Masukก่อนฟ้าสว่างคนทั้งหมดก็เตรียมตัวออกเดินทาง นางไม่ต้องการมารดาและพี่สะใภ้รู้ จึงได้ออกทางประตูหลังไปอย่างเงียบๆ หรูเซียนนางสวมใส่ชุดเช่นเดียวกับองครักษ์ นางวาดคิ้วแต่งเติมใบหน้าจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิมให้เห็น เสี่ยวจิ่วเองก็เช่นกัน
ม้าทั้งสิบตัววิ่งออกจากเมืองหลวงเดินทางลงตอนใต้ของแคว้น พอออกจากประตูเมือง หรูเซียนหันกลับมามองที่ประตูเมืองหลวงอีกครั้งอย่างเป็นกังวล จนเสี่ยวตงองครักษ์ที่นางเดินทางด้วยม้าตัวเดียวกับเขาสัมผัสได้
“นายท่านต้องรอดขอรับ ข้าน้อยเชื่อมั่นในความดีที่นายท่านทำมาทั้งชีวิต”
“ใช่แล้วลุงตง ท่านพ่อต้องรอด” เสียงของนางแผ่วเบาแทบจะเลือนหายไปกับสายลมที่พัดผ่าน
หรูเซียนมิได้เข้มแข็งอย่างที่แสดงออกเลยสักนิด นางถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี ถูกประคองเอาไว้ในอุ้งมือไม่ว่าจะเป็นจวนลั่วหรือจวนเว่ย เคยได้ออกจากเมืองหลวงไปที่ไกลๆ เช่นซีหนานเสียที่ไหน
การเดินทางด้วยม้าเร็วเป็นความทรมานอย่างแรกที่หรูเซียนนางได้รับ กว่าจะเดินทางถึงเมืองโจวเซิงเพื่อขึ้นเรือ ร่างของนางก็บอบช้ำจนไม่อาจก้าวเดินไปแล้ว เสี่ยวตงต้องแบกนางขึ้นหลังเพื่อไปขึ้นเรืออีกที
อยู่ในเรือก็ใช้ว่าจะสุขสบายนัก นางเพิ่งเดินทางด้วยเรือนเพียงครั้งแรก กว่าจะผ่านช่วงวันที่หายเมาคลื่นลมได้ ก็เล่นเอาร่างกายซูบผอมลงไปไม่น้อย หรูเซียนต้องนอนนิ่งๆ ถึงสามวัน กว่าจะลุกขึ้นมาเดินรับลมด้านนอกห้องได้
“ลำบากคุณหนูแล้วขอรับ”
“ยังไหวเจ้าค่ะ ลุงตงท่าเทียบเรือที่ผ่านมามีข่าวของคนตระกูลหวงหรือไม่เจ้าคะ แล้วองครักษ์ที่เดินทางด้วยม้าเร็วมีข่าวแจ้งหรือไม่”
“ยังไม่มีข่าวใดแจ้งมาขอรับ คุณหนูไม่ต้องห่วง พวกเราเพิ่งเดินทางได้เพียงแค่สามวันเท่านั้น ทั้งยังเดินทาง ทางบกและทางน้ำ อย่างไรก็ต้องดักคนตระกูลหวงได้สักทาง”
“ฝากด้วยนะเจ้าคะ”
“ขอรับ”
ลู่เหลียงกลับมาที่จวนตระกูลลั่วหลังจากครบกำหนดที่เขาให้หรูเซียนเอาไว้ เขาอดจะยกยิ้มที่มุมปากไม่ได้ เมื่อคิดว่าจะได้รับตัวนางกลับไปนอนกอดที่จวนแล้ว หลังจากที่เขาจุมพิตนางในวันนั้น ไม่มีวันใดเลยที่จะไม่คิดถึงนาง ได้แต่โทษตนเองที่ปล่อยนางไว้เนิ่นนานหลายปี โดยที่ไม่ยอมเข้าหอกับนางตั้งแต่แรก
