LOGINตอนที่ 4 คุณชายรูปงาม
ฝั่งด้านจื้อเหยา
ในห้องเต็มไปด้วยสาวใช้มาคอยดูแล อาบน้ำล้างเนื้อล้างตัวถูขัดกายให้นาง นางนั่งมองคันฉ่อง ใบหน้าของนางแม้ไม่ได้รับบาดเจ็บรุนแรงแต่ก็เกิดรอบแดงจากน้ำชาร้อน ๆ เช่นเดียวกัน นางใช้มือลูบใบหน้าดวงตาร้อนผ่าวเจ็บแค้นในอก
"กล้าดีเช่นไรมาทำลายใบหน้างดงามของข้าหรือคิดจะทำให้ใบหน้าของข้าเกิดความเสียหาย นางเป็นอะไรกันแน่จู่ ๆ ถึงได้มีแววตาและนิสัยเปลี่ยนไปเช่นนี้ " จื้อเหยาเอ่ยออกมาแผ่วเบา สาวรับใช้ประจำกายที่อยู่ใกล้ ๆ ได้เอ่ยแทรกขึ้นมา
"ข้าได้ยินมาว่าเมื่อเช้าตรู่ของวันนี้มีบ่าวในจวนเห็นสตรีท่าทางคล้าย ๆ ฮูหยินเดินไปที่บึงบัวหลังจวนเจ้าค่ะ " จื้อเหยาเริ่มครุ่นคิด นี่สินะที่นางเดินเข้ามาในพิธีด้วยสภาพเปียกน้ำเช่นนั้นหรือว่าฮูหยินตั้งใจไปปลิดชีพตนเอง หลังจากที่นางไปเยือนที่ห้องของฮูหยินเมื่อคืนก่อน
"ข้าพอคิดได้แล้วล่ะ นางคงคิดจะปลิดชีพตนเองหลังจากที่ข้าไปหา และบอกนางว่าทุกสิ่งทุกอย่างข้าจะดูแลเป็นอย่างดี แต่ทำไมนางถึงได้หวนกลับมาหากนางตั้งใจจะปลิดชีพ ? แถมนิสัยของนางเปลี่ยนไปราวกับคนละคน"
"มิใช่ว่าฮูหยินจะแก้แค้นหรือเจ้าคะ นางแค้นมากจนมีนิสัยที่เปลี่ยนไป "
ซูหนานเอ่ยขึ้นพรางทำท่าทีครุ่นคิด ยามนี้คิ้วของจื้อเหยาขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย ก่อนจะกระตุกยิ้มขึ้นมา
"ต่อให้นางคิดจะแก้แค้นข้าก็ไม่มีทางทำได้ สตรีเช่นนางอ่อนแอมีใจเมตตาขนาดมดนางยังไม่กล้าเหยียบด้วยซ้ำ นางจะทำอันใดข้าได้ ตอนนี้คงถูกท่านแม่ทัพดุด่าสั่งสอน " จื้อเหยาลุกขึ้นจากอ่างน้ำ สาวใช้รีบพากันหยิบผ้ามาห่มกายให้นางและพานางไปสวมอาภรณ์
รุ่งเช้าวันต่อมา
ซูซินกินอาหารเช้าอย่างเอร็ดอร่อย นางไม่คิดเลยว่าอาหารของยุคโบราณจะอร่อยขนาดนี้แถมยังไม่มีเครื่องปรุงมากเท่ายุคที่นางเคยอาศัยอยู่แต่อร่อยกว่ามาก
“ข้าดีใจจริง ๆ เจ้าค่ะที่เห็นฮูหยินกินอาหารได้ดีเช่นนี้” ดวงตาของจิ่นอี๋คลอด้วยหยาดน้ำตาปลื้มปริ่ม
“ต่อจากนี้ข้าบอกเจ้าไปแล้วมิใช่หรือว่าข้าจะรักตนเองมากกว่าผู้อื่น วันนี้ข้าจะไปผลาญเงินที่ตลาดเจ้าเองก็กินอาหารเยอะ ๆ จะได้มีแรงเพราะข้าจะใช้งานเจ้าทั้งวัน”
“เจ้าค่ะ”
