Masukลู่เหลียงกลับมากินมื้อเที่ยงพร้อมกับนาง นางยังเล่าเรื่องที่พี่สะใภ้เล่าให้นางฟังให้เขารู้ด้วยความขบขำ “ข่าวลือเช่นนี้ผู้ใดจะเชื่อกัน ข้าไม่ใช่คนโง่เสียหน่อย คนปล่อยข่าวคงจะอิจฉาที่ท่านรักข้ามากเพียงนี้” นางมองเขาอย่างหยอกล้อ
“อืม” เว่ยลู่เหลียงตอบรับเบาๆ พร้อมกับก้มหน้าลงกินข้าวไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา
หรูเซียนเห็นว่าเขาไม่อยากจะพูดถึงข่าวลือแล้ว นางจึงเปลี่ยนไปพูดเล่นเรื่องอื่นแทน พอกินข้าวกับหรูเซียนเสร็จลู่เหลียงก็ขอตัวไปที่ห้องตำรา
ในแต่ละวันที่ผ่านไป สองสามีภรรยาก็ยังคงใช้ชีวิตเช่นปกติ เพียงแต่...ลู่เหลียงเริ่มกลับมากินมื้อเย็นพร้อมนางไม่ทัน หรูเซียนเองก็พอจะเข้าใจว่างานเขาน่าจะยุ่ง สามีกลับมานางก็เข้านอนไปเรียบร้อยแล้ว เป็นเช่นนี้อยู่เกือบครึ่งเดือน
หวงซีเยว่ ที่นางเคยได้ยินเพียงพี่สะใภ้เอ่ยถึงนาง วันนี้นางถึงกลับมาเยือนที่จวนตระกูลเว่ย
“คุณหนูหวงมาขอพบข้า นาง...มีเรื่องใด” หรูเซียนที่กำลังนั่งให้อาหารปลาอยู่เอ่ยถามออกมาอย่างแปลกใจ
“ใต้เท้าหวงฝากยาบำรุงมามอบให้นายท่านเจ้าค่ะ นางจึงเป็นผู้นำมามอบให้” สาวใช้รายงานหรูเซียน
“ให้นางเข้ามาเถิด” หรูเซียนขี้เกียจเดินย้อนไปที่ห้องโถง จึงให้สาวใช้พาหวงซีเยว่มาพบนางที่ศาลาริมน้ำ
หญิงสาวในชุดสีชมพูกลีบดอกบัว เดินเยื้องย่างเข้ามาอย่างอ่อนช้อย แต่พอเมื่อนางเข้ามาเห็นหรูเซียนที่กึ่งนั่งกึ่งนอนในท่าสบาย สวมชุดสีแดงดอกเหมยนั่งอ้าปากรอผลไม้ที่สาวใช้ป้อนให้อยู่ภายในศาลา ความงามที่แทบจะไม่ต้องบรรจงแต่งแต้มแป้งชาดลงไปในใบหน้าก็ดูงดงามราวกับภาพวาด ทำให้ใจของนางกระตุก ลมหายใจชะงักเมื่อเห็นดวงตาเย้ายวนช้อนมองขึ้นมา
“ขออภัยคุณหนูหวง เจ้ามิได้บอกล่วงหน้าว่าจะมา ข้าเองจึงมิได้เตรียมตัว นั่งลงเถิด...มีเรื่องใดเล่าถึงได้มาขอพบข้า” นางเอ่ยพูดอย่างสบาย ก่อนจะโบกมือให้สาวใช้ช่วยประคองนางให้ลุกขึ้นนั่ง
“เป็นข้าที่ต้องขออภัยฮูหยิน เพราะข้าไม่ได้ส่งเทียบเชิญมาเสียก่อน” เป็นครั้งแรกที่นางรู้สึกต่ำต้อย เพียงแค่ยืนหรือนั่งเฉยๆ ก็รู้สึกว่าความงามที่ตนเองแสนภูมิใจ แทบไม่ได้กับสตรีที่อยู่ตรงหน้าเลยสักนิด “ท่านพ่อให้ข้านำยาบำรุงมามอบให้ใต้เท้าเว่ยเจ้าค่ะ”
