ตอนที่ 4 แผนร้าย
“เอาละค่ะ หนูไม่เถียงกับคุณแล้ว เพราะเถียงไปมันก็ไม่มีอะไรดีขึ้น หนูไม่สามารถปฏิเสธการแต่งงานครั้งนี้ได้ คุณเองก็เห็นแล้วเพราะตัวคุณก็กำลังเจอปัญหาเดียวกัน เพราะฉะนั้นคุณจะมาโกรธหนู ดุหนู แบบนี้มันไม่ยุติธรรม”
“ฉันไม่อยากให้เธอมาเสียเวลากับฉัน การแต่งงาน มันเป็นเรื่องใหญ่ เธอเป็นผู้หญิง ถ้าอนาคตเกิดเราสองคนต้องหย่าขาดกันขึ้นมา มันไม่เป็นผลดีกับเธอเลย”
“คุณไม่ต้องเป็นห่วงหนูหรอกค่ะ หนูมาที่นี่เหตุผลเดียวที่หนูมา เพราะเป็นห่วงสุขภาพของคุณป้าเท่านั้น ครั้งล่าสุดตอนคุณป้าเข้าไปรักษาตัวในโรงพยาบาล อาการของคุณป้าไม่ดีเลย คุณหมอกำชับไม่อยากให้คุณป้าต้องเครียดหนัก เพราะสุขภาพของคุณป้าไม่ค่อยแข็งแรง อายุของท่านก็มากขึ้นทั้งเบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ เส้นเลือดในสมองสารพัด” มนตกานต์ถอนหายใจออกมาแรง ๆ สะบัดหน้ามองค้อนลูกชายเพียงคนเดียวของคุณหญิงเพียงเพ็ญด้วยความไม่พอใจนัก
“แต่ตอนที่ฉันโทรถาม คุณแม่บอกว่า ท่านไม่เป็นอะไรมาก”
“คุณนี่เป็นลูกที่ไม่เอาไหนจริง ๆ”
“นี่เธอด่าฉันอีกแล้วนะ”
“ก็มันน่าด่าไหมละคะ คุณป้าเข้าโรงพยาบาลทั้งหมดหกครั้ง แต่ทุกครั้งคุณมัวแต่ไปอยู่กับคุณลิตาอะไรนั่น แสดงความรัก ความห่วงใยแม่ด้วยการโทรศัพท์มาถาม แล้วคุณจะรู้ได้ยังไงว่าคุณป้าอาการจริง ๆ เป็นยังไง หนูขอถามคุณกลับได้หรือเปล่าคะว่า ถ้าแฟนของคุณเข้าโรงพยาบาล คุณจะแค่โทรไปถามอาการ หรือว่าคุณจะไปหาเธอ...” ประตูห้องนอนถูกดีดกลับมาปิดสนิทลงอย่างเดิม
“............” ริมฝีปากหยักขยับสั่น หมดหนทางตอบประโยคแดกดันจากเด็กสาว
คุณหญิงเพียงเพ็ญเดินออกมาจากห้อง เพราะได้ยินเสียงคนทั้งสองทะเลาะกัน ในใจนึกห่วงกังวลถึงมนตกานต์สาวน้อยที่ถูกเธอดึงให้เข้ามาอยู่บนกระดานการเอาชนะคะคานระหว่างเธอและลูกชาย
“ทำไมคุณแม่ไม่เคยบอกผมล่ะครับ เรื่องที่คุณแม่ป่วย”
“แกเคยสนใจคำพูดแม่ด้วยหรือ ทุกครั้งเวลาที่แม่โทรไป มักจะตรงกับวันครบรอบอะไรของแกกับแม่ลิตานั้นเสมอ สำหรับแกแม่แก่ ๆ คนนี้ คงไม่มีความหมาย ไม่มีความสำคัญเท่ากับคนรักสินะ”
“คุณแม่ ผมไม่เคยคิดอย่างนั้นเลยนะครับ ผมขอโทษ ที่ผมละเลยคุณแม่ ต่อไปนี้ถ้าคุณแม่จะไปหาหมอ หรือมีธุระผมจะพยายามเคลียร์งานแล้วไปด้วย แต่คุณแม่ต้องสัญญานะว่าจะไม่โกหก ไม่ปิดบังผมอีก ผมเป็นห่วงคุณแม่นะครับ”
หัวใจของแม่ชุ่มชื้นขึ้นมาในทันที เมื่อลูกชายเพียงคนเดียวเดินประคองกอดเอวพาเธอมาส่งจนถึงเตียงนอน แถมยังผ้าห่มมาคลุมให้แล้วนั่งเฝ้าแม่บังเกิดเกล้าอย่าเธอ
“แม่รู้ว่าแกอาจจะโกรธเคืองแม่เรื่องการแต่งงาน แต่ฟังแม่นะภารัญ ตลอดชีวิตนี้ที่ผ่านมามีครั้งไหนหรือเปล่าที่แม่คิดร้ายต่อลูก หรืออยากเห็นลูกมีความทุกข์ ตอนเด็ก ๆ แกซนมากชอบหนีแม่ออกไปวิ่งเล่นคนเดียวบ่อย ๆ แกเคยโกรธแม่จนไม่ยอมกินข้าวกินปลา”
“นั่นเพราะคุณแม่รู้ว่า ข้างนอกนั้นมีอันตราย แต่ว่า....”
