ตอนที่ 2 คลุมถุงโครม
“นี่มันหมายความว่ายังไงคะภารัญ” แฟนสาวหันมาคาดคั้น
“ผมไม่คิดที่จะแต่งงานกับเด็กนั่น ผมถึงไม่ได้บอกคุณ”
“ไม่แต่ง แล้วคุณแม่ละคะ คุณจะทำยังไงกับท่าน”
“ยังพอมีเวลาอยู่ ผมจะพยายามคุยกับคุณแม่อีกที เรื่องงานแต่งงานมันไม่ได้สำคัญเลย คุณแม่จัดงานเล็ก ๆ เท่านั้น คุณไม่ต้องเป็นห่วงหรอก บางทีผมคิดว่านี่อาจเป็นแผนที่คุณแม่อยากให้เราสองคนเลิกกันก็ได้” ภารัญมองตามเข้าไปภายในบ้าน เขารู้จักนิสัยแม่ตัวเอง และรู้ว่าคุณหญิงเพียงเพ็ญไม่ปลื้มลิตาเท่าไหร่นัก อาจเพราะลิตาเติบโตมาในต่างประเทศทำให้คำพูดคำจากิริยาท่าทางเอียงไปข้างฝรั่ง จึงดูกระด้างและมั่นใจในตัวเอง
“แล้วคืนนี้ละคะ งานวันเกิดของลิตา” มือสอดลงไปคล้องแขนคนรัก หน้าเง้าหงิกงอไม่พอใจ
“คุณแม่กำลังโกรธ ถ้ายิ่งไปขวางจะไม่เป็นผลดี คุณเอารถผมไป แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยขับมาหาผมที่บริษัท”
“แต่ถ้าคุณไม่ไป เพื่อน ๆ จะไม่นินทาลิตาหรือคะ”
“เอาอย่างนี้สิ ช่วงที่คุณเป่าเค้ก วิดีโอคอลมาหาผมก็ได้ ผมจะอวยพรคุณต่อหน้าทุกคน แล้วเดี๋ยวผมจะพาคุณไปดินเนอร์เป็นการชดเชย ที่วันนี้ละเลยไม่ได้งานวันเกิด”
“ก็ได้ค่ะ คุณสัญญากับลิตาแล้วนะคะ” แขนเรียวคล้องต้นคอแฟนหนุ่มจากนั้นเขย่งปลายเท้าจูบเบา ๆ ลงไปบนกลีบปากนุ่มนวล
เมื่อเห็นว่าลูกชายเพียงคนเดียว เดินตามเข้ามาภายในบ้าน คนเป็นแม่จึงค่อยรู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยภารัญยังคงหลงเหลือความเคารพยำเกรงให้กับแม่ ไม่ได้หลงใหลแฟนสาวหน้าสวยจอมร้ายกาจคนนั้น
“การที่ผมยอมคุณแม่ ไม่ได้แปลว่าผมจะแต่งงานกับเด็กคนนี้นะครับ” ตาคมสะบัดมองไปยังเด็กสาวบ้านนอกที่ยังนั่งกอดเอวแม่ของเขาอยู่
“แกจะดื้อรั้นดึงดันกับแม่เรื่องอื่นนั้นแม่ไม่เคยห้าม ตั้งแต่เล็กจนโตแม่ปล่อยให้แกมีอิสระในการตัดสินใจทุกเรื่อง แต่เรื่องนี้แม่ยอมไม่ได้ ยังไงแกก็ต้องแต่งงานกับหนูกานต์”
“แล้วลิตาล่ะครับ คุณแม่ก็ทราบว่าผมกับลิตาเราคบกันมาตั้งแต่ตอนผมเรียนอยู่เมืองนอก ครอบครัวของลิตาเขาก็รับรู้มาตลอด เพื่อน ๆ ของเรา คนในสังคมทุกคนรับรู้มาตลอดว่าลิตาคือคนรักของผม”
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง เดี๋ยวพอแต่งงาน ทุกคนก็จะรู้เองโดยปริยายว่าหนูกานต์คือเมียแก ขอแค่อย่างเดียว อย่าได้มีข่าวว่าแกแอบไปคบชู้ เป็นคนรักเก่าก็แล้วกัน”
“คุณแม่!”
