Masukห้องโถงรับรองที่เคยดูขึงขังด้วยโต๊ะและเก้าอี้ไม้เนื้อแข็งที่ขัดมันวับจนเห็นเงาสะท้อน บัดนี้ถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
เก้าอี้ไม้ประดู่ตัวใหญ่ประจำตำแหน่งของเขา ถูกวางทับด้วยเบาะรองนั่งขนเป็ดหนานุ่มสีขาว พนักพิงหลังมีหมอนใบเล็กปักลายดอกไม้สีสดใสวางเสริม ด้านล่างมีพรมขนสัตว์ผืนหนาปูรองรับเท้า บนโต๊ะน้ำชามีจานใส่ขนมขบเคี้ยว เปลือกถั่ว และผลไม้ปอกเปลือกวางเรียงรายอยู่เต็มไปหมด ดูรกหูรกตาพิลึก ส่วนตัวต้นเหตุ... ซางเหมียนกำลังนั่งกึ่งนอนอยู่บนเก้าอี้ตัวนั้น สองขาพาดไปบนเก้าอี้อีกตัว กำลังใช้ไม้จิ้มผลไม้เข้าปากอย่างสบายอารมณ์ อ่านหนังสือในมืออย่างเพลิดเพลิน "ซางเหมียน!" เสียงคำรามต่ำลึกของสามีทำเอาซางเหมียนสะดุ้งเล็กน้อยจนไม้จิ้มในมือเกือบร่วง นางหันมามองเขาแล้วคลี่ยิ้มกว้างดูไร้พิษสง "ท่านพี่ กลับมาแล้วหรือเจ้าคะ เหนื่อยหรือไม่ มา ๆ มานั่งพักตรงนี้ ข้าให้เสี่ยวซวงเตรียมเบาะนุ่ม ๆ ไว้ให้ท่านแล้ว รับรองว่านั่งแล้วหายปวดหลังเป็นปลิดทิ้ง" เว่ยฉือเซียวเดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้านาง มองสำรวจสภาพห้องด้วยสายตาไม่พอใจ "นี่เจ้าทำอะไรกับห้องโถงของข้า" เขาถามเสียงเข้ม "เก้าอี้พวกนี้คือเก้าอี้รับรองแขกบ้านแขกเมือง เจ้าเอาเบาะบ้าบอพวกนี้มาวางด้วยเหตุใด มันดูไร้ระเบียบ ขาดความสง่างาม หากใต้เท้ากรมพิธีการมาเห็นข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!" "ท่านพี่ เหตุใดท่านจะต้องสนใจสายตาคนอื่นในบ้านของตัวเองด้วยเจ้าคะ" ซางเหมียนลุกขึ้น เพื่อหลีกทางให้เขา "เก้าอี้ไม้นั่นแข็งกระด้าง นั่งนาน ๆ แล้วก้นจะด้านเอาได้ ข้าหวังดีต่อสุขภาพบั้นท้ายของท่านนะเจ้าคะ ท่านทำงานหนักมาทั้งวัน สมควรได้รับการพักผ่อนบนปุยเมฆ ท่านลองนั่งดูสิเจ้าคะ แล้วท่านจะไม่อยากลุกไปไหนอีกเลย" เว่ยฉือเซียวอยากจะจับนางโยนออกไปนอกหน้าต่างเสียเดี๋ยวนี้ แต่ความอ่อนล้าที่สะสมมาทั้งวันทำให้เขาไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับนางอีก เขาจึงสะบัดชายเสื้อคลุมแล้วทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวนั้นอย่างแรงหมายจะประชดประชัน ทว่า... ความนุ่มนิ่มของเบาะขนเป็ดโอบรับสรีระของเขาอย่างพอดี หมอนรองหลังช่วยดันหลังให้ผ่อนคลาย พรมขนสัตว์ด้านล่างให้ความอบอุ่นสัมผัสละมุนแก่ฝ่าเท้า ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของแม่ทัพหนุ่มคือคำว่าสบายอย่างที่สุด