Masukซางเหมียน บุตรสาวเสนาบดีกรมพิธีการ ผู้รักความสงบและการนอนเป็นชีวิตจิตใจ ต้องแต่งงานเข้าจวนอู่อันโหว เว่ยฉือเซียวแม่ทัพหนุ่มผู้เคร่งครัดในระเบียบวินัย วันแรก เขาปลุกนางให้ตื่นยามเหม่าไปวิ่งรอบจวน วันที่สอง เขาบังคับให้นางคัดตำราพิชัยสงคราม วันที่สาม เขาขู่จะจับนางไปฝึกทหาร! นางตั้งใจจะใช้ชีวิตเป็นปลาเค็มตากแห้งที่ไร้ปากเสียง แต่สามีตัวดีกลับไม่ยอมปล่อยให้นางอยู่นิ่ง ทว่า... ภายใต้ความเข้มงวดนั้นกลับมีความอบอุ่นที่ซ่อนอยู่ และภายใต้ความเกียจคร้านของนาง ก็มีความเฉลียวฉลาดที่พร้อมจะปกป้องสามี "ท่านพี่ วันนี้ข้าของดวิ่งได้หรือไม่เจ้าคะ" "ได้ แต่คืนนี้เจ้าต้องออกแรงอย่างอื่นแทนนะฮูหยิน"
Lihat lebih banyakแสงอรุณสีทองจับขอบฟ้าทางทิศบูรพา เป็นสัญญาณแห่งการเริ่มต้นวันใหม่ของชาวเมืองหลวงแคว้นต้าเว่ย เสียงระฆังบอกเวลาว่าถึงยามเหม่าแล้ว ดังแว่วมาจากหอระฆังหลวง ปลุกให้ผู้คนตื่นขึ้นมาทำมาหากิน
ทว่า ณ จวนอู่อันโหว หรือจวนของแม่ทัพผู้ปราบปรามความวุ่นวาย บรรยากาศกลับตึงเครียดเสียยิ่งกว่าสนามรบ เหล่าบ่าวไพร่ชายหญิงยืนเข้าแถวหน้ากระดานเรียงหนึ่งอยู่บริเวณลานหน้าเรือนหอ ทุกคนก้มหน้ามองปลายเท้าตนเอง ตัวสั่นงันงกจนแทบจะได้ยินเสียงฟันกระทบกัน สาเหตุของความหวาดกลัวนี้มิใช่ข้าศึกศัตรูที่ไหน แต่คือบุรุษร่างสูงใหญ่ในชุดขุนนางเต็มยศสีดำสนิทปักลายกิเลนเหยียบเมฆสีเงินที่ยืนตระหง่านอยู่หน้าประตูเรือน เว่ยฉือเซียว ท่านโหวหนุ่มเจ้าของจวนวัยยี่สิบเจ็ดปี เขามีใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพเซียนที่สลักเสลาจากหยกเย็น คิ้วกระบี่พาดเฉียง ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวที่พร้อมจะฉีกกระชากเหยื่อ เพียงแค่เขายืนนิ่ง ๆ จิตสังหารก็แผ่ซ่านออกมาจนนกกาไม่กล้าบินผ่าน “ยามเหม่าสามเค่อ...” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น “นางสายไปสามเค่อ” เสี่ยวซวงสาวใช้คนสนิทที่ติดตามฮูหยินมาจากสกุลซาง แทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น นางกลั้นใจเงยหน้าขึ้นมองท่านเขยผู้เหี้ยมโหด เอ่ยเสียงตะกุกตะกัก “ทะ ท่านโหว ฮูหยินเพิ่งจะหลับไปเมื่อยามสามเจ้าค่ะ ฮูหยินเป็นคนหลับยาก...” “หลับยาก?” เว่ยฉือเซียวทวนคำ มุมปากกระตุกเป็นรอยยิ้มเย็น “เมื่อคืนข้าได้ยินเสียงนางกรนเบา ๆ ตั้งแต่หัวยังไม่ทันถึงหมอนด้วยซ้ำ” เสี่ยวซวงหน้าซีดเผือด หมดคำแก้ตัวแทนเจ้านาย เว่ยฉือเซียวหมดความอดทน เขาเป็นคนเคร่งครัดเรื่องเวลาและระเบียบวินัยยิ่งชีพ ชีวิตของเขาคือตารางที่ถูกขีดเขียนไว้อย่างแม่นยำ ทุกย่างก้าวต้องมีเป้าหมาย