Masukซางเหมียน บุตรสาวเสนาบดีกรมพิธีการ ผู้รักความสงบและการนอนเป็นชีวิตจิตใจ ต้องแต่งงานเข้าจวนอู่อันโหว เว่ยฉือเซียวแม่ทัพหนุ่มผู้เคร่งครัดในระเบียบวินัย วันแรก เขาปลุกนางให้ตื่นยามเหม่าไปวิ่งรอบจวน วันที่สอง เขาบังคับให้นางคัดตำราพิชัยสงคราม วันที่สาม เขาขู่จะจับนางไปฝึกทหาร! นางตั้งใจจะใช้ชีวิตเป็นปลาเค็มตากแห้งที่ไร้ปากเสียง แต่สามีตัวดีกลับไม่ยอมปล่อยให้นางอยู่นิ่ง ทว่า... ภายใต้ความเข้มงวดนั้นกลับมีความอบอุ่นที่ซ่อนอยู่ และภายใต้ความเกียจคร้านของนาง ก็มีความเฉลียวฉลาดที่พร้อมจะปกป้องสามี "ท่านพี่ วันนี้ข้าของดวิ่งได้หรือไม่เจ้าคะ" "ได้ แต่คืนนี้เจ้าต้องออกแรงอย่างอื่นแทนนะฮูหยิน"
Lihat lebih banyakแสงอรุณสีทองจับขอบฟ้าทางทิศบูรพา เป็นสัญญาณแห่งการเริ่มต้นวันใหม่ของชาวเมืองหลวงแคว้นต้าเว่ย เสียงระฆังบอกเวลาว่าถึงยามเหม่าแล้ว ดังแว่วมาจากหอระฆังหลวง ปลุกให้ผู้คนตื่นขึ้นมาทำมาหากิน
ทว่า ณ จวนอู่อันโหว หรือจวนของแม่ทัพผู้ปราบปรามความวุ่นวาย บรรยากาศกลับตึงเครียดเสียยิ่งกว่าสนามรบ เหล่าบ่าวไพร่ชายหญิงยืนเข้าแถวหน้ากระดานเรียงหนึ่งอยู่บริเวณลานหน้าเรือนหอ ทุกคนก้มหน้ามองปลายเท้าตนเอง ตัวสั่นงันงกจนแทบจะได้ยินเสียงฟันกระทบกัน สาเหตุของความหวาดกลัวนี้มิใช่ข้าศึกศัตรูที่ไหน แต่คือบุรุษร่างสูงใหญ่ในชุดขุนนางเต็มยศสีดำสนิทปักลายกิเลนเหยียบเมฆสีเงินที่ยืนตระหง่านอยู่หน้าประตูเรือน เว่ยฉือเซียว ท่านโหวหนุ่มเจ้าของจวนวัยยี่สิบเจ็ดปี เขามีใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพเซียนที่สลักเสลาจากหยกเย็น คิ้วกระบี่พาดเฉียง ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวที่พร้อมจะฉีกกระชากเหยื่อ เพียงแค่เขายืนนิ่ง ๆ จิตสังหารก็แผ่ซ่านออกมาจนนกกาไม่กล้าบินผ่าน “ยามเหม่าสามเค่อ...” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น “นางสายไปสามเค่อ” เสี่ยวซวงสาวใช้คนสนิทที่ติดตามฮูหยินมาจากสกุลซาง แทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น นางกลั้นใจเงยหน้าขึ้นมองท่านเขยผู้เหี้ยมโหด เอ่ยเสียงตะกุกตะกัก “ทะ ท่านโหว ฮูหยินเพิ่งจะหลับไปเมื่อยามสามเจ้าค่ะ ฮูหยินเป็นคนหลับยาก...” “หลับยาก?” เว่ยฉือเซียวทวนคำ มุมปากกระตุกเป็นรอยยิ้มเย็น “เมื่อคืนข้าได้ยินเสียงนางกรนเบา ๆ ตั้งแต่หัวยังไม่ทันถึงหมอนด้วยซ้ำ” เสี่ยวซวงหน้าซีดเผือด หมดคำแก้ตัวแทนเจ้านาย เว่ยฉือเซียวหมดความอดทน เขาเป็นคนเคร่งครัดเรื่องเวลาและระเบียบวินัยยิ่งชีพ ชีวิตของเขาคือตารางที่ถูกขีดเขียนไว้อย่างแม่นยำ ทุกย่างก้าวต้องมีเป้าหมาย