LOGINดวงตะวันเคลื่อนคล้อยขึ้นสู่กลางศีรษะ แสงแดดเจิดจ้าสาดส่องลงมากระทบกระเบื้องหลังคาจวนอู่อันโหวจนเกิดประกายระยิบระยับแสบตา ไอแดดร้อนระอุทำให้แมกไม้ในสวนเหี่ยวเฉาลงเล็กน้อย แม้แต่เสียงจักจั่นที่มักจะส่งเสียงระงมในช่วงฤดูร้อนยังดูเหมือนจะเงียบเสียงลง เพราะความร้อนจากดวงอาทิตย์ หรือบางทีพวกมันอาจจะเกรงกลัวต่อไอสังหารที่เจ้าของจวนทิ้งไว้ก่อนออกไปทำงานเมื่อช่วงเช้าตรู่
ทว่าภายในเรือนอันกว้างขวางของจวนอู่อันโหว บรรยากาศกลับเย็นสบายราวกับอยู่กันคนละมุมโลก อ่างเคลือบลายครามใบใหญ่สี่ใบภายในบรรจุก้อนน้ำแข็งก้อนโต ถูกวางไว้ตามมุมห้องทั้งสี่ทิศ ไอเย็นจาง ๆ ลอยอ้อยอิ่งผสานกับกลิ่นหอมเย็นของเครื่องหอมที่ถูกจุดไว้ในกระถางทองเหลือง ช่วยขับไล่ความอบอ้าวของฤดูร้อนออกไปจนหมดสิ้น บนตั่งไม้จันทน์หอมราคาแพงที่ปูทับด้วยเสื่อไม้ไผ่สานละเอียด ร่างบอบบางของซางเหมียนนอนเอกเขนกอยู่อย่างเกียจคร้าน นางสวมชุดผ้าไหมเนื้อบางเบาสีฟ้าอ่อนปักลายเมฆาคล้อย ปล่อยผมยาวสยายเต็มแผ่นหลังโดยไม่เกล้าขึ้น สองเท้าเปลือยเปล่าพาดอยู่บนหมอนอิงทรงกลม มือข้างหนึ่งถือพัดกลมลายภาพวาดทิวทัศน์ขยับโบกไปมาอย่างเนิบนาบ ส่วนมืออีกข้างกำลังหยิบองุ่นลูกโตเข้าปาก เสี่ยวซวง สาวใช้คนสนิทนั่งคุกเข่าอยู่ข้างตั่ง คอยปอกเปลือกองุ่นและเอาเมล็ดออกให้อย่างรู้ใจและคล่องแคล่ว "ฮูหยินเจ้าคะ นี่ก็ยามอู่แล้ว ท่านจะไม่ลุกไปตรวจดูบัญชีเรือนหรือจัดการงานบ้านบ้างหรือเจ้าคะ" เสี่ยวซวงเอ่ยถามด้วยความกังวลใจเล็กน้อย พลางเหลือบมองไปทางประตู "บ่าวได้ยินมาว่าพ่อบ้านใหญ่รอพบท่านอยู่ที่ห้องบัญชีตั้งแต่ยามซื่อแล้วนะเจ้าคะ" ซางเหมียนเคี้ยวองุ่นที่หวานฉ่ำอย่างมีความสุข ก่อนจะกลืนลงคอแล้วถอนหายใจเบา ๆ อย่างไม่ทุกข์ร้อน "เสี่ยวซวงเอ๋ย เจ้าช่างไม่เข้าใจสัจธรรมของชีวิต การรีบร้อนทำงานในยามที่อากาศร้อนเช่นนี้จะทำให้เลือดลมเดินไม่สะดวก ส่งผลเสียต่อผิวพรรณ หน้าจะแก่เร็ว เจ้าอยากให้ฮูหยินของเจ้าหน้าเหี่ยวย่นก่อนวัยอันควรหรือไร" "บ่าวไม่กล้าเจ้าค่ะ" เสี่ยวซวงรีบปฏิเสธ "บ่าวเพียงแต่เกรงว่าหากท่านโหวทราบเรื่อง..." "เช่นนั้นก็จงวางใจ พ่อบ้านใหญ่เป็นคนเก่าคนแก่ของสกุลเว่ยฉือ เขาดูแลจวนนี้มาตั้งแต่ที่อู่อันโหวคนก่อนยังมีชีวิตอยู่ ข้าเป็นเพียงสะใภ้ใหม่ที่เพิ่งแต่งเข้ามาได้วันเดียวจะไปรู้เรื่องอันใด