Share

อ้อมกอดแดนดิน
อ้อมกอดแดนดิน
Penulis: JaoNila

อารัมภบท

Penulis: JaoNila
last update Terakhir Diperbarui: 2025-11-17 12:29:04

         “ทำไมพ่อต้องบังคับรันด้วย”

         “รันแค่อยากทำงานที่รันชอบ รันผิดตรงไหน”

         การโต้เถียงเกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว บรรยากาศภายในบ้านก็ดูตึงเครียด เหล่าคนงานต่างพากันทำตัวไม่ถูก จนต้องหาที่หลบไปจากตรงนี้

         สาเหตุก็เนื่องมาจาก “ธีร์รัน” ลูกชายคนเดียวของบ้านที่เพิ่งกลับมาจากเรียนที่ต่างประเทศ และตั้งใจจะมาทำธุรกิจ นั่นก็คือการเปิดแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตัวเอง แต่ผู้เป็นพ่ออย่าง “ธานินทร์” กลับไม่เห็นด้วย เพราะอยากที่จะให้ลูกได้รับช่วงต่อธุรกิจที่ตนสร้างขึ้นมา

         “แกต้องรับช่วงต่อธุรกิจของครอบครัว”

         “ไอ้การออกแบบเสื้อผ้าบ้า ๆ นี่ ล้มเลิกไปซะ”

         แผ่นกระดาษที่อยู่ในมือของธานินทร์ได้ถูกปาออกไปยังคนตรงหน้า ธีร์รันมองแผ่นกระดาษที่กำลังค่อย ๆ ร่วงหล่นกระจายไปตามพื้น มันเป็นแผ่นงานร่างแบบเสื้อผ้าที่ตนทุ่มเทให้กับมันมาก เพราะตอนเป็นเด็กตนเคยได้ลองทำกับคุณแม่ที่เสียไปเมื่อหลายปีมาแล้ว มันจึงเป็นงานที่ตนรักมากและเป็นความทรงจำเดียวที่หลงเหลืออยู่กับคุณแม่

         “แล้วไอ้ธุรกิจของพ่อมันมีดีอะไรนักหนา”

         “พ่อชอบมันนักหนา พ่อก็ทำไปเองคนเดียวสิ”

         ความน้อยเนื้อต่ำใจเริ่มมีมากขึ้นเรื่อย ๆ จนจุกที่หน้าอก ดวงตาที่เริ่มมีน้ำมาคลอเบ้า ก็ได้รวมตัวกันจนเป็นเม็ดไหลลงมาอาบแก้มขาว ตั้งแต่ที่แม่เสียไป ตนก็ไม่เคยที่จะได้รับไออุ่นจากผู้เป็นพ่ออีกเลยแม้แต่ครั้งเดียว

         “แล้วไอ้งานออกแบบอะไรของแกนี่ คิดว่าจะมีปัญญาเลี้ยงตัวเองได้หรือไง”

         “แล้วรันสามารถเลือกอะไรเพื่อตัวเองได้บ้างไหม”

         “พ่อไม่เคยเชื่ออะไรในตัวรันเลยสักครั้ง”

         ธีร์รันจ้องมองอีกฝ่ายด้วยแววตาที่เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง ตนตั้งใจทำทุกอย่างเพื่อที่จะพิสูจน์ตัวเองให้ผู้เป็นพ่อเห็น แต่กลับรู้สึกว่าความพยายามของตนนั้นช่างไร้ค่า เหมือนเม็ดทรายในทะเลทรายที่มีอยู่มากมาย จนคนมองไม่เห็นความสำคัญ

         “รันไม่น่าเกิดมาเป็นลูกพ่อเลย”

         “เพี๊ยะ!”

         แรงจากฝ่ามือหนาได้ถูกส่งออกไปกระทบกับแก้มขาวนวล จนเจ้าตัวถึงกับหน้าหันไปตามแรงมือ รอยแดงที่เริ่มฉายชัดขึ้นมาเรื่อย ๆ เผยให้เห็นร่องรอยของการถูกกระทำเป็นอย่างดี

         ธีร์รันถึงกับยืนนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะเอื้อมมือขึ้นมาสัมผัสที่แก้มเบา ๆ น้ำตาเอ่อนองเกินจะสุดกลั้น ความแสบยังคงแผ่ซ่านอย่างชัดเจน แต่ถึงกระนั้นก็คงไม่อาจเทียบเท่าความเจ็บปวดที่อยู่ภายในจิตใจของเขาตอนนี้ได้

