Share

บทที่ 12

Penulis: มาแล้วก็อยู่ต่อเถอะ
อวี๋ผินยืนอยู่ข้าง ๆ มองดูสภาพอันน่าสมเพชของเจียงหวนอย่างเต็มตา ในใจรู้สึกสะใจอย่างยิ่ง

นางต้องการให้เจียงหวนจดจำไว้ว่า นางต่างหากคือเจ้าของตำหนักจิ่นหวา!

ตราบใดที่เจียงหวนยังอยู่ในตำหนักจิ่นหวาแม้เพียงวันเดียว ก็ต้องอยู่ภายใต้การสั่งสอนของนาง!

นอกประตู เสี่ยวเจาเงียบเสียงไปได้สักพักแล้ว

หมอม่อที่ทำหน้าที่ตบปากก้มลงไปตรวจดูอาการ จากนั้นก็เดินเข้ามาในประตู

“พระสนมเพคะ นังบ่าวชั้นต่ำนั่นสลบไปแล้วเพคะ”

เมื่ออวี๋ผินได้ยินดังนั้นก็เหลือบมองออกไปข้างนอก เมื่อเห็นเลือดที่นองอยู่บนพื้น ในดวงตาก็พลันเต็มไปด้วยความรังเกียจ

นางโบกมือ สั่งการว่า “โยนออกไป”

เจียงหวนเบิกตากว้างจนแทบจะถลนออกมา ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ

นางดิ้นรนอย่างสุดกำลัง ฝ่ามือถูกกระเบื้องปูพื้นบาดจนเป็นแผล ทิ้งรอยเลือดไว้บนพื้นเป็นทาง

แต่น้ำหนักที่กดทับร่างนางนั้นราวกับภูเขาสองลูก ทำให้นางไม่สามารถขยับได้แม้แต่น้อย

เจียงหวนไม่เคยรู้สึกไร้เรี่ยวแรงถึงเพียงนี้มาก่อน ทำอะไรไม่ได้เลย ได้แต่มองดูเสี่ยวเจาทนทุกข์ทรมาน

นางพลันตระหนักได้ว่า ในวังลึกแห่งนี้ ชีวิตคนนั้นต่ำต้อยยิ่งกว่าหญ้าเสียอีก

นางและเสี่ยวเจาในสายตาของอวี๋ผิน ก็เป็นเพียงมดปลวกที่สามารถบดขยี้ให้ตายได้ทุกเมื่อ

และยิ่งเจียงหวนดูน่าสมเพชเพียงใด อารมณ์ของอวี๋ผินก็ยิ่งดีขึ้นเท่านั้น

นางมองเจียงหวนด้วยท่าทีที่เหนือกว่า จากนั้นยกยิ้มอย่างหยิ่งผยอง

“คิดดูให้ดี ๆ ว่าเจ้าควรจะทำอย่างไรกันแน่”

พูดจบ อวี๋ผินก็ยกมือขึ้น สั่งให้คนปล่อยตัวเจียงหวน

หลังจากได้รับอิสระ สิ่งแรกที่เจียงหวนทำคือวิ่งออกไปนอกตำหนัก แม้แต่เชือกที่มัดอยู่บนหน้าก็ยังไม่ทันได้แกะ

นางวิ่งเร็วมาก ลมที่พัดมาเป็นระลอกปะทะเข้ากับใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตา

ราวกับมีดเล่มหนึ่ง กำลังเฉือนนางออกเป็นชิ้น ๆ

เสี่ยวเจาถูกโยนทิ้งไว้ข้างทาง ไม่ขยับเขยื้อน

ร่างของเจียงหวนโงนเงน โซซัดโซเซเข้าไปหานาง

ขอบตาของนางแดงก่ำ กลั้นหายใจ ยื่นมือออกไปอย่างระมัดระวังเพื่อตรวจลมหายใจของเสี่ยวเจา

หนึ่งวินาที สองวินาที...

เมื่อสัมผัสได้ถึงลมหายใจอันแผ่วเบา เจียงหวนก็พลันถอนหายใจเฮือกใหญ่

เสี่ยวเจายังมีชีวิตอยู่! ยังมีชีวิตอยู่!