หากข้าเข้าไปก้าวก่ายชี้นิ้วสั่งการสุ่มสี่สุ่มห้า อาจจะทำให้ระเบียบที่เขาวางไว้เสียกระบวนการได้ สู้ให้เขาทำไปตามเดิมน่ะดีแล้ว ข้าเพียงแค่นั่งเป็นกำลังใจอยู่ห่าง ๆ ก็พอ นี่เรียกว่าการบริหารคนอย่างชาญฉลาด เข้าใจหรือไม่" ซางเหมียนกล่าวจบก็พลิกตัวตะแคงข้าง จัดท่าทางให้สบายที่สุดพลางหยิบหนังสือประโลมโลกหน้าปกวาดรูปบัณฑิตหนุ่มรูปงามขึ้นมาเปิดอ่าน ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นจากหน้าประตูเรือน ตามมาด้วยเสียงกระแอมไอที่จงใจให้ได้ยินอย่างชัดเจน หญิงชรานางหนึ่งเดินเข้ามาในเรือน นางสวมชุดผ้าฝ้ายเนื้อดีสีน้ำตาลเข้มดูเป็นระเบียบเรียบร้อย มวยผมสีดอกเลาถูกเกล้าตึงไม่มีหลุดลุ่ยแม้แต่เส้นเดียว ใบหน้าเคร่งขรึมเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความเข้มงวด นางคือแม่นมฟาง แม่นมและผู้ดูแลอาวุโสที่เคยเลี้ยงดูเว่ยฉือเซียวมาตั้งแต่ยังเป็นทารก มีอำนาจในเรือนหลังนี้รองจากฮูหยินผู้เฒ่าและท่านโหวเท่านั้น แม่นมฟางกวาดสายตามองภาพฮูหยินเอกที่นอนเอกเขนกกินแรงบ่าวไพร่ด้วยแววตาตำหนิอย่างไม่ปิดบัง "คารวะฮูหยินเจ้าค่ะ" แม่นมฟางย่อกายลงเล็กน้อยพอเป็นพิธี "บ่าวได้ยินสาวใช้หน้าห้องเรียนว่าฮูหยินตื่นนอนแล้ว จึงรีบมาดูความเรียบร้อย มิทราบว่าฮูหยินจะเริ่มตรวจบัญชีครัวเรือนและจัดเวรยามบ่าวไพร่เมื่อใดเจ้าคะ งานเหล่านี้คั่งค้างมาตั้งแต่เช้าแล้ว บ่าวไพร่รอรับคำสั่งอยู่เจ้าค่ะ" ซางเหมียนลดหนังสือลงเล็กน้อย เผยให้เห็นดวงตาหงส์คู่สวยที่ทอประกายใสซื่อบริสุทธิ์ นางไม่ลุกขึ้นนั่งตามมารยาทที่ควรจะเป็น แต่กลับยิ้มหวานหยดย้อยให้แม่นมฟาง "อ้อ แม่นมฟางนั่นเอง ข้ากำลังบ่นถึงท่านอยู่พอดีเชียว" แม่นมฟางชะงัก สีหน้าแปลกใจระคนสงสัย "บ่นถึงบ่าวหรือเจ้าคะ" "ใช่แล้ว" ซางเหมียนพยักหน้าหงึกหงัก "ท่านพี่ เคยเล่าให้ข้าฟังว่าแม่นมฟางเป็นผู้มีพระคุณยิ่ง เลี้ยงดูเขามาจนเติบใหญ่ เป็นผู้ที่มีระเบียบและรอบคอบที่สุดในจวนอู่อันโหว หากไม่มีแม่นมฟาง จวนนี้คงวุ่นวายยิ่งกว่านี้ ข้าได้ยินกิตติศัพท์ของท่านแล้วเลื่อมใสยิ่งนัก" คำเยินยอนั้นทำให้สีหน้าบึ้งตึงของแม่นมฟางคลายลงเล็กน้อย มุมปากกระตุกเกือบจะเป็นรอยยิ้ม แต่ยังคงท่าทีเคร่งขรึมไว้อยู่ "ฮูหยินชมเกินไปแล้วเจ้าค่ะ บ่าวเพียงทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย แต่เรื่องงานบ้านนั้น..." "นั่นปะไร!" ซางเหมียนตบเข่าเสียงดัง "ข้าเป็นห่วงว่าแม่นมฟางจะเหนื่อยเกินไป แต่ครั้นข้าซึ่งเป็นคนนอกที่เพิ่งเข้ามาจะไปแย่งงานท่านทำ ก็เกรงว่าบ่าวไพร่จะสับสน ท่านเป็นถึงเสาหลักของเรือนหลัง ข้าจึงคิดว่าระยะแรกนี้ ข้าควรศึกษางานจากท่านก่อน รบกวนแม่นมฟางช่วยจัดการธุระต่าง ๆ แทนข้าไปก่อนเถิด ข้าเชื่อมือท่านมากกว่าเชื่อมือตัวเองเสียอีก" แม่นมฟางขมวดคิ้ว รู้สึกเหมือนกำลังถูกต้อนเข้ามุม แต่คำพูดของซางเหมียนนั้นยกย่องนางจนตัวลอย หากนางปฏิเสธก็เท่ากับยอมรับว่าตนเองไร้ความสามารถ "แต่ว่า... ท่านโหวสั่งกำชับไว้ว่าให้ฮูหยินดูแลฝึกฝนงานบ้านงานเรือนนะเจ้าคะ" "ท่านพี่เป็นห่วงข้า กลัวว่าข้าจะเบื่อหน่ายจึงหาอะไรให้ข้าทำ" ซางเหมียนเอ่ยแทรกหน้าตาเฉย "แต่ท่านพี่เป็นบุรุษ ย่อมไม่เข้าใจความละเอียดอ่อนของงานหลังบ้านเท่าแม่นมฟาง ท่านคงไม่อยากเห็นข้าทำบัญชีเละเทะจนท่านพี่ต้องโมโหใช่หรือไม่ หากบัญชีผิดพลาดแม้แต่ตำลึงเดียว ท่านพี่จะต้องพิโรธเป็นแน่" "แน่นอนว่าไม่เจ้าค่ะ" แม่นมฟางรีบตอบ ผู้ใดจะอยากให้ท่านโหวโมโหกันเล่า เวลาท่านโหวโกรธ จวนแทบแตก บ่าวไพร่หน้ามืดตามัวกันไปหมด "เช่นนั้นก็ฝากแม่นมฟางด้วยนะ ข้ารู้ว่าท่านทำได้ดีที่สุด ส่วนข้า... ข้าจะคอยตรวจสอบความเรียบร้อยของ เอ่อ รสชาติอาหารว่าง เพื่อให้มั่นใจว่าท่านพี่จะได้รับประทานแต่ของอร่อย นี่ก็ถือเป็นการแบ่งเบาภาระอย่างหนึ่งใช่หรือไม่" แม่นมฟางอ้าปากค้าง พูดไม่ออกเพราะนางถูกแววตาใสซื่อที่ห่อหุ้มด้วยรอยยิ้มหวานเชื่อมของสตรีตรงหน้าเล่นงานจนไปไม่เป็น สุดท้ายหญิงชราผู้เคร่งครัดก็ได้แต่ถอนหายใจ ย่อกายรับคำสั่ง "หากฮูหยินเห็นสมควรเช่นนั้น บ่าวจะไปจัดการให้เจ้าค่ะ" แม่นมฟางเดินกระฟัดกระเฟียดออกไปจัดการงานบ้านด้วยตัวเองตามเดิม พลางบ่นพึมพำตลอดทางว่า "เสียแรงที่เป็นลูกฮูหยินเอก ขี้เกียจสันหลังยาวเสียจริง" เมื่อคล้อยหลังแม่นมฟาง ซางเหมียนก็ทิ้งตัวลงนอนแผ่ไปกับตั่งอีกครั้งอย่างหมดแรง "เสี่ยวซวง นวดขาให้ข้าที เมื่อครู่เกร็งไปหน่อยตอนใช้สมองหลอกล่อคนแก่ เฮ้อ การเป็นฮูหยินจวนแม่ทัพนี่เหนื่อยจริง ๆ ใช้พลังปราณไปตั้งสองส่วน" เสี่ยวซวงนวดน่องขาให้นายหญิงพลางลอบยิ้มขำ "ฮูหยินเจ้าคะ ท่านนี่ช่างลื่นไหลยิ่งกว่าปลาไหลในโคลนตมจริง ๆ เจ้าค่ะ บ่าวล่ะนับถือใจท่านยิ่งนัก" เวลาล่วงเลยไปจนถึงยามโหย่ว ดวงอาทิตย์เริ่มลาลับขอบฟ้า แสงสีส้มแดงฉาบไปทั่วท้องนภา นกกาบินกลับรัง เสียงฝีเท้าควบม้าดังกึกก้องมาแต่ไกล ก่อนจะมาหยุดลงที่หน้าประตูจวนอู่อันโหว เว่ยฉือเซียวเหวี่ยงตัวลงจากหลังม้าศึกสีนิลตัวโปรด เขาส่งบังเหียนให้บ่าวรับใช้ชายที่รีบวิ่งเข้ามารับ "ท่านโหวกลับมาแล้ว!" บ่าวชายร้องบอก บ่าวไพรบริเวณใกล้เคียงที่ได้ยินก็รีบหยุดงานที่ทำแล้วลุกขึ้นคำนับเจ้านาย เว่ยฉือเซียวพยักหน้ารับรู้ ใบหน้าหล่อเหลาเรียบเฉย ทว่าแววตาฉายความเหนื่อยล้าเล็กน้อยจากการฝึกทหารและสะสางราชกิจในวังหลวงมาตลอดทั้งวัน เสื้อคลุมสีดำที่สวมใส่มีฝุ่นจับเล็กน้อยจากการเดินทาง สิ่งที่เขาต้องการที่สุดในตอนนี้คือความเงียบสงบ ความเป็นระเบียบเรียบร้อย และน้ำชาร้อน ๆ สักถ้วยจากภรรยาที่ควรจะยืนรอรับเขาอยู่หน้าประตูเรือนเพื่อรอปรนนิบัติ ทว่า... เมื่อเขาเดินเข้ามาถึงเรือน กลับพบเพียงความว่างเปล่า ไม่มีข้ารับใช้ยืนต้อนรับ ไม่มีภรรยายืนยิ้มหวานรอรับเสื้อคลุม มีเพียงความเงียบสงัดและลมเย็น ๆ ที่พัดผ่าน คิ้วเข้มของเว่ยฉือเซียวขมวดเข้าหากันทันที เขาเดินก้าวเท้าเร็ว ๆ เข้าไปในห้องโถงกลาง ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำเอาเส้นเลือดข้างขมับของเขาเต้นตุบ ๆ ราวกับจะระเบิดออกมาสายลมยามเย็นพัดผ่านช่องหน้าต่างไม้ฉลุลาย หอบเอากลิ่นหอมเย็นของดอกราตรีที่เริ่มแย้มบานส่งกลิ่นตลบอบอวลไปทั่วจวนอู่อันโหว ท้องนภาเบื้องบนค่อย ๆ เปลี่ยนเฉดสีจากสีครามสดใสเป็นสีม่วงเข้มประดับด้วยดวงดาราที่เริ่มปรากฏโฉมทีละดวงสองดวง บรรยากาศช่างเงียบสงบและงดงาม เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจเป็นที่สุดภายในเรือนนอนอันกว้างขวาง ซางเหมียนกำลังนอนเอนหลังอยู่บนตั่งนุ่มที่บุด้วยผ้าไหมราคาแพง อารมณ์ของนางดีจนเผลอฮัมเพลงพื้นบ้านทำนองสนุกสนานเบา ๆ ในลำคอ วันนี้นางรู้สึกราวกับเป็นแม่ทัพผู้ชนะศึกสงคราม นางสามารถจัดการเสี้ยมแม่สามีให้เข้าข้างนางได้สำเร็จ และมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า เย็นนี้เว่ยฉือเซียวจะต้องถูกมารดาเรียกไปต่อว่าจนหูชา และคำสั่งเรื่องการตื่นยามเหม่ามาวิ่งรอบจวนอันโหดร้ายนั้นจะต้องถูกยกเลิกไปโดยปริยาย"ฮูหยินเจ้าคะ น้ำแกงไก่ตุ๋นโสมมาแล้วเจ้าค่ะ" เสี่ยวซวงสาวใช้คนสนิทวางถ้วยกระเบื้องเคลือบใบสวยลงบนโต๊ะข้างตั่ง กลิ่นหอมกรุ่นของน้ำแกงที่เคี่ยวจนเข้าเนื้อยั่วน้ำลายยิ่งนักซางเหมียนยันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างกระตือรือร้น ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มกว้าง "ดีมากเสี่ยวซวง วันนี้ข้าใช้สมองวางแผนการไปมาก ต้องบำรุงร่
ยามเฉิน ณ โต๊ะอาหารหลังจากผ่านเหตุการณ์เมื่อเช้าตรู่มาได้ ซางเหมียนก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งเมื่อเห็นสำรับอาหารเช้านางนั่งลงที่โต๊ะอาหารอย่างรวดเร็ว โดยมีเว่ยฉือเซียวที่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เขามองนางคีบซาลาเปาไส้หมูสับเข้าปาก ด้วยสายตาอ่านยาก"ไหนบอกว่าเจ็บข้อเท้า" เขาถามเสียงเรียบ "เหตุใดจึงเดินมาที่โต๊ะอาหารได้คล่องแคล่วนัก"ซางเหมียนกลืนซาลาเปาลงคอก่อนจะตอบ "ความหิวช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้เจ้าค่ะ ท่านพี่ไม่เคยได้ยินหรือ อีกอย่าง พอได้นั่งพัก อาการก็ดีขึ้นมาทันตาเห็น สงสัยเป็นเพราะบารมีของท่านพี่คุ้มครองเจ้าค่ะ"เว่ยฉือเซียวส่ายหน้า "วันนี้ข้าต้องเข้าวังหลวงไปประชุมราชการกับฝ่าบาท อาจจะกลับดึก เจ้าอยู่จวนก็อย่าก่อเรื่อง แล้วอย่าลืมท่องกฎที่เหลือด้วย กลับมาข้าจะสอบใหม่ ถ้าไม่ได้... พรุ่งนี้วิ่งยี่สิบรอบ!"ซางเหมียนชะงักตะเกียบ ยี่สิบรอบ! เขาจะเอาให้ตายกันไปข้างหนึ่งจริง ๆ หรือ!"ท่านพี่ ข้าขอนอนคิดทบทวนกฎระเบียบเงียบ ๆ ได้หรือไม่เจ้าคะ การวิ่งทำให้สมองข้ากระทบกระเทือน จำอะไรไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ""ไม่ได้" คำตอบสั้น ๆ แต่เด็ดขาด ซางเหมียนมองสามีด้วยสายตัดพ้อเล็
ท้องนภายามรุ่งสางยังคงมืดมิด มีเพียงแสงดาวระยิบระยับที่เริ่มจางหายไป สายลมยามเช้าตรู่ของต้นฤดูร้อนพัดโชยมาปะทะผิวหน้า หอบเอาความเย็นที่ชวนให้รู้สึกสดชื่นสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ แต่กลับหนาวเหน็บจนเข้ากระดูกดำสำหรับสตรีผู้รักการนอนเป็นชีวิตจิตใจเสียงระฆังบอกเวลาว่าถึงยามเหม่าแล้วดังขึ้นเพียงหนึ่งครั้ง ทันใดนั้นประตูห้องนอนของเรือนหลักก็ถูกเปิดออกอย่างแรง"ตื่นได้แล้ว!" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังก้องกังวานไปทั่วห้องนอนที่เงียบสงบ เว่ยฉือเซียวอยู่ในชุดรัดกุมสีดำสนิทสำหรับฝึกซ้อมวรยุทธ์ แขนเสื้อถูกพันเก็บอย่างทะมัดทะแมงเผยให้เห็นท่อนแขนกำยำที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม ผมยาวถูกรวบขึ้นเป็นหางม้าสูงดูองอาจผ่าเผย ใบหน้าหล่อเหลาแต่เรียบตึงไร้อารมณ์ยืนตระหง่านอยู่ข้างเตียงนอนดุจยมทูตที่มารอรับวิญญาณบนเตียงกว้างหลังใหญ่ ร่างของซางเหมียนยังคงขดตัวเป็นก้อนกลมอยู่ใต้ผ้าห่มนวมผืนหนา นางได้ยินเสียงเรียกนั้นชัดเจน แต่เลือกที่จะตอบสนองด้วยการดึงผ้าห่มขึ้นคลุมโปงหนีความจริง"ซางเหมียน ข้ารู้นะว่าเจ้าตื่นแล้ว" เว่ยฉือเซียวกล่าวเสียงเรียบ พลางเอื้อมมือไปกระชากผ้าห่ม "ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้ วันนี้เจ้ามีนัดวิ่งรอบจวนกับข้า"ท
ห้องโถงรับรองที่เคยดูขึงขังด้วยโต๊ะและเก้าอี้ไม้เนื้อแข็งที่ขัดมันวับจนเห็นเงาสะท้อน บัดนี้ถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงเก้าอี้ไม้ประดู่ตัวใหญ่ประจำตำแหน่งของเขา ถูกวางทับด้วยเบาะรองนั่งขนเป็ดหนานุ่มสีขาว พนักพิงหลังมีหมอนใบเล็กปักลายดอกไม้สีสดใสวางเสริม ด้านล่างมีพรมขนสัตว์ผืนหนาปูรองรับเท้า บนโต๊ะน้ำชามีจานใส่ขนมขบเคี้ยว เปลือกถั่ว และผลไม้ปอกเปลือกวางเรียงรายอยู่เต็มไปหมด ดูรกหูรกตาพิลึกส่วนตัวต้นเหตุ... ซางเหมียนกำลังนั่งกึ่งนอนอยู่บนเก้าอี้ตัวนั้น สองขาพาดไปบนเก้าอี้อีกตัว กำลังใช้ไม้จิ้มผลไม้เข้าปากอย่างสบายอารมณ์ อ่านหนังสือในมืออย่างเพลิดเพลิน"ซางเหมียน!" เสียงคำรามต่ำลึกของสามีทำเอาซางเหมียนสะดุ้งเล็กน้อยจนไม้จิ้มในมือเกือบร่วง นางหันมามองเขาแล้วคลี่ยิ้มกว้างดูไร้พิษสง"ท่านพี่ กลับมาแล้วหรือเจ้าคะ เหนื่อยหรือไม่ มา ๆ มานั่งพักตรงนี้ ข้าให้เสี่ยวซวงเตรียมเบาะนุ่ม ๆ ไว้ให้ท่านแล้ว รับรองว่านั่งแล้วหายปวดหลังเป็นปลิดทิ้ง"เว่ยฉือเซียวเดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้านาง มองสำรวจสภาพห้องด้วยสายตาไม่พอใจ"นี่เจ้าทำอะไรกับห้องโถงของข้า" เขาถามเสียงเข้ม "เก้าอี้พวกนี้คือเก้าอี้รับรองแขก