“เอาละ พอแล้ววันนี้แม่กำลังมีความสุข ดีใจที่หนูกานต์มาหา แกพาน้องขึ้นไปเก็บของ แล้วก็แนะนำบ้านเราให้น้องรูด้วยว่าอะไรอยู่ตรงไหน เดี๋ยวแม่จะเข้าไปในครัว ไปดูแลให้เขาเตรียมมื้อเย็นให้หนูกานต์สักหน่อย”
“คุณป้าให้หนูเข้าไปช่วยไหมคะ หนูตำน้ำพริกเก่งนะ” มนตกานต์เอียงหน้าส่งยิ้มหวานอย่างเด็กซื่อ
“ไม่ต้องหรอกลูก หนูเพิ่งมาถึงให้พี่เขาพาขึ้นห้องไปอาบน้ำอาบท่าให้สบายตัว แล้วให้พี่เขาพาไปเดินเล่นในสวนรอถึงเวลามื้อค่ำค่อยมากินข้าวกับป้านะ” เพียงเพ็ญยื่นมือขึ้นมาดึงแก้มป่องของลูกสาวเพื่อนสนิทด้วยความรักใคร่เอ็นดู
“นี่ห้องเธอ” ภารัญเดินนำทางคู่หมั้นฟ้าแลบมาหยุดอยู่หน้าประตูห้อง ปากบุ้ยชี้ใบ้อย่างไม่เต็มใจ
มนตกานต์ยืนอ้าปากค้างตาเหลือก มองความเวอร์วังอลังการของห้องนอนใหญ่ ก่อนจะเดินไปสำรวจสิ่งนั้นสิ่งนี้ด้วยความสนใจ โดยมีสายตาแห่งความอึดอัดเบื่อหน่ายของภารัญมองตามอย่างเลื่อนลอย เพราะใจในคอยพะวงนึกห่วงไปถึงความรู้สึกของคนรัก
“เดี๋ยวค่ะ คุณภารัญ” มือบางไร้ความอ่อนนุ่ม คว้าแขนว่าที่เจ้าบ่าวในอนาคตไว้ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังจะเดินหนีออกไปจากห้อง
“อะไรของเธอ”
“ไอ้อันนี้มันใช้ยังไงคะ หนูทำไม่เป็น” หน้าก้มลงไปเอียงคอมองก๊อกน้ำหน้าตาประหลาด
“เฮ้อออออ อันนี้น้ำอุ่น อันนี้น้ำธรรมดา ส่วนอันนี้เป็นสตรีมสำหรับตีฟอง ส่วนในนั้นห้องอาบน้ำ นี่ประตูทะลุไปห้องแต่งตัว พวกของใช้พวกแชมพู ครีมอาบน้ำจะเก็บอยู่ในนี้ แม่บ้านจะเอามาเติมให้” ลูกชายเจ้าของบ้านเดินหน้าหงิก หน้างอ ไปสาธยายอธิบายทุกอย่างให้ฟัง
“คุณคงอยากไปงานแฮปปี้เบิร์ดเดย์แฟนคุณใช่ไหมคะ” มนตกานต์กอดอกจ้องหน้าคนที่ตั้งแต่เดินมาด้วยกัน ถอนหายใจดัง ๆ อย่างนี้มาสิบกว่ารอบแล้ว
“ใช่ ฉันไม่อยากอยู่กับเธอ”
“เหมือนกันเลยค่ะ หนูก็ไม่อยากอยู่กับคุณ”
“นี่ !”