ทุกเวลาต้องมีคุณค่า การแต่งงานครั้งนี้แม้จะเป็นสมรสพระราชทานที่ไม่อาจขัดขืน แต่เขาก็คาดหวังว่าสตรีจากตระกูลขุนนางเก่าแก่อย่างซางเหมียน บุตรีฮูหยินเอกแห่งจวนเสนาบดีกรมพิธีการ จะเป็นสตรีที่เพียบพร้อม รู้ขนบธรรมเนียม และมีระเบียบวินัย แต่ดูสิ่งที่นางทำ! เช้าวันแรกของการแต่งงาน นางกลับปล่อยให้สามียืนรอหน้าเรือน ส่วนตัวเองนอนกินบ้านกินเมือง! “ถอยไป” เว่ยฉือเซียวสั่งสั้น ๆ ก่อนจะเดินอาด ๆ ตรงไปที่ประตูเรือนหอ มือแกร่งผลักบานประตูไม้จันทน์หอมแกะสลักเปิดออกเสียงดังสนั่นจนบ่าวไพร่ต่างพากันสะดุ้งตกใจ ภายในห้องหอตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นเครื่องหอมราคาแพง กลิ่นลูกท้อผสมกลิ่นไม้กฤษณา ให้ความรู้สึกผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด ผ้าม่านโปร่งแสงสีขาวพลิ้วไหวตามแรงลม เครื่องเรือนทุกชิ้นถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ... ยกเว้นบนเตียงนอน บนเตียงไม้แดงหลังใหญ่สลักลายมงคล มีก้อนดักแด้ขนาดใหญ่ขดตัวอยู่กลางเตียง ผ้าห่มนวมผืนหนาที่ทำจากไหมสวรรค์ถูกม้วนพันรอบร่างของคนด้านในจนแน่นหนา เหลือเพียงกลุ่มผมสีดำขลับที่แผ่สยายออกมาเล็กน้อย เว่ยฉือเซียวเดินเข้าไปหยุดข้างเตียง มองภาพตรงหน้าด้วยสายตาเหลือจะเชื่อ “ซางเหมียน” เขาเรียกเสียงเข้ม ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับ ก้อนดักแด้ยังคงนิ่งสนิท มีเพียงจังหวะการหายใจเข้าออกที่สม่ำเสมอ “ซาง-เหมียน!” เขาเพิ่มระดับเสียง คราวนี้ก้อนดักแด้ขยับเล็กน้อย มีเสียงครางอู้อี้ลอดออกมาจากใต้ผ้าห่ม “ไฟไหม้หรือเจ้าคะ ถ้าไฟไม่ไหม้ อย่าเพิ่งกวน...” เส้นเลือดที่ขมับของเว่ยฉือเซียวปูดโปนขึ้นทันที เขาเอื้อมมือไปกระชากปลายผ้าห่มหวังจะดึงออก แต่ปรากฏว่านางเกาะเกี่ยวผ้าห่มไว้แน่น เขาต้องออกแรงกระชากอย่างเต็มแรงผ้าห่มถึงหลุดออกไปกองที่ปลายเตียง เผยให้เห็นร่างบอบบางในชุดนอนสีขาวบริสุทธิ์ ผิวพรรณของนางขาวผ่องดุจหิมะแรกฤดู ตัดกับเรือนผมสีดำยาว ใบหน้างดงามหมดจดแม้ไร้เครื่องประทินโฉม แก้มเนียนใสเจือสีเลือดฝาดจากการนอนเต็มอิ่ม ขนตายาวงอนเป็นแพทาบลงบนโหนกแก้ม นางเป็นสตรีที่งามล่มเมืองอย่างไม่ต้องสงสัย สมกับคำร่ำลือว่าเป็นโฉมสะคราญอันดับหนึ่งที่บุรุษทั่วเมืองหลวงหมายปอง แต่ทว่า... ท่าทางการนอนของนางนั้นช่างขัดกับภาพลักษณ์คุณหนูตระกูลใหญ่ยิ่งนัก นางนอนคว่ำหน้า กอดหมอนข้างแน่น ขาข้างหนึ่งก่ายหมอน ขาอีกข้างห้อยลงมาเกือบตกเตียง น้ำลายยืดเล็กน้อยที่มุมปาก เว่ยฉือเซียวรู้สึกเหมือนภาพฝันของคุณหนูผู้เพียบพร้อมพังทลายลงต่อหน้าต่อตา “ตื่นเดี๋ยวนี้!” เขาตะคอก