ความตึงเครียดของกล้ามเนื้อที่สะสมมาทั้งวันพลันสลายหายไปราวกับน้ำแข็งโดนไฟ ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่ลดระดับลงกึ่งหนึ่งโดยไม่รู้ตัว เขาเผลอหลุดเสียงครางในลำคอเบา ๆ "อืม..." ซางเหมียนลอบยิ้มอย่างผู้กำชัยชนะ "เป็นอย่างไรเจ้าคะ ฝีมือการเลือกเครื่องนอนของข้าไม่เลวเลยใช่หรือไม่ นี่เป็นขนเป็ดคัดพิเศษจากทางเหนือเชียวนะเจ้าคะ ข้าสั่งให้คนไปตามหามาให้ท่านโดยเฉพาะ" เว่ยฉือเซียวรีบกระแอมไอ ปรับสีหน้าให้เคร่งขรึมดังเดิม พยายามไม่แสดงออกว่าชอบใจ "ก็... พอใช้ได้ แต่อย่าให้มันรกหูรกตามากนัก หากมีแขกมาเยือนให้รีบเอาออก" "เจ้าค่ะ ๆ " ซางเหมียนรับคำอย่างว่าง่าย พลางรินน้ำชาส่งให้เขาอย่างเอาอกเอาใจ เว่ยฉือเซียวจิบชาดับกระหาย ก่อนจะนึกขึ้นได้ถึงเรื่องสำคัญที่เขาสั่งไว้เมื่อเช้า เขาตวัดสายตาคมกริบมองภรรยา "เรื่องกฎระเบียบสามร้อยข้อ เจ้าท่องจำได้หมดหรือยัง" ซางเหมียนชะงักมือที่กำลังจะหยิบขนมโก๋ นางกะพริบตาปริบ ๆ "เอ่อ... ท่านพี่ ข้าเพิ่งจะแต่งเข้ามาวันเดียว สมองยังจำทางเดินในจวนไม่ได้เลย จะให้จำกฎตั้งสามร้อยข้อ มันมิโหดร้ายไปหน่อยหรือเจ้าคะ" "ข้าให้เวลาเจ้าทั้งวัน!" เว่ยฉือเซียววางถ้วยชาลงเสียงดัง "เจ้าเอาเวลาไปทำอะไรหมด นอนกลางวันหรือกินขนม ไหนเจ้าลองท่องกฎข้อที่ห้าสิบมาให้ข้าฟังเดี๋ยวนี้!" ซางเหมียนทำหน้านึก คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน "ข้อที่ห้าสิบ เอ่อ... ห้ามกินข้าวเกินสามชาม" "ผิด! ข้อที่ห้าสิบคือ ห้ามส่งเสียงดังหลังยามห้าย" "แล้วข้อที่เจ็ดสิบสอง" "เอ่อ... ห้ามเดินสะดุดธรณีประตู" "ผิด ห้ามนำสัตว์เลี้ยงเข้ามาในเรือนใหญ่!" เว่ยฉือเซียวตวาดเสียงดัง "ข้อที่หนึ่งร้อย" "ห้าม... ห้ามสามีเสียงดังใส่ภรรยา" "ซางเหมียน!" เว่ยฉือเซียวหน้าดำคล้ำด้วยโทสะ "เจ้าไม่ได้อ่านเลยสักข้อใช่หรือไม่ มัวแต่เอาเวลาไปนอนกลางวันและหาของกินใส่ปาก สตรีเช่นเจ้าช่างไร้วินัยสิ้นดี ข้าไม่เคยพบเห็นสตรีใดเกียจคร้านเท่าเจ้ามาก่อน!" ซางเหมียนก้มหน้ามองปลายนิ้วตัวเอง นางรู้ดีว่าเถียงไปก็ไม่ชนะ และนางก็ขี้เกียจเถียงด้วย จึงปล่อยให้เขาบ่นไปตามอารมณ์ "เอาล่ะ ตามที่ตกลงกันไว้" เว่ยฉือเซียวแบมือหนาออกมาตรงหน้า "ผิดหนึ่งข้อ หักเงินเดือนหนึ่งตำลึง เมื่อครู่ข้าถามสามข้อ เจ้าตอบผิดหมด และข้าเชื่อว่าที่เหลือเจ้าก็ตอบไม่ได้ รวมแล้วสามร้อยข้อเป็นเงินสามร้อยตำลึง