Mag-log inตอนที่ 5 สั่งสอน
ดวงตะวันบ่ายคล้อยอวี๋ซูซินกลับมาจากข้างนอกสาวใช้จัดการขนของเก็บของเข้าในห้อง นางมานั่งรับลมอยู่ศาลาหน้าห้องโดยมีจิ่นอี๋คอยดูแล เติมน้ำชาและขนมว่างอีกทั้งยังคอยใช้พัดไม้สลักลวดลายสวยงามพัดลมเพื่อระบายความร้อนอยู่ข้าง ๆ
ครั้นนั้นเองจู่ ๆ ก็มีก้อนหินขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กปาเข้ามาจากกำแพงถูกศีรษะของอวี๋ซูซิน นางตกใจเกือบตกเก้าอี้อีกทั้งยังเจ็บแสบที่หน้าผากและเหมือนมีโลหิตสีแดง ๆ ไหลรินออกมาอย่างช้า ๆ
“โอ๊ย!!!” อวี๋ซูซินส่งเสียงร้องออกมาอย่างเจ็บปวด จิ่นอี๋อยู่ข้าง ๆ ตกใจดวงตาเบิกโพลงรีบวางพัดเข้ามาประคองฮูหยินด้วยควาเป็นห่วงทันที
“ฮูหยินเลือด เลือดไหลออกมาจากศีรษะของฮูหยินเจ้าค่ะ ข้าจะรีบไปตามหาตัวผู้ทำนะเจ้าคะ ผู้ใดกันที่กล้าลงมือทำร้ายฮูหยินในจวนของแม่ทัพ” จิ่นอี๋กำลังจะเดินออกไปแต่ถูกอวี๋ซูซินจับมือเอาไว้ก่อน
“เจ้าไม่ต้องไปช่วยเอาผ้าเช็ดให้ข้าที”
“อย่าบอกนะเจ้าคะว่าฮูหยินจะปล่อยเอาไว้อีกเช่นเคย ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ฮูหยินถูกกระทำแต่ก็ปล่อยไปทุกครั้งเช่นนี้คนที่ทำถึงได้กำเริบไม่เกรงกลัวฮูหยินนะเจ้าคะ”
“ผู้ใดบอกเจ้าว่าข้าจะปล่อยไปเล่า พวกเจ้าไปตามจับตัวผู้กระทำมาหาข้าเดี๋ยวนี้ข้าจะลงโทษด้วยตัวของข้าเอง” นางเอ่ยบอกบ่าวรับใช้ที่ยืนเฝ้าดูแลอยู่ตรงนั้นให้ไปจับตัวมา
“ขอรับฮูหยิน” เพียงไม่นานบ่าวรับใช้ก็อุ้มคุณชายตัวน้อยเข้ามาหาฮูหยิน เขาดิ้นรนที่จะหนีและร้องโหวกเหวิกโวยวายเมื่อถูกบ่าวรับใช้จับตัวมา
“ปล่อยข้า ข้าปล่อยให้ปล่อยข้าหากพวกเจ้าไม่ยอมปล่อยข้าจะฟ้องท่านพ่อ”
“เอาสิ ไปฟ้องท่านพ่อเจ้าสิแต่ก็ต้องหลังจากที่ข้าทำโทษเจ้าเสียก่อน นี่สินะคนที่ทำร้ายข้าที่แท้ก็บุตรชายของข้านี่เอง ข้าคิดว่าเจ้ารังเกียจข้าเพราะถูกเป่าหู แต่นี่เจ้ากล้าลงมือทำเช่นนี้ราวกับว่าหากฆ่าข้าได้เจ้าคงข้าฆ่าสินะหวังหยางเหอ” เด็กชายสะดุ้งเฮือกเมื่อจู่ ๆ มารดาที่เคยอ่อนโยนยามนี้ใบหน้าโกรธเกรี้ยวดวงตาจ้องเขม็งราวกับว่าจะจับเขาฉีกออกเป็นชิ้น ๆ
“ทะ..ท่านแม่ก็เพราะท่านแม่ใจร้ายทำร้ายซูจื้อเหยาทำให้นางไม่สบายจนจับไข้ อีกทั้งใบหน้าของแดงเพราะฝีมือของท่าน ท่านเจอเพียงเท่านี้ต้องโกรธด้วยหรือ? ไม่เห็นจะเป็นอันใดสักนิดซูจื้อเหยานางเจ็บปวดจนจับไข้ ทุกครั้งยามที่ข้าทำร้ายท่านแม่ ท่านไม่เห็นจะทำโทษข้าเลยทำเพียงยืนยิ้มให้ข้าราวกับคนโง่และปล่อยข้าไปทุกครั้ง”