ขอเพียงแค่คนยังไม่เป็นอะไร ตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีโอกาสใด ๆ

เมื่อไม่มีใครช่วย เจียงหวนก็ทำได้เพียงประคองเสี่ยวเจาขึ้นมาอย่างระมัดระวัง พยุงนางเดินจากไปทีละก้าว ๆ

หลังจากกลับมาถึงตำหนักฝั่งตะวันตก เจียงหวนก็วางเสี่ยวเจาลงบนเตียง ค้นหายาขี้ผึ้งที่แอบซ่อนไว้

ตลอดสามเดือนที่มาอยู่ในโลกใบนี้ มีเสี่ยวเจาที่คอยอยู่เคียงข้างนางมาตลอด

ตอนที่นางถูกคนในวังหลังรังแก เสี่ยวเจาก็คอยยืนขวางอยู่ข้างหน้านาง ปกป้องนางโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น

ครั้งนี้ก็เช่นกัน

เด็กคนนี้ทำไมถึงได้โง่อย่างนี้นะ

น้ำตาเอ่อคลอในดวงตาของเจียงหวน นางค่อย ๆ ทำแผลบนใบหน้าให้เสี่ยวเจาอย่างระมัดระวัง

มุมปากของเสี่ยวเจาแตกยับเยิน แก้มบวมเป่ง แดงอมม่วงไปทั้งแถบ ปะปนกับเส้นเลือดฝอยที่แตก ดูน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง

เจียงหวนใช้แผ่นไม้ ค่อย ๆ ทายาให้เสี่ยวเจา บาดแผลที่น่าสะพรึงกลัวทำให้ตัวนางสั่นเทิ้ม

อาจเป็นเพราะไม่สามารถควบคุมแรงได้ ทำให้ไปโดนแผลเข้า เสี่ยวเจาขมวดคิ้วแล้วหดตัวทันที

เจียงหวนรู้สึกราวกับหัวใจของตนเองก็หดตัวตามไปด้วย แทบจะหลั่งเลือดออกมาได้

อวี๋ผินเพียงแค่พูดประโยคเดียว ก็สามารถลงโทษเสี่ยวเจาได้ตามใจชอบ

ส่วนนางเป็นเพียงฉางไจ้ตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง ไม่มีอำนาจใด ๆ ทั้งยังไม่เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้

เจียงหวนไม่เคยมีความตั้งใจที่จะแย่งชิงความโปรดปรานกับสนมเหล่านั้นเลยจริง ๆ นางเพียงแค่อยากจะเป็นคนขี้เกียจที่นอนกินบ้านกินเมืองไปวัน ๆ

แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น กลับไม่เป็นไปตามที่นางต้องการเลย

เพราะเรื่องที่ได้ถวายตัวให้ฝ่าบาท อวี๋ผินก็จงเกลียดจงชังนางแล้ว หากนางยังคงนอนแผ่ไม่ต่อสู้ดิ้นรนต่อไปเช่นนี้ สุดท้ายก็มีแต่จะทำให้คนข้างกายต้องตายไปด้วย

น้ำตาที่คลออยู่ในดวงตา ในที่สุดก็ไหลรินลงมา

ราวกับเขื่อนแตก ไหลทะลักออกมาอย่างไม่สามารถควบคุมได้

เจียงหวนยกมือขึ้นคิดจะเช็ด แต่ยิ่งเช็ดก็ยิ่งหยุดไม่ได้

นางร้องไห้ให้กับความไร้ความสามารถของตนเอง

หากไม่ได้ติดตามนายหญิงเช่นนาง เสี่ยวเจาอาจจะไม่ต้องมาทนทุกข์เช่นนี้

ในความสะลึมสะลือ เสี่ยวเจาได้ยินเสียงร้องไห้ ก็พยายามลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก

“นายหญิงน้อย...” น้ำเสียงของเสี่ยวเจาแหบแห้ง พูดจาอู้อี้ เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดอย่างยิ่ง “บ่าว...ได้...สร้างความลำบากให้ท่านหรือไม่เพคะ...”

