LOGINท้องฟ้ายามรุ่งสาง เริ่มเปลี่ยนเป็นสีทองอมชมพู สายลมบาง ๆ ในตอนเช้า ได้พัดผ่านหน้าต่างที่แง้มอยู่เพียงเล็กน้อย ลอยผ่านมาปะทะร่างบางที่กำลังนอนขลุกอยู่บนเตียง
เสียงไก่ขันในตอนเช้าปลุกให้ธีร์รันที่กำลังนอนอยู่ ยันกายขึ้นมาจากเตียงพร้อมกับบิดขี้เกียจ ก่อนที่จะเดินไปเปิดหน้าต่างเพื่อรับลมยามเช้า
บรรยากาศของที่นี่เงียบสงบ แตกต่างจากความวุ่นวายที่เมืองกรุง ทุกเช้าของคนที่นี่เป็นไปอย่างเรียบง่าย เสียงพูดคุยทักทายกันยามเช้าแว่วมาตามสายลมอยู่เป็นระยะ ๆ แม้ว่าจะแตกต่างจากที่ที่ตนเคยอยู่มาก แต่ก็เป็นวิถีชีวิตที่เรียบง่าย และรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก
ตั้งแต่วันนั้นหลังจากตนมาอยู่ที่นี่ ก็ไม่ได้รับการติดต่อจากผู้เป็นพ่อเลย แม้แต่ข้อความที่ถามไถ่ก็ไม่มีแม้แต่ข้อความเดียว จะมีก็เพียงแค่นับดาวเพื่อนสนิทของเขา ที่โทรมาไม่เว้นเช้าเย็น
ตนไม่เคยคิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างตนและคุณพ่อจะแย่ลงถึงเพียงนี้ แต่ก่อนก็ถือได้ว่าเป็นครอบครัวที่อบอุ่นเลยทีเดียว แต่หลังจากที่เสียคุณแม่ไป พ่อก็เข้มงวดมากขึ้น จนตนไม่สามารถที่จะเลือกอะไรได้เลย มีเพียงพ่อที่คอยจัดแจงให้ทุกอย่าง
ธีร์รันสลัดความคิดทั้งหมดออกไป ก่อนจะใช้เวลาในการอาบน้ำแต่งตัวไม่นาน ก็เดินลงมาที่ใต้ถุนบ้านเพื่อมาหาป้าสายที่กำลังทำกับข้าวอยู่ในครัว
“คุณป้ามีอะไรให้รันช่วยไหมครับ”
หญิงวัยกลางคนหยุดสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ พร้อมกับหันมามองเจ้าของเสียงด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่น
“มื้อนี้ป้าสิเฮ็ดแกงไก่ใส่หน่อไม้ส้มสู่กิน น้องรันไปเก็บบักพริกในสวนมาตำให้ป้ากะได้ลูก” (วันนี้ป้าจะทำแกงไก่ใส่หน่อไม้ดองให้กิน น้องรันไปเก็บพริกในสวนมาโขลกให้ป้าก็ได้ลูก)
“ได้ครับ”
คนเด็กกว่ารับคำ แล้วเดินออกจากห้องครัวผ่านใต้ถุนไปยังหลังบ้าน ซึ่งมีแปลงผักสวนครัวขนาดย่อมอยู่
ธีร์รันมาอยู่ที่นี่ได้สองวันแล้ว ตนอาศัยอยู่กับลุงบุญและป้าสาย ซึ่งเป็นญาติห่าง ๆ ของคุณแม่ บ้านที่เขาพักอยู่เป็นบ้านไม้สองชั้น ชั้นล่างเปิดโล่งแต่มีส่วนที่ต่อเติมเป็นห้องครัว ถัดไปอีกหน่อยเป็นโต๊ะนั่งสำหรับทานข้าว ชั้นบนมีระเบียงสำหรับนั่งรับลม พื้นที่รอบ ๆ บ้าน ถูกตกแต่งด้วยสวนที่มีต้นไม้ใหญ่และพรรณไม้ ที่ช่วยเพิ่มความร่มรื่นได้เป็นอย่างดี