“แม่รู้ว่าตอนนี้แกไม่ใช่เด็กเล็ก ๆ ที่แม่จะสามารถบังคับหรือชี้นิ้วบอกอะไรได้ แต่ขอให้แกเชื่อมั่น และไว้ใจแม่คนนี้ว่าแม่มีเพียงความปรารถนาดีต่อลูก ตอนที่แกพาแม่ลิตามาแนะนำ แม่ไม่เคยค้าน ไม่เคยขัดไม่เคยคิดห้ามปราม ขัดขวาง”
“แล้วทำไมตอนนี้คุณแม่ถึงไม่ชอบลิตาละครับ”
“สติ...ภารัญ แม่จะไม่พูดหรอกว่าทำไม เพราะสิ่งที่หลุดจากปากแม่ไป อาจทำให้แกเกลียดแม่ แต่แม่ของให้แกใช้คำนี้กลับไปมองผู้หญิงคนนั้นอีกครั้ง แล้วแกจะเข้าใจทุกอย่าง”
ภายในห้องนอนอันเงียบสงบ ภารัญเดินกลับมานั่งลงยังเตียงนุ่ม หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดดูข้อความที่ถูกส่งมาจากแฟนสาว
ลิตา : วันพรุ่งนี้จิมมี่จะเดินทางมาจากอิตาลี คุณมาดื่มฉลองต้อนรับเขาด้วยกันนะคะ
ภารัญ : ตก..... // ปลายนิ้วหยุดชะงักไม่ได้พิมพ์ข้อความถัดไป อยู่ ๆ คำพูดของแม่และมนตกานต์ก็วิ่งแทรกเข้ามาในหัว
“....คุณป้าเข้าโรงพยาบาลทั้งหมดหกครั้ง แต่ทุกครั้งคุณมัวแต่ไปอยู่กับคุณลิตาอะไรนั่น....”
“สติ...”
เหมือนมีใครสักคนเดินเอาถังน้ำเย็นมาสาดโครมใส่ เมื่อเขานึกย้อนถอยลงไป ดูเหมือนเขาจะให้ความสำคัญกับลิตามากเกินไปจริง ๆ
ภารัญ : ขอโทษนะลิตา พรุ่งนี้ผมไม่ว่าง
“เกิดอะไรขึ้นคะ ทำไมคุณถึงไม่ว่างหรือว่าแม่คุณบังคับอะไรอีก” ไม่ถึงสามวินาทีเมื่อข้อความนั้นถูกกดอ่าน ลิตากดโทรศัพท์กลับมาหาเขาในทันที
“ผมต้องไปถ่ายภาพพรีเว็ดดิ้งกับมนตกานต์อีกครั้ง”
วันนี้หลังจากออกไปกินมื้อเที่ยงกับลิตาเสร็จเรียบร้อย เขาได้รับข้อความจากมนตกานต์ว่าเธอกำลังนั่งรอเขาอยู่ที่สตูดิโอ หากแต่ลิตาทวงถามสัญญาเรื่องกระเป๋าแบรนด์เนมที่เขาบอกว่าจะซื้อให้ และหล่อนต้องการให้เขาพาไปซื้อในทันทีเพราะกลัวคนอื่นมาซื้อไปก่อน เขาจึงพาลิตาไปห้างสรรพสินค้าแทน
“ทำไมยังต้องถ่ายอีก ห้ามไปนะคะ ถ้าคุณไปลิตาจะโกรธ อย่าไปหลงกลนั่งเด็กนั่น คุณแม่คุณก็เหมือนกัน เชื่อลิตาเถอะค่ะ ถ้าคุณยืนยันไม่ยอมไปถ่ายซะอย่าง คุณแม่จะมาบังคับอะไรได้ ถ้ายัยเด็กกานต์อยากถ่ายนักก็ให้มันถ่ายไปคนเดียว หรือถ่ายกับแม่คุณสองคนไงคะ วันแต่งงานก็ให้มันแต่งไปคนเดียว ดูสิว่ามันยังจะมีหน้าสู้หน้าใครได้ แม่คุณจะได้รู้ตัวสักทีว่าคุณรักลิตามากแค่ไหน”
“.................”
