LOGINความฝันที่จะเปิดธุรกิจเป็นของตัวเองต้องดับลง เมื่อพ่อไล่มาอยู่บ้านนอก ไป ๆ มา ๆ ดันตกหลุมรักที่นี่ซะงั้น...
View More“ทำไมพ่อต้องบังคับรันด้วย”
“รันแค่อยากทำงานที่รันชอบ รันผิดตรงไหน”
การโต้เถียงเกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว บรรยากาศภายในบ้านก็ดูตึงเครียด เหล่าคนงานต่างพากันทำตัวไม่ถูก จนต้องหาที่หลบไปจากตรงนี้
สาเหตุก็เนื่องมาจาก “ธีร์รัน” ลูกชายคนเดียวของบ้านที่เพิ่งกลับมาจากเรียนที่ต่างประเทศ และตั้งใจจะมาทำธุรกิจ นั่นก็คือการเปิดแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตัวเอง แต่ผู้เป็นพ่ออย่าง “ธานินทร์” กลับไม่เห็นด้วย เพราะอยากที่จะให้ลูกได้รับช่วงต่อธุรกิจที่ตนสร้างขึ้นมา
“แกต้องรับช่วงต่อธุรกิจของครอบครัว”
“ไอ้การออกแบบเสื้อผ้าบ้า ๆ นี่ ล้มเลิกไปซะ”
แผ่นกระดาษที่อยู่ในมือของธานินทร์ได้ถูกปาออกไปยังคนตรงหน้า ธีร์รันมองแผ่นกระดาษที่กำลังค่อย ๆ ร่วงหล่นกระจายไปตามพื้น มันเป็นแผ่นงานร่างแบบเสื้อผ้าที่ตนทุ่มเทให้กับมันมาก เพราะตอนเป็นเด็กตนเคยได้ลองทำกับคุณแม่ที่เสียไปเมื่อหลายปีมาแล้ว มันจึงเป็นงานที่ตนรักมากและเป็นความทรงจำเดียวที่หลงเหลืออยู่กับคุณแม่
“แล้วไอ้ธุรกิจของพ่อมันมีดีอะไรนักหนา”
“พ่อชอบมันนักหนา พ่อก็ทำไปเองคนเดียวสิ”
ความน้อยเนื้อต่ำใจเริ่มมีมากขึ้นเรื่อย ๆ จนจุกที่หน้าอก ดวงตาที่เริ่มมีน้ำมาคลอเบ้า ก็ได้รวมตัวกันจนเป็นเม็ดไหลลงมาอาบแก้มขาว ตั้งแต่ที่แม่เสียไป ตนก็ไม่เคยที่จะได้รับไออุ่นจากผู้เป็นพ่ออีกเลยแม้แต่ครั้งเดียว
“แล้วไอ้งานออกแบบอะไรของแกนี่ คิดว่าจะมีปัญญาเลี้ยงตัวเองได้หรือไง”
“แล้วรันสามารถเลือกอะไรเพื่อตัวเองได้บ้างไหม”
“พ่อไม่เคยเชื่ออะไรในตัวรันเลยสักครั้ง”
ธีร์รันจ้องมองอีกฝ่ายด้วยแววตาที่เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง ตนตั้งใจทำทุกอย่างเพื่อที่จะพิสูจน์ตัวเองให้ผู้เป็นพ่อเห็น แต่กลับรู้สึกว่าความพยายามของตนนั้นช่างไร้ค่า เหมือนเม็ดทรายในทะเลทรายที่มีอยู่มากมาย จนคนมองไม่เห็นความสำคัญ
“รันไม่น่าเกิดมาเป็นลูกพ่อเลย”
“เพี๊ยะ!”