เดือนนี้เบี้ยหวัดรายเดือนของเจ้า ข้าจะไม่ให้เจ้าแม้แต่อีแปะเดียว" เขายิ้มเยาะที่มุมปาก หวังจะได้เห็นสีหน้าตื่นตระหนก หรือแววตาสำนึกผิดของภรรยา การตัดเงินคือวิธีลงโทษที่เขาใช้จัดการบ่าวไพร่และลูกน้องมาตลอด และมันได้ผลเสมอ ใคร ๆ ก็กลัวไม่มีเงินใช้ ทว่า... ซางเหมียนกลับมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่มีความทุกข์ร้อนใด ๆ นางเพียงแค่ร้อง อ้อ เบา ๆ แล้วหันไปพยักหน้าให้เสี่ยวซวง เสี่ยวซวงกุลีกุจอหยิบหีบไม้จันทน์ใบเล็กที่วางอยู่ข้างกาย เปิดออกเผยให้เห็นตั๋วเงินปึกใหญ่ที่อัดแน่นอยู่ภายใน กลิ่นหมึกและกระดาษหอมฟุ้งออกมา ซางเหมียนหยิบตั๋วเงินปึกหนาออกมาอย่างไม่ไยดี ราวกับมันเป็นเพียงกระดาษเช็ดปาก นางนับตั๋วเงินอย่างรวดเร็วและแม่นยำ แล้วยัดใส่มือสามี "นี่เจ้าค่ะ สามพันหกร้อยตำลึง" เว่ยฉือเซียวก้มมองตั๋วเงินในมือด้วยความงุนงง "นี่มันอะไร" "ค่าปรับเจ้าค่ะ" ซางเหมียนตอบหน้าตาเฉย "ท่านพี่บอกว่าผิดหนึ่งข้อปรับหนึ่งตำลึง กฎมีสามร้อยข้อ เท่ากับสามร้อยตำลึงต่อวัน ข้าขี้เกียจมานั่งจ่ายทีละวัน ข้าเลยจ่ายล่วงหน้าให้ท่านพี่ไปเลยหนึ่งปีเจ้าค่ะ หากท่านพี่ต้องการเพิ่ม บอกข้าได้ สินเดิมของข้ามีมากพอที่จะจ่ายค่าปรับไปได้อีกสิบปี" เว่ยฉือเซียวอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างราวกับเห็นผี มือที่ถือตั๋วเงินสั่นระริก "เจ้า เจ้ากล้าเอาเงินมาฟาดหัวข้ารึ" "มิกล้าเจ้าค่ะ" ซางเหมียนยิ้มหวาน "ข้าเพียงแค่ไม่อยากให้ท่านพี่เสียเวลามาทวงค่าปรับทุกวัน เวลาเป็นของมีค่า เอาเวลาไปทำราชกิจเพื่อบ้านเมืองดีกว่า ส่วนเรื่องเงิน ท่านแม่ข้าให้สินเดิมมาเยอะ ข้าใช้ชาตินี้ก็ไม่หมด หากท่านพี่ต้องการใช้เงินไปบำรุงกองทัพ ก็ถือเสียว่าภรรยาช่วยบริจาค แต่ขอเพียงแค่อย่าให้ข้าท่องกฎพวกนั้นเลยนะเจ้าคะ สมองข้ามันไม่รับจริง ๆ แค่เห็นตัวอักษรข้าก็จะหลับแล้ว" นางพูดด้วยความสัตย์ซื่อ นางยอมเสียเงินแสนตำลึงดีกว่าต้องมานั่งท่องจำกฎระเบียบบ้าบอที่ทำให้เสียเวลานอน เว่ยฉือเซียวมองภรรยาตัวน้อยที่นั่งยิ้มแฉ่งอยู่ตรงหน้า สลับกับตั๋วเงินในมือ ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความจุกในอกจนพูดไม่ออก เขาเพิ่งตระหนักได้ว่าอำนาจเงินตราใช้กับสตรีผู้นี้ไม่ได้ผล เพราะว่านางร่ำรวย และนางก็ยินดีใช้เงินนั้นซื้อความสะดวกสบายและสนองความขี้เกียจของนาง เขาขยำตั๋วเงินในมือจนยับยู่ยี่ "ดี ดีมาก