ทุกเวลาต้องมีคุณค่า การแต่งงานครั้งนี้แม้จะเป็นสมรสพระราชทานที่ไม่อาจขัดขืน แต่เขาก็คาดหวังว่าสตรีจากตระกูลขุนนางเก่าแก่อย่างซางเหมียน บุตรีฮูหยินเอกแห่งจวนเสนาบดีกรมพิธีการ จะเป็นสตรีที่เพียบพร้อม รู้ขนบธรรมเนียม และมีระเบียบวินัย แต่ดูสิ่งที่นางทำ! เช้าวันแรกของการแต่งงาน นางกลับปล่อยให้สามียืนรอหน้าเรือน ส่วนตัวเองนอนกินบ้านกินเมือง! “ถอยไป” เว่ยฉือเซียวสั่งสั้น ๆ ก่อนจะเดินอาด ๆ ตรงไปที่ประตูเรือนหอ มือแกร่งผลักบานประตูไม้จันทน์หอมแกะสลักเปิดออกเสียงดังสนั่นจนบ่าวไพร่ต่างพากันสะดุ้งตกใจ ภายในห้องหอตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นเครื่องหอมราคาแพง กลิ่นลูกท้อผสมกลิ่นไม้กฤษณา ให้ความรู้สึกผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด ผ้าม่านโปร่งแสงสีขาวพลิ้วไหวตามแรงลม เครื่องเรือนทุกชิ้นถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ... ยกเว้นบนเตียงนอน บนเตียงไม้แดงหลังใหญ่สลักลายมงคล มีก้อนดักแด้ขนาดใหญ่ขดตัวอยู่กลางเตียง ผ้าห่มนวมผืนหนาที่ทำจากไหมสวรรค์ถูกม้วนพันรอบร่างของคนด้านในจนแน่นหนา เหลือเพียงกลุ่มผมสีดำขลับที่แผ่สยายออกมาเล็กน้อย เว่ยฉือเซียวเดินเข้าไปหยุดข้างเตียง มองภาพตรงหน้าด้วยสายตาเหลือจะเชื่อ “ซางเหมียน” เขาเรียกเสียงเข้ม ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับ ก้อนดักแด้ยังคงนิ่งสนิท มีเพียงจังหวะการหายใจเข้าออกที่สม่ำเสมอ “ซาง-เหมียน!” เขาเพิ่มระดับเสียง คราวนี้ก้อนดักแด้ขยับเล็กน้อย มีเสียงครางอู้อี้ลอดออกมาจากใต้ผ้าห่ม “ไฟไหม้หรือเจ้าคะ ถ้าไฟไม่ไหม้ อย่าเพิ่งกวน...” เส้นเลือดที่ขมับของเว่ยฉือเซียวปูดโปนขึ้นทันที เขาเอื้อมมือไปกระชากปลายผ้าห่มหวังจะดึงออก แต่ปรากฏว่านางเกาะเกี่ยวผ้าห่มไว้แน่น เขาต้องออกแรงกระชากอย่างเต็มแรงผ้าห่มถึงหลุดออกไปกองที่ปลายเตียง เผยให้เห็นร่างบอบบางในชุดนอนสีขาวบริสุทธิ์ ผิวพรรณของนางขาวผ่องดุจหิมะแรกฤดู ตัดกับเรือนผมสีดำยาว ใบหน้างดงามหมดจดแม้ไร้เครื่องประทินโฉม แก้มเนียนใสเจือสีเลือดฝาดจากการนอนเต็มอิ่ม ขนตายาวงอนเป็นแพทาบลงบนโหนกแก้ม นางเป็นสตรีที่งามล่มเมืองอย่างไม่ต้องสงสัย สมกับคำร่ำลือว่าเป็นโฉมสะคราญอันดับหนึ่งที่บุรุษทั่วเมืองหลวงหมายปอง แต่ทว่า... ท่าทางการนอนของนางนั้นช่างขัดกับภาพลักษณ์คุณหนูตระกูลใหญ่ยิ่งนัก นางนอนคว่ำหน้า กอดหมอนข้างแน่น ขาข้างหนึ่งก่ายหมอน ขาอีกข้างห้อยลงมาเกือบตกเตียง น้ำลายยืดเล็กน้อยที่มุมปาก เว่ยฉือเซียวรู้สึกเหมือนภาพฝันของคุณหนูผู้เพียบพร้อมพังทลายลงต่อหน้าต่อตา “ตื่นเดี๋ยวนี้!” เขาตะคอก ซางเหมียนค่อย ๆ ปรือตาขึ้นอย่างเกียจคร้าน ดวงตาหงส์คู่สวยฉายแววงุนงงเล็กน้อย นางพยายามปรับม่านตามองภาพตรงหน้า จนกระทั่งเห็นบุรุษร่างยักษ์หน้าถมึงทึงยืนค้ำหัวอยู่ “ท่านพี่” นางส่งเสียงทักทายแหบพร่า น้ำเสียงเนือยนาบราวกระแสน้ำที่ไหลเอื่อย “ท่านตื่นเช้าจัง หรือว่ายังไม่ได้นอนเจ้าคะ” “ข้าตื่นตั้งแต่ยามอิ๋นแล้ว” เว่ยฉือเซียวกัดฟันตอบ “และข้าก็รอเจ้าตื่นมาปรนนิบัติ แต่นี่มันยามใดแล้ว เจ้ายังกล้านอนอยู่อีกรึ กฎของตระกูลเว่ยฉือข้อที่หนึ่ง ภรรยาต้องตื่นก่อนสามี!” ซางเหมียนกะพริบตาปริบ ๆ สมองอันชาญฉลาดที่ได้รับถ่ายทอดมาจากบิดาเริ่มทำงานอย่างเชื่องช้า “ท่านพี่...” นางค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นนั่ง ผมเผ้ายุ่งเหยิงคลอเคลียใบหน้า “ท่านเป็นถึงแม่ทัพผู้เกรียงไกร ขยับตัวทีสะเทือนเลื่อนลั่นปฐพี เรื่องใส่เสื้อผ้าแค่นี้ ท่านทำเองย่อมรวดเร็วและประณีตกว่าข้าทำแน่ อีกอย่างข้าเพิ่งแต่งเข้าจวนวันแรก ยังไม่คุ้นชินกับเตียงนอน ร่างกายอ่อนเพลีย ท่านจะไม่เมตตาภรรยาเอกผู้น่าสงสารคนนี้หน่อยหรือเจ้าคะ” การแต่งงานกับเว่ยฉือเซียวคือหายนะสำหรับนาง เพราะเขาขึ้นชื่อเรื่องความเป็นระเบียบ แต่ในเมื่อหนีไม่ได้ นางก็ต้องใช้วิธีน้ำซึมบ่อทรายสยบความแข็งกร้าวของเขา เว่ยฉือเซียวมองสตรีที่กำลังบิดขี้เกียจไปมาต่อหน้าเขา นางดูไม่เกรงกลัวเขาเลยสักนิด ทั้งที่คนอื่นแค่สบตาเขาก็หัวหดกันหมดแล้ว “อย่ามาเล่นลิ้น” เขาชี้หน้านาง “ข้าให้เวลาเจ้าหนึ่งเค่ออาบน้ำแต่งตัว แล้วไปพบท่านแม่ที่เรือนใหญ่ หากช้ากว่านี้ ข้าจะลงโทษบ่าวไพร่ของเจ้าทั้งเรือน โบยคนละยี่สิบไม้!” คำขู่ได้ผลชะงัด ไม่ใช่เพราะซางเหมียนกลัวบ่าวเจ็บ แต่ถ้านางไม่มีบ่าวไพร่ ผู้ใดจะช่วยนางหวีผม ผู้ใดจะช่วยจัดสำรับให้นาง นางจะลำบาก! “เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” ซางเหมียนถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ นางขยับตัวไปที่ขอบเตียง หย่อนขาลงพื้น แล้วยื่นมือขาวผ่องทั้งสองข้างไปตรงหน้าสามี เว่ยฉือเซียวผงะ “อะไร?” “ดึงข้าขึ้นหน่อยเจ้าค่ะ” นางทำตาแป๋ว “เตียงนี้มีมนตร์ดำ มันดูดวิญญาณข้าไว้ ข้าลุกเองไม่ไหวจริง ๆ ” “เจ้า!” เว่ยฉือเซียวอ้าปากค้าง เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็นสตรีหน้าหนาเช่นนี้ “เร็วสิเจ้าคะ” เว่ยฉือเซียวสบถในลำคอเบา ๆ แต่ก็ไม่อยากเสียเวลาไปมากกว่านี้ เขาคว้าข้อมือเล็กของนางแล้วออกแรงดึงเพียงเล็กน้อย... ทว่าซางเหมียนทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดลงไป ทำตัวคล้ายไม่มีกระดูก ทำให้แรงดึงของเขาเหวี่ยงร่างบางปลิวเข้ามาปะทะอกแกร่งของเขาเต็มแรง ตุ้บ! ร่างนุ่มนิ่มหอมกรุ่นแนบชิดกับแผงอกแข็งแกร่ง ใบหน้าของนางซุกอยู่ที่อกเสื้อของเขา กลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาลอยเตะจมูกเว่ยฉือเซียวจนเขาเผลอสูดหายใจเข้าลึก “อุ๊ย... อกท่านแข็งจังเลยเจ้าค่ะ” นางพึมพำ งึมงำอยู่กับอกเขา ไม่ยอมผละออก “เหมือนเอาหัวโขกกำแพงเมืองเลย” เว่ยฉือเซียวตัวแข็งทื่อ หัวใจที่ไม่เคยหวั่นไหวกับสิ่งใดนอกจากกลองศึก กลับกระตุกผิดจังหวะวูบหนึ่ง ความร้อนสายหนึ่งแล่นพล่านไปทั่วใบหน้าลามไปถึงใบหู เขาผลักนางออกอย่างรวดเร็วราวกับนางเป็นของร้อน “ยืนให้ดี ๆ เป็นกุลสตรีประสาอะไร มาถูกเนื้อต้องตัวบุรุษ” ซางเหมียนเซไปด้านหลังเล็กน้อย นางจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ พลางยิ้มมุมปาก “ท่านพี่ ท่านเป็นสามีข้านะเจ้าคะ เราเพิ่งเข้าหอกันเมื่อคืน จะถูกเนื้อต้องตัวย่อมไม่ผิดผี หรือท่านอาย” “เหลวไหล!” เว่ยฉือเซียวตวาดกลบเกลื่อนเสียงดัง ใบหูแดงก่ำ “รีบไปจัดการตัวเองเสีย ข้าจะไปรอที่หน้าเรือน!” พูดจบเขาก็สะบัดชายเสื้อคลุมหมุนตัวเดินหนีออกจากห้องนอนไป ทิ้งให้ซางเหมียนมองตามตาปริบ ๆ “คนอะไร ดุเหมือนสุนัขเฝ้าบ้าน” นางบ่นพึมพำ ก่อนจะหันไปกวักมือเรียกเสี่ยวซวงที่เพิ่งโผล่หน้าเข้ามา “เสี่ยวซวง เอาน้ำล้างหน้ามา แล้วช่วยเลือกชุดที่ใส่สบายที่สุด ไม่ต้องรัดเอวมากนะ วันนี้ข้าต้องใช้พลังงานสู้รบกับแม่สามี ข้าต้องการหายใจสะดวก ๆ” หนึ่งเค่อต่อมา ซางเหมียนปรากฏตัวในชุดสีม่วงอ่อนปักลายดอกบัวขาว ดูเรียบง่ายแต่หรูหราขับผิวให้ผ่องใส ผมยาวถูกเกล้าขึ้นเพียงครึ่งศีรษะปักปิ่นหยกขาวเนื้อดี ดูสุภาพไม่รุงรัง นางเดินนวยนาดออกมาจากเรือนด้วยท่วงท่าที่ดูเหมือนนางพญาจอมเกียจคร้านที่เดินช้าจนมดแทบจะเดินแซงได้ เว่ยฉือเซียวที่ยืนรออยู่นานแล้ว หันมามองภรรยาด้วยสายตาดุดัน “เจ้าเดินให้เร็วกว่านี้ไม่ได้รึ” “ท่านพี่... กุลสตรีต้องเดินเหินอย่างสำรวม ก้าวย่างมั่นคงดุจภูผา จะให้วิ่งแจ้นเหมือนม้าศึกได้อย่างไรเจ้าคะ” นางยื่นมือไปให้เขา “ท่านเดินเร็ว ท่านก็จูงข้าสิเจ้าคะ ข้าจะได้เดินทัน” เว่ยฉือเซียวมองมือนั้นสลับกับใบหน้ายิ้มแย้มของนาง สุดท้ายเขาก็คว้ามือเนียนนุ่มนั้นมากุมไว้ แล้วออกเดินกึ่งลากกึ่งจูง ทำเอาซางเหมียนต้องซอยเท้าถี่ ๆ ตามเขาไปจนแทบสะดุดชายกระโปรง “ช้าหน่อยเจ้าค่ะ ช้าหน่อย ข้าไม่ใช่ม้าศึกนะเจ้าคะ!”