“ไม่ใช่แค่คุณคนเดียวที่ถูกคุณป้าบังคับ หนูก็โดนแม่บังคับมาเหมือนกัน เลี้ยงควายอยู่บ้านดี ๆ ต้องมาแต่งงานมีผัว ดวงซวยจริง ๆ เลย”
“เธอว่าอะไรนะ ถ้าเธอไม่อยากแต่งแล้วเธอมาที่นี่ทำไม”
“ก็หนูเป็นลูกที่ดี มีความกตัญญูกตเวทิตา รู้จักตอบแทนบุญคุณคนที่เลี้ยงดูหนูมา ทั้งแม่ ทั้งคุณป้า ต่างทั้งรักและปรารถนาดีต่อหนูมาตลอด ท่านเดือดร้อนไม่สบายใจ หนูมีอะไรที่พอช่วยได้หนูก็ช่วย หนูไม่ได้เป็นลูกทรพีอย่างคุณนี่คะ แม่ป่วยไม่สบายนอนโรงพยาบาล แต่คุณกลับพาแฟนไปเที่ยวอย่างสบายใจ ลงไอจีสตอรี่หวานฉ่ำ รักเรานิรันดร์ตลอดไป เอสำคัญที่สุด เชอะ!”
“ฉันไม่ได้.....”
เมื่อเดือนก่อนตอนที่แม่ของเขาบอกว่าจะไปเยี่ยมเพื่อนที่ต่างจังหวัด ภารัญให้คนขับรถไปส่งแม่จนถึงที่พักแต่เพราะอายุที่มากขึ้น การเดินทางด้วยการนั่งรถนาน ๆ ทำให้โรคความดันคุณหญิงเพียงเพ็ญกำเริบ จนต้องเข้าโรงพยาบาล ระหว่างนั้นเป็นช่วงที่ภารัญสัญญากับลิตาว่า จะพาหล่อนไปล่องเรือ เพื่อฉลองที่ทั้งสองคบหากันมาครบห้าปี และเมื่อโทรสอบถามกับทางทีมแพทย์และโรงพยาบาล ภารัญได้รับการยืนยันว่าอาการของแม่ ไม่ได้หนักหนาอะไรมากนัก ทั้งเขาและลิตาจึงไม่ได้ยกเลิกโปรแกรมหวาน โดยไม่คิดว่านั่นจะทำให้แม่โกรธเคือง จนถึงขนาดหาเรื่องอุปโลกน์คู่หมั้นปลอม ให้เขาจำยอมแต่งงานด้วยในครั้งนี้
“ฉันไม่อยากคุยกับเธอแล้ว อาบน้ำเสร็จแล้ว อยากไปเดินเล่นตรงไหนก็ไป”
“ทำอย่างกับหนูอยากคุยกับคุณงั้นแหละ จะไปไหนก็ไปเลย ชิ้ว ชิ่ว” มือสะบัดทำท่าไล่
“ว่ายังไงจ๊ะหนูลิตา โทรมาหาลูกชายของฉันมีอะไรอย่างนั้นหรือ” เพียงเพ็ญยิ้มให้กับโทรศัพท์มือถือที่ลูกชายลืมทิ้งวางเอาไว้ยังห้องรับรอง เพราะเมื่อครู่สองมือนั้นช่วยยก ช่วยหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าของว่าลูกสะใภ้เดินขึ้นไปบนห้อง
“ภารัญอยู่ไหนคะ เขาบอกว่า ถ้าได้ลิตาจะเป่าเค้กวันเกิด ให้ วิดีดโอคอลหา เขาจะอวยพรวันเกิดให้กับลิตา”
“ภารัญอยู่กับหนูกานต์ในห้องนอน คงกำลังทำความรู้จักกันอยู่ ถ้าเธออยากได้รับคำอวยพรจากเขา เดี๋ยวฉันจะเอาโทรศัพท์ไปให้ รอสักครู่นะ” เพียงเพ็ญยิ้มเจ้าเล่ห์ให้กับกล้องมือถือของลูกชาย