“หืม...ท่านพี่ป่วยหรือ” นางปรายตามองไปทางองครักษ์ที่สามีส่งมาดูแลนาง
“ท่านใต้เท้ามิได้ล้มป่วยขอรับ”
“อ้อ...ก็ถือว่าท่านใต้เท้าหวงมีน้ำใจแล้ว” หรูเซียนยิ้มกว้างมองหวงซีเยว่ นางส่งสายตาให้สาวใช้ไปรับของจากมือของหวงซีเยว่แทนนาง
“เอ๊ะ...ฮูหยินเลี้ยงปลาด้วยหรือเจ้าคะ” นางชะโงกหน้าไปดูปลาที่บ่อน้ำของศาลา
“ท่านพี่หามาเลี้ยง ข้าเพียงแค่ให้อาหารมันเท่านั้น” นางยกชาขึ้นดื่ม
“คิดว่าฮูหยินชื่นชอบปลา ที่จวนของข้ามีปลาชนิดเดียวกันอยู่ไม่น้อยเลยเจ้าค่ะ” นางแสร้งลูบผมที่ปักปิ่นอยู่บนหัว
การกระทำเล็กๆ ไม่รอดพ้นสายตาของหรูเซียนไปได้ แม้นางจะแปลกใจที่ปิ่นบนผมของหวงซีเยว่เป็นปิ่นดอกมู่ตานที่เหมือนกับของที่นางมีอยู่ แต่ก็ไม่คิดที่จะเอ่ยถามออกไป
“มากกว่านี้ข้าเลี้ยงไม่ไหวแล้ว คุณหนูหวงยังมิได้ออกเรือนหรือ”
จากสายตาของหรูเซียนอายุของหวงซีเยว่ก็คงไม่ได้มากหรือน้อยไปกว่านางเลย เหตุใดถึงได้ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยว่าถึงยังมิได้ออกเรือน แล้วไม่นานความสงสัยของหรูเซียนก็ถูกหวงซีเยว่เฉลยให้นางรู้
“คงอีกไม่นานเจ้าค่ะ รอให้เขาทำเรื่องบางอย่างให้เรียบร้อยเสียก่อน” หวงซีเยว่มองหรูเซียนอย่างแฝงไปด้วยความหมาย
รอยยิ้มของหวงซีเยว่ทำให้หรูเซียนอดที่จะขมวดคิ้วเล็กน้อยไม่ได้ แต่ก็เพียงแค่วูบเดียวเท่านั้น สีหน้าของนางก็กลับมาเป็นปกติ
“ดูเหมือนคุณหนูหวงจะชื่นชอบดอกมู่ตาน” หรูเซียนเห็นหยกพกที่ห้อยอยู่ที่ข้างเอวของนางก็เป็นดอกมู่ตานเช่นกัน
“เจ้าค่ะ เป็นของที่ชายคนรักของข้ามอบให้” นางลูบคล้ำหยกพกยิ้มอย่างอ่อนหวาน ช้อนสายตามองหรูเซียนแล้วกดยิ้มที่ดูเหมือนจะเยาะเย้ยนิดๆ จนหรูเซียนอดประหลาดใจไม่ได้
นางเองไม่เข้าใจว่าหวงซีเยว่ต้องการจะสื่ออันใด พอนึกถึงคำพูดของพี่สะใภ้ในของนางก็กระตุกขึ้นมา แต่สีหน้ายังคงประดับรอยยิ้ม
“งานเลี้ยงน้ำชาข้าไม่ว่างไป แต่งานมงคลข้าต้องไปร่วมดื่มสุราแน่นอน”
“หึหึ ในงานต้องมีฮูหยินรวมอยู่ด้วยอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”
หวงซีเยว่กลับออกไปแล้ว แต่หรูเซียนนางยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมไม่ได้กลับเข้าเรือนไปพัก คำพูดของหวงซีเยว่ที่หลายสิ่งที่นางอดจะสงสัยไม่ได้ ท่าทีของนางเหมือนราวกับต้องการจะบอกอะไรบ้างอย่างกับนาง หรูเซียนคิดจนปวดหัวไปหมด ใกล้ถึงเวลาที่ลู่เหลียงจะกลับมานางถึงได้กลับเรือนไปเตรียมตัวรับมื้อเย็น
