ท้องฟ้าขมุกขมัวด้วยเงาก้อนเมฆครื้ม ลมกรรโชกแรงจนได้ยินเสียงสิ่งของพัดปลิวเพียงไม่นานสายฝนก็ตกกระหน่ำมืดฟ้ามัวดิน ยามนี้เด็กสาวคนหนึ่งกำลังถูกทุบตีอย่างหนักความผิดของนางก็หามีไม่ เพียงแค่ถูกใช้เป็นที่ระบายอารมณ์หงุดหงิดเจ้าของจวนเท่านั้น
"เงยหน้าขึ้นมามองข้า"เสียงดังออกจากปากคหบดีใหญ่ของแคว้นผู้เป็นบิดาของตงซินซิน
"เจ้าค่ะ ท่านพ่อ" ซินซินเติบโตมาในจวนนี้ด้วยความหวาดกลัวมาโดยตลอดทำให้นางเคยชินที่จะต้องใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังเสมอในสถานการณ์เช่นนี้ยิ่งทำให้นางดูเหมือนเด็กสาวอ่อนแอที่ไร้ทางสู้คนหนึ่ง
ซินซินไม่กล้าแม้แต่จะพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นจึงทำได้เพียงคุกเข่าอยู่กับพื้นขณะเผชิญหน้าผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาของตน
"เจ้าคือความอัปยศของข้า ต่อไปอย่าเรียกข้าว่าพ่อ แล้วจงย้ายออกจากเรือนไปอยู่กับบ่าวรับใช้ นับวันใบหน้าเจ้ายิ่งเหมือนมารดานังหญิงแพศยานั่นขึ้นทุกที ข้ารังเกียจนัก"
ตงติงเหลียนพูดจบก็ให้บ่าวโบยซินซินต่อไม่ว่าบุตรสาวจะกรีดร้องอย่างไรเขาไม่เคยชายตาแล ตลอดเก้าปีตั้งแต่ซินซินกำเนิดเขาไม่เคยพูดดีกับนางสักประโยค ซ้ำยังเลี้ยงดูไม่ต่างกับทาสคนหนึ่ง เป็นเพราะโกรธแค้นที่มารดาซินซินหนีไปตั้งแต่คลอดนาง ตงติงเหลียนจึงเอาความเจ็บปวดทั้งหมดมาลงที่เด็กหญิงที่ไร้เดียงสาผู้นี้
ร่างเด็กสาวผอมบางวัยเพียงเก้าปี ตามตัวมีแต่ร่องรอยของบาดแผลที่ถูกทำร้าย ไม่ว่าบิดา ฮูหยิน หรือบุตรสาวบุตรชายของนางทั้งบรรดาอนุและบุตรคนอื่นๆ ที่เกิดจากตงติงเหลียน ล้วนเห็นซินซินไม่ต่างกับขยะไร้ค่าที่ไม่มีตัวตนคนหนึ่งเท่านั้น โชคยังดีที่หัวหน้าสาวใช้ยังเมตตาแอบสอนเขียนอ่านให้กับซินซิน มิเช่นนั้นนางคงไม่มีโอกาสได้ร่ำเรียนเหมือนเช่นพี่น้องร่วมบิดา
หลังจากถูกทุบตีจนแทบสลบไสลจากน้ำมือตงตินเหลียนและผู้คุมกฏประจำจวนแห่งนี้ซินซินก็พยายามหยัดกายลุกขึ้นเพื่อกลับมาเก็บของที่เรือนตนเอง สมบัติของนางไม่มีของมีค่าสักชิ้น นอกจากผ้าห่มกับหมอนเก่าๆและเสื้อผ้าปะชุนแทบจะทั้งตัวอีกสองสามชุด
"ข้านอนตรงไหนได้บ้าง" เสียงที่แหบแห้งของซินซินถามสาวใช้เรือนซักล้าง เรือนนี้เป็นที่อยู่ของบ่าวรับใช้ชั้นต่ำที่สุด ทุกคนต้องนอนเบียดเสียดกัน อีกทั้งอาหารก็ได้กินเพียงวันละหนึ่งมื้อ แต่นั่นก็ไม่ต่างอันใดกับเศษข้าวแข็งๆ ที่ซินซินกินอยู่ทุกวัน หากวันใดคุณหนูที่จวนใหญ่กินของคาวเหลือ นางถึงจะมีโอกาสได้กินผักกินเนื้อกับเขาบ้าง