แรงจากฝ่ามือหนาได้ถูกส่งออกไปกระทบกับแก้มขาวนวล จนเจ้าตัวถึงกับหน้าหันไปตามแรงมือ รอยแดงที่เริ่มฉายชัดขึ้นมาเรื่อย ๆ เผยให้เห็นร่องรอยของการถูกกระทำเป็นอย่างดี
ธีร์รันถึงกับยืนนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะเอื้อมมือขึ้นมาสัมผัสที่แก้มเบา ๆ น้ำตาเอ่อนองเกินจะสุดกลั้น ความแสบยังคงแผ่ซ่านอย่างชัดเจน แต่ถึงกระนั้นก็คงไม่อาจเทียบเท่าความเจ็บปวดที่อยู่ภายในจิตใจของเขาตอนนี้ได้
“งั้นแกก็ออกไปจากบ้านนี้ซะ”
“ไปอยู่บ้านเกิดแม่ของแก”
“ลองไปใช้ชีวิตที่ไม่มีฉันคอยคุ้มกะลาหัวดู ว่ามันเป็นยังไง”
“ถ้าแกทนได้ถึงหนึ่งปี ถึงตอนนั้นแกอยากจะทำอะไรก็เชิญ”
ธานินทร์ยืนมองตามหลังลูกที่เดินหายเข้าไปในห้อง ก่อนจะก้มลงมองมือของตัวเองที่กำลังสั่นระริก ตนไม่อยากให้เป็นแบบนี้เลย ทุกสิ่งที่ตนทำก็เพื่อที่จะให้ลูกได้อยู่อย่างสุขสบายยามที่ตนไม่อยู่ แต่กลับกลายเป็นว่าวิธีที่ตนแสดงออกมานั้น ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ที่ห่างเหินอยู่แล้ว กลับไกลออกไปอีก
ความโกรธแค่ชั่วขณะ ทำให้ตนพลั้งมือทำร้ายลูกผู้เปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจของเขา คำพูดขอโทษที่ไม่กล้าเอื้อนเอ่ยออกไป บัดนี้กลับจุกแน่นอยู่ในคอ เอาไว้วันที่ลูกอ้อนวอนให้ตนไปรับเมื่อไหร่ ถึงครานั้นค่อยกล่าวออกไปก็ยังไม่สาย
“ฮึก~”
น้ำตาที่ไหลลงมาอาบแก้มเพราะความน้อยเนื้อต่ำใจถูกปาดออกอยากลวก ๆ ก่อนจะหยิบเสื้อผ้าที่ตนเตรียมไว้ ยัดลงใส่กระเป๋าอย่างรีบร้อน ถ้าพ่อไม่อยากให้ตนอยู่ ตนก็จะไปให้พ้น ๆ ทาง ตนไม่เคยเลือกอะไรได้เลยตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
“แม่...รันคิดถึงแม่”
มือเรียวได้เอื้อมไปหยิบกรอบรูปที่มีภาพของหญิงวัยกลางคนขึ้นมาดู พลางใช้มือลูบเบา ๆ อย่างคะนึงหา หยาดน้ำตาที่ร่วงรินลงมาไม่ขาดสาย ก็พลอยทำให้ภาพตรงหน้าเริ่มพร่ามัว ก่อนที่จะค่อย ๆ เก็บลงในกระเป๋าและก้าวขาออกจากห้องไป
“คุณรันครับ ลองคุยกับคุณท่านดูก่อนเถอะนะครับ”
ในขณะที่สองขากำลังจะก้าวพ้นประตูบ้านออกไป ก็ได้มีคนขับรถคนสนิทของคุณพ่อได้เข้ามาขวางไว้ ธีร์รันหันไปมองตามเสียงเรียกด้วยท่าทางที่เหนื่อยล้า ก่อนจะหัวเราะในลำคอออกมาเบา ๆ
“ถ้าพ่อไม่อยากรันให้อยู่ แล้วรันจะอยู่ไปเพื่ออะไรล่ะครับ”
“ไปเตรียมรถมาเถอะครับ”
คนตรงหน้าไม่ได้พูดอะไรต่อ ก่อนจะโค้งหัวรับคำแล้วเดินหายไปสักพัก ความเงียบเริ่มเข้ามาแทนที่ ธีร์รันได้เพียงหวนนึกไปถึงวันที่เขายังมีแม่คอยอยู่ด้วย ผู้ที่คอยโอบกอดเขาไว้จากทุกสิ่งทุกอย่าง บัดนี้เห็นทีว่าเขาจะต้องคอยโอบกอดตัวของเขาเอาไว้เองแล้ว
บรรยากาศท้องฟ้ายามค่ำคืนเริ่มที่จะเงียบสงบลงบ้างแล้ว เมื่อรถได้เคลื่อนที่ออกมาจากตัวเมือง ความวุ่นวายต่าง ๆ ก็ได้พลันหายไป หากยังเหลือก็แต่ความสับสนที่ยังคงค้างคาอยู่ภายในจิตใจของเขา