พอเสี่ยวเจาอ้าปาก ก็มีเลือดไหลซึมออกมาจากมุมปาก

“อย่าพูด”

เจียงหวนใช้แขนเสื้อเช็ดหน้าลวก ๆ พยายามทำตัวให้ดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“เจ้าพักผ่อนให้ดี ๆ ไม่ต้องคิดมาก ข้าจะจัดการทุกอย่างเอง”

เสี่ยวเจาเจ็บหนักมาก ตอนนี้ก็แค่พยายามฝืนทน เมื่อได้รับการปลอบโยนจากเจียงหวน ก็สลบไปอีกครั้ง

เจียงหวนไม่ได้จากไปไหน นั่งครุ่นคิดอยู่ข้างเตียง

ตำหนักจิ่นหวานี้ นางไม่อยากจะอยู่แม้แต่วันเดียว แต่หากต้องการจะย้ายออกจากตำหนัก ก็ต้องดูสีพระพักตร์ของฮ่องเต้เท่านั้น

และการจะหนีให้พ้นจากอวี๋ผิน ก็ต้องอาศัยสีพระพักตร์ของฮ่องเต้เช่นกัน

นางตัวคนเดียวไร้ซึ่งอำนาจ ตอนนี้ทำได้เพียงอดทนไปก่อน แล้วค่อยหาโอกาส

นางรู้จุดประสงค์ของอวี๋ผิน ก็แค่ต้องการให้นางทำอาหาร เพื่อนำไปเอาใจฮ่องเต้

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ นางก็จะทำให้อวี๋ผินสมหวัง

เมื่อคิดได้แล้ว เจียงหวนก็มุ่งหน้าไปยังตำหนักใหญ่ ถูกนางกำนัลพาไปอยู่เบื้องหน้าอวี๋ผิน

“หม่อมฉัน คารวะอวี๋ผินเพคะ” เจียงหวนย่อเข่าลงทำความเคารพอย่างนอบน้อม

ตอนนี้เสี่ยวเจาบาดเจ็บ ยังไม่รู้ว่าจะฟื้นตัวเมื่อไร นางจะต้องทำให้อวี๋ผินสงบลงให้ได้

จะปล่อยให้อวี๋ผินมาหาเรื่องพวกนางอีกไม่ได้แล้ว

อวี๋ผินไม่ได้เอ่ยปาก นางยกถ้วยชาขึ้นมาจิบอย่างเชื่องช้าละเมียดละไม จนกระทั่งดื่มชาหมดถ้วย จึงค่อย ๆ เอ่ยปาก

“ลุกขึ้นเถอะ”

ขาของเจียงหวนปวดเมื่อย เสื้อผ้าบนตัวชุ่มไปด้วยเหงื่อ ปอยผมที่เปียกชื้นแนบติดอยู่บนใบหน้า

แต่นางไม่ขยับ

“หม่อมฉันทำผิด หม่อมฉันไม่กล้าลุกขึ้นเพคะ”

รอยยิ้มของอวี๋ผินกว้างขึ้น จงใจเอ่ยถาม “พูดมาสิ เจ้าทำผิดอะไร”

“พระสนมให้หม่อมฉันทำอาหาร เป็นการให้เกียรติหม่อมฉัน ก่อนหน้านี้...” เสียงของเจียงหวนสั่นเครือ “ก่อนหน้านี้เป็นหม่อมฉันที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง หม่อมฉันยินดีจะช่วยพระสนมทำอาหาร ขอพระสนมโปรดยกโทษให้หม่อมฉันด้วยเพคะ”

“ต่อไปหากพระสนมและฝ่าบาททรงมีพระประสงค์ หม่อมฉันพร้อมรับใช้ทุกเมื่อเพคะ”

น้ำตาหยดลงมา ผสมกับเหงื่อบนหน้าผากของนาง แล้วหยดลงบนพื้นจนเป็นรอยเปียก

เจียงหวนวางตัวอย่างต่ำต้อยที่สุด นางมาเพื่อขายความน่าสงสาร ยิ่งนางดูน่าสมเพชเพียงใด อวี๋ผินก็จะยิ่งสะใจมากขึ้นเท่านั้น

เป็นไปตามคาด รอยยิ้มบนใบหน้าของอวี๋ผินยิ่งสดใสขึ้น

ประโยคสุดท้ายนี้ช่างถูกใจนางยิ่งนัก

ฮ่องเต้โปรดฝีมือของเจียงหวน หากเรียนรู้มาได้ก็ย่อมดีที่สุด

หากเรียนรู้ไม่ได้ เช่นนั้นก็ขังเจียงหวนไว้ในตำหนักจิ่นหวาให้เป็นแม่ครัว ผลลัพธ์ก็เหมือนกัน

นางคือเจ้าของตำหนักจิ่นหวาแห่งนี้ เจียงหวนในตำหนักของนางก็เป็นเพียงสุนัขตัวหนึ่ง

เมื่อสุนัขไม่เชื่อฟัง ก็ควรจะสั่งสอน

นี่อย่างไรเล่า จำขึ้นใจแล้ว

“ถือว่าเจ้ารู้จักคิด”