"ด้านในเต็มหมดแล้ว จะเหลือเพียงตั่งหน้าเรือนเท่านั้นที่เจ้านอนได้ วางของนั่นไว้แล้วตามข้ามา" มู่หลัน หัวหน้าฝ่ายซักล้างตอบด้วยความเกรี้ยวกราด ในจวนแห่งนี้ไม่มีใครทำดีกับซินซินเพราะรู้ดีว่านายท่านรังเกียจคุหนูผู้นี้อย่างกับไส้เดือนกิ้งกือ หากไม่มีม่านโหรวหัวหน้าบ่าวรับใช้ ซินซินคงไม่ต่างกับภูตผีที่อยู่อาศัยในจวนนี้
เด็กน้อยไม่ตอบโต้เพียงวางของตนที่ถือมาแล้วเดินตามมู่หลันไปด้วยสีหน้าเรียบนิ่งนางชาชินเสียแล้วกับวิธีที่ทุกคนปฏิบัติต่อนางไม่ต่างกับหมูหมาตัวหนึ่ง ซินซินเดินตามสาวใช้ไปเพื่อทำความรู้จักบ่าวอีกหลายคนที่ทำหน้าที่ในแผนกนี้ แน่นอนว่าไม่มีใครแม้แต่จะเหลือบตามองนางด้วยซ้ำ เสื้อผ้าที่นางใส่ยังแย่กว่าสาวใช้หลายเท่าจะนับนางเป็นอะไรได้
แม้ร่างเจ็บปวดจากบาดแผลที่ถูกทุบตีแต่ซินซินก็ไม่พูดอันใดออกมา ใครจะเห็นใจนางหรือ ย่อมไม่มีอยู่แล้วจึงไม่ประโยชน์ที่จะพร่ำบ่น ตั้งแต่มีคำสั่งจากตงติงเหลียนให้ซินซินเป็นเพียงบ่าวคนหนึ่ง ชะตากรรมของซินซินในจวนก็ยิ่งเลวร้ายลงมากกว่าเดิม
ทุกวันผ่านไปด้วยความลำบาก ฟ้าสว่างนางต้องทำงานไม่หยุด ฟ้ามืดก็ต้องนอนเหน็บหนาวนอกเรือนทั้งยังต้องอดทนกับยุงและแมลงกัดจนเป็นตุ่มหนองไปทั้งแขนขา
ไม่กี่ราตรีผ่านไปในขณะที่ซินซินซักผ้าอยู่ก็ได้ยินเสียงที่ทำให้ขนแขนของนางตั้งชันดังมาแต่ไกล
"ใครเป็นผู้ซักชุดนี้ให้ข้า"น้ำเสียงแสบแก้วหูของฮูหยินอี้เปียว บ่งบอกถึงอันตรายที่ใกล้เข้ามา บ่าวในแผนกซักล้างได้แต่คุกเข่าตัวสั่นงันงก ความร้ายกาจของฮูหยินเป็นที่กระจ่างแจ้ง วันนี้ต้องมีใครคนใดคนหนึ่งเจ็บตัวแน่นอน
"ฝีมือนังเด็กนั่นเจ้าค่ะฮูหยิน" มู่หลันรีบรายงานเท็จทั้งที่จริงตนเองเป็นผู้รับผิดชอบชุดของฮูหยินทั้งหมดนั้น
"นางตัวซวยอยู่ตรงไหนก็มีแต่สร้างความเดือดร้อน เศษสวะอย่างเจ้าเลี้ยงไว้ก็เสียข้าวสุกเสื้อผ้าชุดนี้ของข้ามีค่ามากกว่าชีวิตเจ้าจำไว้! จิกหัวมันมาข้าจะตบมันให้หายแค้น" อี้เปียวออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยโทสะ
มู่หลันรีบจิกผมของซินซินแล้วผลักนางให้ล้มลงเบื้องหน้าฮูหยินอี้เปียว ดีที่นังเด็กนี่ไม่เถียงหรือพูดมากมิเช่นนั้นนางคงต้องซวยเอง
"เพียะ! เพียะ! เพียะ! เพียะ! พลั่ก! พลั่ก! ผัวะ!"