ในสวนผักหลังบ้านของป้าสาย มีผักปลอดสารอยู่หลายชนิด มีทั้งที่ธีร์รันรู้จักและไม่รู้จัก เนื่องจากตอนอยู่ที่กรุงเทพ ตนก็ไม่เคยเข้าครัวทำอาหารเลย แต่พอมาอยู่ที่นี่ ธีร์รันจึงต้องปรับตัวหลายอย่าง เพราะกว่าจะได้กลับก็อีกนานโข
เมื่อได้สิ่งที่ต้องการแล้ว ธีร์รันจึงนำพริกไปล้างแล้วมานั่งโขลกอยู่ข้าง ๆ ป้าสาย
“น้องรัน มื้อนี่กินข้าวแล้ว ป้าสิให้ไปช่วยงานอ้ายแดนเด้อลูก” (น้องรันวันนี้กินข้าวเสร็จ ป้าจะให้ไปช่วยงานพี่แดนนะลูก)
“อ้ายแดน...อ้ายแดนคือใครครับ”
ธีร์รันทำหน้าตางุนงง เพราะชื่อที่เพิ่งได้ยินครั้งแรก เนื่องจากตั้งแต่ตนมาก็ไม่ได้ออกไปไหนเลย
“อ้ายแดนดิน ลูกพ่อใหญ่คำเมือง”
“พ่อใหญ่คำเมืองที่เป็นผู้ใหญ่บ้านน่ะหรือครับ” ธีร์รันพอจะรู้จักพ่อใหญ่คำเมืองอยู่บ้าง เพราะแกแวะเวียนมาหาลุงบุญอยู่บ่อย ๆ
แต่ถึงกระนั้นธีร์รันก็ได้รับยิ้มจากป้ายสายแทนคำตอบ ก่อนที่จะรีบเตรียมกับข้าวต่อ เพราะตอนนี้ก็สายโด่งแล้ว
หลังจากทานข้าวเสร็จ คนตัวเล็กก็ได้มานั่งรับลมอยู่ใต้ถุนบ้าน บรรยากาศที่ลมพัดมาเอื่อย ๆ บวกกับทานข้าวมาอิ่ม ๆ ทำให้เขารู้สึกเคลิ้มไปกับบรรยากาศ ไม่นานก็ได้ยินเสียงรถมอเตอร์ไซค์กำลังเลี้ยวเข้ามาภายในบ้าน
“บรื๊น...บรื๊น”
แดนดินขี่รถมอเตอร์ไซค์คันเก่งของตัวเองเข้ามาจอดภายในบ้านอย่างนุ่มนวล เสียงเครื่องยนต์ค่อย ๆ แผ่วลงก่อนจะเงียบสนิท…
ธีร์รันได้เงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มที่เพิ่งเจอเป็นครั้งแรก ลักษณะใส่กางเกงยีนขาดตรงเข่า ใส่เสื้อแขนยาวสีน้ำเงินที่น่าจะแถมจากการซื้อปุ๋ยพร้อมกับสวมหมวกฟาง รูปร่างกำยำสมส่วน ดูแข็งแรง โครงหน้าได้สัดส่วน จมูกโด่งสันชัดเจน จนธีร์รันนั่งจ้องอยู่พักหนึ่ง เพราะถือว่าหล่อเหลาอยู่พอสมควร
“สวัสดีครับน้าสาย ใสคนสิให้ไปช่วยงานอยู่ใสครับ” (สวัสดีครับน้าสาย ไหนคนที่จะให้ไปช่วยงานอยู่ไหนครับ)
“น้องรันมานี่ลูก...นี่อ้ายแดนดิน มื้อนี่ไปช่วยงานอ้ายเขาเด้อลูก” (น้องรันมานี่ลูก...นี่พี่แดนดิน วันนี้ไปช่วยงานพี่เขานะลูก)
“แดน...นี่น้องธีร์รัน น้าฝากน้องนำเด้อ มีหยังกะค่อยบอกค่อยสอนน้องเอา” (แดน...นี่น้องธีร์รันน้าฝากน้องด้วยนะ มีอะไรก็ค่อยสอนน้องนะ)
พ่อใหญ่คำเมืองกับลุงบุญเป็นเพื่อนรักกัน ด้วยเหตุที่ลุงบุญกับป้าสายไม่มีลูก จึงได้แดนดินมาช่วยงานอยู่บ่อย ๆ ทำให้ทั้งคู่รักแดนดินเหมือนกับลูกชายแท้ ๆ คนหนึ่ง
“ปะ ขึ้นรถ”
คนเด็กกว่าทำตามอย่างว่าง่าย พอทั้งคู่เคลื่อนรถออกไป ทำให้ป้าสายมองตามอย่างห่วง ๆ แต่เพราะคำขอร้องจากธีร์รัน ที่อยากจะทำอะไรเพื่อคนที่นี่บ้าง ไม่ว่างานแบบไหนตนก็พร้อมที่จะทำ เพราะไม่อยากรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าอะไร เลยปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแดนดิน ซึ่งเขาก็พร้อมจะช่วยสอนอย่างเต็มใจ