ในใจของอวี๋ผินรู้สึกพึงพอใจ ตราบใดที่เจียงหวนยอมเชื่อฟังอย่างว่าง่าย นางก็ไม่ใช่ว่าจะยอมรับเจียงหวนไม่ได้

อย่างไรเสียนี่ก็เป็นอาวุธชั้นดีในการแย่งชิงความโปรดปรานของนาง

“ในเมื่อเจ้ารู้จักสำนึกผิดแล้ว เช่นนั้นข้าก็จะให้โอกาสเจ้าอีกครั้ง”

แต่เจียงหวนกลับนิ่งเงียบ ยังไม่ได้ลุกขึ้นทันที

ก่อนหน้านี้เสี่ยวเจาบอกว่าที่ตำหนักรองฝั่งตะวันตกไม่มีวัตถุดิบเหลือแล้ว นั่นไม่ใช่เรื่องโกหก

เจียงหวนไม่เชื่อว่าอวี๋ผินจะไม่รู้

ตอนนี้อวี๋ผินให้นางทำอาหาร นางจะสร้างข้ออ้างให้อวี๋ผินลงโทษนางอีกไม่ได้

เจียงหวนเม้มปาก แสร้งทำท่าทางลำบากใจอย่างยิ่ง พยายามเอ่ยปากออกมา

“มิกล้าปิดบังพระสนมเพคะ หม่อมฉันมีฐานะต่ำต้อย วัตถุดิบที่ใช้ในตำหนักฝั่งตะวันตกปกติแล้วล้วนเป็นของเหลือจากพวกหมาแมวในวัง พระสนมสูงศักดิ์เพียงนี้ หม่อมฉันมิกล้าใช้ของเหล่านี้มาทำอาหารให้พระสนมจริง ๆ เพคะ”

ในใจของเจียงหวนนั่นล้วนเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศ แต่นางต้องพูดเช่นนี้เท่านั้นจึงจะทำให้อวี๋ผินพอใจได้

ยิ่งนางลดตัวลงไปอยู่กับหมากับแมวมากเท่าไร ก็ยิ่งแสดงถึงความสูงศักดิ์ของอวี๋ผินมากเท่านั้น

“ฮ่า ๆ ๆ ๆ”

อวี๋ผินไม่คิดว่าเจียงหวนจะพูดเช่นนี้ หัวเราะจนปิ่นระย้าบนหัวสั่นไหวไปหมด สักพักใหญ่จึงจะหยุดลง

มาจากตระกูลเล็ก ๆ ก็อย่างนี้แหละ ไม่น่าจะได้ขึ้นมาเป็นใหญ่มีหน้ามีตาหรอก

นางเช็ดน้ำตาที่หัวเราะจนไหลออกมา ในใจรู้สึกสะใจ

“เจ้าแค่ทำไปก็พอ ต้องการอะไร ข้าจะให้ชุ่ยอิงไปเตรียมให้เจ้าเอง”

เจียงหวนถอนหายใจอย่างโล่งอก นางรู้ว่าด่านนี้ผ่านไปได้แล้ว

หากต้องการให้อวี๋ผินขาดความช่วยเหลือจากนางไม่ได้ เช่นนั้นนางก็จะต้องแสดงคุณค่าที่ไม่มีใครสามารถมาแทนได้

เมื่อคิดได้แล้ว เจียงหวนก็ตัดสินใจทำเนื้อย่างเตาถ่าน นางไปขอวัตถุดิบจากชุ่ยอิง

อาหารจานนี้ แน่นอนว่าไม่ได้คิดขึ้นมาลอย ๆ

การย่างเนื้อต้องควบคุมไฟให้ดี หรือแม้กระทั่งต้องกินตอนที่ย่างเสร็จใหม่ ๆ จึงจะมีรสชาติ นี่เป็นสิ่งที่อวี๋ผินไม่สามารถเรียนรู้ได้ในระยะเวลาสั้น ๆ

เมื่อได้ยินของที่เจียงหวนต้องการ สีหน้าของอวี๋ผินก็พลันมืดมนเล็กน้อย

“ข้าเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรกว่าการทำอาหารต้องใช้ถ่านไฟกับตะแกรงด้วย จวงฉางไจ้ เจ้าคงไม่ได้กำลังล้อข้าเล่นอยู่ใช่หรือไม่?”