ซางเหมียน" เขาเค้นเสียงต่ำที่ฟังดูอันตรายยิ่งกว่าเดิม "ในเมื่อเจ้าร่ำรวยนัก ข้าก็จะไม่หักเงินเจ้า แต่คนอย่างเว่ยฉือเซียวไม่เคยยอมแพ้ต่อความไร้วินัย" เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาของเขาทาบทับลงบนร่างของซางเหมียน แผ่รังสีคุกคามจนเสี่ยวซวงที่อยู่ข้าง ๆ ต้องก้มหน้าตัวสั่น "เงินซื้อสุขภาพที่ดีไม่ได้ ฮูหยินรัก" เว่ยฉือเซียวแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม เป็นรอยยิ้มของผู้ชนะที่แท้จริง "ข้าเปลี่ยนใจแล้ว ข้าจะไม่ปรับเงินเจ้า แต่นับตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป หากเจ้าท่องกฎไม่ได้หนึ่งข้อ เจ้าจะต้องตื่นยามเหม่ามาวิ่งรอบจวนกับข้า หนึ่งรอบต่อหนึ่งข้อที่ผิด" รอยยิ้มบนใบหน้าของซางเหมียนแข็งค้าง ร่างกายชาวาบราวกับถูกสาป ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวเป็นครั้งแรก "วะ... วิ่งรอบจวน" นางทวนคำเสียงสั่นเครือ "ท่านพี่ จวนอู่อันโหวกว้างตั้งห้าสิบหมู่ ท่านจะฆ่าภรรยาทางอ้อมหรือเจ้าคะ ข้าเป็นสตรีในห้องหอ แรงเท่ามดปลวกจะให้ไปวิ่งได้อย่างไร" "เจ้าทำได้แน่ ถ้ามีสามีคอยเคี่ยวเข็ญอยู่ข้าง ๆ " เว่ยฉือเซียวหัวเราะในลำคออย่างสะใจ "เตรียมตัวให้พร้อม พรุ่งนี้เจอกันยามเหม่า ห้ามสายแม้แต่เค่อเดียว หากสายข้าจะมาอุ้มเจ้าออกจากเรือนนอนให้ออกไปวิ่งเอง" พูดจบเขาก็เดินหัวเราะเสียงต่ำอย่างผู้มีชัยออกไปชำระล้างร่างกาย ทิ้งให้ซางเหมียนนั่งหน้าซีดเผือดอยู่บนเก้าอี้ขนเป็ดที่นางภูมิใจ นางมองตั๋วเงินที่ถูกทิ้งไว้บนโต๊ะด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์เป็นครั้งแรก ไม่ใช่ว่านางเสียดายเงิน แต่เสียดายที่เงินช่วยชีวิตนางไม่ได้ในครั้งนี้ "เสี่ยวซวง..." ซางเหมียนเรียกสาวใช้เสียงแหบแห้ง คล้ายคนใกล้หมดลม "ไปเตรียมโลงศพให้ข้าด้วย ข้าคิดว่าข้าคงมีชีวิตรอดไม่ถึงยามอู่แน่ ๆ ข้าแพ้แล้ว"สายลมยามเย็นพัดผ่านช่องหน้าต่างไม้ฉลุลาย หอบเอากลิ่นหอมเย็นของดอกราตรีที่เริ่มแย้มบานส่งกลิ่นตลบอบอวลไปทั่วจวนอู่อันโหว ท้องนภาเบื้องบนค่อย ๆ เปลี่ยนเฉดสีจากสีครามสดใสเป็นสีม่วงเข้มประดับด้วยดวงดาราที่เริ่มปรากฏโฉมทีละดวงสองดวง บรรยากาศช่างเงียบสงบและงดงาม เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจเป็นที่สุดภายในเรือนนอนอันกว้างขวาง ซางเหมียนกำลังนอนเอนหลังอยู่บนตั่งนุ่มที่บุด้วยผ้าไหมราคาแพง อารมณ์ของนางดีจนเผลอฮัมเพลงพื้นบ้านทำนองสนุกสนานเบา