         “งั้นแกก็ออกไปจากบ้านนี้ซะ”

         “ไปอยู่บ้านเกิดแม่ของแก”

         “ลองไปใช้ชีวิตที่ไม่มีฉันคอยคุ้มกะลาหัวดู ว่ามันเป็นยังไง”

         “ถ้าแกทนได้ถึงหนึ่งปี ถึงตอนนั้นแกอยากจะทำอะไรก็เชิญ”

         ธานินทร์ยืนมองตามหลังลูกที่เดินหายเข้าไปในห้อง ก่อนจะก้มลงมองมือของตัวเองที่กำลังสั่นระริก ตนไม่อยากให้เป็นแบบนี้เลย ทุกสิ่งที่ตนทำก็เพื่อที่จะให้ลูกได้อยู่อย่างสุขสบายยามที่ตนไม่อยู่ แต่กลับกลายเป็นว่าวิธีที่ตนแสดงออกมานั้น ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ที่ห่างเหินอยู่แล้ว กลับไกลออกไปอีก

         ความโกรธแค่ชั่วขณะ ทำให้ตนพลั้งมือทำร้ายลูกผู้เปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจของเขา คำพูดขอโทษที่ไม่กล้าเอื้อนเอ่ยออกไป บัดนี้กลับจุกแน่นอยู่ในคอ เอาไว้วันที่ลูกอ้อนวอนให้ตนไปรับเมื่อไหร่ ถึงครานั้นค่อยกล่าวออกไปก็ยังไม่สาย

         “ฮึก~”

         น้ำตาที่ไหลลงมาอาบแก้มเพราะความน้อยเนื้อต่ำใจถูกปาดออกอยากลวก ๆ ก่อนจะหยิบเสื้อผ้าที่ตนเตรียมไว้ ยัดลงใส่กระเป๋าอย่างรีบร้อน ถ้าพ่อไม่อยากให้ตนอยู่ ตนก็จะไปให้พ้น ๆ ทาง ตนไม่เคยเลือกอะไรได้เลยตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

         “แม่...รันคิดถึงแม่”

         มือเรียวได้เอื้อมไปหยิบกรอบรูปที่มีภาพของหญิงวัยกลางคนขึ้นมาดู พลางใช้มือลูบเบา ๆ อย่างคะนึงหา หยาดน้ำตาที่ร่วงรินลงมาไม่ขาดสาย ก็พลอยทำให้ภาพตรงหน้าเริ่มพร่ามัว ก่อนที่จะค่อย ๆ เก็บลงในกระเป๋าและก้าวขาออกจากห้องไป

         “คุณรันครับ ลองคุยกับคุณท่านดูก่อนเถอะนะครับ”

         ในขณะที่สองขากำลังจะก้าวพ้นประตูบ้านออกไป ก็ได้มีคนขับรถคนสนิทของคุณพ่อได้เข้ามาขวางไว้ ธีร์รันหันไปมองตามเสียงเรียกด้วยท่าทางที่เหนื่อยล้า ก่อนจะหัวเราะในลำคอออกมาเบา ๆ

         “ถ้าพ่อไม่อยากรันให้อยู่ แล้วรันจะอยู่ไปเพื่ออะไรล่ะครับ”

         “ไปเตรียมรถมาเถอะครับ”

         คนตรงหน้าไม่ได้พูดอะไรต่อ ก่อนจะโค้งหัวรับคำแล้วเดินหายไปสักพัก ความเงียบเริ่มเข้ามาแทนที่ ธีร์รันได้เพียงหวนนึกไปถึงวันที่เขายังมีแม่คอยอยู่ด้วย ผู้ที่คอยโอบกอดเขาไว้จากทุกสิ่งทุกอย่าง บัดนี้เห็นทีว่าเขาจะต้องคอยโอบกอดตัวของเขาเอาไว้เองแล้ว

         บรรยากาศท้องฟ้ายามค่ำคืนเริ่มที่จะเงียบสงบลงบ้างแล้ว เมื่อรถได้เคลื่อนที่ออกมาจากตัวเมือง ความวุ่นวายต่าง ๆ ก็ได้พลันหายไป หากยังเหลือก็แต่ความสับสนที่ยังคงค้างคาอยู่ภายในจิตใจของเขา

         “พักสักหน่อยเถอะครับคุณรัน”

         “ชีวิตรันมันไม่มีอะไรดีเลยสักอย่าง”

         “แค่เลือกทางเดินของตัวเองยังไม่ได้เลย”

         ความรู้สึกที่สิ้นหวังเกาะกุมหัวใจของเขา ราวกับเงามืดที่คืบคลานเข้ามา ดวงตาที่ทอดมองออกไปอย่างไร้จุดหมาย แสดงให้เห็นถึงความเสียใจที่มีอยู่อย่างมากล้น จนคนที่พบเห็นอดที่จะสงสารไม่ได้

         “นายท่านคงแค่กำลังโกรธน่ะครับ ไม่นานท่านคงหาย”

         “ระหว่างนี้ก็ถือว่าไปพักผ่อนเถอะนะครับ”

         “แล้วรันต้องไปอยู่กับใครเหรอ”

         “ที่นั่นจะมีญาติห่าง ๆ ของคุณผู้หญิงอยู่”

         “นายท่านได้ติดต่อไปแล้ว ทั้งคู่จะคอยดูแลคุณรันครับ”

         ร่างเล็กไม่ได้ตอบกลับอะไร เพียงแค่หันหน้าออกไปมองที่นอกหน้าต่างอีกตามเคย ก่อนที่บรรยากาศอันเงียบสงบภายในรถ จะทำให้เขาเคลิ้มหลับไป

         “คุณรันถึงแล้วครับ”

         ธีร์รันค่อย ๆ เปิดเปลือกตาขึ้นมาตามเสียงเรียก ก่อนจะพบกับบ้านไม้สองชั้นที่อยู่ในชุมชน สร้างบนที่ดินขนาดกว้าง มีรั้วไม้ระแนงสีขาวล้อมรอบบ้าน ถัดไปไม่ไกลก็เห็นผู้คนอยู่สองคนกำลังยืนรออยู่ที่ทางเข้าหน้าบ้าน

         “นี่คุณบุญและคุณสาย คนที่จะคอยดูแลคุณรันครับ”

         ชายหญิงวัยกลางคนที่ดูท่าทางใจดี กำลังยืนยิ้มต้อนรับตนอย่างอบอุ่น ทั้ง ๆ ที่ตนอาจจะมาเป็นภาระก็ได้ แต่ก็ไม่ได้แสดงสีหน้าว่ารังเกียจออกมาแม้แต่น้อย ทำให้ธีร์รันรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

         “เอิ้นวาลุงกับป้ากะได้เด้อ” (เรียกว่าลุงกับป้าก็ได้นะ)

         “เอิ้น?”

         “หมายถึงเรียกครับ”

         “อ๋อ ครับ”

         คนตัวเล็กยิ้มบาง ๆ ออกมา เพราะบางคำที่คุณป้าได้เอ่ยออกมานั้น ตนก็ฟังไม่ทันและจับใจความไม่ได้ว่ามันหมายความว่าอย่างไร

         “งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ ถ้ามีอะไรที่ต้องการบอกผมได้เลยนะครับ”

         “ขอบคุณครับ ที่มาส่งรัน”

         คนร่างสูงโค้งหัวรับคำ ก่อนจะขับรถเคลื่อนหายออกไปในความมืด ปล่อยให้ธีร์รันยืนทำตัวไม่ถูกอยู่ต่อหน้าคนทั้งสอง

         “กินข้าวมายังล่ะลูก”

         “เรียบร้อยแล้วครับ”

         “ซั่นกะขึ้นไปพักผ่อนเด้อลูก เดินทางมาไกล” (งั้นก็ขึ้นไปพักผ่อนนะลูก เดินทางมาไกล)

         “ให้คิดวาเป็นเฮียนจะของเด้อ” (ให้คิดว่าเป็นบ้านตัวเองนะ)

         ธีร์รันอมยิ้มและพยักหน้ารับคำ ก่อนจะเดินตามคนทั้งคู่ขึ้นไปบนบ้าน หลังจากที่จัดของไว้คร่าว ๆ แล้ว เขาก็ได้ทิ้งตัวลงบนเตียงใหญ่พลางทบทวนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้

         แก้มบางที่ยังคงมีสีแดงก่ำ แต่คนทั้งคู่กลับไม่ได้ถามอะไรตนเลย พลอยทำให้ธีร์รันรู้สึกว่าทั้งคู่คงไม่อยากถามเพื่อเป็นการตอกย้ำความเจ็บปวดของตน

ตั้งแต่วันนี้ตนคงต้องพยายามทำตัวให้เป็นประโยชน์มากขึ้น และคงมีอีกหลายอย่าง ที่ตนจะต้องปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตของที่นี่

         กับระยะเวลาหนึ่งปีต่อจากนี้...