หลังจากราชโองการแต่งตั้งเกาหรานเป็นองค์หญิง ผ่านไปสองวัน ฉีหยุนเสี่ยงก็เดินทางเยือนที่จวนลู่ เข้าไปพูดคุยกับลู่จวินและลู่เหลียงอยู่ในห้องตำรานานถึงสองชั่วยาม ตอนที่เขาเดินออกมายังต้องมีคนช่วยประคองออกมาด้วยหลินซินมาทราบเรื่องในภายหลัง เมื่อเขาแอบเข้ามาหานางภายในห้อง ด้วยใบหน้าซีดขาว พอเข้ามาถึงฉีหยุนเสี่ยงก็ล้มตัวลงนอนที่เตียงของนางโดยไม่ได้ขออนุญาตเลย"หากพระองค์จะนอน เหตุใดไม่กลับไปนอนที่ตำหนักเล่าเพคะ” นางดึงตัวเขาให้ลุกขึ้น“ซี๊ดดด เบามือหน่อย” เขาร้องออกมาเบาๆ“พระองค์เป็นอันใด ได้รับบาดเจ็บหรือเพคะ”“อืม...ข้ามารับผิดต่อบิดาและท่านปู่ของเจ้า” เขาถอดเสื้อตัวนอกออก หลินซินจึงได้เห็นผ้าพันแผลที่หนาเตอะพันอยู่บนตัวของเขา ยังพอมองเห็นเลือดที่ซึมออกมา“พระองค์ถูกท่านพ่อ ท่านปู่ เฆี่ยนหรือเพคะ” หลินซินตกใจไม่น้อย“เดิมก็ควรจะเป็นเช่นนั้น เพราะข้าไม่รู้ความ แต่ใต้เท้าทั้งสองไม่ยอมลงมือ ข้าเลยโบยตนเอง” แส้หนามที่เขาเตรียมมาถึงจะโบยไม่กี่หนแต่ก็ทำให้เนื้อแตกไปทั้งแผ่นหลัง สุดท้ายก็นับว่าคุ้ม เมื่อทั้งสองไม่เอาความกับสิ่งที่ฉีหยุนเสี่ยงทำลงไป อีกทั้งหากหลินซินนางพยักหน้ายอมแต่งให้เขา ทั้ง
หลินซินลุกขึ้นถวายความเคารพฉีหยุนเสี่ยงเต็มพิธีการ “ขอบพระทัยองค์ชายสามที่เสนอชื่อของหม่อมฉันให้แต่งไปแคว้นต้าหลี่ ความเมตตาของพระองค์หม่อมฉันซาบซึ้งใจยิ่งนัก และยินดีทำตามประสงค์อย่างไม่มีข้อโต้แย้งเพคะ”ราวกับฟ้าผ่าลงมากลางอกของฉีหยุนเสี่ยง เขาย่อมให้นางโวยวายใส่เขาดีกว่าที่นางยิ้มรับเช่นนี้ พอเขาจะเอื้อมมือไปดึงมือของนาง หลินซินก็เบี่ยงตัวหลบอย่างถือตัว“องค์ชายสามโปรดสำรวมด้วยเพคะ ต่อไปหม่อมฉันจะต้องเป็นพระสนมของฮ่องเต้แคว้นต้าหลี่ จะทำให้ตนเองแปดเปื้อนมิได้”“ซินซิน” ฉีหยุนเสี่ยง ทั้งตกใจและโกรธที่นางพูดออกมาเต็มปาก ว่าต่อไปจะเป็นสนมของฮ่องเต้แคว้นต้าหลี่ “ฟังข้าก่อน ข้าเสนอชื่อเจ้า เพราะต้องการให้ใต้เท้าลู่เลือกข้าเป็นสามีของจ้า มิได้คิดเป็นอื่นแต่อย่างใด” เขาแก้ตัวออกมาอย่างร้อนใจ“หึหึ ตอนแรกหม่อมฉันเกือบจะเชื่อในคำหวานของพระองค์เสียแล้ว หากมิได้ยินเกาหรานนางพูดเรื่องนี้ขึ้นมาเสียก่อน แต่ดีแล้วเพคะ มันยิ่งทำให้หม่อมฉันตัดสินใจง่ายขึ้น ต่อให้ไม่ได้แต่งไปแคว้นต้าหลี่ หม่อมฉันก็ไม่แต่งให้พระองค์” นางมองเขาอย่างเย็นชาเขาคว้าตัวนางเข้ามากอดเอาไว้แน่น ปากก็พร่ำพูดขอโทษไปด้วย “ซินซิ