“ภารัญ จิมมี่อุตส่าห์บินมาหาเราจากอิตาลีนะคะ เขาเป็นเพื่อนที่ดีของเรา เดี๋ยวลิตาจะจองห้องไพรเวตรูม เลี้ยงฉลองต้อนรับเขา คุณว่าดีไหมคะ”
“เอาที่คุณเห็นว่าเหมาะสม ถ้าผมเสร็จธุระแล้วจะตามไป”
“ชิด ๆ กันอีกหน่อยสิลูก ภารัญเข้าไปใกล้น้องอีกนิด เอามือกอดน้องตรงนี้” คุณหญิงเพียงเพ็ญเดินเข้ามากำกับท่าทางของว่าที่บ่าวสาวด้วยตัวเอง
“นี่ชิดจนหนูจะหายใจไม่ออกแล้วนะคะคุณป้า” มือเล็กพยายามยันแผงอกของคู่หมั้นให้ถอยออกไป
“นิดเดียวนะลูก กอดกันค้างไว้อย่างนั้นแหละ ภารัญยิ้มหน่อยสิ”
รู้อย่างนี้สู้เขามาถ่ายตั้งแต่เมื่อวานน่าจะดี อย่างน้อยเด็กมนตกานต์ก็ไม่เคยร้องขอว่าต้องการให้เขากอด ให้เขาจูบ แถมยังช่วยพูดว่าให้พอได้แล้ว เนื่องจากช่างภาพกดชัตเตอร์รัวไปประมาณเกือบห้าร้อยรูป
“วันนี้ฉันต้องไปต้อนรับเพื่อนที่มาจากต่างประเทศ เดี๋ยวเธอพาคุณแม่กลับบ้านไปก่อนนะ เอาโทรศัพท์มา” ภารัญแบมือออกไปขอโทรศัพท์จากเด็กสาว
“ค่ะ” เด็กน้อยว่านอนสอนง่ายยื่นโทรศัพท์ให้ทันที
ภารัญชะงักเล็กน้อยเมื่อมองลงไปยังหน้าจอเห็นภาพพักหน้าจอซึ่งเป็นภาพของมนตกานต์ในชุดเจ้าสาว นั่งกอดเอวแม่ของเขากำลังส่งยิ้มหวานมาให้ทั้งสองคน
“ไปแอบถ่ายมาเมื่อไหร่เนี่ย”
“เมื่อกี้ค่ะ หนูชอบชุดนี้ คุณป้าก็ชอบเหมือนกัน”
“เอาละ ฉันเชื่อมต่อสัญญาณจีพีเอสโทรศัพท์ของเธอ เข้ากับมือถือของฉันแล้ว เบอร์ฉุกเฉินกดหาฉันใช้หมายเลขหนึ่งนะ ถ้าถึงบ้านแล้วส่งข้อความมาบอกฉันด้วย” ภารัญเปิดแอปพลิเคชันแล้วสอนการใช้งานให้กับสาวน้อยนันตาโต ถึง
“ค่ะ”
มนตกานต์ : หนูถึงบ้านแล้วนะคะ คุณป้าบอกว่าคืนนี้ให้คุณกลับมานอนบ้าน เพราะว่าพรุ่งนี้คุณป้าจะพาไปทำธุระ
ภารัญหยิบโทรศัพท์มือถือออกมากดอ่านข้อความ ก่อนจะวางมันลงไปบนโต๊ะ โดยมีสายตาของลิตาแอบมองอยู่ใกล้ ๆ นัยน์ตาหวานแฝงความร้ายกาจเจ้าเล่ห์เหล่มอง รอจนภารัญเผลอเธอจึงหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องนั้นกดรหัสผ่าน แล้วเข้าไปยังแอปพลิเคชั่นเพื่อส่งข้อความตอบกลับไป
ภารัญ : ฉันเมามากขับรถกลับไม่ไหว เธอช่วยมารับฉันที่โรงแรมเคเคหน่อย
“ให้ไปรับที่โรงแรมเคเค แล้วตัวเองทำไมไปอยู่ที่ตรงนั้น”
มนตกานต์นั่งขมวดคิ้วมองหน้าจอโทรศัพท์ครู่หนึ่ง ก่อนจะกดนิ้วไปยังแอปพลิเคชันใหม่ที่ภารัญลงให้วันนี้ คอเอียงมองสถานที่นัดหมาย กับจุดแดง ๆ อันเป็นที่ตั้งของสัญญาณมือถือภารัญด้วยความสงสัยเพราะมันห่างไกลกันมาก
“หนูกานต์มีอะไรหรือเปล่าลูก” คุณหญิงเพียงเพ็ญเดินเข้ามาหาว่าที่ลูกสะใภ้ภายในห้องนอน
“คุณภารัญส่งข้อความมา บอกว่าเมามากค่ะ ขับรถกลับบ้านไม่ไหว ให้หนูไปรับที่โรงแรมเคเค”
“ขอป้าดูหน่อยสิจ๊ะ” คุณหญิงเพียงเพ็ญหยิบโทรศัพท์ไปดู ค้นหาชื่อโรงแรมแล้วพบว่าที่นั่นเป็นโรงแรมม่านรูดระดับสามดาว หญิงวัยหกสิบห้าปีที่ผ่านชีวิตนี้มายาวนานกดมือถือเข้าไปส่องสตอรี่ไอจีของลิตา ซึ่งเมื่อสามสิบห้านาทีก่อน หล่อนยังนั่งกอดลูกชายของเธอเพ้อแคปชั่นถึงรักอันหวานชื่น
“ปกติภารัญไม่ใช่คนคออ่อน ป้าว่าตอนนี้เขาน่าจะยังเมาไม่มากเท่าไหร่ หนูกานต์ลองไปหาพี่เขาที่ร้านนี้ดูก่อน เผื่อตารัญยังอยู่ที่นั่น ป้าจะให้คนขับรถไปส่ง แล้วเดี๋ยวป้าให้คนขับรถของที่บ้าน ไปรับตารัญที่โรงแรมเคเคเอง หนูเป็นผู้หญิงไปโรงแรมม่านรูดคนเดียวกลางค่ำ กลางคืนมันจะไม่ดี เกิดเรื่องอะไรขึ้นมาป้าจะมองหน้าแม่หนูไม่ติด”
“ค่ะคุณป้า” มนตกานต์พยักหน้ารับ เดินออกมายืนรอรถคันใหญ่ที่มีคนขับนำมาจอดเทียบรออยู่ตรงเชิงบันไดบ้าน
ยากระตุ้นปลุกอารมณ์ทางเพศลักษณะเป็นหยดน้ำใส ๆ ไร้กลิ่น ปราศจากรสชาติ ถูกลิตาหยดมันใส่ลงไปในแก้วเหล้าของแฟนหนุ่ม เมื่อเช้าก่อนออกจากบ้านเธอใช้เครื่องตรวจวัดการตกไข่ พบว่าวันนี้ตัวเองมีโอกาสที่จะตั้งท้องได้มากถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์ นี่จึงเป็นโอกาสเหมาะที่สุด
หากแต่ระยะหลังมา ตั้งแต่ภารัญรู้ตัวว่าต้องแต่งงานกับมนตกานต์ หลายเดือนมาแล้ว ที่ภารัญวิตกกังวลและเครียดหนัก จนกระทบมาถึงความสัมพันธ์ ทำให้ทั้งสองคนไม่มีอะไรกันมานานหลายเดือน
“ลิตาไม่ปล่อยคุณไปง่าย ๆ หรอก”
“คุณภารัญ”
“กานต์ ทำไมเธอถึงมาอยู่นี่” ภารัญผลุดลุกขึ้นมาจากเก้าอี้นั่ง เดินไปทางเด็กน้อยที่ยืนเอานิ้วอุดหูตัวเอง เพราะเสียงเพลงภายในห้องคาราโอเกะนี้มันดังมากจริง ๆ เพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยเกือบสิบคน เงยหน้าสามัคคีหันไปสนใจแขกผู้มาใหม่ทันที
“ก็คุณบอกว่าให้หนูมารับ” มนตกานต์ตอบอย่างซื่อ ๆ ตามองไปยังคนมากมายที่มองมายังตน หนึ่งในบรรดาคนทั้งหมดมนตกานต์รู้จักอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น
“อะไรนะ!”