เขาคิดเอาไว้แล้วว่าหลังจากจัดการเรื่องในหนเก่าเสร็จเรียบร้อย เขาจะบอกนางให้เข้าใจได้อย่างไร แม้จะถูกนางเอ่ยขู่เอาไว้ แต่เขาที่อยู่กับนางทุกวันมาสองปีกว่า ย่อมจะรู้ว่าควรจะเอาใจนางเช่นใด เพื่อให้นางยอมให้อภัยเขา
แต่ทุกสิ่งที่คิดเอาไว้ก็พังทลายลง เมื่อหรูเซียนนางไม่อยู่ที่จวนลั่วอย่างที่ควรจะเป็น
ฮุ่ยเจียงที่ออกมารับหน้ากับลู่เหลียง เป็นผู้ที่บอกเขา “นางเดินทางไปซีหนาน เพื่อรอหลักฐานมายืนยันความบริสุทธิ์ของท่านพ่อ”
ราวกับฟ้าผ่าลงมาตรงหน้าของเขา ลู่เหลียงตกตะลึงจนไม่อาจพูดสิ่งใดออกมาได้อยู่เนิ่นนาน แววตาของเขาที่มองฮุ่ยเจียงแปรเปลี่ยนเป็นเหี้ยมเกรียมขึ้นทันที เขาเดินเข้าไปกระชากคอเสื้อของฮุ่ยเจียงและต่อยเข้าที่ใบหน้าของเขาสุดแรง “โอ๊ยยย”
“เจ้าโง่จริงหรือว่าแสร้งโง่ หนทางที่ไปซีหนานลำบากเพียงใด แต่เจ้าก็ยังกล้าปล่อยให้เซียนเซียนนางไป!!!” เขาโกรธจนดวงตาแดงก่ำ
“เจ้าคิดว่าสิ่งที่เซียนเซียนนางตัดสินใจแล้ว เจ้าหรือข้าจะห้ามได้หรือ” ฮุ่ยเจียงเช็ดเลือดออกจากมุมปาก
“นางเป็นคนตระกูลเว่ยของข้า หากนางมีแม้แต่รอยขีดข่วนเพียงเล็กน้อย ข้าจะมาเอาเรื่องกับเจ้า”
“เลือดที่ไหลเวียนอยู่ในกายนางเป็นของคนตระกูลลั่ว สิ่งที่นางทำก็เพื่อคนตระกูลลั่ว” ฮุ่ยเจียงจ้องมองเขากลับอย่างไม่เกรงกลัว
“รอดูได้เลยว่าหากนางเป็นอันใด ตระกูลลั่วของเจ้าจะเป็นเช่นใด” เขาพูดด้วยน้ำเสียงดุดัน ก่อนจะออกไปจากจวนลั่ว
ใจของลู่เหลียงยามนี้ติดตามหรูเซียนไปที่ซีหนานแล้ว เพียงแต่หน้าที่ของเขาไม่อาจทำให้เขาทำอย่างที่ใจคิดได้ ทำได้เพียงส่งองครักษ์ฝีมือดีของตนเองออกติดตามนางไป
หรูเซียนนั่งอยู่ที่ดาดฟ้าของเรือ เหม่อมองไปทางท้องทะเลที่กว้างใหญ่ ท้องฟ้าในยามค่ำคืนที่มีดวงดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้า จะดีเพียงใด หากการเดินทางครั้งนี้ของนาง เพื่อเที่ยวเล่นชมความงดงาม ไม่ใช่ออกมาเสี่ยงอันตรายอย่างที่เป็นอยู่
หรูเซียนเดินทางนับสิบวันจนมาถึงเมืองซีหนานก็ยังไม่พบตระกูลหวงระหว่างที่เดินทางเลยสักนิด คงยังไม่ได้เดินทางออกจากซีหนานเป็นแน่ พอขึ้นฝั่งได้ ทั้งหมดก็เข้าเมืองเพื่อไปหาที่พักเสียก่อน