หลังจากกินข้าวเสร็จเกี้ยวจวนท่านแม่ทัพเดินทางออกไปที่ตลาดมีบ่าวรับใช้หลายนายไปดูแลและคอยปกป้อง หากเป็นเมื่อก่อนคงไม่มีผู้ใดอยากจะรับใช้และไม่เห็นฮูหนยินอยู่ในสายตา ตอนนี้อวี๋ซูซินเริ่มใช้อำนาจฮูหยินใหญ่สั่งการ จากเรื่องเมื่อวานในจวนก็พากันพูดหนาหูเรื่องนิสัยและท่าทางที่เปลี่ยนไปของฮูหยิน สาวใช้สองนางที่ได้เจอกับตัวก็เล่าให้ทุกคนฟังเช่นเดียวกัน ยามนี้ทุกคนในจวนเริ่มหวาดกลัวฮูหยินมากกว่าเมื่อก่อน
อวี๋ซูซินเห็นเงินตนเองในหีบสมบัติและสินเดิมไม่ใช่น้อย ๆ และเงินที่จวนแม่ทัพต้องให้นางในแต่ละเดือน วันนี้นางจะผลาญและเปลี่ยนของใช้ใหม่ทุกอย่างตั้งแต่หัวจรดเท้า ร้านแรกที่เลือกเข้าคือร้านผ้าไหม นางชี้นิ้วเลือกผ้าที่มีสีสันฉูดฉาดมากมายและต้องเป็นเนื้อผ้าดี ๆ เท่านั้น สั่งวัดและตัดเย็บ เข้าร้านแล้วร้านเล่าจนจิ่นอี๋เหนื่อยหอบ โชคดีที่มีบ่าวรับใช้มากด้วยหลายคน อาภรณ์ที่เป็นชุดสามารถเอาไปไว้ที่เกี้ยวก่อน ส่วนที่สั่งตัดทางร้านจะไปส่งถึงจวน อวี๋ซูซินเลือกเครื่องประดับ ปิ่นปักผม เครื่องประทินโฉม เมื่อเช้านางจ้องมองใบหน้าของฮูหยินในคันฉ่องใบหน้าเกลี้ยงเกลางดงามเพียงแต่นางไม่ชอบแต่งหน้าทำให้ใบหน้าดูไร้ชีวิตชีวา ต่อจากนี้นางจะเปลี่ยนแปลงให้เป็นฮูหยินที่ดูทันสมัยและงดงามที่สุดในแคว้นนี้ จนมาถึงร้านรองเท้า อวี๋ซูซินเลือกรองเท้าอย่างมากมายและเจอรองเท้าที่งดงามสะดุดตา นางคลี่ยิ้มเต็มดวงหน้าเลือกเอามาสวมใส่ มันช่างเหมาะกับนางเหลือเกิน
“จิ่นอี๋เจ้าว่าเหมาะกับข้าหรือไม่” นางกล่าวพลางหมุนตัวให้จิ่นอี๋ดูขณะนั้นเองมีรถม้ากำลังพุ่งตรงมาทางนี้ด้วยความเร็วเพราะจู่ ๆ ม้าเกิดบังคับไปไม่ได้สารถีตะโกนเสียงดังตลาด ตอนนั้นเองอวี๋ซูซินคิดว่าตัวเองต้องถูกรถม้าพุ่งชนแน่ ๆ นางไม่มีทางจะหลบหนีได้ทันเลย
“กรี๊ด!! ฮูหยินระวังเจ้าค่ะ” จิ่นอี๋ร้องเสียงหลง อวี๋ซูซินหลับตารอรับความเจ็บปวดทว่าเมื่อยามนั้นร่างกายของนางโบยบินขึ้นบนท้องฟ้าไม่มีความเจ็บปวดใด ๆ หรือว่าครั้งนี้นางจะตายอีกครั้ง แต่เสียงหัวใจนี้เต้นแรงระรัวได้ยินชัดเจน
ตึก ตึก ตึก
“แม่นางท่านได้รับบาดเจ็บตรงใดหรือไม่ขอรับ?” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาอวี๋ซูซินยกเปลือกตาขึ้นอย่างช้า ๆ ดวงตาลุ่มลึก ใบหน้าคม คิ้วกระบี่ ท่าทางสุขุมราวกับบัณฑิต ดวงหน้าเกลี้ยงเกลา คิ้วตาสะท้อนความอบอุ่น เขาพานางกระโดดขึ้นมาด้านบนของโรงเตี๊ยมที่อยู่ใกล้ ๆ ร้านรองเท้า ก่อนจะพานางกระโดดลงมาเพื่อมาส่งนางที่เดิม อวี๋ซูซินใจเต้นแรงตึกตัก ก่อนจะผละออกจากอ้อมแขนแกร่งของเขา สองมือประสานกันค้อมตัวลงเล็กน้อยกล่าวขอบคุณผู้มีพระคุณในครั้งนี้