ช่วงสาย ๆ เด็กทั้งสองไปเยือนหาซูจื้อเหยาที่ห้องถามไถ่อาการบนใบหน้าก็พบว่านางนอนป่วยอยู่บนเตียง บอกกับเด็ก ๆ ว่านางไม่สบายตกใจและเจ็บแผลที่ใบหน้า ทำให้เด็กทั้งสองโกรธแค้นแทนมารดาจึงพากันมาทำร้ายท่านแม่ของตนเพื่อสั่งสอน ยามที่เขาโยนก่อนหินใส่มารดายามนั้นเขาให้น้องสาวแอบอยู่อีกที่เมื่อทำเสร็จแล้วให้รีบวิ่งไปแอบซ่อนเอาไว้ จึงเป็นเขาที่ถูกจับมาเพียงลำพัง เมื่อซูซินได้ยินทำให้นางแทบขาดสติ อยากจับเด็กชายคนนี้ทุ่มลงพื้นนี่นะหรือบุตรชายของนางทำราวกับว่าเป็นบุตรของซูจื้อเหยาไม่ปาน
“หวังหยางเหอยามนี้ท่านแม่ของเจ้าเปลี่ยนไปแล้ว ในเมื่อเจ้าทำให้ข้าเจ็บข้าจะสั่งสอนเจ้าเองว่าทำผู้อื่นเป็นเช่นไร จับตัวเขาเอาไว้” ซูซินสั่งบ่าวรับใช้เดินไปหยิบก้อนหินที่เขาขว้างมาเมื่อครู่และขว้างใส่ศีรษะของเขาอย่างไม่มีความเมตตา เด็กเช่นนี้ต้องสั่งสอนด้วยการทำคืนมิเช่นนั้นก็ไม่มีทางเข้าใจในสิ่งที่ตนเองทำกับผู้อื่น ครั้งนี้เขาจะได้สำนึกว่าทำกับผู้อื่น เขาจะเจ็บปวดอย่างไร
โป้กก!!
“โอ๊ย!! ข้าจะฟ้องท่านพ่อ เลือด ๆ ท่านพ่อขอรับช่วยข้าด้วยขอรับข้าถูกปีศาจทำร้ายขอรับ” เด็กชายร้องไห้ออกมาอย่างเจ็บปวดตะโกนเรียกบิดามาช่วย ครั้นนั้นน้องสาวแอบมองอยู่ไกล ๆ เห็นท่าไม่ดีรีบวิ่งไปตามบิดาที่ห้องเพื่อช่วยพี่ชายตนเองทันทีหากปล่อยเอาไว้กับท่านแม่มิหวังเขาต้องไม่รอดพ้นจากเนื้อมือของท่านแม่แน่ ๆ
“เจ็บหรือ ? กลัวหรือ? แล้วเจ้าเคยคิดบ้างหรือไม่ยามที่ข้าถูกเจ้าทำร้ายจะเจ็บหรือไม่ ในเมื่อเอ่ยกันดี ๆ เจ้าไม่เข้าใจข้าต้องสั่งสอนเจ้าเช่นนี้ หากครั้งหน้าเจ้าทำร้ายข้าอีก ข้าก็จะทำเช่นเดียวกับที่เจ้าทำ อย่าคิดว่าข้ารักเจ้าแล้วไม่กล้าลงมือ และก็ใช่ว่าเจ้าเป็นบุตรชายของแม่ทัพจะไปรังแกผู้อื่นเช่นนี้ได้ คนอื่นจะมองว่าเจ้าทำตัวเลวทรามต่ำช้าไม่มีผู้อบรมสั่งสอน นิสัยเสียของเจ้าคงได้มาจากการถูกซูจื้อเหยาสั่งสอนมาสินะหวังหยางเหอ ข้าจะบอกอะไรเจ้าให้นะไม่มีบุตรที่ใดเขาทำร้ายร่างกายมารดาบิดาหรอกนะนอกจากเด็กไร้คุณธรรมและนิสัยต่ำช้ายิ่งว่าสัตว์เดรัจฉาน” อวี๋ซูซินมิใช่ลงโทษบุตรชายอย่างเดียวแต่นางต้องการแก้นิสัยเช่นนี้ของบุตรชายด้วยเช่นกัน เด็กก็เปรียบเสมือนผ้าขาว เขาคงถูกซูจื้อเหยาเป่าหูและสั่งสอนสิ่งที่ไม่ดีมาโดยตลอด จึงกลายเป็นเด็กนิสัยเช่นนี้