เสี่ยวตงส่งคนไปสืบเรื่องตระกูลหวง และพี่พักของพวกเขาทันที หรูเซียนเข้าที่พักสิ่งแรกที่นางทำคือรีบน้ำอาบล้างตัวทันที น้ำที่ใช้ได้บนเรืออาบแล้วเหนียวตัว หรูเซียนจึงทำได้เพียงแค่ล้างหน้าเช็ดตัวเท่านั้น
หลังจากราชโองการแต่งตั้งเกาหรานเป็นองค์หญิง ผ่านไปสองวัน ฉีหยุนเสี่ยงก็เดินทางเยือนที่จวนลู่ เข้าไปพูดคุยกับลู่จวินและลู่เหลียงอยู่ในห้องตำรานานถึงสองชั่วยาม ตอนที่เขาเดินออกมายังต้องมีคนช่วยประคองออกมาด้วยหลินซินมาทราบเรื่องในภายหลัง เมื่อเขาแอบเข้ามาหานางภายในห้อง ด้วยใบหน้าซีดขาว พอเข้ามาถึงฉีหยุนเสี่ยงก็ล้มตัวลงนอนที่เตียงของนางโดยไม่ได้ขออนุญาตเลย"หากพระองค์จะนอน เหตุใดไม่กลับไปนอนที่ตำหนักเล่าเพคะ” นางดึงตัวเขาให้ลุกขึ้น“ซี๊ดดด เบามือหน่อย” เขาร้องออกมาเบาๆ“พระองค์เป็นอันใด ได้รับบาดเจ็บหรือเพคะ”“อืม...ข้ามารับผิดต่อบิดาและท่านปู่ของเจ้า” เขาถอดเสื้อตัวนอกออก หลินซินจึงได้เห็นผ้าพันแผลที่หนาเตอะพันอยู่บนตัวของเขา ยังพอมองเห็นเลือดที่ซึมออกมา“พระองค์ถูกท่านพ่อ ท่านปู่ เฆี่ยนหรือเพคะ” หลินซินตกใจไม่น้อย“เดิมก็ควรจะเป็นเช่นนั้น เพราะข้าไม่รู้ความ แต่ใต้เท้าทั้งสองไม่ยอมลงมือ ข้าเลยโบยตนเอง” แส้หนามที่เขาเตรียมมาถึงจะโบยไม่กี่หนแต่ก็ทำให้เนื้อแตกไปทั้งแผ่นหลัง สุดท้ายก็นับว่าคุ้ม เมื่อทั้งสองไม่เอาความกับสิ่งที่ฉีหยุนเสี่ยงทำลงไป อีกทั้งหากหลินซินนางพยักหน้ายอมแต่งให้เขา ทั้ง
หลินซินลุกขึ้นถวายความเคารพฉีหยุนเสี่ยงเต็มพิธีการ “ขอบพระทัยองค์ชายสามที่เสนอชื่อของหม่อมฉันให้แต่งไปแคว้นต้าหลี่ ความเมตตาของพระองค์หม่อมฉันซาบซึ้งใจยิ่งนัก และยินดีทำตามประสงค์อย่างไม่มีข้อโต้แย้งเพคะ”ราวกับฟ้าผ่าลงมากลางอกของฉีหยุนเสี่ยง เขาย่อมให้นางโวยวายใส่เขาดีกว่าที่นางยิ้มรับเช่นนี้ พอเขาจะเอื้อมมือไปดึงมือของนาง หลินซินก็เบี่ยงตัวหลบอย่างถือตัว“องค์ชายสามโปรดสำรวมด้วยเพคะ ต่อไปหม่อมฉันจะต้องเป็นพระสนมของฮ่องเต้แคว้นต้าหลี่ จะทำให้ตนเองแปดเปื้อนมิได้”“ซินซิน” ฉีหยุนเสี่ยง ทั้งตกใจและโกรธที่นางพูดออกมาเต็มปาก ว่าต่อไปจะเป็นสนมของฮ่องเต้แคว้นต้าหลี่ “ฟังข้าก่อน ข้าเสนอชื่อเจ้า เพราะต้องการให้ใต้เท้าลู่เลือกข้าเป็นสามีของจ้า มิได้คิดเป็นอื่นแต่อย่างใด” เขาแก้ตัวออกมาอย่างร้อนใจ“หึหึ ตอนแรกหม่อมฉันเกือบจะเชื่อในคำหวานของพระองค์เสียแล้ว หากมิได้ยินเกาหรานนางพูดเรื่องนี้ขึ้นมาเสียก่อน แต่ดีแล้วเพคะ มันยิ่งทำให้หม่อมฉันตัดสินใจง่ายขึ้น ต่อให้ไม่ได้แต่งไปแคว้นต้าหลี่ หม่อมฉันก็ไม่แต่งให้พระองค์” นางมองเขาอย่างเย็นชาเขาคว้าตัวนางเข้ามากอดเอาไว้แน่น ปากก็พร่ำพูดขอโทษไปด้วย “ซินซิ