หรูเซียนเห็นเช่นนั้นก็รีบเข้ามาโอบกอดบุตรสาวเอาไว้แน่น “แม่เองก็ไม่อยากให้เจ้าจากไปอยู่ที่ใด ตอนนี้ ท่านปู่ ท่านตา ท่านพ่อของเจ้ากำลังหาทางช่วยเจ้าอยู่”“ซินซิน อย่าเพิ่งร้อนใจ พี่เชื่อว่าท่านพ่อต้องหาทางช่วยเจ้าได้อย่างแน่นอน” อวิ๋นซีเองก็กังวลไม่ต่างจากน้องสาว เพียงแต่เขาจะร้อนใจไปอีกคนไม่ได้อวิ๋นซีเห็นว่าน้องสาวจิตใจไม่ค่อยจะสู่ดีนัก จึงอยากเอาใจนางให้นางเลิกกังวลเรื่องที่ยังไม่เกิด เขาพานางออกไปนั่งเล่นที่โรงน้ำชา แต่ไม่คิดว่าจะได้พบเจอเรื่องที่น่าสนใจเข้าเมื่อห้องรับรองที่อยู่ติดกัน เป็นหลานสาวของราชครูเกา เกาหราน กำลังนั่งพูดคุยเรื่องคัดเลือกคุณหนูแต่งงานแทนองค์หญิงไปแคว้นต้าหลี่อยู่พอดี“ไม่รู้ว่าองค์ชายสามมีความแค้นใดกับลู่หลินซิน ถึงได้เสนอชื่อนางให้ท่านปู่ของข้า หึหึ ทั่วเมืองหลวงคงมีเพียงองค์ชายสามที่ไม่ลุ่มหลงความงามของนาง”เสียงหัวเราะของสตรีที่อยู่ห้องรับรองติดกันช่างบาดเข้าไปในใจของหลินซินยิ่งนัก คำพูดของฉีหยุนเสี่ยงที่เอ่ยพูดกับนางเมื่อคืนต่างกับสิ่งที่นางกำลังได้ยินอยู่ตอนนี้“ซินซิน” อวิ๋นซีเห็นใบหน้าของน้องสาวซีดขาวก็เอ่ยเรียกนางอย่างเป็นห่วงหลินซินลุกขึ้นกำมือแน
ฉีหยุนเสี่ยงโน้มตัวลงมากระซิบข้างหูของนาง “ไม่ทันแล้ว” เขาปรายตามองไปที่เตียงนอนแล้วมุ่ยปากให้นางดู ว่าเขาจะซ่อนตัวบนเตียงของนางแต่หากสาวใช้เข้ามาแล้วเห็นหลินซินนางยืนอยู่ข้างเตียง แต่มีคนนอนอยู่บนเตียงจะไม่ยิ่งสงสัยหรือ ฉีหยุนเสี่ยงเหมือนจะรู้ความคิดของนาง เขาดึงตัวนางขึ้นไปนอนอยู่บนเตียงด้วยกัน ก่อนจะคลุมโปงตัวเองเอาไว้จนมิด มีเพียงใบหน้าของหลินซินที่โผล่ออกมาจากผ้าห่ม“คุณหนู ให้บ่าวจุดเทียนหรือไม่เจ้าคะ”“ไม่ต้อง ขะ ข้า ไม่เป็นอันใดเจ้าไปนอนต่อเถิด” มือของฉีหยุนเสี่ยงเขี่ยผ้าคาดเอวของนางเล่น จนเสียงของหลินซินสั่นเทา“หากมีสิ่งใดเรียกบ่าวนะเจ้าคะ บ่าวเฝ้าอยู่ด้านหน้าห้องเจ้าค่ะ”“ได้ๆ ไปเถิด”พอสาวใช้ออกจากห้องไปแล้ว ฉีหยุนเสี่ยงก็เปิดผ้าห่มออกขึ้นคร่อมทับนางเอาไว้ จ้องมองนางอย่างแน่วแน่ “ซินซิน เจ้าแต่งเข้าตำหนักข้าดีหรือไม่”“หืม...” หลินซินเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “พระองค์ล้อหม่อมฉันเล่นแล้ว มิใช่ว่าพระองค์มีความแค้นกับหม่อมฉันจนอยากจะกักขังเอาไว้แก้แค้นหรอกนะเพคะ”จะให้นางเชื่อเขาได้อย่างไร ทุกครั้งที่พบเจอตั้งแต่เด็กก็มีเรื่องกันมาตลอด พอนางหาคู่ครองก็เป็นเขาที่เข้ามาขัดขวางไป
สิ้นคำพูดของฉีหยุนเสี่ยง ลู่เหลียงก็เคร่งเครียดขึ้นทันที เรื่องที่ฉีหยุนเสี่ยงพูดออกมา เขาพอจะรู้ว่ากำลังคัดเลือกหาคุณหนูที่เหมาะสมให้แต่งแทนองค์หญิง เพียงแต่ไม่คิดว่ามีหลินซินรวมอยู่ด้วย“ข้ามิได้เร่งรัดคำตอบในตอนนี้ ใต้เท้ากลับไปค่อยๆ คิดเถิด” เขาลุกขึ้นยืนเพื่อจะเดินออกไป แต่ยังไม่วายหันกลับมามองที่ลู่เหลียงอีกครั้ง “แต่เร็วหน่อยก็ดี หากเสด็จพ่อเลือกคุณหนูลู่ขึ้นมา ถึงตอนนั้นก็คงแก้ไขอันใดไม่ได้แล้ว”ลู่เหลียงมิได้เชื่อในสิ่งที่ฉีหยุนเสี่ยงพูดออกมาทั้งหมด เขาขอเข้าเฝ้าฮ่องเต้เพื่อสอบถามเรื่องราวให้กระจ่าง และเป็นเช่นนั้นจริง ราชครูเกาเสนอแผนสาวงาม คิดจะส่งลู่หลินซินไปจริงด้วยความงามของนางอาจจะทำให้ฮ่องเต้แคว้นต้าหลี่ลุ่มหลง หากเป็นเช่นนั้น เรื่องสัญญาสงบศึกคงจะเจรจากันง่ายขึ้น“อาเหลียง เจิ้นยังมิได้ตัดสินใจว่าจะส่งผู้ใดไป หากบุตรีของเจ้ามีสัญญาหมั้นหมายก่อนที่ราชทูตจะเดินทางมาถึงก็คงไม่อาจทำอันใดได้”ลู่เหลียงออกจากวังหลวงด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง เขาเดินทางไปที่จวนลั่วเพื่อหารือกับพ่อตาเสียก่อน“ตาเฒ่าเกา น่าตายนัก!!!” ลั่วจ้านตบโต๊ะเสียงดัง“ท่านพ่อตาระงับโทสะก่อนเถิดขอรับ หลังจบเ
หลินซินนางไม่รู้เลยว่าการไปไหว้พระของนางจะได้ดูตัวด้วย อวิ๋นซีได้รับคำสั่งจากบิดาให้พาน้องสาวไปเดินเล่นที่สวนป่าเหมยทางด้านหลังอาราม“ซินซิน บุรุษชุดฟ้าครามที่เจ้าเห็นคือใต้เท้าหม่า สอบได้ทั่นฮวาเมื่อสองปีก่อน อยู่กรมเดียวกับท่านตา นับว่านิสัยใจคอดีไม่น้อย ในจวนไม่มีผู้อาวุโส เจ้าแต่งเข้าไปก็ไม่ต้องคอยสังเกตสีหน้าผู้ใด”“อืม...