“เธอมาที่นี่ได้ยังไง” ลิตาเดินเข้ามาแทรกตรงกลางระหว่างคนทั้งสอง รู้สึกได้ถึงความไม่ชอบมาพากล
“คุณภารัญบอกให้หนูมา”
“ฉันเหรอ?” ภารัญยกนิ้วชี้กลับลงมาบนอกเสื้อตัวเอง คืนนี้เขาดื่มไปหลายแก้ว แต่ภารัญมั่นใจว่าเขาไม่ได้เมามากจนถึงขนาดกดส่งข้อความออกไปโดยไม่รู้ตัว ยิ่งเป็นข้อความขอให้มนตกานต์มารับ นั่นยิ่งไม่มีทางเป็นไปได้ใหญ่
“ค่ะ นี่ไงคะ” มนตกานต์ล้วงมือลงไปในกระเป๋าสะพายข้างใบจิ๋ว หากแต่ถูกลิตาปัดโทรศัพท์ จนหน้าจอสว่างอันมีข้อความพลัดหายไปจากสายตาของภารัญ
“เขายังดื่มกับพวกเราอยู่”
“ถ้าอย่างนั้นคุณจะดื่มกันอีกนานไหมคะ คุณดื่มต่อก็ได้ เดี๋ยวหนูนั่งรอตรงนี้นะคะ” มนตกานต์ชี้นิ้วไปยังโซฟาหนังสีแดงใกล้กับจอโปรเจคเตอร์ขนาดใหญ่ที่มันกำลังฉายภาพมิวสิควิดีโอเพลงหวาน
“กลับเลยก็ได้”
“เดี๋ยวสิคะภารัญ คุณยังดื่มไม่หมดแก้วเลยนะ” มือเรียวคว้าท่อนแขนนั้นไว้รีบยกแก้วเหล้าผสมยานรกยัดใส่ลงไปในมือหยาบ
“ถ้าอย่างนั้น ดื่มแก้วนี้แล้วผมขอตัวกลับก่อนนะ” ภารัญยกแก้วเหล้าขึ้นมาจดริมฝีปาก สาดน้ำรสขมกระดกมันลงไปในลำคอ
“คุณภารัญ แต่คุณดื่มไปเยอะแล้วนะคะ ตาคุณแดงก่ำเลย มาค่ะหนูช่วยครึ่งแก้ว”
“...!....!.....!...”