หรูเซียนเห็นเช่นนั้นก็รีบเข้ามาโอบกอดบุตรสาวเอาไว้แน่น “แม่เองก็ไม่อยากให้เจ้าจากไปอยู่ที่ใด ตอนนี้ ท่านปู่ ท่านตา ท่านพ่อของเจ้ากำลังหาทางช่วยเจ้าอยู่”“ซินซิน อย่าเพิ่งร้อนใจ พี่เชื่อว่าท่านพ่อต้องหาทางช่วยเจ้าได้อย่างแน่นอน” อวิ๋นซีเองก็กังวลไม่ต่างจากน้องสาว เพียงแต่เขาจะร้อนใจไปอีกคนไม่ได้อวิ๋นซีเห็นว่าน้องสาวจิตใจไม่ค่อยจะสู่ดีนัก จึงอยากเอาใจนางให้นางเลิกกังวลเรื่องที่ยังไม่เกิด เขาพานางออกไปนั่งเล่นที่โรงน้ำชา แต่ไม่คิดว่าจะได้พบเจอเรื่องที่น่าสนใจเข้าเมื่อห้องรับรองที่อยู่ติดกัน เป็นหลานสาวของราชครูเกา เกาหราน กำลังนั่งพูดคุยเรื่องคัดเลือกคุณหนูแต่งงานแทนองค์หญิงไปแคว้นต้าหลี่อยู่พอดี“ไม่รู้ว่าองค์ชายสามมีความแค้นใดกับลู่หลินซิน ถึงได้เสนอชื่อนางให้ท่านปู่ของข้า หึหึ ทั่วเมืองหลวงคงมีเพียงองค์ชายสามที่ไม่ลุ่มหลงความงามของนาง”เสียงหัวเราะของสตรีที่อยู่ห้องรับรองติดกันช่างบาดเข้าไปในใจของหลินซินยิ่งนัก คำพูดของฉีหยุนเสี่ยงที่เอ่ยพูดกับนางเมื่อคืนต่างกับสิ่งที่นางกำลังได้ยินอยู่ตอนนี้“ซินซิน” อวิ๋นซีเห็นใบหน้าของน้องสาวซีดขาวก็เอ่ยเรียกนางอย่างเป็นห่วงหลินซินลุกขึ้นกำมือแน
ฉีหยุนเสี่ยงโน้มตัวลงมากระซิบข้างหูของนาง “ไม่ทันแล้ว” เขาปรายตามองไปที่เตียงนอนแล้วมุ่ยปากให้นางดู ว่าเขาจะซ่อนตัวบนเตียงของนางแต่หากสาวใช้เข้ามาแล้วเห็นหลินซินนางยืนอยู่ข้างเตียง แต่มีคนนอนอยู่บนเตียงจะไม่ยิ่งสงสัยหรือ ฉีหยุนเสี่ยงเหมือนจะรู้ความคิดของนาง เขาดึงตัวนางขึ้นไปนอนอยู่บนเตียงด้วยกัน ก่อนจะคลุมโปงตัวเองเอาไว้จนมิด มีเพียงใบหน้าของหลินซินที่โผล่ออกมาจากผ้าห่ม“คุณหนู ให้บ่าวจุดเทียนหรือไม่เจ้าคะ”“ไม่ต้อง ขะ ข้า ไม่เป็นอันใดเจ้าไปนอนต่อเถิด” มือของฉีหยุนเสี่ยงเขี่ยผ้าคาดเอวของนางเล่น จนเสียงของหลินซินสั่นเทา“หากมีสิ่งใดเรียกบ่าวนะเจ้าคะ บ่าวเฝ้าอยู่ด้านหน้าห้องเจ้าค่ะ”“ได้ๆ ไปเถิด”พอสาวใช้ออกจากห้องไปแล้ว