ข้าแล้วแต่ท่านพ่อ ท่านแม่ หากเห็นว่าสำหรับข้า ข้าก็ไม่ขัดข้องเจ้าค่ะ” นางตอบอย่างไม่ใส่ใจ“ท่านพ่อ ท่านแม่ย่อมต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้เจ้า”“จริงหรือ?” เสียงของบุรุษด้านหลังของสองพี่น้องดังขึ้น สองพี่น้องพอหันไปดูก็เห็นว่าเป็นฉีหยุนเสี่ยงเดินมาพร้อมกับองครักษ์ของเขา“ถวายบังคมองค์ชายสามพ่ะย่ะค่ะ/เพคะ” หลินซินย่อกายเสร็จก็หันหน้าหนีไปทางอื่น“เจ้าแต่งกายเช่นนี้ดีกว่าชุดบุรุษเป็นไหนๆ” ฉีหยุนเสี่ยงมองนางอย่างหยอกล้อ“องค์ชายสามเคยพบน้องสาวกระหม่อมนอกจวนด้วยหรือพ่ะย่ะค่ะ”“ไม่เคยเจ้าค่ะ องค์ชายสามคงเข้าใจผิด ท่านพี่พวกเราไปกันเถิดเจ้าค่ะ ข้าอยากไปดูใต้เท้าหม่าใกล้” หลินซินดึงแขนพี่ชายนางให้ออกเดิน“ประเดี๋ยวก่อน เจ้าจะแต่งกับใต้เท้าหม่าจริงหรือ” เขาเลิกคิ้วถามอย
อย่างไรเขาก็เป็นหัวหน้างานของลู่เหลียงจะหวาดกลัวก็คงไม่ใช่เรื่อง “ไม่รู้ว่าเจ้ามาเยือนถึงจวนมีเรื่องใด”“ข้าน้อยกลับจวนหลังจากทำงานเรียบร้อย ถึงได้ทราบเรื่องที่ฮูหยินจ้าวและคุณหนูจ้าวไปเยี่ยมภรรยาของข้าน้อย ถึงได้รู้ว่า...ฮูหยินจ้าวคิดจะยกคุณหนูจ้าวให้เป็นฮูหยินรองของข้าน้อย” เขาอมยิ้มมองสองแม่ลูก
ลู่เหลียงสังเกตเห็นท่าทางของคนอื่นเช่นกัน เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะขยับโดยไร้เสียง “เข้าไปด้านในได้แล้ว” หรูเซียนอดนึกขำไม่ได้ คงไม่ได้มีเพียงนางที่ทำไหน้ำส้มสายชูแตก แม้แต่ลู่เหลียงเองก็ไม่ได้ด้อยไปกว่านางเลย หรูเซียนโบกมือให้หลิวหมิงฮวนก่อนที่จะหลบเข้าไปในห้องรับรองพอชาวเมืองที่มาชมความครึกครื้
พอมีสัญญาหมั้นหมายแล้ว ดูเหมือนลู่เหลียงจะปรากฏตัวที่จวนตระกูลลั่วอยู่บ่อยครั้ง เรียกได้ว่าแทบจะทุกวันที่สำนักศึกษาหยุดเลยก็ว่าได้ เขามักจะหาเรื่องมาถามเรื่องตำราจากหลิวหมิงฮวน ทั้งที่เขามีความรู้มากกว่าหลิวหมิงฮวนเสียอีก“ต่อไปถ้าเจ้าใช้ข้าเป็นข้ออ้าง แต่ไม่ยอมช่วยทบทวนตำราให้ข้า ข้าจะไม่ยอมช่วยเจ
เดิมหวงซีเยว่ก็ไม่มีผู้ใดในกลุ่มหญิงสาวที่ถูกคัดเลือกมาร่ายรำชื่นชอบนางอยู่แล้ว พวกนางเป็นเพียงหญิงสาวชาวบ้านและบุตรเจ้าหน้าที่ระดับเล็ก เทียบไม่ได้กับตำแหน่งของหวงจินไห่ในตอนนี้ หวงซีเยว่เองก็ถือตัวว่าตนเองฐานะสูงกว่า จึงมิสนใจที่จะพูดคุยกับผู้ใดในตอนที่มาฝึกซ้อมเลยหวงซีเยว่ไม่ยอมออกเดิน นางรำคนอ