ๆ ในลำคอ วันนี้นางรู้สึกราวกับเป็นแม่ทัพผู้ชนะศึกสงคราม นางสามารถจัดการเสี้ยมแม่สามีให้เข้าข้างนางได้สำเร็จ และมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า เย็นนี้เว่ยฉือเซียวจะต้องถูกมารดาเรียกไปต่อว่าจนหูชา และคำสั่งเรื่องการตื่นยามเหม่ามาวิ่งรอบจวนอันโหดร้ายนั้นจะต้องถูกยกเลิกไปโดยปริยาย"ฮูหยินเจ้าคะ น้ำแกงไก่ตุ๋นโสมมาแล้วเจ้าค่ะ" เสี่ยวซวงสาวใช้คนสนิทวางถ้วยกระเบื้องเคลือบใบสวยลงบนโต๊ะข้างตั่ง กลิ่นหอมกรุ่นของน้ำแกงที่เคี่ยวจนเข้าเนื้อยั่วน้ำลายยิ่งนักซางเหมียนยันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างกระตือรือร้น ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มกว้าง "ดีมากเสี่ยวซวง วันนี้ข้าใช้สมองวางแผนการไปมาก ต้องบำรุงร่
ยามเฉิน ณ โต๊ะอาหารหลังจากผ่านเหตุการณ์เมื่อเช้าตรู่มาได้ ซางเหมียนก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งเมื่อเห็นสำรับอาหารเช้านางนั่งลงที่โต๊ะอาหารอย่างรวดเร็ว โดยมีเว่ยฉือเซียวที่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เขามองนางคีบซาลาเปาไส้หมูสับเข้าปาก ด้วยสายตาอ่านยาก"ไหนบอกว่าเจ็บข้อเท้า" เขาถามเสียงเรียบ "เหตุใดจึงเดินมาที่โต๊ะอาหารได้คล่องแคล่วนัก"ซางเหมียนกลืนซาลาเปาลงคอก่อนจะตอบ "ความหิวช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้เจ้าค่ะ ท่านพี่ไม่เคยได้ยินหรือ อีกอย่าง พอได้นั่งพัก อาการก็ดีขึ้นมาทันตาเห็น สงสัยเป็นเพราะบารมีของท่านพี่คุ้มครองเจ้าค่ะ"เว่ยฉือเซียวส่ายหน้า "วันนี้ข้าต้องเข้าวังหลวงไปประชุมราชการกับฝ่าบาท อาจจะกลับดึก เจ้าอยู่จวนก็อย่าก่อเรื่อง แล้วอย่าลืมท่องกฎที่เหลือด้วย กลับมาข้าจะสอบใหม่ ถ้าไม่ได้... พรุ่งนี้วิ่งยี่สิบรอบ!"ซางเหมียนชะงักตะเกียบ ยี่สิบรอบ! เขาจะเอาให้ตายกันไปข้างหนึ่งจริง ๆ หรือ!"ท่านพี่ ข้าขอนอนคิดทบทวนกฎระเบียบเงียบ ๆ ได้หรือไม่เจ้าคะ การวิ่งทำให้สมองข้ากระทบกระเทือน จำอะไรไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ""ไม่ได้" คำตอบสั้น ๆ แต่เด็ดขาด ซางเหมียนมองสามีด้วยสายตัดพ้อเล็
