลับไปคราวนี้น้องหญิงคงได้ลายใหม่ ๆ ออกมาอีก"ภรรยาของเขามักมีมีความคิดสร้างสรรค์พลุ่งพล่านเหมือนการทอยลูกเต๋า บางครั้งที่นางไม่ได้จุดประกายอะไรกลับมาจากการเดินทางหรือพบปะผู้คนหน้าใหม่ๆ แต่ส่วนมากแล้วมันบังเกิดผล พอเป็นเช่นนั้นนางก็จะหมกตัวอยู่ในห้องทำงานเกือบทั้งวัน"ไม
"ดูนั่นสิ เจ้าเห็นหรือไม่"สตรีกลุ่มหนึ่งชี้ชวนกันดูหญิงสาวที่โดดเด่นอยู่กลางพรมสีแดง ตั้งแต่เจ้าถิ่นรับงานเป็นหุ่นแสดงเสื้อผ้าและเครื่องประดับให้บรรดาพี่สาวที่นางนับถือก็รู้สึกว่าตัวเองสวยขึ้นมากมาย นางถูกคนที่เดินผ่านไปผ่านมาเอ่ยถึงได้ชื่นชม เจ้าตัวจึงรู้สึกยินดีอย่างมาก"งดงามมากจริงๆ ถ้าไม่อยากเชื่อเลยว่าจะเป็นฝีมือของมนุษย์ธรรมดา นึกว่าเทพเซียนประทานมาเสียอีก"คำสรรเสริญเยินยอมีเกินจริงไปบ้าง แต่ก็ไม่มีใครถือสาเพราะเท่าที่เห็น ชุดที่คุณหนูจ้าวสวมใส่อยู่ใครต่อใครก็ต้องบอกเป็นเสียงเดียวกันว่างดงามไร้ที่ติไม่ว่าจะผ่านเมืองไหนก็ต้องถูกพูดถึง สินค้าของสองท่านหญิงเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากการบอกเล่าปากต่อปากของชาวเมือง การเดินทางใกล้สิ้นสุดแล้ว ตอนนี้ขบวนสินค้าของท่านหญิงเซียนซูอิงอยู่ห่างจากชายแดนไม่กี่ก้าว หลังจากเสร็จธุระที่เมืองนี้แล้วก็เหลืออีกครึ่งทางก่อนจะกลับถึงเมืองหลวง"ใต้เท้าอู๋มิต้องกลับเมืองหรือ?"จากความรู้สึกเอือมระอาเริ่มกลายเป็นความหมั่นไส้ขึ้นมานิดๆ เพราะอู๋ซือหนิงเอาแต่เกาะติดเพื่อนนางทั้งวัน การงานไม่เสีย แถมมาพลอดรักกันต่อหน้า จากความเอือมระอาที่มีเริ่มกลายเป
เซียนซูอิงไม่ได้หมายตาซุ้มนักกวี แต่เธอก็ไม่อาจมองข้ามได้ เจ้าของขบวนสินค้าเดินทางไปติดต่อย่านการค้าที่ตนได้เช่าหน้าร้านไว้เพราะในช่วงสองวันนี้จะมีการชุมนุมของกลุ่มการค้าหลายกลุ่มในเมือง ไม่ใหญ่เทียบเท่างานเทศกาลแต่ก็เหมาะแก่การเปิดหูเปิดตาและทดลองตลาดจ้าวจินกับเว่ยหย่งฮวาเดินเล่นในเมืองได้อิสระจนกว่าจะถึงช่วงเย็นที่งานชุมนุมกลุ่มการค้าจะเริ่มคึกคักอู๋เถียนที่เพลียจากการเดินทางกลับอยู่กับอกผู้เป็นพ่อ เว่ยหย่งฮวาจูงมือบุตรชายไว้โดยให้เขาเดินกลางระหว่างพ่อแม่"เสี่ยวหรง เจ้าหิวหรือยัง""ข้ายังไม่หิวเท่าไร พึ่งกินเปาจื่อไปหนึ่งลูกบนรถ" เด็กชายตอบมารดาโดยที่มือก็ยังถือเปาจื่อลูกที่สองเอาไว้ด้วย"ท่านพี่ล่ะ อยากกินอะไรหรือไม่""ฮวาฮวาอยากกินอะไรข้าก็กินด้วยทั้งนั้น" อู๋ซือหนิงยิ้มตอบภรรยา เว่ยหย่งฮวาเห็นเขายิ้มตลอดจนคิดว่าหากวันใดเห็นหน้าโกรธเป็นยักษ์มาร โลกคงถึงคราวหายนะแน่"ข้ายังไม่หิวเท่าไร เราเดินเล่นในเมืองสักรอบก่อนก็ได้ ข้ากลัวท่านกับลูกๆ จะล้าเกินไป วันนี้หลังทานมื้อเย็นเสร็จท่านพักอยู่โรงเตี๊ยมกับเด็กๆ ไปเถอะนะ""ฮวาฮวาไม่อยากให้ไปช่วยด้วยหรือ?""ลูกเจอคนเยอะจนจะเฉาอยู่แล้ว ข้า
"ข้ารู้ว่าเขาทั้งรักทั้งหลงเจ้ามาก แต่นี่มันเกินความคาดหมายของข้าไปไปหน่อยนะ" เซียนซูอิงแทบจะเท้าเอวมองสามีของสหายตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนหน้านี้ไม่นานระหว่างกำลังทำการประชาสัมพันธ์ร้านพลอยและเสื้อผ้าในงาน คนที่ไม่ควรอยู่ก็โผล่มาทั้งที่ยังไม่ทันข้ามวันดีด้วยซ้ำ"คงต้องขอรบกวนท่านหญิงสักระยะ" อู๋ซือหนิงว่ายิ้ม ๆ เขายืนอยู่กับที่ยังดูเหมือนรูปสลัก เมื่อก่อนสง่างามอย่างไร วันนี้ยังเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือหลงใหลในตัวภรรยาเกินพอดี"นี่ท่านไม่ได้หนีงานมาใช่ไหม" เว่ยหย่งฮวากระซิบถามสามี"ฮวาฮวาอย่าใส่ร้ายข้าสิ เห็นข้าติดเจ้าแบบนี้แต่การงานข้าไม่เคยเสียนะ" เขาก้มลงไปอุ้มบุตรชายที่ยืนเกาะขาอยู่ขึ้นมา ตอนยังอุ้มได้ต้องอุ้มให้เยอะ ๆ เพราะโตไปกว่านี้คงไม่ยอมให้อุ้มแล้ว"แล้วใต้เท้ามาได้อย่างไร?""ท่านหญิงถามเป็นทางการเหลือเกิน ข้าไม่ได้หนีงานมาจริงๆ นะ""น่าสงสัยสุดๆ""ข้ามีงานราชการที่นี่พอดี ฮ่องเต้เลยทรงอนุญาตให้เป็นการทำงานนอกสถานที่"สรุปก็คือหาทางจะมาให้ได้อยู่นั่นล่ะ!เซียนซูอิงหมดคำจะเอ่ยนางจึงปล่อยเลยตามเลย อู๋ซือหนิงต้องไปพักโรงเตี๊ยมอื่นเพราะที่จองไว้ไม่มีที่พอสำหรับเขา หลังจากแวะมาทักทาย






reviews