“ข้าขอบคุณคุณชายที่ช่วยเหลือข้า ทำให้ข้าไม่ได้รับบาดเจ็บในส่วนใด ท่านอยากให้ข้าตอบแทนหรือไม่เจ้าคะ”
“ข้าช่วยแม่นางไม่หวังสิ่งตอบแทบในเมื่อท่านไม่ได้รับบาดเจ็บข้าก็เบาใจ ขอตัวก่อนขอรับ” เขาเอ่ยจบสองเท้าก้าวย่างไปด้านหน้าช่างสง่างามเสียจนอวี๋ซูซินมองตามตาไม่กระพริบ จิ่นอี๋รีบเข้ามาสำรวจร่างกายของฮูหยินด้วยความเป็นห่วง
“ฮูหยินได้รับบาดเจ็บหรือไม่เจ้าคะ หัวใจของข้าแทบหยุดเต้นหากไม่ได้คุณชายเมื่อครู่ช่วยไว้ท่านคงได้รับบาดเจ็บหนักน่าดู”
“นั่นสิ หากไม่ได้เขาข้าคงได้รับบาดเจ็บ จริงสิลืมถามชื่อแซ่ว่าเป็นคุณชายตระกูลใดข้าจะได้ตอบแทนที่เขาช่วยชีวิตเอาไว้”
“คุณชายตระกูลหลิว หลิวไท่หยางขอรับ เป็นบุตรชายของท่านหนานอ๋องไม่สนใจราชการปลีกตัววิเวก สุขุมเรียบเย็น น้อยนักจะเห็นเขาช่วยเหลือผู้อื่นเช่นนี้ แม้จะเป็นเช่นนี้แต่สตรีในใต้หล้าต่างต้องตาต้องใจเสนอตนเป็นฮูหยินของเขาขอรับ” เถ้าแก่ร้านรองเท้าเอ่ยขึ้นมาเพราะยืนอยู่ตรงนั้นได้ยินสิ่งที่ทั้งสองพูดคุยกันพอดี
“ขอบใจเถ้าแก่มาก รองเท้าที่ข้าเลือกไว้ข้าเอาหมดเลย จิ่นอี๋จ่ายเงินให้ข้าและให้บ่าวไปไว้ที่รถม้าข้าจะไปที่ตรงนั้นสักครู่ค่อยกลับจวน”
‘หลิวไท่หยาง ชื่อก็ไพเราะใบหน้าก็หล่อเหลาแถมสายตายังอบอุ่นดีกว่าท่านแม่ทัพที่เป็นสามีนั่นเสียอีก ทำไมถึงไม่ให้ฉันเข้าไปอยู่ในร่างของสตรีที่ยังไม่ออกเรือนนะ หากได้เคียงคู่กับคุณชายหลิวไท่หยางฉันคงไม่ต้องมาพบเจอเรื่องแบบนี้’ อวี๋ซูซินยังคงมองตามแผ่นหลังของเขาที่หายเข้าไปในกลุ่มชาวบ้านพลางชื่นชมเขาไม่หยุด
ตอนที่ 36 การแก้แค้นของข้าหลังจากที่เสวี่ยฟงเดินทางไปวังหลวง ซูซินมาหาจื้อเหยาที่คุกตามที่นางเอ่ยเอาไว้ และใช้ให้บ่าวที่เฝ้าหน้าคุกไปนำตัวของซูซินออกมา คราแรกที่นางเห็นสภาพของจื้อเหยาใบหน้าของนางสลดเล็กน้อย แต่ก็เหมาะสมแล้วกับความผิดที่นางกระทำเอาไว้“ไม่นะ ไม่ ..! อย่าเข้ามาใกล้ข้า ออกไปข้าบอกให้ออกไป” ร่างกายซูบผอมใบหน้าซูบโทรม สายตาแข็งกระด้างล่อกแล่กจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว มองซ้ายมองขวาเหมือนละแวกทุกอย่างและมีท่าทางตื่นกลัวอยู่ตลอดเวลา