“หม่อมฉันมิกล้าเพคะ” เจียงหวนรีบโค้งคำนับ อธิบายอย่างว่าง่าย “ขอพระสนมโปรดใจเย็นก่อน หากหม่อมฉันทำอาหารที่พระสนมพอใจออกมาไม่ได้ หม่อมฉันยินดีรับโทษแต่โดยดีเพคะ”

อวี๋ผินเหลือบมองเจียงหวนแวบหนึ่ง คิดว่านางคงไม่กล้าหลอกลวงตนเอง

ไม่นานนัก ชุ่ยอิงก็นำวัตถุดิบและเครื่องมือที่เจียงหวนต้องการมาให้

เจียงหวนมาถึงครัวก็เริ่มยุ่งวุ่นวาย นางหั่นเนื้อเป็นชิ้นบาง ๆ หมักด้วยซอสสูตรพิเศษ จากนั้นก็นำผักไปล้างแล้วจัดวางให้สวยงาม แล้วยังปรุงน้ำจิ้มอีกสองสามอย่างไว้กินคู่กับเนื้อ

เพียงแต่ในครั้งนี้ นางไม่มีความสุขในการทำอาหารเหมือนเมื่อก่อน

เมื่ออาหารเลิศรสถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการแย่งชิงความโปรดปราน ก็ย่อมสูญเสียรสชาติดั้งเดิมไป

คนขี้เกียจเช่นนาง ตอนนี้ก็เหมือนกับเนื้อย่างบนเตาไฟ

ถูกไฟแห่งความริษยาในวังหลังนี้ ย่างจนสุกไปทั่วทุกด้าน

เมื่อเตรียมทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย เจียงหวนก็จุดไฟถ่าน วางตะแกรงลงไป แล้วเริ่มย่างเนื้อ

ฝีมือการใช้มีดของนางดีมาก เนื้อถูกหั่นบางมาก วางลงบนตะแกรง ใช้เวลาไม่กี่อึดใจเนื้อหนึ่งชิ้นก็สุกแล้ว

เจียงหวนคีบเนื้อชิ้นแรกที่ย่างเสร็จใส่ในชาม ถวายให้อวี๋ผิน

“พระสนม เชิญชิมเพคะ”

ก่อนหน้านี้ตอนที่อวี๋ผินได้กลิ่นหอม ในใจก็รู้สึกคันยิบ ๆ อยากกินจนทนไม่ไหวแล้ว ตอนนี้เมื่อรับชามมาแล้ว ก็กินเข้าไปคำหนึ่ง น้ำจากเนื้อชิ้นนั้นก็ระเบิดออกในปาก กรอบนอกนุ่มใน อร่อยเลิศรส

ขนตาของอวี๋ผินสั่นไหวอย่างไม่อาจควบคุม นางไม่เคยกินอะไรที่อร่อยขนาดนี้มาก่อน!

เนื้อชิ้นที่สองย่างเสร็จแล้ว อวี๋ผินกินอย่างละเมียดละไม ปล่อยให้ความมันของเนื้อซึมเข้าไปในร่องริมฝีปาก

เจียงหวนย่างเนื้ออีกชิ้นหนึ่ง หยิบผักกาดหอมขึ้นมา ห่อเนื้อไว้ แล้วยื่นให้อวี๋ผิน

“หากห่อด้วยใบผักสด รสชาติจะยิ่งเลิศล้ำ พระสนมลองดูสิเพคะ”

“แล้วก็น้ำจิ้มพวกนี้ แต่ละอย่างก็มีรสชาติที่แตกต่างกันไป” เจียงหวนชี้ไปที่ถ้วยกระเบื้องที่ใส่น้ำจิ้มไว้ แนะนำอย่างใจเย็น “มีน้ำจิ้มกระเทียม มีผงพริกป่นยี่หร่า มี...”