ฮูหยินอี้เปียวทั้งตบทั้งตี เตะเข้าไปกลางลำตัวซินซินนับครั้งไม่ถ้วน บ่าวคนอื่นๆ ได้แต่นั่งก้มหน้า ส่วนคนถูกตีทั้งกรีดร้องหลั่งน้ำตาด้วยความเจ็บปวดทรมาน เมื่อทุบตีเด็กน้อยจนสาแก่ใจแล้ว อี้เปียวก็ก้มลงไปกระซิบข้างหูซินซิน ทั้งยังเอาเท้าเหยียบบนมือเล็กๆ นั้นจนได้ยินเสียงดัง "กร๊อบ!"
"รีบตายตามแม่ของเจ้าไปซะ อย่าให้ข้าต้องเสียแรงลงมืออีก คิดว่าใบหน้านี้จะทำให้ใต้เท้าลุ่มหลงเหมือนแม่เจ้าหรือนังโง่ ไม่ช้าก็เร็วข้าจะกำจัดเจ้าให้หายไปอย่างไร้ร่องรอยเหมือนกับแม่ของเจ้างัยล่ะ ฮ่าๆๆๆๆ " อี้เปียวหัวเราะดังลั่น
ซินซินมีประกายความโกรธแค้นผ่านทางสายตาออกมาแวบหนึ่ง นางลอบกำหมัดที่บวมเป่งภายใต้แขนเสื้อแต่ก็ไม่ปริปากพูดสิ่งใดออกมา ทว่าในใจซินซินกำลังกู่ก้อง ร้องตะโกน ฮูหยินฆ่าแม่ข้า! มารดาไม่ได้ทอดทิ้งนางไปมีชู้เหมือนที่ใครต่อใครกรอกหู หัวใจของเด็กน้อยเต้นรัว เลือดในอกร้อนรุ่มราวจะมอดไหม้
"สักวันเจ้าทุกคนจะต้องชดใช้" ซินซินพูดรอดไรฟันออกมาเสียงแผ่วโดยมิให้ใครได้ยิน
เย็นวันนั้นเมื่อถึงเวลาอาหารซินซินได้กินเพียงข้าวไหม้ติดก้นหม้อเปล่าๆ มาครึ่งชามเนื้อตัวที่ระบม ใบหน้าและมือบวมเป่งจนเห็นได้ชัดแทบไม่มีแรงแม้แต่จะตักข้าวเข้าปากตนเอง
"กินข้าวหมดแล้วกินยานี่เสีย ข้าต้มมาให้เจ้า" ม่านโหรวเดินลัดเลาะมาจากเรือนใหญ่ เมื่อได้รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นก็รีบไปต้มยามาให้ซินซิน นางเองก็ไม่กล้าช่วยออกหน้า หากมีใครคาบข่าวไปรายงานฮูหยินหรือนายท่านนางก็จะพลอยเดือดร้อนตามไปด้วย
"ขอบคุณท่านป้า" ซินซินฝืนกินข้าวทั้งแข็งทั้งไหม้ลงท้องแล้วรีบดื่มยาทันที ก่อนที่จะมีใครมาเห็นเข้า
"เด็กน้อยขืนเจ้าอยู่ที่นี่ต่อไป ไม่ทันได้เติบใหญ่เจ้าคงไม่รอดแน่ ข้าก็แก่ชราแล้วทั้งไม่มีปัญญาปกป้องเจ้า" ม่านโหรวลูบศรีษะซินซินด้วยความอ่อนโยน สภาพเด็กคนนี้แทบไม่ต่างกับขอทานข้างถนน ซ้ำร้ายร่างกายยังมีแต่ร่องรอยบาดแผลเต็มไปหมด มีวันไหนบ้างเล่าที่นางไม่ถูกทุบตี ทุกวันคืนซินซินต้องทุกข์ทนเสมือนตายทั้งเป็นความอบอุ่นของบิดา มารดาก็ไม่เคยได้รับ หัวใจของเด็กน้อยจะทนบอบช้ำได้อีกนานเท่าใดกัน