ทันทีที่นางได้เห็นใบหน้าของซูซินนางรีบวิ่งกรู่เข้ามากอดขาอ้อนวอนให้ซูซินบั่นคอนางทิ้งเสียที“ฮูหยินท่านเป็นคนดี เป็นคนจิตใจเมตตาเพราะข้าเอง เพราะความโลภของข้าเองช่วยข้าด้วยเจ้าค่ะ ช่วยปลิดชีพของข้าทีเถอะเจ้าค่ะ” จื้อเหยาเอ่ยออกมาท่าทีตื่นตระหนกหวาดกลัวในสิ่งที่ซูซินมองไม่เห็น ซูซินแกะมือของนางออกก่อนจะเดินถอยหลังสองก้าว เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก“การฆ่าเจ้าภายในครั้งเดียวเป็นเรื่องง่ายสำหรับข้า แต่ทว่ามันไม่สาสมกับสิ่งที่เจ้าทำเอาไว้ จงมีชีวิตอยู่อย่างทุกข์ทรมานทุกคืนวันของเจ้าต้องเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและเดียวดาย ความตาย..คือความเมตตา แ
ตอนที่ 35 ขอโอกาสซูซินเดินกลับห้องของตนเอง ตอนนี้เองเสวี่ยฟงเดินมาดักหน้านางเอาไว้ คว้าร่างของนางมาโอบกอดแนบแน่น“ฮูหยินของข้าช่างน่ากลัวจริง ๆ ไม่คิดเลยว่านิสัยที่แท้จริงเป็นเช่นนี้”“ข้ายังไม่มีอะไรที่ท่านยังไม่รู้อีกเยอะเจ้าค่ะ ปล่อยมือออกจากกายของข้าเดี๋ยวนี้ ข้าไม่ชอบให้ท่านแสดงกิริยาเช่นนี้ต่อหน้าผู้อื่น แล้วเรื่องที่ท่านจะหย่าหลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จคงไม่ลืมเรื่องนี้หรอกใช่มั้ย? "“โธ่ ๆ ฮูหยินเจ้ายังไม่เปลี่ยนใจอีกหรือ ข้าบอกเจ้าถึงเรื่องแผนการที่ผ่านมาแล้วทั้งหมด ข้ารู้ล่วงหน้าเกี่ยวกับแผนที่จื้อเหยาเข้ามาที่นี่ ข้าจึงวางแผนตลบหลังนางและคิดว่าการไม่บอกเรื่องนี้กับเจ้านับว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะเจ้ามีจิตใจเมตตาและรักเอ็นดูจื้อเหยามากกว่าผู้ใด”“ฮึ …มันเป็นเพียงข้ออ้าง แม้ว่านั่นคือแผนที่ท่านจะตลบหลังจื้อเหยาแต่การที่ท่านทำร้ายจิตใจข้าแตกสลายซ้ำแล้วซ้ำเล่านั่นคือความจริง ข้าไม่อาจจะลืมเรื่องนี้ได้” ซูซินนึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา นางสงสารอวี๋ซูซินตัวจริงจับใจ แม้รู้ว่าเรื่องนี้เป็นแผนการของเสวี่ยฟงและท่านพ่อของนางก็รับรู้ทุกอย่าง แต่ถ้าคิดกลับกันหากนางไม่ได้เข้ามาอยู่ในร่างนี้