เด็กชายสั่นเทาใช้มือแตะที่ศีรษะร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความเจ็บปวดและตกใจที่เห็นเลือดไหลออกมา ตอนนี้บ่าวรับใช้ได้เห็นความโหดร้ายของฮูหยินต่างพากับก้มหน้าลง สาวใช้ที่เดินผ่านต่างพากันก้มหน้าเดินหนีไปตรงนั้นด้วยความรวดเร็ว ความโหดเหี้ยมครั้งนี้กระฉ่อนไปทั่วจวนอีกครา
“เจ้าทำอันใดของเจ้า กล้าลงมือทำร้ายหวังหยางเหอช่างไร้ความเป็นมารดา คนชั่วร้ายเช่นเจ้าไม่สมควรเป็นมารดาผู้ใด” เสวี่ยฟงเดินกึ่งวิ่งมาด้วยความรวดเร็วพุ่งตรงเข้าไปหาเด็กชายเห็นเลือดไหลลงมาอาบแก้ม ดวงตาของเขาจ้องเขม็งไปหาร่างบางก่อนต่อว่าพร้อมง้างมือฟาดลงใส่ใบหน้าของฮูหยินจนร่างบางที่ไม่ทันตั้งตัวเซถลาล้มลงกับพื้น
เพี๊ยะ!!!
เสียงมือกระทบเนื้อดั่งสนั่นความเงียบเริ่มปกคลุมจิ่นอี๋เบิกตาตกใจรีบเข้าไปประคองร่างของฮูหยินให้ลุกขึ้น ตอนนั้นแม่ทัพหันไปหาบุตรชายย่อตัวลงมองดูบาดแผลพลางเอ่ยปลอบโยน
“หยางเหอไม่ต้องกลัวนะพ่ออยู่ตรงนี้แล้ว พ่อจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายลูกได้อีกไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นมารดาของเจ้าก็ตาม”
อวี๋ซูซินยามนี้ร่างกายสั่นระริก นางตกใจอ้าปากค้างเจ็บที่ศีรษะไม่พอยังมาเจ็บแสบที่ใบหน้านี่อีก
‘กล้าตบหน้าข้าหรือ เกินไปแล้วคิดว่าข้าจะเกรงกลัวหรือไงเป็นแม่ทัพแล้วอย่างไรเล่า’
“ฮูหยินเจ็บหรือไม่เจ้าคะ ลุกไหวหรือไม่”
“จิ่นอี๋ปล่อยข้า ข้าไม่เป็นอะไรและออกห่างจากตรงนี้ 1 ลี้” จิ่นอี๋งวยงงแต่ก็ยอมปล่อยมืออกจากกายของฮูหยินและทำตามคำสั่ง เดินถอยหลังห่างไป 1 ลี้ นางอ้าปากค้างยืนตะลึงในสิ่งที่กำลังปรากฏอยู่ต่อหน้ายามนี้
ตอนที่ 36 การแก้แค้นของข้าหลังจากที่เสวี่ยฟงเดินทางไปวังหลวง ซูซินมาหาจื้อเหยาที่คุกตามที่นางเอ่ยเอาไว้ และใช้ให้บ่าวที่เฝ้าหน้าคุกไปนำตัวของซูซินออกมา คราแรกที่นางเห็นสภาพของจื้อเหยาใบหน้าของนางสลดเล็กน้อย แต่ก็เหมาะสมแล้วกับความผิดที่นางกระทำเอาไว้“ไม่นะ ไม่ ..! อย่าเข้ามาใกล้ข้า ออกไปข้าบอกให้ออกไป” ร่างกายซูบผอมใบหน้าซูบโทรม สายตาแข็งกระด้างล่อกแล่กจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว มองซ้ายมองขวาเหมือนละแวกทุกอย่างและมีท่าทางตื่นกลัวอยู่ตลอดเวลา