ท้องนภายามรุ่งสางยังคงมืดมิด มีเพียงแสงดาวระยิบระยับที่เริ่มจางหายไป สายลมยามเช้าตรู่ของต้นฤดูร้อนพัดโชยมาปะทะผิวหน้า หอบเอาความเย็นที่ชวนให้รู้สึกสดชื่นสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ แต่กลับหนาวเหน็บจนเข้ากระดูกดำสำหรับสตรีผู้รักการนอนเป็นชีวิตจิตใจเสียงระฆังบอกเวลาว่าถึงยามเหม่าแล้วดังขึ้นเพียงหนึ่งครั้ง ทันใดนั้นประตูห้องนอนของเรือนหลักก็ถูกเปิดออกอย่างแรง"ตื่นได้แล้ว!" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังก้องกังวานไปทั่วห้องนอนที่เงียบสงบ เว่ยฉือเซียวอยู่ในชุดรัดกุมสีดำสนิทสำหรับฝึกซ้อมวรยุทธ์ แขนเสื้อถูกพันเก็บอย่างทะมัดทะแมงเผยให้เห็นท่อนแขนกำยำที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม ผมยาวถูกรวบขึ้นเป็นหางม้าสูงดูองอาจผ่าเผย ใบหน้าหล่อเหลาแต่เรียบตึงไร้อารมณ์ยืนตระหง่านอยู่ข้างเตียงนอนดุจยมทูตที่มารอรับวิญญาณบนเตียงกว้างหลังใหญ่ ร่างของซางเหมียนยังคงขดตัวเป็นก้อนกลมอยู่ใต้ผ้าห่มนวมผืนหนา นางได้ยินเสียงเรียกนั้นชัดเจน แต่เลือกที่จะตอบสนองด้วยการดึงผ้าห่มขึ้นคลุมโปงหนีความจริง"ซางเหมียน ข้ารู้นะว่าเจ้าตื่นแล้ว" เว่ยฉือเซียวกล่าวเสียงเรียบ พลางเอื้อมมือไปกระชากผ้าห่ม "ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้ วันนี้เจ้ามีนัดวิ่งรอบจวนกับข้า"ท
ห้องโถงรับรองที่เคยดูขึงขังด้วยโต๊ะและเก้าอี้ไม้เนื้อแข็งที่ขัดมันวับจนเห็นเงาสะท้อน บัดนี้ถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงเก้าอี้ไม้ประดู่ตัวใหญ่ประจำตำแหน่งของเขา ถูกวางทับด้วยเบาะรองนั่งขนเป็ดหนานุ่มสีขาว พนักพิงหลังมีหมอนใบเล็กปักลายดอกไม้สีสดใสวางเสริม ด้านล่างมีพรมขนสัตว์ผืนหนาปูรองรับเท้า บนโต๊ะน้ำชามีจานใส่ขนมขบเคี้ยว เปลือกถั่ว และผลไม้ปอกเปลือกวางเรียงรายอยู่เต็มไปหมด ดูรกหูรกตาพิลึกส่วนตัวต้นเหตุ... ซางเหมียนกำลังนั่งกึ่งนอนอยู่บนเก้าอี้ตัวนั้น สองขาพาดไปบนเก้าอี้อีกตัว กำลังใช้ไม้จิ้มผลไม้เข้าปากอย่างสบายอารมณ์ อ่านหนังสือในมืออย่างเพลิดเพลิน"ซางเหมียน!" เสียงคำรามต่ำลึกของสามีทำเอาซางเหมียนสะดุ้งเล็กน้อยจนไม้จิ้มในมือเกือบร่วง นางหันมามองเขาแล้วคลี่ยิ้มกว้างดูไร้พิษสง"ท่านพี่ กลับมาแล้วหรือเจ้าคะ เหนื่อยหรือไม่ มา ๆ มานั่งพักตรงนี้ ข้าให้เสี่ยวซวงเตรียมเบาะนุ่ม ๆ ไว้ให้ท่านแล้ว รับรองว่านั่งแล้วหายปวดหลังเป็นปลิดทิ้ง"เว่ยฉือเซียวเดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้านาง มองสำรวจสภาพห้องด้วยสายตาไม่พอใจ"นี่เจ้าทำอะไรกับห้องโถงของข้า" เขาถามเสียงเข้ม "เก้าอี้พวกนี้คือเก้าอี้รับรองแขก