ตอนที่ 34 รีบฟื้นมาเถอะนะเสวี่ยฟงเดินเจ้ามาในห้องกลิ่นยาคละคลุ้งเต็มห้อง ท่านหมอทำแผลด้านหลังโดยมีจิ่นอี๋คอยเป็นลูกมือเปลี่ยนอาภรณ์และพันผ้าปิดแผลให้แก่ซูซิน นางถูกส่งตัวมาตั้งแต่เสวี่ยฟงเดินทางไปวังหลวง จิ่นอี๋รู้เรื่องร่างกายแทบทรุดร่ำไห้กลัวฮูหยินจะจาดตนไป ทหารในจวนเดินทางมาส่ง เมื่อนางเห็นสภาพของฮูหยินนางยิ่งร้องไห้ไปมากกว่าเดิม จนท่านเสนาบดีต้องให้นางไปพักอยู่กับฮูหยินอวี๋ให้สงบสติอารมณ์ตนเองและตั้งสติให้ได้ค่อยมาปรนนิบัติซูซิน“ท่านแม่ทัพมาแล้วหรือเจ้าคะ ยามนี่ฮูหยินปลอดภัยแล้วรอเพียงให้นางฟื้นเท่านั้น”“แล้วหยางเหอกับเหม่ยลี่เล่าอยู่ที่ใด”“คุณหนูอยู่กับนายหญิงอวี๋เจ้าค่ะ ร่างกายอ่อนเพลียแถมยังสะเทือนใจกับสิ่งที่ได้พบเจอ นายหญิงจึงให้กินอาหารและนอนหลับไปแล้วเจ้าค่ะ คืนนี้มีแม่นมคอยเฝ้าอยู่ที่เตียงเกรงว่าจะสะดุ้งตื่นกลางดึก”“เช่นนั้นหรือ เจ้าเองก็ไปพักกินอาหารเย็นเถอะ ข้าจะเฝ้าฮูหยินเอง” เสวี่ยฟงเดินมานั่งปลายเตียงจ้องมองร่างบางที่นอนแน่นิ่งใบหน้าซีดเซียวริมฝีปากแห้งแขยะ“เรียนท่านแม่ทัพ ฮูหยินยามนี้ปลอดภัยแล้ว ข้าทำแผลและเขียนเทียบยาให้เรียบร้อยแล้ว ไม่กี่วันร่างกายจะฟื้นตัวต
ตอนที่ 33 จุดจบของกบฏเสวี่ยฟงเดินทางมาวังหลวงพร้อมกับใต้เท้าหลายคนที่ร่วมมือกันกำจัดกบฏและกองกำลังที่หลิวไท่หยางแอบซ่อนเอาไว้ หลักฐานมากมายที่เขากำลังคิดจะโค่นบัลลังก์แย่งชิงทุกอย่าง ทูลให้ฮ่องเต้ได้รับรู้ความชั่วร้ายนี้ ยามแรกเขาไม่คิดว่าเลยว่าหลานชายของเขาจะคิดร้ายทรยศจะแย่งชิงอำนาจให้อยู่ในมือของตนเอง ตลอดเวลาฮ่องเต้ไม่เคยคิดและดูถูกหลิวไท่หยางเลยสักครั้งทว่าเขาถูกความโกรธเกลียดทำให้หน้ามืดตาบอด ว่าจะได้ยินสิ่งใดก็คิดมากเกินกว่าเหตุและคิดว่าผู้อื่นดูถูกเหยียบหยามตนเอง อาจจะมีใต้เท้าผู้อื่น ๆ แต่กับฮ่องเต้เขาไม่เคยปฏิบัติต่อหลิวไท่หยางเลยสักครั้ง ทว่าเมื่อหลักฐานมากมายกองอยู่เบื้องหน้า จิตใจของฮ่องเต้เจ็บลึกไม่อาจจะรักษาคนที่คิดจะแทงข้างหลังตนเองเอาไว้ได้ จึงสั่งประหารนำหัวเสียบประจานหน้าวังหลวงไม่ให้ผู้ใดเอาเป็นเยื่องอย่างใต้เท้าที่ร่วมมือกับหลิวไท่หยางถูกยึดตำแหน่งสมบัติและประหารเจ็ดชั่วโคตรเหมือนกันหมด ศพได้นำไปโยนทิ้งให้แร้งให้กากินอย่างอิ่มหนำสำราญ เสวี่ยฟงได้ยาถอนพิษและพาหมอหลวงเดินทางไปที่เรือนเสนาบดีอวี๋ ท่านหมอช่วยตรวจอาการและรักษาอย่างเต็มที่ ส่วนเสวี่ยฟงขอกลับจวนไปจัดกา