ฉีหยุนเสี่ยงก็เปิดผ้าห่มออกขึ้นคร่อมทับนางเอาไว้ จ้องมองนางอย่างแน่วแน่ “ซินซิน เจ้าแต่งเข้าตำหนักข้าดีหรือไม่”“หืม...” หลินซินเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “พระองค์ล้อหม่อมฉันเล่นแล้ว มิใช่ว่าพระองค์มีความแค้นกับหม่อมฉันจนอยากจะกักขังเอาไว้แก้แค้นหรอกนะเพคะ”จะให้นางเชื่อเขาได้อย่างไร ทุกครั้งที่พบเจอตั้งแต่เด็กก็มีเรื่องกันมาตลอด พอนางหาคู่ครองก็เป็นเขาที่เข้ามาขัดขวางไป
สิ้นคำพูดของฉีหยุนเสี่ยง ลู่เหลียงก็เคร่งเครียดขึ้นทันที เรื่องที่ฉีหยุนเสี่ยงพูดออกมา เขาพอจะรู้ว่ากำลังคัดเลือกหาคุณหนูที่เหมาะสมให้แต่งแทนองค์หญิง เพียงแต่ไม่คิดว่ามีหลินซินรวมอยู่ด้วย“ข้ามิได้เร่งรัดคำตอบในตอนนี้ ใต้เท้ากลับไปค่อยๆ คิดเถิด” เขาลุกขึ้นยืนเพื่อจะเดินออกไป แต่ยังไม่วายหันกลับมามองที่ลู่เหลียงอีกครั้ง “แต่เร็วหน่อยก็ดี หากเสด็จพ่อเลือกคุณหนูลู่ขึ้นมา ถึงตอนนั้นก็คงแก้ไขอันใดไม่ได้แล้ว”ลู่เหลียงมิได้เชื่อในสิ่งที่ฉีหยุนเสี่ยงพูดออกมาทั้งหมด เขาขอเข้าเฝ้าฮ่องเต้เพื่อสอบถามเรื่องราวให้กระจ่าง และเป็นเช่นนั้นจริง ราชครูเกาเสนอแผนสาวงาม คิดจะส่งลู่หลินซินไปจริงด้วยความงามของนางอาจจะทำให้ฮ่องเต้แคว้นต้าหลี่ลุ่มหลง หากเป็นเช่นนั้น เรื่องสัญญาสงบศึกคงจะเจรจากันง่ายขึ้น“อาเหลียง เจิ้นยังมิได้ตัดสินใจว่าจะส่งผู้ใดไป หากบุตรีของเจ้ามีสัญญาหมั้นหมายก่อนที่ราชทูตจะเดินทางมาถึงก็คงไม่อาจทำอันใดได้”ลู่เหลียงออกจากวังหลวงด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง เขาเดินทางไปที่จวนลั่วเพื่อหารือกับพ่อตาเสียก่อน“ตาเฒ่าเกา น่าตายนัก!!!” ลั่วจ้านตบโต๊ะเสียงดัง“ท่านพ่อตาระงับโทสะก่อนเถิดขอรับ หลังจบเ
หลินซินนางไม่รู้เลยว่าการไปไหว้พระของนางจะได้ดูตัวด้วย อวิ๋นซีได้รับคำสั่งจากบิดาให้พาน้องสาวไปเดินเล่นที่สวนป่าเหมยทางด้านหลังอาราม“ซินซิน บุรุษชุดฟ้าครามที่เจ้าเห็นคือใต้เท้าหม่า สอบได้ทั่นฮวาเมื่อสองปีก่อน อยู่กรมเดียวกับท่านตา นับว่านิสัยใจคอดีไม่น้อย ในจวนไม่มีผู้อาวุโส เจ้าแต่งเข้าไปก็ไม่ต้องคอยสังเกตสีหน้าผู้ใด”“อืม...