ทันทีที่นางได้เห็นใบหน้าของซูซินนางรีบวิ่งกรู่เข้ามากอดขาอ้อนวอนให้ซูซินบั่นคอนางทิ้งเสียที“ฮูหยินท่านเป็นคนดี เป็นคนจิตใจเมตตาเพราะข้าเอง เพราะความโลภของข้าเองช่วยข้าด้วยเจ้าค่ะ ช่วยปลิดชีพของข้าทีเถอะเจ้าค่ะ” จื้อเหยาเอ่ยออกมาท่าทีตื่นตระหนกหวาดกลัวในสิ่งที่ซูซินมองไม่เห็น ซูซินแกะมือของนางออกก่อนจะเดินถอยหลังสองก้าว เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก“การฆ่าเจ้าภายในครั้งเดียวเป็นเรื่องง่ายสำหรับข้า แต่ทว่ามันไม่สาสมกับสิ่งที่เจ้าทำเอาไว้ จงมีชีวิตอยู่อย่างทุกข์ทรมานทุกคืนวันของเจ้าต้องเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและเดียวดาย ความตาย..คือความเมตตา แ
ตอนที่ 35 ขอโอกาสซูซินเดินกลับห้องของตนเอง ตอนนี้เองเสวี่ยฟงเดินมาดักหน้านางเอาไว้ คว้าร่างของนางมาโอบกอดแนบแน่น“ฮูหยินของข้าช่างน่ากลัวจริง ๆ ไม่คิดเลยว่านิสัยที่แท้จริงเป็นเช่นนี้”“ข้ายังไม่มีอะไรที่ท่านยังไม่รู้อีกเยอะเจ้าค่ะ ปล่อยมือออกจากกายของข้าเดี๋ยวนี้ ข้าไม่ชอบให้ท่านแสดงกิริยาเช่นนี้ต่อหน้าผู้อื่น แล้วเรื่องที่ท่านจะหย่าหลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จคงไม่ลืมเรื่องนี้หรอกใช่มั้ย? "“โธ่ ๆ ฮูหยินเจ้ายังไม่เปลี่ยนใจอีกหรือ ข้าบอกเจ้าถึงเรื่องแผนการที่ผ่านมาแล้วทั้งหมด ข้ารู้ล่วงหน้าเกี่ยวกับแผนที่จื้อเหยาเข้ามาที่นี่ ข้าจึงวางแผนตลบหลังนางและคิดว่าการไม่บอกเรื่องนี้กับเจ้านับว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะเจ้ามีจิตใจเมตตาและรักเอ็นดูจื้อเหยามากกว่าผู้ใด”“ฮึ …มันเป็นเพียงข้ออ้าง แม้ว่านั่นคือแผนที่ท่านจะตลบหลังจื้อเหยาแต่การที่ท่านทำร้ายจิตใจข้าแตกสลายซ้ำแล้วซ้ำเล่านั่นคือความจริง ข้าไม่อาจจะลืมเรื่องนี้ได้” ซูซินนึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา นางสงสารอวี๋ซูซินตัวจริงจับใจ แม้รู้ว่าเรื่องนี้เป็นแผนการของเสวี่ยฟงและท่านพ่อของนางก็รับรู้ทุกอย่าง แต่ถ้าคิดกลับกันหากนางไม่ได้เข้ามาอยู่ในร่างนี้