ตอนพิเศษที่ 5คุณแม่ลูกอ่อน นอนหลับอย่างสบายบนเตียงนอนอันหนานุ่ม ผ้าห่มอุ่นคลุมทับให้เธอได้ซุกตัวหลับอย่างเต็มอิ่ม คุณแม่ยังสาวขยับเปิดเปลือกตาขึ้นมาพบว่าห้องนอนกว้างขวางมีเพียงความสลัวอันเงียบสงบ รอบด้านหน้าต่างทุกบานถูกผ้าม่านสีทึบรูดปิดจนไม่มีช่องให้แสงแดดภายนอกลอดผ่านเข้ามา“ฮึ” ไม่มีใครอื่นอีกแล้วที่จะแสนดีเท่าสามีของเธอคนนี้ ดูทีการันต์คงอยากให้เธอนอนหลับสบายจึงได้ปิดม่านมิดชิดอย่างนี้“ที่รัก” วีรดาลุกขึ้นมาคว้านาฬิกากดเปิดดูเวลา ด้วยความสงสัยเพราะดูเหมือนวันนี้เธอหลับได้เต็มอิ่มเหลือเกิน“เที่ยง! ตายแล้ว นี่ฉันนอนเพลินขนาดนี้เชียวหรือ”คุณแม่ลูกสี่ลุกขึ้นมานั่งบิดขี้เกียจ จากนั้นรีบไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เพื่อลงไปดูว่าลูก ๆ ยังสุขสบายดีหรือเปล่า เพราะวีรดาจำได้ว่าวันนี้เป็นวันเสาร์ลูกสาวและลูกชายไม่ได้ไปโรงเรียน“คุณแม่” ลูกสองคนเงยหน้าขึ้นมาจากของเล่นกระโดดตัวลอยวิ่งเข้ามาหาคุณแม่คนสวยทันที“คุณพ่อขา คุณแม่ลงมาแล้วค่ะ” พันดาวสาวน้อยช่างเจรจาพุ่งเข้ามากอดเอวคนเป็นแม่“ไงคะเด็ก ๆ เล่นอะไรกันอยู่เอ่ย” วีรดาย่อตัวลงมารั้งลูกทั้งสองเข้ามาหอมแก้มคนละที ก่อนที่สายตาจะมองไปเห็นการัน
ตอนพิเศษที่ 4ภายในห้องพักผู้ป่วยมีทั้งปู่ย่า อากง คุณลุง คุณป้า ต่างนั่งรอคอยการปรากฏตัวของสมาชิกใหม่อย่างใจจดใจจ่อ มุมหนึ่งคู่พี่น้องฝาแฝดนั่งกอดตุ๊กตา ที่ตั้งใจเอามาให้น้องเป็นของขวัญ ตะวันและพันดาวนั่งชะเง้อคอรอพ่อกับแม่ โดยมีนารินทร์อยู่เคียงข้าง“ตะวัน พันดาวหนูสองคนตื่นเต้นไหมคะเด็ก จะได้เจอหน้าน้องแล้ว” นารินทร์หันมาชวนหลานรักทั้งสองพูดคุย“คุณป้ารินทร์ขา น้องจะรักหนูดาวกับตะวันไหมคะ”“รักสิลูก น้องของหนูจะรักพี่ตะวันและพี่พันดาวแน่นอนค่ะ”นารินทร์ก้มลงไปหอมแก้มหลานสาว จับสังเกตอาการตื่นเต้นปนกังวลได้ อาการอย่างนี้เธอเองเคยประสบพบเจอมาก่อน ตอนคลอดน้อง ๆ ให้กับธนา และการคลอดลูกครั้งถัดมา เพราะเด็ก ๆ ยังไร้เดียงสา เกินกว่าจะเข้าใจ จึงเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ ทั้งพ่อแม่ คนรอบข้าง ที่จะช่วยกันอธิบายว่า ต่อให้พ่อแม่มีน้อง พวกเขายังคงเป็นคนสำคัญเช่นเคยไม่เปลี่ยนแปลง โชคดีที่ทั้งการันต์และวีรดา เตรียมพร้อมรับมือด้วยการ ฝึกฝนและสอนให้พี่ชายพี่สาวดูแลรักน้องตั้งแต่อยู่ในท้อง“สวัสดีครับทุกคน สมาชิกใหม่ของพวกเรามาแล้ว”การันต์เดินพ้นประตูเข้ามา โดยมือจับเข็นเตียงเหล็ก ซึ่งด้านบนมีภรรยาสา