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • อ่านใจทรราช สนมปลาเค็มถล่มวังหลัง   บทที่ 420

    วุ่นวายกว่าที่คิดไว้จริงๆ ด้วย ภัยพิบัติจากธรรมชาติและหายนะที่เกิดจากมนุษย์ อีกทั้งยังเรื่องข้าราชการโกงกินอีก ไม่น่าเล่าเขาถึงได้ดูอับจนหนทางเช่นนี้เจียงหวนนึกถึงกรณีคล้ายกันที่ถูกบันทึกไว้ในหนังสือยุคปัจจุบัน ก่อนจะสูดหายใจลึกๆ“ฝ่าบาทเพคะ” น้ำเสียงของนางชัดเจนและหนักแน่น “หม่อมฉันคิดว่า ภารกิจที่เร่งด่วนที่สุดในยามนี้ ก็คือมอบเงินช่วยเหลือผ่านการทำงานเพคะ”ฮั่วหลินชะงัก “มอบเงินช่วยเหลือผ่านการทำงาน?”“ใช่เพคะ”เจียงหวนพยักหน้า นางเริ่มอธิบายเป็นลำดับอย่างชัดเจน“แทนที่จะปล่อยให้ผู้ลี้ภัยว่างงานไปวันๆ รวมตัวกันก่อเหตุวุ่นวาย มิสู้รวมกลุ่มพวกเขาสร้างระบบน้ำ เสริมความแข็งแกร่งให้บ่อน้ำในเมือง ซ่อมแซมถนนหลวง ราชสำนักให้อาหารที่พักและเงินค่าแรงเล็กน้อย แบบนี้พวกเขาก็จะมีทางรอด ไม่ถึงกับต้องอดตาย และพวกเขาก็ยังมีงานทำ ทำให้จิตใจสงบมั่นคง แล้วยังทุ่มเทแรงกายทำงานก่อสร้างสิ่งต่างๆ ได้อีกนะเพคะ” นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้นว่า “ขณะเดียวกัน จำเป็นต้องตรวจสอบและจับขุนนางโลภ ฝ่าบาทส่งผู้ตรวจการหรือขุนนางที่ไว้วางพระทัยได้ มอบกระบี่อาญาสิทธิ์ให้พวกเขาไปทำการสื

  • อ่านใจทรราช สนมปลาเค็มถล่มวังหลัง   บทที่ 419

    เจียงหวนชะงักฝีเท้า ได้ยินเสียงความเดือดดาลและร้อนใจที่คุกรุ่นอยู่ในใจของฮั่วหลินอย่างชัดเจน[เจ้าพวกโง่ รู้จักแต่ฆ่าแกงกัน!][ชาวบ้านผู้ลี้ภัยก็เป็นราษฎรของข้าเช่นกัน พวกเขาหิวโหยและหนาวเหน็บถึงขนาดนั้น ใครบ้างเล่าไม่อยากมีชีวิตอยู่?][ฆ่า? ฆ่าให้หมดไหวหรืออย่างไร? หากฆ่าหมดแล้วใครจะมาทำไร่ไถนา? ใครจะมาจ่ายภาษี?][ยังมีการช่วยเหลือหลังปัญหาอุทกภัยที่เมืองเจียงหนานอีก เงินสองก้อนถูกส่งไปแล้ว กว่าขุนนางแต่ขั้นขูดรีดเสร็จ เหลือถึงมือราษฎรสักกี่แดงกันเชี่ยว?][พวกริ้นไรพวกนี้! ข้าเกลียดยิ่งนัก...]เสียงในใจของฮั่วหลินเต็มไปด้วยความเคียดแค้นและไร้กำลังอย่างสุดซึ้ง ราวกับสัตว์ร้ายที่ถูกขังไว้ในกรง หาทางออกไม่เจอหัวใจของเจียงหวนหนักอึ้งเล็กน้อยนางรู้ว่าฮั่วหลินกดดันอย่างมาก ปัญหาที่อยู่ของผู้ลี้ภัย การโกงกินกันในราชสำนัก… แต่ละเรื่องล้วนเป็นปัญหาที่รับมือยากขุนนางใหญ่พวกนั้นในราชสำนัก บ้างก็รับเบี้ยหวัดแต่ไม่ทำงาน บ้างก็รู้จักแต่ฝักใฝ่อำนาจในราชสำนัก คนที่แบ่งเบาภาระของเขาได้อย่างแท้จริงนั้นมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อยก่อนหน้านี้ แม้ว่านางจะลอบช่วยเหลืออย่างลับๆ บ้าง แต่ก็ต้องระมัดระว