ตอนที่ 32 ต่อสู้“ไม่มีทางเป็นไปได้ในเมื่อข้ายังมีลมหายใจอยู่ ความชั่วช้าของท่านถูกเปิดโปงแล้ว เข้าโจมตีคุ้มกันความปลอดภัยของฮูหยิน” เสียงของเสวี่ยฟงดังขึ้น ซูซินใช้แรงทั้งหมดที่มาดึงเหม่ยลี่เข้ามาโอบกอดไวแน่นเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กทั้งสองได้รับบาดเจ็บ ยามนี้นางเจ็บปวดไปทั้งตัวสติเริ่มเลือนลางแต่ในใจกลับไม่รู้สึกกังวลและเป็นห่วงเมื่อเห็นเสวี่ยฟงกับบิดาของนางกำลังต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันอย่างดุดันหลิวไท่หยางตกใจใบหน้าพลันเปลี่ยนสีก่อนจะตั้งสติให้กองกำลังที่เดินทางมาพร้อมกับตนต่อสู้เพื่อให้เขาได้หลบหนี เพราะกองกำลังที่มีอยู่ไม่ได้เดินทางมาที่นี่ด้วยทว่ามองดูกองกำลังที่เสวี่ยฟงนำมามากกว่าคนของตนเองมากโข ยากนักที่จะหลบหนี เขาจึงหันไปมองเสวี่ยฟงเขาคือจุดหมายสูงสุด หากจัดการกับเสวี่ยฟงได้ทุกคนคงยอมวางมือ และนอบน้อมก้มหัวต่อเขา ในมือของเขามีดาบอาบยาพิษเล่มเดียวกับที่ฟันอวี๋ซูซิน รอยยิ้มของหลิวไท่หยางปรากฏขึ้น คิดกำจัดโดยไม่ยั้งมือให้อยู่มิสู้ตายเสี่ยงเดิมพันด้วยชีวิต ลงมือครั้งเดียวก็หวังจะถอนรากถอนโคน“ในเมื่อเจ้าเอ่ยมาเช่นนี้ข้าก็ไม่มีทางเลือก ตายซ่ะเถอะ!!” ซูซินที่อยู่ใกล้หลิวไท่หยางมาก
ตอนที่ 31 สิ่งที่ต้องการขณะที่รถม้าเคลื่อนไหวคำพูดของเสวี่ยฟงวาบผ่านเข้ามา เขาเคยเตือนนางไปแล้วแต่เป็นนางเองที่ไม่เชื่อคำของเขา ระหว่างนั่งรถม้ามีเพียงความเงียบงันและเสียงลมหายใจสะอึกสะอื้นของเด็ก ๆ ซูซินครุ่นคิด เคยมีละครเรื่องหนึ่งที่นางเล่นเป็นนางร้ายแม้จะเป็นยุคปัจจุบันแต่คล้าย ๆ กัน หากหลิวไท่หยางเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลังต้องมีสิ่งหนึ่งที่เขาต้องการอย่างแน่นอน ครั้นนั้นเองนางก็คิดถึงคำพูดที่เคยพูดคุยกับท่านพ่อ ท่านพ่อบอกนางว่าหลิวไท่หยางผู้นี้ไม่สนใจเรื่องราชวัง หรือแท้ที่จริงแล้วเขากำลังทำการก่อกบฏ จึงต้องตีสนิทตนเองทำให้นางกับแม่ทัพหย่ากัน เพื่อให้ทั้งสองตระกูลแตกหัก การคุ้มกันสั่นคลอนเพราะแม่ทัพกับเสนาบดีอวี๋ต่างเป็นผู้ที่จงรักภักดีต่อฮ่องเต้และราชวงศ์ ยิ่งคิดความจริงยิ่งปรากฎ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสาวใช้ของจื้อเหยาที่นางเอ่ยให้เขาฟังเช้าวันต่อมาก็มีแพะมารับผิดแทนไหนจะเรื่องที่นางกลับเรือนต้องมีผู้สมรู้ร่วมคิดกับเขาแน่นอนครานั้นเองดวงตาของซูซินเบิกโพลง ซูจื้อเหยาคือผู้ที่ร่วมมือกับเขาสินะเขาถึงรู้เรื่องการเคลื่อนไหวของคนในจวนแม่ทัพทุกครั้ง และตราสัญลักษณ์ของทหารก็คงเป็นแผนการขอ