"ข้าอยากหนีแต่ก็กลัว ที่ข้าทนอยู่เพราะไม่มีที่ให้ข้าไป ใต้เท้าก็ไม่นับข้าเป็นลูก ท่านแม่ก็จากไปแล้ว มีแต่คนดูถูกดูแคลนข้า หาใช่ข้าอยากอยู่ที่นี่ เพียงแต่ไม่รู้จะไปที่ใดเท่านั้น"
ซินซินวางถ้วยยาด้วยมือสั่นเทา หาใช่นางไม่อยากหลุดพ้นจากนรกขุมนี้ นางทั้งหวาดกลัว ทั้งโกรธแค้น แต่นางมีอายุเพียงเก้าปีจะเอาตัวรอดจากโลกกว้างใบนี้ลำพังได้อย่างไร
"ซินซิน ป้าจะเล่านิทานเรื่องหนึ่งให้เจ้าได้ฟัง มีม้าป่าตัวหนึ่งที่บ้านเศรษฐีได้เลี้ยงไว้ตั้งแต่มันยังเด็ก วันหนึ่งมันบาดเจ็บจนใช้งานไม่ได้ เศรษฐีผู้นั้นคิดจะกำจัดมันทิ้ง จึงให้บ่าวไพร่จับม้าป่าตัวนั้นโยนลงไปในบ่อขยะที่ทั้งแคบทั้งลึก โดยคิดว่ามันจะอดตายไปเอง ม้าป่าตัวนั้นคราแรกก็คิดยอมแพ้ ทุกวันที่มีคนมาทิ้งขยะลงบ่อยิ่งทำให้มันรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า แต่แล้วก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ เมื่อขยะนั้นท่วมสูงขึ้นทุกวัน เสมือนกับความทุกข์ยากนั้นเป็นบันไดให้มันเหยียบย่ำเพื่อไปสู่ปากบ่อ อุปสรรคที่เจ้าเจอในวันนี้ ก็เปรียบเหมือนบันไดที่จะทำให้เจ้าแข็งแกร่งในภายหน้า จงอย่ายอมแพ้ต่อโชคชะตาเข้าใจหรือไม่? "
ม่านโหรวกุมมือที่บวมเป่งของซินซินแล้วลูบเบาๆ เพื่อปลอบประโลม
"เช่นนั้นข้าจะกำหนดชะตาชีวิตด้วยตัวเอง ข้าจะหนีออกไปจากที่นี่ ไปตายเอาดาบหน้า ท่านป้าหากข้ารอดไปได้ เมื่อเติบใหญ่ข้าจะกลับมาแก้แค้นให้ท่านแม่ แล้วพาท่านไปอยู่เสียด้วยกัน"
นัยน์ตาหงส์ของซินซินเป็นประกาย วันนี้เมื่อได้รู้ความจริงว่าฮูหยินอี้เปียวสังหารมารดาความรู้สึกที่เคยอ่อนแอตลอดมาก็กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเจ็บแค้น หากยังจำนนต่อชะตาชีวิตเยี่ยงนี้ นอกจากทวงคืนความยุติธรรมให้มารดาไม่ได้ ชีวิตของนางก็ใช่จะรอดเงื้อมือของฮูหยินอี้เปียว
"ถ้าเจ้าตัดสินใจดีแล้ว พรุ่งนี้ข้าจะนำเงินที่เก็บออมไว้มาให้เจ้า ถึงจะมีเพียงไม่กี่ตำลึง แต่ก็น่าจะพอต่อลมหายใจเจ้าได้อีกพักใหญ่ คืนนี้เจ้าก็พักผ่อนเสียเถิด" ม่านโหรวช่วยห่มผ้าที่ทั้งเก่าทั้งขาดให้ซินซินนอนบนแคร่หน้าเรือน นางได้แต่ลอบปาดน้ำตา เด็กคนนี้ช่างน่าเวทนานัก นางควรไปจากที่นี่ นั่นเป็นสิ่งที่สมควรแล้ว
เรือนอู่หลาน
"ฮูหยินเจ้าคะ บ่าวไปแอบฟังมาได้ยินว่าแม่บ้านม่านโหรวจะให้เงินซินซินหนีไปเจ้าค่ะ" มู่หลันที่ซุ่มอยู่ข้างเรือนนอนรีบคาบข่าวมาฟ้องอี้เปียวหลังจากม่านโหรวกลับไป