ซางเหมียนค่อย ๆ ปรือตาขึ้นอย่างเกียจคร้าน ดวงตาหงส์คู่สวยฉายแววงุนงงเล็กน้อย นางพยายามปรับม่านตามองภาพตรงหน้า จนกระทั่งเห็นบุรุษร่างยักษ์หน้าถมึงทึงยืนค้ำหัวอยู่ “ท่านพี่” นางส่งเสียงทักทายแหบพร่า น้ำเสียงเนือยนาบราวกระแสน้ำที่ไหลเอื่อย “ท่านตื่นเช้าจัง หรือว่ายังไม่ได้นอนเจ้าคะ” “ข้าตื่นตั้งแต่ยามอิ๋นแล้ว” เว่ยฉือเซียวกัดฟันตอบ “และข้าก็รอเจ้าตื่นมาปรนนิบัติ แต่นี่มันยามใดแล้ว เจ้ายังกล้านอนอยู่อีกรึ กฎของตระกูลเว่ยฉือข้อที่หนึ่ง ภรรยาต้องตื่นก่อนสามี!” ซางเหมียนกะพริบตาปริบ ๆ สมองอันชาญฉลาดที่ได้รับถ่ายทอดมาจากบิดาเริ่มทำงานอย่างเชื่องช้า “ท่านพี่...” นางค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นนั่ง ผมเผ้ายุ่งเหยิงคลอเคลียใบหน้า “ท่านเป็นถึงแม่ทัพผู้เกรียงไกร ขยับตัวทีสะเทือนเลื่อนลั่นปฐพี เรื่องใส่เสื้อผ้าแค่นี้ ท่านทำเองย่อมรวดเร็วและประณีตกว่าข้าทำแน่ อีกอย่างข้าเพิ่งแต่งเข้าจวนวันแรก ยังไม่คุ้นชินกับเตียงนอน ร่างกายอ่อนเพลีย ท่านจะไม่เมตตาภรรยาเอกผู้น่าสงสารคนนี้หน่อยหรือเจ้าคะ” การแต่งงานกับเว่ยฉือเซียวคือหายนะสำหรับนาง เพราะเขาขึ้นชื่อเรื่องความเป็นระเบียบ แต่ในเมื่อหนีไม่ได้ นางก็ต้องใช้วิธีน้ำซึมบ่อทรายสยบความแข็งกร้าวของเขา เว่ยฉือเซียวมองสตรีที่กำลังบิดขี้เกียจไปมาต่อหน้าเขา นางดูไม่เกรงกลัวเขาเลยสักนิด ทั้งที่คนอื่นแค่สบตาเขาก็หัวหดกันหมดแล้ว “อย่ามาเล่นลิ้น” เขาชี้หน้านาง “ข้าให้เวลาเจ้าหนึ่งเค่ออาบน้ำแต่งตัว แล้วไปพบท่านแม่ที่เรือนใหญ่ หากช้ากว่านี้ ข้าจะลงโทษบ่าวไพร่ของเจ้าทั้งเรือน โบยคนละยี่สิบไม้!” คำขู่ได้ผลชะงัด ไม่ใช่เพราะซางเหมียนกลัวบ่าวเจ็บ แต่ถ้านางไม่มีบ่าวไพร่ ผู้ใดจะช่วยนางหวีผม ผู้ใดจะช่วยจัดสำรับให้นาง นางจะลำบาก! “เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” ซางเหมียนถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ นางขยับตัวไปที่ขอบเตียง หย่อนขาลงพื้น แล้วยื่นมือขาวผ่องทั้งสองข้างไปตรงหน้าสามี เว่ยฉือเซียวผงะ “อะไร?” “ดึงข้าขึ้นหน่อยเจ้าค่ะ” นางทำตาแป๋ว “เตียงนี้มีมนตร์ดำ มันดูดวิญญาณข้าไว้ ข้าลุกเองไม่ไหวจริง ๆ ” “เจ้า!” เว่ยฉือเซียวอ้าปากค้าง เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็นสตรีหน้าหนาเช่นนี้ “เร็วสิเจ้าคะ” เว่ยฉือเซียวสบถในลำคอเบา ๆ แต่ก็ไม่อยากเสียเวลาไปมากกว่านี้ เขาคว้าข้อมือเล็กของนางแล้วออกแรงดึงเพียงเล็กน้อย... ทว่าซางเหมียนทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดลงไป ทำตัวคล้ายไม่มีกระดูก