ดวงตะวันเคลื่อนคล้อยขึ้นสู่กลางศีรษะ แสงแดดเจิดจ้าสาดส่องลงมากระทบกระเบื้องหลังคาจวนอู่อันโหวจนเกิดประกายระยิบระยับแสบตา ไอแดดร้อนระอุทำให้แมกไม้ในสวนเหี่ยวเฉาลงเล็กน้อย แม้แต่เสียงจักจั่นที่มักจะส่งเสียงระงมในช่วงฤดูร้อนยังดูเหมือนจะเงียบเสียงลง เพราะความร้อนจากดวงอาทิตย์ หรือบางทีพวกมันอาจจะเกรงกลัวต่อไอสังหารที่เจ้าของจวนทิ้งไว้ก่อนออกไปทำงานเมื่อช่วงเช้าตรู่ทว่าภายในเรือนอันกว้างขวางของจวนอู่อันโหว บรรยากาศกลับเย็นสบายราวกับอยู่กันคนละมุมโลกอ่างเคลือบลายครามใบใหญ่สี่ใบภายในบรรจุก้อนน้ำแข็งก้อนโต ถูกวางไว้ตามมุมห้องทั้งสี่ทิศ ไอเย็นจาง ๆ ลอยอ้อยอิ่งผสานกับกลิ่นหอมเย็นของเครื่องหอมที่ถูกจุดไว้ในกระถางทองเหลือง ช่วยขับไล่ความอบอ้าวของฤดูร้อนออกไปจนหมดสิ้นบนตั่งไม้จันทน์หอมราคาแพงที่ปูทับด้วยเสื่อไม้ไผ่สานละเอียด ร่างบอบบางของซางเหมียนนอนเอกเขนกอยู่อย่างเกียจคร้าน นางสวมชุดผ้าไหมเนื้อบางเบาสีฟ้าอ่อนปักลายเมฆาคล้อย ปล่อยผมยาวสยายเต็มแผ่นหลังโดยไม่เกล้าขึ้น สองเท้าเปลือยเปล่าพาดอยู่บนหมอนอิงทรงกลม มือข้างหนึ่งถือพัดกลมลายภาพวาดทิวทัศน์ขยับโบกไปมาอย่างเนิบนาบ ส่วนมืออีกข้างกำลังหยิบอง
เรือนโซ่วคัง เรือนพักของฮูหยินผู้เฒ่าบรรยากาศภายในห้องโถงหลักของเรือนโซ่วคังเงียบกริบ ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยฉือ หรือ หลี่ซื่อ มารดาของเว่ยฉือเซียว นั่งหน้าตึงอยู่บนเก้าอี้ไม้พะยูง ในมือถือลูกประคำไม้จันทน์ นางเป็นหญิงชราที่เคร่งขรึมและเข้มงวดไม่แพ้บุตรชาย ข้างกายมีสาวใช้คนสนิทคอยพัดวีให้อย่างระมัดระวังเมื่อเว่ยฉือเซียวพาซางเหมียนเดินเข้ามา ทุกสายตาก็พุ่งเป้าไปที่สะใภ้ใหม่ทันทีซางเหมียนคุกเข่าลงบนเบาะรองที่จัดเตรียมไว้ ก้มศีรษะคารวะอย่างงดงามถูกต้องตามระเบียบทุกกระเบียดนิ้ว ท่วงท่าอ่อนช้อยงดงามจนแม้แต่คนจับผิดยังหาที่ติไม่ได้“สะใภ้ซางเหมียน คารวะท่านแม่เจ้าค่ะ”หลี่ซื่อปรายตามอง “มาสายนะ วันแรกก็มาสายเสียแล้ว จวนอู่อันโหวของเราให้ความสำคัญกับเวลาเป็นที่สุด สะใภ้ซาง เจ้ามาจากตระกูลขุนนางชั้นสูง เหตุใดจึงไร้ระเบียบเช่นนี้”น้ำเสียงทรงอำนาจกดดันจนบ่าวไพร่รอบข้างพากันก้มหน้าต่ำ แต่ซางเหมียนกลับเงยหน้าขึ้น ส่งยิ้มอ่อนหวานและจริงใจไปให้แม่สามี “ท่านแม่กล่าวถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ ลูกสะใภ้ผิดเองที่ไร้ความสามารถ ตื่นเช้าไม่ไหว ร่างกายอ่อนแอแต่กำเนิด ทำให้ท่านแม่ต้องรอนาน ลูกสะใภ้สมควรตายพันครั้ง” นา