"มันกล้าหรือ? เจ้าไปจับนังเด็กนั่นไว้ที่ห้องเก็บฟืนก่อน พรุ่งนี้ข้าจะจัดการมัน ส่วนหัวหน้าแม่บ้านข้าจะให้ท่านพี่ลงโทษแก่ไม่อยู่ส่วนแก่"
"เจ้าค่ะฮูหยินบ่าวจะไปจัดการเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ" มู่หลันเดินกลับไปที่เรือนแล้วให้สาวใช้อีกสองนางจับซินซินไปขังที่ห้องเก็บฟืน นางเท้าเอวส่งสายตาหยามเหยียดให้เด็กตัวน้อยด้วยความดูถูก
"เจ้าสองคนลากตัวเด็กนั่นไปไว้ที่ห้องเก็บฟืนรอพรุ่งนี้ฮูหยินจะมาลงโทษ คิดจะอู้งานตัวแค่นี้อยากหนีออกจากจวนจะไปได้กี่น้ำ ถุย! "
ซินซินได้ยินคำว่าหนีออกนอกจวนก็ใจกระตุก หมายความว่าฮูหยินกับบิดาต้องรู้เรื่องนี้แล้วเป็นแน่ ตัวนางเองถูกทุบตีนั้นไม่นับเป็นอะไร แต่ท่านป้าแก่ชราแล้วจะถูกลงโทษรึไม่ นางเป็นห่วงเรื่องนี้ที่สุด
เช้าวันต่อมา ในจวนสกุลตง ผู้คุมกฏก็นำเก้าอี้ตัวยาวมาวางรอรับคำสั่งลงโทษม่านโหรวหญิงชราผู้รับใช้คนในจวนนี้มาหลายสิบปีย่อมรู้ตัวดีว่ากำลังเผชิญกับเรื่องอันใด นายท่านมิใช่คนใจดีมีเมตตา นางควรระวังตัวมากกว่านี้ หากซินซินอยู่ในเรือนตนเองเช่นแต่ก่อน ต่อให้แอบไปสอนอ่านเขียนเป็นชั่วยามก็ไม่มีใครรู้ เพราะเรือนนั้นไม่มีบ่าวไพร่ แต่ในเรือนซักล้างนั้นย่อมต่างออกไป
"พานังเด็กนั่นมา" ตงติงเหลียนสั่งด้วยน้ำเสียงกึกก้องชวนให้คนฟังหวาดผวา
ฮูหยินอี้เปียวยืนอยู่ด้านข้างถึงกับลอบแสยะยิ้ม "ท่านพี่ถ้ามันอยากไปก็ไล่มันให้ไปเป็นขอทานข้างถนน ตัดชื่อมันออกจากตระกูลเราเสีย เลี้ยงไว้ก็รกหูรกตาเสียเปล่าเจ้าค่ะ"
ในใจของอี้เปียวอยากกำจัดซินซินมานานแล้ว คราแรกเพียงคิดจะทรมานไปเรื่อยๆแต่เมื่อซินซินเริ่มเติบโตก็เริ่มฉายแววความงดงามออกมา นั่นทำให้อี้เปียวไม่ต้องการไว้ชีวิตซินซินอีกต่อไป หากนังเด็กนั่นไปเป็นขอทานไม่นานก็ต้องอดตาย นางไม่ต้องคิดแผนให้มากความ ทั้งยังไม่ต้องเกรงบ่าวไพร่จะปากมาก นั่นถือว่าจัดการซินซินได้ โดยไม่ต้องออกแรง
"ความคิดเจ้าเข้าที ให้มันไปเป็นขอทานข้างนอกจะได้ไม่มีตัวเสนียดรกหูรกตาข้าอีกต่อไป" ต้าตงเหลียนใบหน้าเขียวคล้ำมือทั้งสองของเขากำแน่น นังเด็กใฝ่ต่ำมารดาก็เป็นนางแพศยาสมควรแล้วที่ต้องอดอยากตายไปอย่างโดดเดี่ยว