“นี่เราจะไปไหนกันเหรอ” คนเด็กกว่าหลังจากซ้อนรถมาสักพักก็ได้เอ่ยถามอย่างสงสัย
“อ้ายสิพาไปซ่อมรั้ว” (พี่จะพาไปซ่อมรั้ว)
“ซ่อมรั้ว เราไม่เคยทำนะ ยากมั้ย”
“บ่ยากดอก จับดี ๆ มันสิตกรถ” (ไม่อยากหรอก จับดี ๆ เดี๋ยวตกรถ) ว่าพลางร่างสูงก็ขับรถให้ส่ายไปส่ายมาเพื่อแกล้งคนน้อง
คนเด็กกว่าตกใจก่อนที่จะยื่นมือไปจับเสื้อคนพี่เบา ๆ พร้อมกับทำหน้ามุ่ยนิด ๆ แดนดินที่เหลือบมองคนน้องผ่านกระจกมองข้างก็เผลอยิ้มมุมปากด้วยความพอใจ
ไม่นานทั้งคู่ก็มาถึงบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ท้ายหมู่บ้าน ซึ่งเป็นบ้านไม้หลังใหญ่สองชั้นที่ล้อมรอบด้วยทุ่งนาที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา แต่ตอนนี้เก็บเกี่ยวข้าวไปแล้วเหลือเพียงผืนนาที่ปกคลุมไปด้วยหญ้าเขียวขจี ใต้ถุนบ้านมีเปลผูกติดเสาไว้ รอบ ๆ บ้านถูกตกแต่งด้วยต้นไม้หลายชนิด ให้ความรู้สึกร่มรื่นเย็นสบายอย่างบอกไม่ถูก
“นี่บ้านใครเหรอ น่าอยู่จัง”
“เฮียนอ้ายนี่หล่ะ” (บ้านพี่นี่แหละ)
“อยู่กับผู้ใหญ่บ้านสองคนเหรอ”
“บ่...อ้ายออกมาอยู่คนเดียว” (ไม่...พี่ออกมาอยู่คนเดียว)
“ฟ่าวมามันสิฮ้อน อย่าคาแต่ถาม” (รีบมาก่อนจะร้อน อย่ามัวแต่ถาม)
แดนดินว่าพลางเดินไปในบ้านเพื่อหาของบางอย่าง ก่อนจะเดินออกมาหาคนที่ยืนหน้าหงิกอยู่พร้อมกับเสื้อที่ถือติดมือมาด้วย
“เอ๋าใส่เสื้ออ้ายก่อน มันสิฮ้อน” (นี่ใส่เสื้อพี่ก่อน มันจะร้อน)
“มาเฮ็ดเวียกอิหยังหมวกกะบ่มี เสื้อแขนยาวกะบ่เอามา” (มาทำงานอะไรหมวกก็ไม่มี เสื้อแขนยาวก็ไม่เอามา)
แดนดินบ่นอุบอิบก่อนยื่นเสื้อแถมจากการซื้อปุ๋ยให้คนน้อง พลางถอดหมวกที่ตัวเองใส่ลงบนหัวเล็ก ๆ ของธีร์รัน
“ใส่ไว้” จัดแจงคนน้องเสร็จก็หันมาหยิบผ้าขาวม้ามาโพกหัวตัวเองเพื่อป้องกันความร้อน
ทั้งคู่จัดแจงตัวเองอยู่สักพัก แดนดินก็ได้เอากล่องอุปกรณ์ในการซ่อมรั้วมาให้คนน้องถือ ก่อนที่จะซ้อนรถกันออกไป
ทั้งคู่ขับรถเข้ามาในหมู่บ้านไม่นานก็มาเจอกับบ้านของยายบัว แกอาศัยอยู่คนเดียว ด้วยนิสัยของแดนดินที่เป็นคนขยันเป็นทุนเดิม จึงได้อาสามาซ่อมรั้วให้
“ยาย...ยายบัว อยู่บ้านบ่ครับ” (ยาย...ยายบัว อยู่บ้านไหมครับ)
“ยาย...ผมมาซ่อมรั้วให้ครับ” แดนดินเอ่ยต่อ เมื่อเห็นว่ายายบัวกำลังเดินมาทางตน
“มากับไผล่ะนั่น คือหน้าตาดีแท้...ลูกไผล่ะหล่า” (มากับใครนั่น หน้าตาดีจัง...ลูกใครเหรอ)