ตอนที่ 34 รีบฟื้นมาเถอะนะเสวี่ยฟงเดินเจ้ามาในห้องกลิ่นยาคละคลุ้งเต็มห้อง ท่านหมอทำแผลด้านหลังโดยมีจิ่นอี๋คอยเป็นลูกมือเปลี่ยนอาภรณ์และพันผ้าปิดแผลให้แก่ซูซิน นางถูกส่งตัวมาตั้งแต่เสวี่ยฟงเดินทางไปวังหลวง จิ่นอี๋รู้เรื่องร่างกายแทบทรุดร่ำไห้กลัวฮูหยินจะจาดตนไป ทหารในจวนเดินทางมาส่ง เมื่อนางเห็นสภาพของฮูหยินนางยิ่งร้องไห้ไปมากกว่าเดิม จนท่านเสนาบดีต้องให้นางไปพักอยู่กับฮูหยินอวี๋ให้สงบสติอารมณ์ตนเองและตั้งสติให้ได้ค่อยมาปรนนิบัติซูซิน“ท่านแม่ทัพมาแล้วหรือเจ้าคะ ยามนี่ฮูหยินปลอดภัยแล้วรอเพียงให้นางฟื้นเท่านั้น”“แล้วหยางเหอกับเหม่ยลี่เล่าอยู่ที่ใด”“คุณหนูอยู่กับนายหญิงอวี๋เจ้าค่ะ ร่างกายอ่อนเพลียแถมยังสะเทือนใจกับสิ่งที่ได้พบเจอ นายหญิงจึงให้กินอาหารและนอนหลับไปแล้วเจ้าค่ะ คืนนี้มีแม่นมคอยเฝ้าอยู่ที่เตียงเกรงว่าจะสะดุ้งตื่นกลางดึก”“เช่นนั้นหรือ เจ้าเองก็ไปพักกินอาหารเย็นเถอะ ข้าจะเฝ้าฮูหยินเอง” เสวี่ยฟงเดินมานั่งปลายเตียงจ้องมองร่างบางที่นอนแน่นิ่งใบหน้าซีดเซียวริมฝีปากแห้งแขยะ“เรียนท่านแม่ทัพ ฮูหยินยามนี้ปลอดภัยแล้ว ข้าทำแผลและเขียนเทียบยาให้เรียบร้อยแล้ว ไม่กี่วันร่างกายจะฟื้นตัวต
ตอนที่ 33 จุดจบของกบฏเสวี่ยฟงเดินทางมาวังหลวงพร้อมกับใต้เท้าหลายคนที่ร่วมมือกันกำจัดกบฏและกองกำลังที่หลิวไท่หยางแอบซ่อนเอาไว้ หลักฐานมากมายที่เขากำลังคิดจะโค่นบัลลังก์แย่งชิงทุกอย่าง ทูลให้ฮ่องเต้ได้รับรู้ความชั่วร้ายนี้ ยามแรกเขาไม่คิดว่าเลยว่าหลานชายของเขาจะคิดร้ายทรยศจะแย่งชิงอำนาจให้อยู่ในมือของตนเอง ตลอดเวลาฮ่องเต้ไม่เคยคิดและดูถูกหลิวไท่หยางเลยสักครั้งทว่าเขาถูกความโกรธเกลียดทำให้หน้ามืดตาบอด ว่าจะได้ยินสิ่งใดก็คิดมากเกินกว่าเหตุและคิดว่าผู้อื่นดูถูกเหยียบหยามตนเอง อาจจะมีใต้เท้าผู้อื่น ๆ แต่กับฮ่องเต้เขาไม่เคยปฏิบัติต่อหลิวไท่หยางเลยสักครั้ง ทว่าเมื่อหลักฐานมากมายกองอยู่เบื้องหน้า จิตใจของฮ่องเต้เจ็บลึกไม่อาจจะรักษาคนที่คิดจะแทงข้างหลังตนเองเอาไว้ได้ จึงสั่งประหารนำหัวเสียบประจานหน้าวังหลวงไม่ให้ผู้ใดเอาเป็นเยื่องอย่างใต้เท้าที่ร่วมมือกับหลิวไท่หยางถูกยึดตำแหน่งสมบัติและประหารเจ็ดชั่วโคตรเหมือนกันหมด ศพได้นำไปโยนทิ้งให้แร้งให้กากินอย่างอิ่มหนำสำราญ เสวี่ยฟงได้ยาถอนพิษและพาหมอหลวงเดินทางไปที่เรือนเสนาบดีอวี๋ ท่านหมอช่วยตรวจอาการและรักษาอย่างเต็มที่ ส่วนเสวี่ยฟงขอกลับจวนไปจัดกา