“พักสักหน่อยเถอะครับคุณรัน”
“ชีวิตรันมันไม่มีอะไรดีเลยสักอย่าง”
“แค่เลือกทางเดินของตัวเองยังไม่ได้เลย”
ความรู้สึกที่สิ้นหวังเกาะกุมหัวใจของเขา ราวกับเงามืดที่คืบคลานเข้ามา ดวงตาที่ทอดมองออกไปอย่างไร้จุดหมาย แสดงให้เห็นถึงความเสียใจที่มีอยู่อย่างมากล้น จนคนที่พบเห็นอดที่จะสงสารไม่ได้
“นายท่านคงแค่กำลังโกรธน่ะครับ ไม่นานท่านคงหาย”
“ระหว่างนี้ก็ถือว่าไปพักผ่อนเถอะนะครับ”
“แล้วรันต้องไปอยู่กับใครเหรอ”
“ที่นั่นจะมีญาติห่าง ๆ ของคุณผู้หญิงอยู่”
“นายท่านได้ติดต่อไปแล้ว ทั้งคู่จะคอยดูแลคุณรันครับ”
ร่างเล็กไม่ได้ตอบกลับอะไร เพียงแค่หันหน้าออกไปมองที่นอกหน้าต่างอีกตามเคย ก่อนที่บรรยากาศอันเงียบสงบภายในรถ จะทำให้เขาเคลิ้มหลับไป
“คุณรันถึงแล้วครับ”
ธีร์รันค่อย ๆ เปิดเปลือกตาขึ้นมาตามเสียงเรียก ก่อนจะพบกับบ้านไม้สองชั้นที่อยู่ในชุมชน สร้างบนที่ดินขนาดกว้าง มีรั้วไม้ระแนงสีขาวล้อมรอบบ้าน ถัดไปไม่ไกลก็เห็นผู้คนอยู่สองคนกำลังยืนรออยู่ที่ทางเข้าหน้าบ้าน
“นี่คุณบุญและคุณสาย คนที่จะคอยดูแลคุณรันครับ”
ชายหญิงวัยกลางคนที่ดูท่าทางใจดี กำลังยืนยิ้มต้อนรับตนอย่างอบอุ่น ทั้ง ๆ ที่ตนอาจจะมาเป็นภาระก็ได้ แต่ก็ไม่ได้แสดงสีหน้าว่ารังเกียจออกมาแม้แต่น้อย ทำให้ธีร์รันรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
“เอิ้นวาลุงกับป้ากะได้เด้อ” (เรียกว่าลุงกับป้าก็ได้นะ)
“เอิ้น?”
“หมายถึงเรียกครับ”
“อ๋อ ครับ”
คนตัวเล็กยิ้มบาง ๆ ออกมา เพราะบางคำที่คุณป้าได้เอ่ยออกมานั้น ตนก็ฟังไม่ทันและจับใจความไม่ได้ว่ามันหมายความว่าอย่างไร
“งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ ถ้ามีอะไรที่ต้องการบอกผมได้เลยนะครับ”
“ขอบคุณครับ ที่มาส่งรัน”
คนร่างสูงโค้งหัวรับคำ ก่อนจะขับรถเคลื่อนหายออกไปในความมืด ปล่อยให้ธีร์รันยืนทำตัวไม่ถูกอยู่ต่อหน้าคนทั้งสอง
“กินข้าวมายังล่ะลูก”
“เรียบร้อยแล้วครับ”
“ซั่นกะขึ้นไปพักผ่อนเด้อลูก เดินทางมาไกล” (งั้นก็ขึ้นไปพักผ่อนนะลูก เดินทางมาไกล)
“ให้คิดวาเป็นเฮียนจะของเด้อ” (ให้คิดว่าเป็นบ้านตัวเองนะ)
ธีร์รันอมยิ้มและพยักหน้ารับคำ ก่อนจะเดินตามคนทั้งคู่ขึ้นไปบนบ้าน หลังจากที่จัดของไว้คร่าว ๆ แล้ว เขาก็ได้ทิ้งตัวลงบนเตียงใหญ่พลางทบทวนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้
แก้มบางที่ยังคงมีสีแดงก่ำ แต่คนทั้งคู่กลับไม่ได้ถามอะไรตนเลย พลอยทำให้ธีร์รันรู้สึกว่าทั้งคู่คงไม่อยากถามเพื่อเป็นการตอกย้ำความเจ็บปวดของตน
ตั้งแต่วันนี้ตนคงต้องพยายามทำตัวให้เป็นประโยชน์มากขึ้น และคงมีอีกหลายอย่าง ที่ตนจะต้องปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตของที่นี่
กับระยะเวลาหนึ่งปีต่อจากนี้...