“หลานน้าสายมาตะกรุงเทพครับ” (หลานน้าสายมาจากกรุงเทพครับ)
“พากันกินข้าวกินน้ำไป่ล่ะหล่า*” (พากันกินข้าวกินน้ำหรือยังล่ะ)
“เรียบร้อยแล้วครับ...ผมไปซ่อมรั้วก่อนเด้อยาย” (เรียบร้อยแล้วครับ...ผมไปซ่อมรั้วก่อนนะยาย)
ธีร์รันที่เดินตามแดนดิน หันมายกมือไหว้ก่อนจะส่งยิ้มจาง ๆ ให้คนแก่กว่า ไม่ว่าตนจะเจอใครที่นี่ทุกคนก็ล้วนแล้วแต่ดูใจดีกันทั้งนั้น
เดินมานิดหน่อยก็เจอกับรั้วไม้ไผ่ที่เรียงกันเป็นระเบียบ มีบางส่วนที่ผุพังตามกาลเวลา และข้างกันมีกองไม้ไผ่ที่แดนดินเป็นคนจัดเตรียมไว้สำหรับซ่อมรั้วครั้งนี้ ซึ่งเดิมทีเขาสามารถซ่อมรั้วคนเดียวได้สบาย ๆ แต่เพราะน้าสายที่ฝากให้เขาเป็นคนสอนงานต่าง ๆ ให้คนน้อง จึงได้พาคนเมืองกรุงติดมาด้วย
“จับไม้ไว้...อ้ายสิตอกตะปู”
คนเด็กกว่าเดินมาจับไม้ไผ่ผ่าครึ่งไว้อย่างทุลักทุเล เพราะไม้ไผ่มีขนาดที่หนักพอสมควรสำหรับคนที่ไม่เคยหยิบจับอะไรเลยอย่างธีร์รัน
“เอ๊อะ” (โอ๊ย)
ไม่นานแดนดินก็ต้องอุทานออกมาด้วยความเจ็บปวด เพราะธีร์รันที่จับไม้ไผ่อยู่ ดันปล่อยให้ร่วงลงมาทับเท้าของเขานั่นเอง
“เราขอโทษ...ก็มันหนัก แขนเราไม่ไหวแล้ว” ธีร์รันพูดพลางสายตาหลุบต่ำมองพื้น เพราะกลัวคนพี่จะดุ
“บ่ไหวคือบ่บอกอ้าย...มาตอกตะปูอ้ายสิจับเอง” (ไม่ไหวทำไมไม่บอกพี่...มาตอกตะปูเดี๋ยวพี่จับเอง)
“ได้...สบายมาก”
“ตอกตะปูเด้อ...บ่แม่นตอกมือจะของ” (ตอกตะปูนะ...ไม่ใช่ตอกมือตัวเอง)
“ชิ...รู้แล้วน่า”
คนเด็กกว่าหันไปมองค้อนใส่คนพี่ ก่อนหันมาหยิบค้อนและตะปูที่วางอยู่ใกล้ ๆ มาตั้งท่าเตรียม โดยมีแดนดินยืนจับไม้มองอยู่ใกล้ ๆ
“โอ๊ย...” และเป็นอย่างที่แดนดินคิด เมื่อธีร์รันได้ใช้ค้อนตอกพลาดลงไปที่นิ้วมือของตัวเอง ใบหน้าขาวบางเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง ทั้งจากความร้อนและความเจ็บ และดวงตาสองข้างก็เริ่มที่จะมีน้ำมาคลอเบ้า
“นั่น ๆ อ้ายวาแล้ว ใส...เป็นหยังหลายบ่” (นั่น ๆ พี่ว่าแล้ว ไหน...เป็นอะไรมากไหม)
แดนดินดึงมือคนน้องขึ้นมาดู พบว่ามือเล็กบางเป็นรอยแดงที่บริเวณนิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือ จึงได้เดินไปขอน้ำเย็นจากยายบัว แล้วใช้ผ้าขาวม้าที่โพกหัวตนเองอยู่ มาห่อกับขวดน้ำเย็นเพื่อให้คนน้องประคบนิ้วลดอาการปวด
“นั่งถ่าอ้ายอยู่นี่ เดี๋ยวอ้ายเฮ็ดเองดอก” (นั่งรอพี่อยู่นี่ เดี๋ยวพี่ทำเอง) ว่าพลางจัดที่ให้ธีร์รันนั่งหลบแดดใต้ต้นไม้ซึ่งอยู่ไม่ห่างมากนัก ก่อนกลับไปจัดการซ่อมรั้วที่สุดท้ายแล้วก็คงไม่พ้นมือเขาอยู่ดี...