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • อ้อมกอดแดนดิน   เรื่องราวส่งท้าย

    “บ่แมนมันคิดสั้นแล้วเบาะสิง” “ปากมึงเบาะนั่น” สิงและเหนือที่เห็นว่าสายแล้วยังไม่เจอเพื่อนมาหาสักที ก็เกิดความร้อนใจกลัวว่าเพื่อนจะคิดอะไรที่ไม่ดี ปกติบอกว่าจะมาก็คือมาคำไหนคำนั้น จึงได้รีบบึ่งรถมาหาที่บ้านเผื่อเกิดเหตุอะไรตนจะได้ช่วยเหลือทัน เพราะตั้งแต่เมื่อวานที่เพื่อนกลับไป ตนก็ไม่ได้ติดต่อกับเพื่อนอีก “กะมันวามันสิมาหาเฮา จนฮอดปานนี้กะยังบ่เห็น” “มื้อวานมันกะถืกสะกิดปมไปอีก” “บ่ดอก มันคงบ่คิดแบบนั้น” “มึงฟ่าวขับเร็ว ๆ แน กูใจบ่ดี” (มึงรีบขับเร็ว ๆ หน่อย กูใจไม่ดี) การโต้เถียงเกิดขึ

  • อ้อมกอดแดนดิน   เรื่องราวที่ ๓๓ สุขสม (NC)

    “อ๊ะ!” แดนดินได้ช้อนร่างของคนตัวเล็กให้ขึ้นมานั่งบนตัก พลางจับชายเสื้อของตนถอดผ่านศีรษะด้วยท่าทางที่ทะมัดทะแมง เผยให้เห็นร่างกายที่กำยำซึ่งยังคงเต็มไปด้วยมัดกล้ามและกลุ่มก้อนขนมปัง ก่อนที่จะไล่ไปถอดกางเกงของร่างบางออกจนหมดสิ้น สองมือได้ไปกอบกำเอาส่วนเนื้ออ่อนที่บริเวณก้นกลมของคนตัวเล็ก ขยำ ๆ อยู่นานจนเนื้อขาวนวลปลิ้นออกมาตามซอกนิ้ว ในขณะที่ริมฝีปากก็ยังคงเล็มเลียอยู่กับยอดปทุมสีหวาน จนธีร์รันต้องแอ่นอกสู้ด้วยความสาดเสียว “อ๊า! พี่” ร่องรอยสีกุหลาบที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบที่จะไม่มีพื้นที่ว่าง ทั้งรอยขบกัดและรอยดูดดึง จากความปรารถนาที่มีอย่างมากล้น ซึ่งธีร์รันก็ไม่ได้ปัดป้องแต่อย่างใด ปล่อยให้คนพี่ทำอย่างที่ใจอยาก เพราะการที่คนพี่จะต้องอดกลั้นถึงเพียงนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะตนทั้งนั้น

  • อ้อมกอดแดนดิน   เรื่องราวที่ ๓๒ แก้วตาดวงใจ (NC)

    บรรยากาศยามค่ำที่มีสายลมพัดมาเป็นระยะ ๆ เมื่อมาปะทะกับผิวกาย ก็พลอยทำให้รับรู้ได้ถึงความเย็นยะเยือกที่ถูกส่งมาเป็นอย่างดี ฤดูหนาวผ่านมาอีกครา ครั้งก่อนแดนดินยังจำได้ดี ตนเคยมีความสุขมาก ๆ ในช่วงนี้เมื่อปีที่แล้ว แต่ในขณะเดียวกันก็เจ็บปวดจนแทบเจียนตาย ความคิดถึงที่เขามีต่อคนรักอยู่ทุกวันก็แทบจะเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่วันนี้ ความรู้สึกกลับยิ่งเพิ่มมากขึ้น อาจจะเพราะแอลกอฮอล์ที่อยู่ในร่างกายหรืออะไรก็ตามแต่ ซึ่งมันทำให้เขาไม่ทันมองว่ามีสิ่งแปลกตาเข้ามาอยู่ในบ้านของเขา รู้ตัวอีกทีก็ต่อเมื่อเดินลงจากรถมอเตอร์ไซค์มาแล้ว “รถไผวะ” (รถใครวะ) รถเก๋งคันหรูสีดำสวยที่จอดนิ่งสนิทอยู่ในบริเวณบ้านของเขา พอลองมองหาเจ้าของรถคันดังกล่าวก็เจอแต่ความเงียบสงบ ยิ่งพยายามนึกถึงที่มาที่ไปของรถคันนี้ก็ยิ่งทำให้สับสนขึ้นไปอีก ตนไม่รู้จักใครที่มีรถลักษณะแบบนี้ ยิ่งเป็นญาติยิ่งแล้วใหญ่ เมื่อลองเดินสำรวจรอบ ๆ ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ

  • อ้อมกอดแดนดิน   เรื่องราวที่ ๓๑ สะสางเรื่องค้างคา

    “ก๊อก...ก๊อก!” “คุณรัน คุณท่านให้มาตามไปทานข้าวค่ะ” “รันยังไม่หิวครับ” แม่บ้านต่างก็หันหน้ามามองกันด้วยความลำบากใจ หนึ่งสัปดาห์มาแล้วตั้งแต่ที่คุณหนูของบ้านเอาแต่ขังตัวเองอยู่ในห้อง ข้าวปลาก็กินแทบจะนับคำได้ ทำเอาทุกคนต่างพลอยเป็นห่วงกันไปหมด เมื่อการเรียกขานไม่เป็นผล แม่บ้านจึงได้ถอยหลังมาเพื่อเปิดทางให้กับหญิงสาวคนหนึ่งได้เดินไปที่หน้าประตูห้อง และทำการเรียกขานขึ้นอีกครั้ง “รัน...นี่ดาวเองนะ” “ดาวขอเข้าไปได้ไหม?” ความเงียบสงบมาเยือนอยู่สักพัก ก่อนที่ประตูบานใหญ่จะค่อย ๆ ถูกเปิดออก เผยให้เห

  • อ้อมกอดแดนดิน   เรื่องราวที่ ๓๐ บอบช้ำ

    “สูกลับไปซะ” แดนดินเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้อง หลังจากที่พาเพื่อนกลับมาถึงบ้าน ในขณะที่จัดการทำแผลให้อยู่นั้น เหนือได้สังเกตสีหน้าท่าทางของเพื่อนที่ดูเลื่อนลอย แววตาดูหมดหวัง แม้ว่าจะเป็นเวลาที่สิงเช็ดแผลให้ ทั้ง ๆ ที่ควรจะเจ็บมากแท้ ๆ แต่แดนดิน กลับไม่มีแม้แต่จะส่งเสียงออกมา “กูวาเฮาต้องมาอยู่เป็นหมู่มัน” “กูย่านมันคิดสั้น เบิ่งทรงสิหนักกว่าตอนเลิกกับน้องวา” “อือ หนักกว่าหลายเลยล่ะ” เมื่อเห็นอาการของเพื่อนที่ไม่สู้ดีนักก็อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้ ถ้าเจ็บป่วยทางกายยังพอหาทางรักษาให้ได้ แต่อาการทางใจตนคงต้องคอยดูอยู่ห่าง ๆ และรอเวลาที่จะคอยเยียวยาทำให้ทุกอย่างมันดีขึ้น&n

  • อ้อมกอดแดนดิน   เรื่องราวที่ ๒๙ ตั้งตัวไม่ทัน

    เมื่อใกล้ถึงฤดูเก็บเกี่ยว ท้องทุ่งนาถูกย้อมด้วยสีทองอร่ามของรวงข้าวที่โอนอ่อนลู่ลม เสียงรวงข้าวที่เสียดสีกันดังแผ่วเบายามเมื่อสายลมพัดผ่าน แสงแดดยามสายส่องกระทบไปทั่วผืนนาจนเกิดเป็นประกายระยิบระยับ “พี่จะเก็บเกี่ยวข้าวยังไงเหรอ” คำถามที่เอื้อนเอ่ยออกมา ในขณะที่กำลังเดินลัดเลาะอยู่บนคันนา ร่างสูงเดินนำและมีคนตัวเล็กเดินตาม การเดินสำรวจแปลงนาในทุก ๆ เช้า น่าจะเป็นกิจวัตรประจำวันของคนทั้งคู่ไปแล้ว “อ้ายวาสิเอารถเกี่ยวเอา” “แต่กะสิจ้างชาวบ้านเกี่ยวบางส่วน พอให้เพินมีรายได้” “แฟนใครใจดีจัง” แดนดินหันมายิ้มให้กับคนตัวเล็ก พร้อมกับแก้มบางที่ถูกเรียวนิ้วยาวหยิกให้เบ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status