ตอนที่ 32 ต่อสู้“ไม่มีทางเป็นไปได้ในเมื่อข้ายังมีลมหายใจอยู่ ความชั่วช้าของท่านถูกเปิดโปงแล้ว เข้าโจมตีคุ้มกันความปลอดภัยของฮูหยิน” เสียงของเสวี่ยฟงดังขึ้น ซูซินใช้แรงทั้งหมดที่มาดึงเหม่ยลี่เข้ามาโอบกอดไวแน่นเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กทั้งสองได้รับบาดเจ็บ ยามนี้นางเจ็บปวดไปทั้งตัวสติเริ่มเลือนลางแต่ในใจกลับไม่รู้สึกกังวลและเป็นห่วงเมื่อเห็นเสวี่ยฟงกับบิดาของนางกำลังต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันอย่างดุดันหลิวไท่หยางตกใจใบหน้าพลันเปลี่ยนสีก่อนจะตั้งสติให้กองกำลังที่เดินทางมาพร้อมกับตนต่อสู้เพื่อให้เขาได้หลบหนี เพราะกองกำลังที่มีอยู่ไม่ได้เดินทางมาที่นี่ด้วยทว่ามองดูกองกำลังที่เสวี่ยฟงนำมามากกว่าคนของตนเองมากโข ยากนักที่จะหลบหนี เขาจึงหันไปมองเสวี่ยฟงเขาคือจุดหมายสูงสุด หากจัดการกับเสวี่ยฟงได้ทุกคนคงยอมวางมือ และนอบน้อมก้มหัวต่อเขา ในมือของเขามีดาบอาบยาพิษเล่มเดียวกับที่ฟันอวี๋ซูซิน รอยยิ้มของหลิวไท่หยางปรากฏขึ้น คิดกำจัดโดยไม่ยั้งมือให้อยู่มิสู้ตายเสี่ยงเดิมพันด้วยชีวิต ลงมือครั้งเดียวก็หวังจะถอนรากถอนโคน“ในเมื่อเจ้าเอ่ยมาเช่นนี้ข้าก็ไม่มีทางเลือก ตายซ่ะเถอะ!!” ซูซินที่อยู่ใกล้หลิวไท่หยางมาก
ตอนที่ 31 สิ่งที่ต้องการขณะที่รถม้าเคลื่อนไหวคำพูดของเสวี่ยฟงวาบผ่านเข้ามา เขาเคยเตือนนางไปแล้วแต่เป็นนางเองที่ไม่เชื่อคำของเขา ระหว่างนั่งรถม้ามีเพียงความเงียบงันและเสียงลมหายใจสะอึกสะอื้นของเด็ก ๆ ซูซินครุ่นคิด เคยมีละครเรื่องหนึ่งที่นางเล่นเป็นนางร้ายแม้จะเป็นยุคปัจจุบันแต่คล้าย ๆ กัน หากหลิวไท่หยางเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลังต้องมีสิ่งหนึ่งที่เขาต้องการอย่างแน่นอน ครั้นนั้นเองนางก็คิดถึงคำพูดที่เคยพูดคุยกับท่านพ่อ ท่านพ่อบอกนางว่าหลิวไท่หยางผู้นี้ไม่สนใจเรื่องราชวัง หรือแท้ที่จริงแล้วเขากำลังทำการก่อกบฏ จึงต้องตีสนิทตนเองทำให้นางกับแม่ทัพหย่ากัน เพื่อให้ทั้งสองตระกูลแตกหัก การคุ้มกันสั่นคลอนเพราะแม่ทัพกับเสนาบดีอวี๋ต่างเป็นผู้ที่จงรักภักดีต่อฮ่องเต้และราชวงศ์ ยิ่งคิดความจริงยิ่งปรากฎ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสาวใช้ของจื้อเหยาที่นางเอ่ยให้เขาฟังเช้าวันต่อมาก็มีแพะมารับผิดแทนไหนจะเรื่องที่นางกลับเรือนต้องมีผู้สมรู้ร่วมคิดกับเขาแน่นอนครานั้นเองดวงตาของซูซินเบิกโพลง ซูจื้อเหยาคือผู้ที่ร่วมมือกับเขาสินะเขาถึงรู้เรื่องการเคลื่อนไหวของคนในจวนแม่ทัพทุกครั้ง และตราสัญลักษณ์ของทหารก็คงเป็นแผนการขอ