เมื่อหลายปีก่อนตอนที่ภารัญพาสาวสวยคนนี้มาทำความรู้จักกับตน แรกทีเดียวเพียงเพ็ญรู้สึกเอ็นดู ชื่นชอบในหน้าตา ชาติตระกูลของลิตาอยู่ไม่น้อย เพียงแต่ยิ่งเวลาผ่านไปนาน เพียงเพ็ญกลับยิ่งพบว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ได้น่ารัก น่าเอ็นดูหรือควรคู่กับภารัญลูกชายเธอ
ยิ่งเมื่อภารัญแสดงออกชัดเจนว่าจริงจังกับลิตามากเท่าไหร่ สาวสวยคนนี้ก็ยิ่งเหมือนได้ใจจนเกือบไม่เห็นหัวเธอผู้เป็นแม่ แม้แต่คนใช้ คนงาน พนักงานในบริษัทลูกชายล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าลิตาคนนี้วางอำนาจ ก้าวก่ายเรื่องทั้งเล็ก ทั้งใหญ่ในบริษัทไปทั่ว ทั้งในสตอรี่ไอจี หรือช่องทางสื่อออนไลน์ หรือก็ออกตัวแสดงความเป็นเจ้าของ ใช้ถ้อยคำเหมือนภารัญนั้นเป็นทาสรักของหล่อนเสมอ
“โอ๊ย คุณภารัญทำเบา ๆ สิคะ หนูเจ็บนะ” เสียงดังลอดออกมาจากจากหลังบานประตูไม้ซึ่งเป็นส่วนของห้องน้ำ
“นี่ฉันทำเบาที่สุดแล้วนะ”
“ทำเบายังไงคะ หนูช้ำไปทั้งตัวแล้ว ดูสิเนี่ย ทั้งเปียก ทั้งแฉะไปหมดเลย หนูจะฟ้องคุณป้า”
“เธอเปียกคนเดียวซะเมื่อไหร่ ดูหัวฉันสิเนี่ยเปียกเยิ้มไปหมดแล้ว”
“โอ๊ย หนูบอกให้เบา ๆ คุณทำหนูเจ็บแบบนี้ หนูไม่แต่งงานกับคุณแล้ว”
มือบางกำโทรศัพท์แน่น ตาโตมองค้างขึ้นไปยังหน้าจอโปรเจคเตอร์ขนาดหนึ่งร้อยยี่สิบนิ้ว ที่ทางโรงแรมติดตั้งเอาไว้ให้และมันถูกใช้เชื่อมต่อกับสัญญาณโทรศัพท์มือถือ เธอเพียงต้องการอวดให้เพื่อน ๆ และคนที่มาร่วมงานฉลองวันเกิดครบยี่สิบเจ็ดขวบปีของเธอได้อิจฉาในความคลั่งรักของภารัญ หากแต่ใครเลยจะรู้ว่าภาพบนจอนั้นจะทำให้ลิตาถึงกับพูดไม่ออก
“อะไรกัน ไหนคุณแม่ชมเธอนักหนาว่า เป็นคนมีความอดทนสูง เจ็บแค่นี้ ทำเป็นทนไม่ได้เชียวหรือ คุณแม่เคยบอกฉันว่า ตอนผู้หญิงคลอดลูกเจ็บยิ่งกว่านี้อีก ฉันทำเธอเจ็บเท่านี้บอกทนไม่ได้ แล้วเธอจะมาเป็นสะใภ้ มาเป็นเมียฉันได้ยังไง” เสียงของภารัญแฟนหนุ่มดังชัดออกมาผ่านเครื่องขยายเสียง
“มันเหมือนกันซะที่ไหนเล่า คุณออกไปเลย ไม่ต้องมายุ่งกับหนูแล้ว”
“เห็นทีเธอคงจะไม่ได้รับคำอวยพรจากภารัญแล้วล่ะ เพราะเขาคงไม่ว่าง เอาอย่างนี้ฉันจะอวยพรให้เธอเอง ขอให้เธอมีความสุข และสามารถหาคู่ชีวิต ที่เหมาะสมกับเธอได้ในเร็ววัน” คุณหญิงเพียงเพ็ญหมุนกล้องหันกลับมาทางตัวเองแล้วอวยพรให้กับ ‘อดีตคนรัก’ ของลูกชาย