  • อ่านใจทรราช สนมปลาเค็มถล่มวังหลัง   บทที่ 418

    “พระสนมเกรงใจเกินไปแล้วเพคะ หม่อมฉันได้สอนพระสนมนับว่าเป็นบุญวาสนา มิกล้ารับไว้หรอกเพคะ”“รับไว้เถิด” เจียงหวนยิ้ม “มิใช่สิ่งของล้ำค่าใด แต่เจ้าต้องชอบแน่”[พระสนมให้ของขวัญฉัน? ลุ้นจังเลยว่าจะเป็นอะไร!]เหอหลิงตื่นเต้นมาก ความหงุดหงิดที่ระบบสร้างขึ้นเมื่อครู่หายไปในพริบตา“ขอบพระทัยพระสนมที่ตบรางวัลเพคะ!” นางรีบโน้มตัวทำความเคารพ รอยยิ้มแห่งความสุขเบ่งบานเต็มใบหน้า“นี่ก็ค่ำแล้ว เจ้าก็รีบกลับไปเถิด” เจียงหวนกล่าวอย่างอ่อนโยน“เพคะ หม่อมฉันทูลลา” เหอหลิงกอดกล่องของขวัญไว้แน่น จากนั้นก็รีบถอยหลังออกจากตำหนักเว่ยยางด้วยฝีเท้าแห่งความเบิกบานใจครั้นเห็นว่าเงาร่างของเหอหลิงหายลับไปจากประตูตำหนักแล้ว เจียงหวนจึงค่อยถอยหายใจส่งกลับไปได้สักทีเด็กคนนี้ จิตใจบริสุทธิ์ น่าสงสารที่ถูกเจ้าระบบบ้านั่นทำให้เดือดร้อนขนาดนี้เจียงหวนมองท้องฟ้า ตอนนี้ก็ใกล้ได้เวลามื้อเย็นแล้ว นางหมุนตัวเดินไปทางห้องครัวเล็กโดยตรงกวาดสายตามองวัตถุดิบทำอาหารที่หลากหลายอุดมสมบูรณ์ตรงหน้า พร้อมกับเริ่มคิดคำนวณในใจฮั่วหลิน ตาคนนั้น พักนี้ดูเหมือนงานยุ่งมากวันๆ ขลุกอยู่แต่กับการตรวจฎีกาในห้องทรงพระอักษร ไม่

  • อ่านใจทรราช สนมปลาเค็มถล่มวังหลัง   บทที่ 417

    เหอหลิงตื่นเพราะรู้สึกคอแห้ง นางลืมตาขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือ สายตายังคงพร่ามัวอยู่เล็กน้อยสิ่งที่ปรากฏสู่สายตาคือเพดานในตำหนักเว่ยยางอันคุ้นเคย เพียงแต่แสงแดดข้างนอกที่ส่องลอดเข้ามาในหน้าต่างได้กลายเป็นแสงยามสายัณห์แล้ว[อืม… นี่ฉันหลับไปเหรอ? ตั้งแต่เมื่อไรกัน? ][ใช่สิ พระสนมรินชาให้ฉันถ้วยหนึ่ง จากนั้นฉันก็จำอะไรไม่ได้เลย]เหอหลิงนวดขมับที่รู้สึกปวด พยายามย้อนนึกแต่เศษเสี้ยวความทรงจำยากที่จะนำมาปะติดปะต่อ ความละอายใจอย่างหนึ่งกลับผุดขึ้นมาในใจ[ให้ตายเถอะ ไม่นึกเลยว่าฉันจะหลับในตำหนักของพระสนม แถมยังหลับเป็นตายอย่างนี้อีก][เสียมารยาทจริงๆ เลย!]เหอหลิงตื่นเต็มตาในทันที นางรีบลุกขึ้นมา จากนั้นก็มองไปรอบๆเห็นเพียงเจียงหวนนั่งอยู่ไม่ไกล ในมือยังคงถือเข็มถักและไหมพรมก้อนหนึ่งไว้ ถักทออย่างแช่มช้า“พระสนม…”เหอหลิงรีบลุกขึ้น เสียงฟังดูแหบพร่าเพราะเพิ่งตื่น “ขออภัยด้วยเพคะ หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจจะงีบหลับ ครั้งหน้า ครั้งหน้าพระสนมตบหน้าปลุกหม่อมฉันได้เลยนะเพคะ!”เจียงหวนเงยหน้าขึ้นมองนาง ใบหน้าแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน“ตื่นแล้วหรือ? หลับสบายหรือไม่?” นางวางสิ่งของในมือลง ชี้