“บ่แมนมันคิดสั้นแล้วเบาะสิง” “ปากมึงเบาะนั่น” สิงและเหนือที่เห็นว่าสายแล้วยังไม่เจอเพื่อนมาหาสักที ก็เกิดความร้อนใจกลัวว่าเพื่อนจะคิดอะไรที่ไม่ดี ปกติบอกว่าจะมาก็คือมาคำไหนคำนั้น จึงได้รีบบึ่งรถมาหาที่บ้านเผื่อเกิดเหตุอะไรตนจะได้ช่วยเหลือทัน เพราะตั้งแต่เมื่อวานที่เพื่อนกลับไป ตนก็ไม่ได้ติดต่อกับเพื่อนอีก “กะมันวามันสิมาหาเฮา จนฮอดปานนี้กะยังบ่เห็น” “มื้อวานมันกะถืกสะกิดปมไปอีก” “บ่ดอก มันคงบ่คิดแบบนั้น” “มึงฟ่าวขับเร็ว ๆ แน กูใจบ่ดี” (มึงรีบขับเร็ว ๆ หน่อย กูใจไม่ดี) การโต้เถียงเกิดขึ
“อ๊ะ!” แดนดินได้ช้อนร่างของคนตัวเล็กให้ขึ้นมานั่งบนตัก พลางจับชายเสื้อของตนถอดผ่านศีรษะด้วยท่าทางที่ทะมัดทะแมง เผยให้เห็นร่างกายที่กำยำซึ่งยังคงเต็มไปด้วยมัดกล้ามและกลุ่มก้อนขนมปัง ก่อนที่จะไล่ไปถอดกางเกงของร่างบางออกจนหมดสิ้น สองมือได้ไปกอบกำเอาส่วนเนื้ออ่อนที่บริเวณก้นกลมของคนตัวเล็ก ขยำ ๆ อยู่นานจนเนื้อขาวนวลปลิ้นออกมาตามซอกนิ้ว ในขณะที่ริมฝีปากก็ยังคงเล็มเลียอยู่กับยอดปทุมสีหวาน จนธีร์รันต้องแอ่นอกสู้ด้วยความสาดเสียว “อ๊า! พี่” ร่องรอยสีกุหลาบที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบที่จะไม่มีพื้นที่ว่าง ทั้งรอยขบกัดและรอยดูดดึง จากความปรารถนาที่มีอย่างมากล้น ซึ่งธีร์รันก็ไม่ได้ปัดป้องแต่อย่างใด ปล่อยให้คนพี่ทำอย่างที่ใจอยาก เพราะการที่คนพี่จะต้องอดกลั้นถึงเพียงนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะตนทั้งนั้น
บรรยากาศยามค่ำที่มีสายลมพัดมาเป็นระยะ ๆ เมื่อมาปะทะกับผิวกาย ก็พลอยทำให้รับรู้ได้ถึงความเย็นยะเยือกที่ถูกส่งมาเป็นอย่างดี ฤดูหนาวผ่านมาอีกครา ครั้งก่อนแดนดินยังจำได้ดี ตนเคยมีความสุขมาก ๆ ในช่วงนี้เมื่อปีที่แล้ว แต่ในขณะเดียวกันก็เจ็บปวดจนแทบเจียนตาย ความคิดถึงที่เขามีต่อคนรักอยู่ทุกวันก็แทบจะเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่วันนี้ ความรู้สึกกลับยิ่งเพิ่มมากขึ้น อาจจะเพราะแอลกอฮอล์ที่อยู่ในร่างกายหรืออะไรก็ตามแต่ ซึ่งมันทำให้เขาไม่ทันมองว่ามีสิ่งแปลกตาเข้ามาอยู่ในบ้านของเขา รู้ตัวอีกทีก็ต่อเมื่อเดินลงจากรถมอเตอร์ไซค์มาแล้ว “รถไผวะ” (รถใครวะ) รถเก๋งคันหรูสีดำสวยที่จอดนิ่งสนิทอยู่ในบริเวณบ้านของเขา พอลองมองหาเจ้าของรถคันดังกล่าวก็เจอแต่ความเงียบสงบ ยิ่งพยายามนึกถึงที่มาที่ไปของรถคันนี้ก็ยิ่งทำให้สับสนขึ้นไปอีก ตนไม่รู้จักใครที่มีรถลักษณะแบบนี้ ยิ่งเป็นญาติยิ่งแล้วใหญ่ เมื่อลองเดินสำรวจรอบ ๆ ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ
“ก๊อก...ก๊อก!” “คุณรัน คุณท่านให้มาตามไปทานข้าวค่ะ” “รันยังไม่หิวครับ” แม่บ้านต่างก็หันหน้ามามองกันด้วยความลำบากใจ หนึ่งสัปดาห์มาแล้วตั้งแต่ที่คุณหนูของบ้านเอาแต่ขังตัวเองอยู่ในห้อง ข้าวปลาก็กินแทบจะนับคำได้ ทำเอาทุกคนต่างพลอยเป็นห่วงกันไปหมด เมื่อการเรียกขานไม่เป็นผล แม่บ้านจึงได้ถอยหลังมาเพื่อเปิดทางให้กับหญิงสาวคนหนึ่งได้เดินไปที่หน้าประตูห้อง และทำการเรียกขานขึ้นอีกครั้ง “รัน...นี่ดาวเองนะ” “ดาวขอเข้าไปได้ไหม?” ความเงียบสงบมาเยือนอยู่สักพัก ก่อนที่ประตูบานใหญ่จะค่อย ๆ ถูกเปิดออก เผยให้เห






reviews