ตอนพิเศษที่ 3การวางแผนเพื่อมีลูกครั้งนี้ทั้งวีรดาและการันต์ นอกจากเตรียมความพร้อมเรื่องวัตถุสิ่งของแล้ว สิ่งสำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือเตรียมให้ลูกสาวลูกชาย ตะวันและพันดาวค่อย ๆ ปรับตัวเรียนรู้ว่าอีกไม่นาน ในครอบครัวจะมีสมาชิกใหม่เพิ่มและบทบาทหน้าที่ของแต่ละคนอาจจะแตกต่างออกไปนิดหน่อย“คุณแม่ขา น้องอยู่ตรงไหนคะ” พี่สาวขี้สงสัยลุกขึ้นยืนบนเก้าอี้ ชี้นิ้วขึ้นยังจอมอนิเตอร์ซึ่งกำลังฉายภาพการอัลตร้าซาวด์สมาชิกใหม่ของครอบครัว“ตรงนี้ไงครับ ตะวัน กับพันดาวเห็นน้องหรือเปล่าครับลูก น้องอยู่ตรงนี้” การันต์อุ้มลูกชายวัยสามขวบเศษขึ้นมายืนบนหน้าขาตัวเองบ้างจากนั้นจิ้มปลายนิ้วชี้ลงไปยังวงกลมบิดเบี้ยว แสดงการมีอยู่ของตัวอ่อนอายุเจ็ดสัปดาห์“ทำไม น้องเป็นก้อน ๆ อย่างนั้นคะคุณพ่อ”“น้องยังตัวเล็กเป็นเบบี๋ไงคะ น้องยังไม่โตเลย”“ต้องรดน้ำน้องอีกเยอะ ๆ หรือครับ” ตะวันซึ่งเวลานี้กำลังตื่นเต้นกับบทบาทของพี่ชายพูดขึ้น“ต้องให้คุณแม่ทานข้าว ทานขนม ทานผลไม้เยอะ ๆ แล้วน้องก็จะค่อย ๆ โตครับ” การันต์อธิบายอย่างง่าย ๆ เพื่อให้ลูกทั้งสองเข้าใจ“คุณแม่อยากกินข้าวไข่เจียวไหมคะ” ลูกสาวคนโตรีบก้มลงไปถามทันทีเพราะเมนูนี้ต
ตอนพิเศษที่ 2“คุณพ่อขา คุณแม่ขา เบบี๋ต้นไม้ของตะวันกับพันดาว มันมีอันสีเขียว ๆ ออกมาแล้ว คุณแม่มาดูสิ”ลูกสาวและลูกชายวิ่งหน้าตาตื่นมาเข้ามารีบดึงแขนพ่อกับแม่ ให้เดินตามมายังแปลงผัก ซึ่งหลายวันก่อนการันต์ชวนลูก ๆ ทดลองปลูกเพาะต้นอ่อนทานตะวัน เพื่อให้ลูก ๆ นั้นได้ทดลองปลูกผักด้วยตัวเองอย่างง่าย ๆ อีกประการหนึ่งคือทั้งเขาและวีรดาอยากให้ลูกได้เห็นว่ากว่าจะได้พืช ผัก อาหารแต่ละอย่างมานั้นมันต้องผ่านกระบวนการอะไรบ้างใบอ่อนสีเขียวเล็ก ๆ แทงยอดโผล่พ้นหน้าดินขึ้นมาทำให้เด็ก ๆ ตื่นเต้นอย่างมาก ดวงตากลมโตสองคู่ของลูกรัก จ้องเขม็งอย่างภาคภูมิใจ“จริงด้วย เบบี๋ทานตะวันสีเขียวออกมาแล้ว ลูกสองคนเก่งมากเลยค่ะ คุณพ่อ คุณแม่ภูมิใจในตัวลูกที่สุดเลย”วีรดาและการันต์ก้มลงไปสวมกอด พร้อมทั้งชี้ชวนชื่นชมในความสำเร็จของเด็ก ๆ ยิ่งทำให้ลูกรักทั้งสองฉีกยิ้มออกมากว้างกว่าเดิม“ตะวันกับพันดาวเก่งมากเลยใช่ไหมคะคุณพ่อ คุณแม่”“เก่งสิลูก”“แล้วเบบี๋ต้นทานตะวัน มันจะออกดอกเป็นสีเหลืองอันใหญ่ ๆ ไหมครับคุณพ่อ” ตะวันทำมือทำไม้แสดงท่าทาง จินตนาการไปไกลจนถึงดอกทานตะวันใหญ่อย่างที่เคยเห็นในหนังสือนิทาน“ออกดอกสิลูก ถ้าห