สายลมยามเย็นพัดผ่านช่องหน้าต่างไม้ฉลุลาย หอบเอากลิ่นหอมเย็นของดอกราตรีที่เริ่มแย้มบานส่งกลิ่นตลบอบอวลไปทั่วจวนอู่อันโหว ท้องนภาเบื้องบนค่อย ๆ เปลี่ยนเฉดสีจากสีครามสดใสเป็นสีม่วงเข้มประดับด้วยดวงดาราที่เริ่มปรากฏโฉมทีละดวงสองดวง บรรยากาศช่างเงียบสงบและงดงาม เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจเป็นที่สุดภายในเรือนนอนอันกว้างขวาง ซางเหมียนกำลังนอนเอนหลังอยู่บนตั่งนุ่มที่บุด้วยผ้าไหมราคาแพง อารมณ์ของนางดีจนเผลอฮัมเพลงพื้นบ้านทำนองสนุกสนานเบา ๆ ในลำคอ วันนี้นางรู้สึกราวกับเป็นแม่ทัพผู้ชนะศึกสงคราม นางสามารถจัดการเสี้ยมแม่สามีให้เข้าข้างนางได้สำเร็จ และมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า เย็นนี้เว่ยฉือเซียวจะต้องถูกมารดาเรียกไปต่อว่าจนหูชา และคำสั่งเรื่องการตื่นยามเหม่ามาวิ่งรอบจวนอันโหดร้ายนั้นจะต้องถูกยกเลิกไปโดยปริยาย"ฮูหยินเจ้าคะ น้ำแกงไก่ตุ๋นโสมมาแล้วเจ้าค่ะ" เสี่ยวซวงสาวใช้คนสนิทวางถ้วยกระเบื้องเคลือบใบสวยลงบนโต๊ะข้างตั่ง กลิ่นหอมกรุ่นของน้ำแกงที่เคี่ยวจนเข้าเนื้อยั่วน้ำลายยิ่งนักซางเหมียนยันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างกระตือรือร้น ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มกว้าง "ดีมากเสี่ยวซวง วันนี้ข้าใช้สมองวางแผนการไปมาก ต้องบำรุงร่
ยามเฉิน ณ โต๊ะอาหารหลังจากผ่านเหตุการณ์เมื่อเช้าตรู่มาได้ ซางเหมียนก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งเมื่อเห็นสำรับอาหารเช้านางนั่งลงที่โต๊ะอาหารอย่างรวดเร็ว โดยมีเว่ยฉือเซียวที่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เขามองนางคีบซาลาเปาไส้หมูสับเข้าปาก ด้วยสายตาอ่านยาก"ไหนบอกว่าเจ็บข้อเท้า" เขาถามเสียงเรียบ "เหตุใดจึงเดินมาที่โต๊ะอาหารได้คล่องแคล่วนัก"ซางเหมียนกลืนซาลาเปาลงคอก่อนจะตอบ "ความหิวช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้เจ้าค่ะ ท่านพี่ไม่เคยได้ยินหรือ อีกอย่าง พอได้นั่งพัก อาการก็ดีขึ้นมาทันตาเห็น สงสัยเป็นเพราะบารมีของท่านพี่คุ้มครองเจ้าค่ะ"เว่ยฉือเซียวส่ายหน้า "วันนี้ข้าต้องเข้าวังหลวงไปประชุมราชการกับฝ่าบาท อาจจะกลับดึก เจ้าอยู่จวนก็อย่าก่อเรื่อง แล้วอย่าลืมท่องกฎที่เหลือด้วย กลับมาข้าจะสอบใหม่ ถ้าไม่ได้... พรุ่งนี้วิ่งยี่สิบรอบ!"ซางเหมียนชะงักตะเกียบ ยี่สิบรอบ! เขาจะเอาให้ตายกันไปข้างหนึ่งจริง ๆ หรือ!"ท่านพี่ ข้าขอนอนคิดทบทวนกฎระเบียบเงียบ ๆ ได้หรือไม่เจ้าคะ การวิ่งทำให้สมองข้ากระทบกระเทือน จำอะไรไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ""ไม่ได้" คำตอบสั้น ๆ แต่เด็ดขาด ซางเหมียนมองสามีด้วยสายตัดพ้อเล็