“ไม่จริง ลิตาไม่เชื่อคุณแม่อย่ามาใช้มุกนี้นะคะ ภารัญไม่มีทางนอกใจลิตาเด็ดขาด”
“เธอมีสิทธิ์ที่จะไม่เชื่อ แต่ฉันในฐานะแม่ก็มีสิทธิ์ที่จะแจ้ง เอาล่ะทุกคนในฐานะที่ฉันเป็นแม่ของภารัญ ฉันขอถือโอกาสนี้เชิญทุกคนมาร่วมงานมงคลสมรสของภารัญกับหนูมนตกานต์อาทิตย์หน้านี้ด้วยนะจ๊ะ ขอโทษทุกคนด้วยนะที่บอกกะทันหัน”
เสียงการคุยโทรศัพท์พึมพำทำให้ภารัญและมนตกานต์ที่กำลังทะเลาะกันต้องหยุดมือ ลางสังหรณ์หยุดมือคนที่พยายามใช้ฝักบัวฉีดใส่แม่สาวน้อยฝีปากจัด มือผลักบานประตูห้องน้ำออกมาทั้งที่เสื้อผ้าเนื้อตัวเปียกโชก โดยไม่รู้เลยว่าการปรากฏตัวของเขามีประจักษ์พยานว่าคุณหญิงเพียงเพ็ญนั้นไม่ได้จัดฉากสร้างเรื่องเท็จ
“ภารัญ”
“เอ่อ คุณแม่...ลิตา”
“ว๊ายยยย!” สาวน้อยที่วิ่งพรวดออกมาในสภาพตัวเปียกมะล่อกมะแล่กคว้าเอาแผ่นหลังของคู่หมั้นมากำบังตัว
“นี่มันอะไรกันลิตา ไหนเธอบอกว่ากลับมาจากอเมริกาครั้งนี้ ภารัญกับเธอจะแต่งงานกันไม่ใช่หรือ” เพื่อนสนิทคนหนึ่งเดินมายืนเคียงข้าง หน้าจอโปรเจคเตอร์ใหญ่นั้นเวลานี้ตัดเป็นภาพพักหน้าจอของเธอกับแฟนหนุ่มยืนคู่ด้วยกันแทนภาพจากวิดีโอคอล
“สองวันก่อน คุณแม่บอกกับฉันว่า คุณหญิงเพียงเพ็ญไปที่สมาคม ป่าวประกาศว่าลูกชายจะแต่งงาน ฉันยังนึกอิจฉาเธอ ตกลงเจ้าสาวที่คุณภารัญจะแต่งงานด้วย ไม่ใช่เธอหรอกหรือลิตา”
“เจ้าสาวของภารัญต้องเป็นฉันคนเดียวอยู่แล้ว ภารัญไม่มีวันยอมแต่งงานกับอีเด็กบ้านนอกนั่นหรอก”
ตอนพิเศษที่ 5คุณแม่ลูกอ่อน นอนหลับอย่างสบายบนเตียงนอนอันหนานุ่ม ผ้าห่มอุ่นคลุมทับให้เธอได้ซุกตัวหลับอย่างเต็มอิ่ม คุณแม่ยังสาวขยับเปิดเปลือกตาขึ้นมาพบว่าห้องนอนกว้างขวางมีเพียงความสลัวอันเงียบสงบ รอบด้านหน้าต่างทุกบานถูกผ้าม่านสีทึบรูดปิดจนไม่มีช่องให้แสงแดดภายนอกลอดผ่านเข้ามา“ฮึ” ไม่มีใครอื่นอีกแล้วที่จะแสนดีเท่าสามีของเธอคนนี้ ดูทีการันต์คงอยากให้เธอนอนหลับสบายจึงได้ปิดม่านมิดชิดอย่างนี้“ที่รัก” วีรดาลุกขึ้นมาคว้านาฬิกากดเปิดดูเวลา ด้วยความสงสัยเพราะดูเหมือนวันนี้เธอหลับได้เต็มอิ่มเหลือเกิน“เที่ยง! ตายแล้ว นี่ฉันนอนเพลินขนาดนี้เชียวหรือ”คุณแม่ลูกสี่ลุกขึ้นมานั่งบิดขี้เกียจ จากนั้นรีบไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เพื่อลงไปดูว่าลูก ๆ ยังสุขสบายดีหรือเปล่า เพราะวีรดาจำได้ว่าวันนี้เป็นวันเสาร์ลูกสาวและลูกชายไม่ได้ไปโรงเรียน“คุณแม่” ลูกสองคนเงยหน้าขึ้นมาจากของเล่นกระโดดตัวลอยวิ่งเข้ามาหาคุณแม่คนสวยทันที“คุณพ่อขา คุณแม่ลงมาแล้วค่ะ” พันดาวสาวน้อยช่างเจรจาพุ่งเข้ามากอดเอวคนเป็นแม่“ไงคะเด็ก ๆ เล่นอะไรกันอยู่เอ่ย” วีรดาย่อตัวลงมารั้งลูกทั้งสองเข้ามาหอมแก้มคนละที ก่อนที่สายตาจะมองไปเห็นการัน
ตอนพิเศษที่ 4ภายในห้องพักผู้ป่วยมีทั้งปู่ย่า อากง คุณลุง คุณป้า ต่างนั่งรอคอยการปรากฏตัวของสมาชิกใหม่อย่างใจจดใจจ่อ มุมหนึ่งคู่พี่น้องฝาแฝดนั่งกอดตุ๊กตา ที่ตั้งใจเอามาให้น้องเป็นของขวัญ ตะวันและพันดาวนั่งชะเง้อคอรอพ่อกับแม่ โดยมีนารินทร์อยู่เคียงข้าง“ตะวัน พันดาวหนูสองคนตื่นเต้นไหมคะเด็ก จะได้เจอหน้าน้องแล้ว” นารินทร์หันมาชวนหลานรักทั้งสองพูดคุย“คุณป้ารินทร์ขา น้องจะรักหนูดาวกับตะวันไหมคะ”“รักสิลูก น้องของหนูจะรักพี่ตะวันและพี่พันดาวแน่นอนค่ะ”นารินทร์ก้มลงไปหอมแก้มหลานสาว จับสังเกตอาการตื่นเต้นปนกังวลได้ อาการอย่างนี้เธอเองเคยประสบพบเจอมาก่อน ตอนคลอดน้อง ๆ ให้กับธนา และการคลอดลูกครั้งถัดมา เพราะเด็ก ๆ ยังไร้เดียงสา เกินกว่าจะเข้าใจ จึงเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ ทั้งพ่อแม่ คนรอบข้าง ที่จะช่วยกันอธิบายว่า ต่อให้พ่อแม่มีน้อง พวกเขายังคงเป็นคนสำคัญเช่นเคยไม่เปลี่ยนแปลง โชคดีที่ทั้งการันต์และวีรดา เตรียมพร้อมรับมือด้วยการ ฝึกฝนและสอนให้พี่ชายพี่สาวดูแลรักน้องตั้งแต่อยู่ในท้อง“สวัสดีครับทุกคน สมาชิกใหม่ของพวกเรามาแล้ว”การันต์เดินพ้นประตูเข้ามา โดยมือจับเข็นเตียงเหล็ก ซึ่งด้านบนมีภรรยาสา
ตอนพิเศษที่ 3การวางแผนเพื่อมีลูกครั้งนี้ทั้งวีรดาและการันต์ นอกจากเตรียมความพร้อมเรื่องวัตถุสิ่งของแล้ว สิ่งสำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือเตรียมให้ลูกสาวลูกชาย ตะวันและพันดาวค่อย ๆ ปรับตัวเรียนรู้ว่าอีกไม่นาน ในครอบครัวจะมีสมาชิกใหม่เพิ่มและบทบาทหน้าที่ของแต่ละคนอาจจะแตกต่างออกไปนิดหน่อย“คุณแม่ขา น้องอยู่ตรงไหนคะ” พี่สาวขี้สงสัยลุกขึ้นยืนบนเก้าอี้ ชี้นิ้วขึ้นยังจอมอนิเตอร์ซึ่งกำลังฉายภาพการอัลตร้าซาวด์สมาชิกใหม่ของครอบครัว“ตรงนี้ไงครับ ตะวัน กับพันดาวเห็นน้องหรือเปล่าครับลูก น้องอยู่ตรงนี้” การันต์อุ้มลูกชายวัยสามขวบเศษขึ้นมายืนบนหน้าขาตัวเองบ้างจากนั้นจิ้มปลายนิ้วชี้ลงไปยังวงกลมบิดเบี้ยว แสดงการมีอยู่ของตัวอ่อนอายุเจ็ดสัปดาห์“ทำไม น้องเป็นก้อน ๆ อย่างนั้นคะคุณพ่อ”“น้องยังตัวเล็กเป็นเบบี๋ไงคะ น้องยังไม่โตเลย”“ต้องรดน้ำน้องอีกเยอะ ๆ หรือครับ” ตะวันซึ่งเวลานี้กำลังตื่นเต้นกับบทบาทของพี่ชายพูดขึ้น“ต้องให้คุณแม่ทานข้าว ทานขนม ทานผลไม้เยอะ ๆ แล้วน้องก็จะค่อย ๆ โตครับ” การันต์อธิบายอย่างง่าย ๆ เพื่อให้ลูกทั้งสองเข้าใจ“คุณแม่อยากกินข้าวไข่เจียวไหมคะ” ลูกสาวคนโตรีบก้มลงไปถามทันทีเพราะเมนูนี้ต
ตอนพิเศษที่ 2“คุณพ่อขา คุณแม่ขา เบบี๋ต้นไม้ของตะวันกับพันดาว มันมีอันสีเขียว ๆ ออกมาแล้ว คุณแม่มาดูสิ”ลูกสาวและลูกชายวิ่งหน้าตาตื่นมาเข้ามารีบดึงแขนพ่อกับแม่ ให้เดินตามมายังแปลงผัก ซึ่งหลายวันก่อนการันต์ชวนลูก ๆ ทดลองปลูกเพาะต้นอ่อนทานตะวัน เพื่อให้ลูก ๆ นั้นได้ทดลองปลูกผักด้วยตัวเองอย่างง่าย ๆ อีกประการหนึ่งคือทั้งเขาและวีรดาอยากให้ลูกได้เห็นว่ากว่าจะได้พืช ผัก อาหารแต่ละอย่างมานั้นมันต้องผ่านกระบวนการอะไรบ้างใบอ่อนสีเขียวเล็ก ๆ แทงยอดโผล่พ้นหน้าดินขึ้นมาทำให้เด็ก ๆ ตื่นเต้นอย่างมาก ดวงตากลมโตสองคู่ของลูกรัก จ้องเขม็งอย่างภาคภูมิใจ“จริงด้วย เบบี๋ทานตะวันสีเขียวออกมาแล้ว ลูกสองคนเก่งมากเลยค่ะ คุณพ่อ คุณแม่ภูมิใจในตัวลูกที่สุดเลย”วีรดาและการันต์ก้มลงไปสวมกอด พร้อมทั้งชี้ชวนชื่นชมในความสำเร็จของเด็ก ๆ ยิ่งทำให้ลูกรักทั้งสองฉีกยิ้มออกมากว้างกว่าเดิม“ตะวันกับพันดาวเก่งมากเลยใช่ไหมคะคุณพ่อ คุณแม่”“เก่งสิลูก”“แล้วเบบี๋ต้นทานตะวัน มันจะออกดอกเป็นสีเหลืองอันใหญ่ ๆ ไหมครับคุณพ่อ” ตะวันทำมือทำไม้แสดงท่าทาง จินตนาการไปไกลจนถึงดอกทานตะวันใหญ่อย่างที่เคยเห็นในหนังสือนิทาน“ออกดอกสิลูก ถ้าห