ดวงตะวันเคลื่อนคล้อยขึ้นสู่กลางศีรษะ แสงแดดเจิดจ้าสาดส่องลงมากระทบกระเบื้องหลังคาจวนอู่อันโหวจนเกิดประกายระยิบระยับแสบตา ไอแดดร้อนระอุทำให้แมกไม้ในสวนเหี่ยวเฉาลงเล็กน้อย แม้แต่เสียงจักจั่นที่มักจะส่งเสียงระงมในช่วงฤดูร้อนยังดูเหมือนจะเงียบเสียงลง เพราะความร้อนจากดวงอาทิตย์ หรือบางทีพวกมันอาจจะเกรงกลัวต่อไอสังหารที่เจ้าของจวนทิ้งไว้ก่อนออกไปทำงานเมื่อช่วงเช้าตรู่ทว่าภายในเรือนอันกว้างขวางของจวนอู่อันโหว บรรยากาศกลับเย็นสบายราวกับอยู่กันคนละมุมโลกอ่างเคลือบลายครามใบใหญ่สี่ใบภายในบรรจุก้อนน้ำแข็งก้อนโต ถูกวางไว้ตามมุมห้องทั้งสี่ทิศ ไอเย็นจาง ๆ ลอยอ้อยอิ่งผสานกับกลิ่นหอมเย็นของเครื่องหอมที่ถูกจุดไว้ในกระถางทองเหลือง ช่วยขับไล่ความอบอ้าวของฤดูร้อนออกไปจนหมดสิ้นบนตั่งไม้จันทน์หอมราคาแพงที่ปูทับด้วยเสื่อไม้ไผ่สานละเอียด ร่างบอบบางของซางเหมียนนอนเอกเขนกอยู่อย่างเกียจคร้าน นางสวมชุดผ้าไหมเนื้อบางเบาสีฟ้าอ่อนปักลายเมฆาคล้อย ปล่อยผมยาวสยายเต็มแผ่นหลังโดยไม่เกล้าขึ้น สองเท้าเปลือยเปล่าพาดอยู่บนหมอนอิงทรงกลม มือข้างหนึ่งถือพัดกลมลายภาพวาดทิวทัศน์ขยับโบกไปมาอย่างเนิบนาบ ส่วนมืออีกข้างกำลังหยิบอง
เรือนโซ่วคัง เรือนพักของฮูหยินผู้เฒ่าบรรยากาศภายในห้องโถงหลักของเรือนโซ่วคังเงียบกริบ ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยฉือ หรือ หลี่ซื่อ มารดาของเว่ยฉือเซียว นั่งหน้าตึงอยู่บนเก้าอี้ไม้พะยูง ในมือถือลูกประคำไม้จันทน์ นางเป็นหญิงชราที่เคร่งขรึมและเข้มงวดไม่แพ้บุตรชาย ข้างกายมีสาวใช้คนสนิทคอยพัดวีให้อย่างระมัดระวังเมื่อเว่ยฉือเซียวพาซางเหมียนเดินเข้ามา ทุกสายตาก็พุ่งเป้าไปที่สะใภ้ใหม่ทันทีซางเหมียนคุกเข่าลงบนเบาะรองที่จัดเตรียมไว้ ก้มศีรษะคารวะอย่างงดงามถูกต้องตามระเบียบทุกกระเบียดนิ้ว ท่วงท่าอ่อนช้อยงดงามจนแม้แต่คนจับผิดยังหาที่ติไม่ได้“สะใภ้ซางเหมียน คารวะท่านแม่เจ้าค่ะ”หลี่ซื่อปรายตามอง “มาสายนะ วันแรกก็มาสายเสียแล้ว จวนอู่อันโหวของเราให้ความสำคัญกับเวลาเป็นที่สุด สะใภ้ซาง เจ้ามาจากตระกูลขุนนางชั้นสูง เหตุใดจึงไร้ระเบียบเช่นนี้”น้ำเสียงทรงอำนาจกดดันจนบ่าวไพร่รอบข้างพากันก้มหน้าต่ำ แต่ซางเหมียนกลับเงยหน้าขึ้น ส่งยิ้มอ่อนหวานและจริงใจไปให้แม่สามี “ท่านแม่กล่าวถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ ลูกสะใภ้ผิดเองที่ไร้ความสามารถ ตื่นเช้าไม่ไหว ร่างกายอ่อนแอแต่กำเนิด ทำให้ท่านแม่ต้องรอนาน ลูกสะใภ้สมควรตายพันครั้ง” นา