ท้องนภายามรุ่งสางยังคงมืดมิด มีเพียงแสงดาวระยิบระยับที่เริ่มจางหายไป สายลมยามเช้าตรู่ของต้นฤดูร้อนพัดโชยมาปะทะผิวหน้า หอบเอาความเย็นที่ชวนให้รู้สึกสดชื่นสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ แต่กลับหนาวเหน็บจนเข้ากระดูกดำสำหรับสตรีผู้รักการนอนเป็นชีวิตจิตใจเสียงระฆังบอกเวลาว่าถึงยามเหม่าแล้วดังขึ้นเพียงหนึ่งครั้ง ทันใดนั้นประตูห้องนอนของเรือนหลักก็ถูกเปิดออกอย่างแรง"ตื่นได้แล้ว!" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังก้องกังวานไปทั่วห้องนอนที่เงียบสงบ เว่ยฉือเซียวอยู่ในชุดรัดกุมสีดำสนิทสำหรับฝึกซ้อมวรยุทธ์ แขนเสื้อถูกพันเก็บอย่างทะมัดทะแมงเผยให้เห็นท่อนแขนกำยำที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม ผมยาวถูกรวบขึ้นเป็นหางม้าสูงดูองอาจผ่าเผย ใบหน้าหล่อเหลาแต่เรียบตึงไร้อารมณ์ยืนตระหง่านอยู่ข้างเตียงนอนดุจยมทูตที่มารอรับวิญญาณบนเตียงกว้างหลังใหญ่ ร่างของซางเหมียนยังคงขดตัวเป็นก้อนกลมอยู่ใต้ผ้าห่มนวมผืนหนา นางได้ยินเสียงเรียกนั้นชัดเจน แต่เลือกที่จะตอบสนองด้วยการดึงผ้าห่มขึ้นคลุมโปงหนีความจริง"ซางเหมียน ข้ารู้นะว่าเจ้าตื่นแล้ว" เว่ยฉือเซียวกล่าวเสียงเรียบ พลางเอื้อมมือไปกระชากผ้าห่ม "ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้ วันนี้เจ้ามีนัดวิ่งรอบจวนกับข้า"ท
ห้องโถงรับรองที่เคยดูขึงขังด้วยโต๊ะและเก้าอี้ไม้เนื้อแข็งที่ขัดมันวับจนเห็นเงาสะท้อน บัดนี้ถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงเก้าอี้ไม้ประดู่ตัวใหญ่ประจำตำแหน่งของเขา ถูกวางทับด้วยเบาะรองนั่งขนเป็ดหนานุ่มสีขาว พนักพิงหลังมีหมอนใบเล็กปักลายดอกไม้สีสดใสวางเสริม ด้านล่างมีพรมขนสัตว์ผืนหนาปูรองรับเท้า บนโต๊ะน้ำชามีจานใส่ขนมขบเคี้ยว เปลือกถั่ว และผลไม้ปอกเปลือกวางเรียงรายอยู่เต็มไปหมด ดูรกหูรกตาพิลึกส่วนตัวต้นเหตุ... ซางเหมียนกำลังนั่งกึ่งนอนอยู่บนเก้าอี้ตัวนั้น สองขาพาดไปบนเก้าอี้อีกตัว กำลังใช้ไม้จิ้มผลไม้เข้าปากอย่างสบายอารมณ์ อ่านหนังสือในมืออย่างเพลิดเพลิน"ซางเหมียน!" เสียงคำรามต่ำลึกของสามีทำเอาซางเหมียนสะดุ้งเล็กน้อยจนไม้จิ้มในมือเกือบร่วง นางหันมามองเขาแล้วคลี่ยิ้มกว้างดูไร้พิษสง"ท่านพี่ กลับมาแล้วหรือเจ้าคะ เหนื่อยหรือไม่ มา ๆ มานั่งพักตรงนี้ ข้าให้เสี่ยวซวงเตรียมเบาะนุ่ม ๆ ไว้ให้ท่านแล้ว รับรองว่านั่งแล้วหายปวดหลังเป็นปลิดทิ้ง"เว่ยฉือเซียวเดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้านาง มองสำรวจสภาพห้องด้วยสายตาไม่พอใจ"นี่เจ้าทำอะไรกับห้องโถงของข้า" เขาถามเสียงเข้ม "เก้าอี้พวกนี้คือเก้าอี้รับรองแขก