ตอนพิเศษที่ 1ช่วงเช้าของวันจันทร์เด็กชายตะวันและเด็กหญิงพันดาว ถูกเสียงหวานของวีรดาคุณแม่คนสวย ปลุกให้ลุกจากที่นอน เพื่อเตรียมตัวสำหรับการกลับไปเป็นเด็กนักเรียน ชั้นอนุบาลหนึ่ง“ตะวัน พันดาว ตื่นได้แล้วลูก วันนี้พวกหนูต้องไปโรงเรียนนะคะ” คุณแม่ยังสวยของสองเด็กแฝด เดินไปรูดเปิดผ้าม่านเพื่อให้แสงสว่างอันสดใสส่องเข้ามาในห้องได้มากขึ้น“ฮ้าวว...คุณแม่ขา ต้องไปโรงเรียนอีกแล้วหรือคะ” ลูกสาวคนโตดึงตัวเองลุกขึ้นมานั่ง ผมเผ้าเส้นยาวชี้ฟูยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง“ใช่ค่ะ วันนี้วันจันทร์ เราต้องไปโรงเรียน”“แต่หนูดาวไม่อยากไปโรงเรียนเลยค่ะ คุณแม่”สาวน้อยล้มตัวลงไปนอนบนหมอนหนุน มือเล็กดึงตุ๊กตาเป็ดตัวโปรดขึ้นมากอด“ทำไม หนูดาวถึงไม่อยากไปโรงเรียนละคะ” วีรดาเอ่ยถามลูกสาวออกมาด้วยความสงสัยในใจแอบกังวลเป็นห่วง เกรงว่าลูกสาวจะมีปัญหาอะไรที่โรงเรียน อาจโดนเพื่อนแกล้ง หรือว่าอาจถูกคุณครูดุ แต่หากมีเหตุการณ์อย่างนี้คุณครูจะต้องแจ้งให้ผู้ปกครองรู้ทันที ไม่มีปล่อยให้ข้ามวันแน่นอน“เราไม่ไปโรงเรียนได้ไหมคะคุณแม่” ลูกสาวคนโตยังคงต่อรองต่อไป“ไม่ได้หรอกค่ะ เด็กทุกคนต้องไปโรงเรียนเพื่อเรียนหนังสือ”“แต่คุณแม่ กั
ตอนที่ 23 ความสุขคืออะไร เดี๋ยวนี้ใครจะเข้าไปพบท่านประธาน จะเดินทะเล่อทะล่าก้าวขาฉับ ๆ เข้าไปในห้องทำงานนั้นไม่ได้อีกแล้ว ทุกย่างก้าวต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวัง หรือบางครั้งถึงกับต้องคลานเข่าเข้าไป ทั้งหมดทั้งสิ้นนั้น หาใช่เพราะการันต์นั้นเจ้ายศ เจ้าอย่างถือตัวกร่างทำตัวสูงส่งหากแต่เป็นเพราะ“คุณการันต์ครับ คือมีเมล์ส่งมาครับ” เลขานุการส่วนตัวคลานเข่าเข้ามาหาขณะที่การันต์เองก็คลานสี่ขาเข้าไปหาลูกน้อง บนแผ่นหลังกว้างมีลูกฝาแฝดนั่งหัวเราะอยู่ด้านบน นิ้วสั้นป้อมของลูกสาวคนโตจับปกคอเสื้อของพ่อเอาไว้แน่น“โอเค เดี๋ยวอีกสักพักผมจะขึ้นไปดู”“ครับผม”“กั๊บ กั๊บ” พันดาว สาวน้อยตาโตส่งเสียงเป็นสัญญาณให้พ่อทำหน้าที่เป็นม้าพาตัวเองเดินเล่น“ตะวัน พันดาว พอแล้วลูก ปล่อยให้คุณพ่อกลับไปทำงานได้แล้วค่ะ” วีรดาเดินกลับมาจากโต๊ะเตรียมอาหาร“พ่อ...งาน”“ใช่ค่ะ บอกให้คุณพ่อกลับไปทำงานได้แล้ว มัวแต่มาเล่นอย่างนี้เดี๋ยวไม่มีเงินมาซื้อขนมให้หนูสองคนนะ”“อื้อ...งาน” ลูกสาวรู้ความ ชี้นิ้วสั้นป้อมขึ้นไปยังโต๊ะทำงานใหญ่ มือขยุ้มจิกเส้นผมของพ่อทึ้งกระตุกซ้ำ ๆ ให้หน้าแหงนกลับขึ้นไปมองแฟ้มเอกสารกองใหญ่“ครับ พ่