“บ่แมนมันคิดสั้นแล้วเบาะสิง” “ปากมึงเบาะนั่น” สิงและเหนือที่เห็นว่าสายแล้วยังไม่เจอเพื่อนมาหาสักที ก็เกิดความร้อนใจกลัวว่าเพื่อนจะคิดอะไรที่ไม่ดี ปกติบอกว่าจะมาก็คือมาคำไหนคำนั้น จึงได้รีบบึ่งรถมาหาที่บ้านเผื่อเกิดเหตุอะไรตนจะได้ช่วยเหลือทัน เพราะตั้งแต่เมื่อวานที่เพื่อนกลับไป ตนก็ไม่ได้ติดต่อกับเพื่อนอีก “กะมันวามันสิมาหาเฮา จนฮอดปานนี้กะยังบ่เห็น” “มื้อวานมันกะถืกสะกิดปมไปอีก” “บ่ดอก มันคงบ่คิดแบบนั้น” “มึงฟ่าวขับเร็ว ๆ แน กูใจบ่ดี” (มึงรีบขับเร็ว ๆ หน่อย กูใจไม่ดี) การโต้เถียงเกิดขึ
“อ๊ะ!” แดนดินได้ช้อนร่างของคนตัวเล็กให้ขึ้นมานั่งบนตัก พลางจับชายเสื้อของตนถอดผ่านศีรษะด้วยท่าทางที่ทะมัดทะแมง เผยให้เห็นร่างกายที่กำยำซึ่งยังคงเต็มไปด้วยมัดกล้ามและกลุ่มก้อนขนมปัง ก่อนที่จะไล่ไปถอดกางเกงของร่างบางออกจนหมดสิ้น สองมือได้ไปกอบกำเอาส่วนเนื้ออ่อนที่บริเวณก้นกลมของคนตัวเล็ก ขยำ ๆ อยู่นานจนเนื้อขาวนวลปลิ้นออกมาตามซอกนิ้ว ในขณะที่ริมฝีปากก็ยังคงเล็มเลียอยู่กับยอดปทุมสีหวาน จนธีร์รันต้องแอ่นอกสู้ด้วยความสาดเสียว “อ๊า! พี่” ร่องรอยสีกุหลาบที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบที่จะไม่มีพื้นที่ว่าง ทั้งรอยขบกัดและรอยดูดดึง จากความปรารถนาที่มีอย่างมากล้น ซึ่งธีร์รันก็ไม่ได้ปัดป้องแต่อย่างใด ปล่อยให้คนพี่ทำอย่างที่ใจอยาก เพราะการที่คนพี่จะต้องอดกลั้นถึงเพียงนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะตนทั้งนั้น
บรรยากาศยามค่ำที่มีสายลมพัดมาเป็นระยะ ๆ เมื่อมาปะทะกับผิวกาย ก็พลอยทำให้รับรู้ได้ถึงความเย็นยะเยือกที่ถูกส่งมาเป็นอย่างดี ฤดูหนาวผ่านมาอีกครา ครั้งก่อนแดนดินยังจำได้ดี ตนเคยมีความสุขมาก ๆ ในช่วงนี้เมื่อปีที่แล้ว แต่ในขณะเดียวกันก็เจ็บปวดจนแทบเจียนตาย ความคิดถึงที่เขามีต่อคนรักอยู่ทุกวันก็แทบจะเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่วันนี้ ความรู้สึกกลับยิ่งเพิ่มมากขึ้น อาจจะเพราะแอลกอฮอล์ที่อยู่ในร่างกายหรืออะไรก็ตามแต่ ซึ่งมันทำให้เขาไม่ทันมองว่ามีสิ่งแปลกตาเข้ามาอยู่ในบ้านของเขา รู้ตัวอีกทีก็ต่อเมื่อเดินลงจากรถมอเตอร์ไซค์มาแล้ว “รถไผวะ” (รถใครวะ) รถเก๋งคันหรูสีดำสวยที่จอดนิ่งสนิทอยู่ในบริเวณบ้านของเขา พอลองมองหาเจ้าของรถคันดังกล่าวก็เจอแต่ความเงียบสงบ ยิ่งพยายามนึกถึงที่มาที่ไปของรถคันนี้ก็ยิ่งทำให้สับสนขึ้นไปอีก ตนไม่รู้จักใครที่มีรถลักษณะแบบนี้ ยิ่งเป็นญาติยิ่งแล้วใหญ่ เมื่อลองเดินสำรวจรอบ ๆ ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ
“ก๊อก...ก๊อก!” “คุณรัน คุณท่านให้มาตามไปทานข้าวค่ะ” “รันยังไม่หิวครับ” แม่บ้านต่างก็หันหน้ามามองกันด้วยความลำบากใจ หนึ่งสัปดาห์มาแล้วตั้งแต่ที่คุณหนูของบ้านเอาแต่ขังตัวเองอยู่ในห้อง ข้าวปลาก็กินแทบจะนับคำได้ ทำเอาทุกคนต่างพลอยเป็นห่วงกันไปหมด เมื่อการเรียกขานไม่เป็นผล แม่บ้านจึงได้ถอยหลังมาเพื่อเปิดทางให้กับหญิงสาวคนหนึ่งได้เดินไปที่หน้าประตูห้อง และทำการเรียกขานขึ้นอีกครั้ง “รัน...นี่ดาวเองนะ” “ดาวขอเข้าไปได้ไหม?” ความเงียบสงบมาเยือนอยู่สักพัก ก่อนที่ประตูบานใหญ่จะค่อย ๆ ถูกเปิดออก เผยให้เห
“สูกลับไปซะ” แดนดินเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้อง หลังจากที่พาเพื่อนกลับมาถึงบ้าน ในขณะที่จัดการทำแผลให้อยู่นั้น เหนือได้สังเกตสีหน้าท่าทางของเพื่อนที่ดูเลื่อนลอย แววตาดูหมดหวัง แม้ว่าจะเป็นเวลาที่สิงเช็ดแผลให้ ทั้ง ๆ ที่ควรจะเจ็บมากแท้ ๆ แต่แดนดิน กลับไม่มีแม้แต่จะส่งเสียงออกมา “กูวาเฮาต้องมาอยู่เป็นหมู่มัน” “กูย่านมันคิดสั้น เบิ่งทรงสิหนักกว่าตอนเลิกกับน้องวา” “อือ หนักกว่าหลายเลยล่ะ” เมื่อเห็นอาการของเพื่อนที่ไม่สู้ดีนักก็อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้ ถ้าเจ็บป่วยทางกายยังพอหาทางรักษาให้ได้ แต่อาการทางใจตนคงต้องคอยดูอยู่ห่าง ๆ และรอเวลาที่จะคอยเยียวยาทำให้ทุกอย่างมันดีขึ้น&n
เมื่อใกล้ถึงฤดูเก็บเกี่ยว ท้องทุ่งนาถูกย้อมด้วยสีทองอร่ามของรวงข้าวที่โอนอ่อนลู่ลม เสียงรวงข้าวที่เสียดสีกันดังแผ่วเบายามเมื่อสายลมพัดผ่าน แสงแดดยามสายส่องกระทบไปทั่วผืนนาจนเกิดเป็นประกายระยิบระยับ “พี่จะเก็บเกี่ยวข้าวยังไงเหรอ” คำถามที่เอื้อนเอ่ยออกมา ในขณะที่กำลังเดินลัดเลาะอยู่บนคันนา ร่างสูงเดินนำและมีคนตัวเล็กเดินตาม การเดินสำรวจแปลงนาในทุก ๆ เช้า น่าจะเป็นกิจวัตรประจำวันของคนทั้งคู่ไปแล้ว “อ้ายวาสิเอารถเกี่ยวเอา” “แต่กะสิจ้างชาวบ้านเกี่ยวบางส่วน พอให้เพินมีรายได้” “แฟนใครใจดีจัง” แดนดินหันมายิ้มให้กับคนตัวเล็ก พร้อมกับแก้มบางที่ถูกเรียวนิ้วยาวหยิกให้เบ

![พี่ติวเตอร์ครับ...ช่วยสอนผมหน่อยนะครับ[PWP]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