ข้าแล้วแต่ท่านพ่อ ท่านแม่ หากเห็นว่าสำหรับข้า ข้าก็ไม่ขัดข้องเจ้าค่ะ” นางตอบอย่างไม่ใส่ใจ“ท่านพ่อ ท่านแม่ย่อมต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้เจ้า”“จริงหรือ?” เสียงของบุรุษด้านหลังของสองพี่น้องดังขึ้น สองพี่น้องพอหันไปดูก็เห็นว่าเป็นฉีหยุนเสี่ยงเดินมาพร้อมกับองครักษ์ของเขา“ถวายบังคมองค์ชายสามพ่ะย่ะค่ะ/เพคะ” หลินซินย่อกายเสร็จก็หันหน้าหนีไปทางอื่น“เจ้าแต่งกายเช่นนี้ดีกว่าชุดบุรุษเป็นไหนๆ” ฉีหยุนเสี่ยงมองนางอย่างหยอกล้อ“องค์ชายสามเคยพบน้องสาวกระหม่อมนอกจวนด้วยหรือพ่ะย่ะค่ะ”“ไม่เคยเจ้าค่ะ องค์ชายสามคงเข้าใจผิด ท่านพี่พวกเราไปกันเถิดเจ้าค่ะ ข้าอยากไปดูใต้เท้าหม่าใกล้” หลินซินดึงแขนพี่ชายนางให้ออกเดิน“ประเดี๋ยวก่อน เจ้าจะแต่งกับใต้เท้าหม่าจริงหรือ” เขาเลิกคิ้วถามอย
ลู่เหลียงนั่งลงที่เก้าอี้ข้างเตียงนอน มองนางนางพิจารณา “ข้าจัดการคดีหนึ่งที่ปิดไม่ลงให้ฝ่าบาทได้สำเร็จ พระองค์ถึงได้ถามว่าข้าต้องการสิ่งใด ก่อนหน้าที่จะขอพระราชทานสมรสกับเจ้า ข้าเคยพบเจ้าที่ช่วยเหลือเด็กน้อยข้างทางมาก่อน ตอนนั้นเจ้าคงไม่เห็นข้า” เขามองนางนิ่งๆ ก่อนจะเอ่ยพูดต่อ “เพียงครั้งเดียวข้าก็
ไม่รู้ว่าลั่วจ้านกับลู่เหลียงพูดคุยกันเช่นใด ผ่านไปนับชั่วยามพวกเขาก็ยังไม่ยอมกลับออกมา อาหารที่รอขึ้นโต๊ะถูกส่งกลับไปที่อุ่นที่ห้องครัวก่อนแล้วผ่านไปอีกหนึ่งก้านธูป (ประมาณ30นาที) ทั้งสองก็เดินกลับมาที่ห้องโถง ลั่วจ้านไปไม่เอ่ยพูดสิ่งใด เพียงแต่สั่งให้บ่าวตั้งโต๊ะอาหาร“ท่านพ่อ ท่านจะปล่อยให้...”
ลู่เหลียงพอกลับมาถึงจวน พ่อบ้านก็รายงานเรื่องที่หรูเซียนนางขนข้าวของไปถึงห้าหีบใหญ่ เขาครุ่นคิดด้วยความสงสัย ที่ผ่านมาหรูเซียนก็ไม่เคยเอ่ยปากอยากกลับไปค้างที่บ้านเดิมมาก่อน ทั้งเขาและนางก็ไม่ได้มีปากเสียงกันมาก่อนด้วย มีเพียงยามดึกที่นางสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย แล้วท่าทีของนางก็ดูต่างไปจากเดิมเล็กน้อย
พอมาถึงจวนตระกูลลั่ว มารดากับพี่สะใภ้ก็ออกมายืนรอรับนางอยู่ที่หน้าประตูจวนแล้ว พอหรูเซียนเห็นทั้งสอง น้ำตาของนางก็ไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่“ฮือออ ท่านแม่ พี่สะใภ้” นางโผเข้ากอดทั้งสองคนเองไว้ ทั้งยังสะอื้นจนตัวโยนทั้งสองที่ตกใจเสียงร้องของหรูเซียนก็รีบพากันลากตัวนางเข้าไปในจวนหลบสายตาของชาวบ้าน เอ