ตอนพิเศษที่ 1ช่วงเช้าของวันจันทร์เด็กชายตะวันและเด็กหญิงพันดาว ถูกเสียงหวานของวีรดาคุณแม่คนสวย ปลุกให้ลุกจากที่นอน เพื่อเตรียมตัวสำหรับการกลับไปเป็นเด็กนักเรียน ชั้นอนุบาลหนึ่ง“ตะวัน พันดาว ตื่นได้แล้วลูก วันนี้พวกหนูต้องไปโรงเรียนนะคะ” คุณแม่ยังสวยของสองเด็กแฝด เดินไปรูดเปิดผ้าม่านเพื่อให้แสงสว่างอันสดใสส่องเข้ามาในห้องได้มากขึ้น“ฮ้าวว...คุณแม่ขา ต้องไปโรงเรียนอีกแล้วหรือคะ” ลูกสาวคนโตดึงตัวเองลุกขึ้นมานั่ง ผมเผ้าเส้นยาวชี้ฟูยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง“ใช่ค่ะ วันนี้วันจันทร์ เราต้องไปโรงเรียน”“แต่หนูดาวไม่อยากไปโรงเรียนเลยค่ะ คุณแม่”สาวน้อยล้มตัวลงไปนอนบนหมอนหนุน มือเล็กดึงตุ๊กตาเป็ดตัวโปรดขึ้นมากอด“ทำไม หนูดาวถึงไม่อยากไปโรงเรียนละคะ” วีรดาเอ่ยถามลูกสาวออกมาด้วยความสงสัยในใจแอบกังวลเป็นห่วง เกรงว่าลูกสาวจะมีปัญหาอะไรที่โรงเรียน อาจโดนเพื่อนแกล้ง หรือว่าอาจถูกคุณครูดุ แต่หากมีเหตุการณ์อย่างนี้คุณครูจะต้องแจ้งให้ผู้ปกครองรู้ทันที ไม่มีปล่อยให้ข้ามวันแน่นอน“เราไม่ไปโรงเรียนได้ไหมคะคุณแม่” ลูกสาวคนโตยังคงต่อรองต่อไป“ไม่ได้หรอกค่ะ เด็กทุกคนต้องไปโรงเรียนเพื่อเรียนหนังสือ”“แต่คุณแม่ กั
ตอนที่ 23 ความสุขคืออะไร เดี๋ยวนี้ใครจะเข้าไปพบท่านประธาน จะเดินทะเล่อทะล่าก้าวขาฉับ ๆ เข้าไปในห้องทำงานนั้นไม่ได้อีกแล้ว ทุกย่างก้าวต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวัง หรือบางครั้งถึงกับต้องคลานเข่าเข้าไป ทั้งหมดทั้งสิ้นนั้น หาใช่เพราะการันต์นั้นเจ้ายศ เจ้าอย่างถือตัวกร่างทำตัวสูงส่งหากแต่เป็นเพราะ“คุณการันต์ครับ คือมีเมล์ส่งมาครับ” เลขานุการส่วนตัวคลานเข่าเข้ามาหาขณะที่การันต์เองก็คลานสี่ขาเข้าไปหาลูกน้อง บนแผ่นหลังกว้างมีลูกฝาแฝดนั่งหัวเราะอยู่ด้านบน นิ้วสั้นป้อมของลูกสาวคนโตจับปกคอเสื้อของพ่อเอาไว้แน่น“โอเค เดี๋ยวอีกสักพักผมจะขึ้นไปดู”“ครับผม”“กั๊บ กั๊บ” พันดาว สาวน้อยตาโตส่งเสียงเป็นสัญญาณให้พ่อทำหน้าที่เป็นม้าพาตัวเองเดินเล่น“ตะวัน พันดาว พอแล้วลูก ปล่อยให้คุณพ่อกลับไปทำงานได้แล้วค่ะ” วีรดาเดินกลับมาจากโต๊ะเตรียมอาหาร“พ่อ...งาน”“ใช่ค่ะ บอกให้คุณพ่อกลับไปทำงานได้แล้ว มัวแต่มาเล่นอย่างนี้เดี๋ยวไม่มีเงินมาซื้อขนมให้หนูสองคนนะ”“อื้อ...งาน” ลูกสาวรู้ความ ชี้นิ้วสั้นป้อมขึ้นไปยังโต๊ะทำงานใหญ่ มือขยุ้มจิกเส้นผมของพ่อทึ้งกระตุกซ้ำ ๆ ให้หน้าแหงนกลับขึ้นไปมองแฟ้มเอกสารกองใหญ่“ครับ พ่