  • อ่านใจทรราช สนมปลาเค็มถล่มวังหลัง   บทที่ 416

    ไม่นาน น้ำชาถูกดื่มจนเห็นก้นถ้วย เจียงหวนยังคงเห็นเหอหลิงมีท่าทางเหม่อลอย จึงได้แต่ถอนหายใจเบาๆ หยิบผ้าคลุมบางๆ มาคลุมที่หน้าตักของนาง“นอนสักครู่เถิด พักผ่อนสักหน่อย” เสียงของนางอ่อนโยนราวกับมีฤทธิ์กล่อมประสาทอาจเพราะชาเย็นถ้วยนั้นแสดงผล หรืออาจเพราะเสียงอ่อนโยนของเจียงหวนกล่อมให้ประสาทที่ตึงเครียดของเหอหลิงผ่อนคลายลง เหอหลิงรู้สึกเพียงหนังตาหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ ความง่วงถาโถมเข้ามานางไม่ทันได้ครุ่นคิดถึงค่าความใกล้ชิดที่ผิดปกตินั่น ก็เอนหลังลงไปที่พนักตั่ง เอียงหัวนอนหลับไปเสียแล้วเจียงหวนมองใบหน้าด้านข้างยามหลับของเหอหลิงแพขนตางอนยาวทอดเงาแผงเล็กๆ อยู่ใต้ดวงตา คิ้วงามขมวดเข้าหากันเล็กน้อย คล้ายนอนหลับไม่สนิทนางยื่นนิ้วมือออกไปจิ้มแก้มของเหอหลิงหลับได้เร็วทีเดียว ดูท่าฤทธิ์ยากล่อมประสาทถ้วยนั้นยอดเยี่ยมมากในเวลานี้เอง เสียงคลื่นอิเล็กทรอนิกส์ของระบบดังขึ้นในหัวของเหอหลิงอีกครั้ง「แจ้งเตือน! ตรวจพบสารออกฤทธิ์กล่อมประสาทในร่างกายของโฮสต์ สารดังกล่าวส่งผลให้จิตใต้สำนึกของโฮสต์ผิดปกติ ระบบป้องกันตัวหยุดทำงานโดยสมบูรณ์! 」「ทดลองเปิดโหมดเร่งการเผาผลาญ… ล้มเหลว! สมรรถภาพด้าน

  • อ่านใจทรราช สนมปลาเค็มถล่มวังหลัง   บทที่ 415

    เข็มถักในมือของเจียงหวนสอดสานกันอย่างมีจังหวะ ไหมพรมนิ่มพันอยู่รอบปลายนิ้วกลิ่นหอมของอาหารที่ยังเหลืออยู่และกลิ่นอายอบอุ่นของไหมพรมที่กระจายอยู่ในอากาศ เดิมทีควรเป็นช่วงเวลาที่ชวนให้รู้สึกง่วงแต่ทว่า คลื่นความกลัวที่ซัดสาดอยู่ภายในใจของเหอหลิงกลับดังเข้ามาในหูของเจียงหวนอย่างชัดเจนนางเหลือบมองเหอหลิงด้วยหางตาอย่างแนบเนียน เห็นเพียงเหอหลิงสีหน้าซีดเผือด ร่างกายสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุมอัตราอันตรายถึง 65% ฟังดูแล้วก็น่ากลัวมากแต่ทว่า มันจะไม่น่าเหลือเชื่อเกินไปหน่อยหรือถ้าพิจารณาจากที่ระบบบ้านี่ประเมินค่าความประทับใจของฮั่วหลินเมื่อคราวก่อน ตอนนี้เจียงหวนสงสัยในความน่าเชื่อถือของมันอย่างมากเจียงหวนเห็นเหอหลิงตกใจจนวิญญาณแทบหลุดจากร่าง นางได้แต่ลอบเดาะลิ้นในใจ นี่มันมิจฉาชีพชัดๆได้แต่อกสั่นขวัญแขวนทั้งวัน ก็นับว่าน่าสงสารมากแล้ว การทะลุมิติมาไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆเห้อ น่าสงสารจริงๆขณะคิด เจียงหวนรู้สึกทนดูไม่ได้ขึ้นมานางวางเข็มถักในมือลง ลุกขึ้นและเดินไปนั่งที่ตั่งมองดูใบหน้าซีดขาวของเหอหลิง เจียงหวนยื่นมือออกไปเสยปอยผมที่อยู่ตรงหน้าผาก“เป็นอะไรไป จู่ๆ ก็เหงื่ออ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status