ทำให้แรงดึงของเขาเหวี่ยงร่างบางปลิวเข้ามาปะทะอกแกร่งของเขาเต็มแรง ตุ้บ! ร่างนุ่มนิ่มหอมกรุ่นแนบชิดกับแผงอกแข็งแกร่ง ใบหน้าของนางซุกอยู่ที่อกเสื้อของเขา กลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาลอยเตะจมูกเว่ยฉือเซียวจนเขาเผลอสูดหายใจเข้าลึก “อุ๊ย... อกท่านแข็งจังเลยเจ้าค่ะ” นางพึมพำ งึมงำอยู่กับอกเขา ไม่ยอมผละออก “เหมือนเอาหัวโขกกำแพงเมืองเลย” เว่ยฉือเซียวตัวแข็งทื่อ หัวใจที่ไม่เคยหวั่นไหวกับสิ่งใดนอกจากกลองศึก กลับกระตุกผิดจังหวะวูบหนึ่ง ความร้อนสายหนึ่งแล่นพล่านไปทั่วใบหน้าลามไปถึงใบหู เขาผลักนางออกอย่างรวดเร็วราวกับนางเป็นของร้อน “ยืนให้ดี ๆ เป็นกุลสตรีประสาอะไร มาถูกเนื้อต้องตัวบุรุษ” ซางเหมียนเซไปด้านหลังเล็กน้อย นางจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ พลางยิ้มมุมปาก “ท่านพี่ ท่านเป็นสามีข้านะเจ้าคะ เราเพิ่งเข้าหอกันเมื่อคืน จะถูกเนื้อต้องตัวย่อมไม่ผิดผี หรือท่านอาย” “เหลวไหล!” เว่ยฉือเซียวตวาดกลบเกลื่อนเสียงดัง ใบหูแดงก่ำ “รีบไปจัดการตัวเองเสีย ข้าจะไปรอที่หน้าเรือน!” พูดจบเขาก็สะบัดชายเสื้อคลุมหมุนตัวเดินหนีออกจากห้องนอนไป ทิ้งให้ซางเหมียนมองตามตาปริบ ๆ “คนอะไร ดุเหมือนสุนัขเฝ้าบ้าน” นางบ่นพึมพำ ก่อนจะหันไปกวักมือเรียกเสี่ยวซวงที่เพิ่งโผล่หน้าเข้ามา “เสี่ยวซวง เอาน้ำล้างหน้ามา แล้วช่วยเลือกชุดที่ใส่สบายที่สุด ไม่ต้องรัดเอวมากนะ วันนี้ข้าต้องใช้พลังงานสู้รบกับแม่สามี ข้าต้องการหายใจสะดวก ๆ” หนึ่งเค่อต่อมา ซางเหมียนปรากฏตัวในชุดสีม่วงอ่อนปักลายดอกบัวขาว ดูเรียบง่ายแต่หรูหราขับผิวให้ผ่องใส ผมยาวถูกเกล้าขึ้นเพียงครึ่งศีรษะปักปิ่นหยกขาวเนื้อดี ดูสุภาพไม่รุงรัง นางเดินนวยนาดออกมาจากเรือนด้วยท่วงท่าที่ดูเหมือนนางพญาจอมเกียจคร้านที่เดินช้าจนมดแทบจะเดินแซงได้ เว่ยฉือเซียวที่ยืนรออยู่นานแล้ว หันมามองภรรยาด้วยสายตาดุดัน “เจ้าเดินให้เร็วกว่านี้ไม่ได้รึ” “ท่านพี่... กุลสตรีต้องเดินเหินอย่างสำรวม ก้าวย่างมั่นคงดุจภูผา จะให้วิ่งแจ้นเหมือนม้าศึกได้อย่างไรเจ้าคะ” นางยื่นมือไปให้เขา “ท่านเดินเร็ว ท่านก็จูงข้าสิเจ้าคะ ข้าจะได้เดินทัน” เว่ยฉือเซียวมองมือนั้นสลับกับใบหน้ายิ้มแย้มของนาง สุดท้ายเขาก็คว้ามือเนียนนุ่มนั้นมากุมไว้ แล้วออกเดินกึ่งลากกึ่งจูง ทำเอาซางเหมียนต้องซอยเท้าถี่ ๆ ตามเขาไปจนแทบสะดุดชายกระโปรง “ช้าหน่อยเจ้าค่ะ ช้าหน่อย ข้าไม่ใช่ม้าศึกนะเจ้าคะ!”เกล็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า ปกคลุมทั่วทั้งเมืองหลวงจนกลายเป็นเมืองในนิทานที่ถูกฉาบด้วยสีเงินยวบยาบ ลมหนาวพัดกรรโชกแรง หอบเอาความเย็นยะเยือกแทรกซึมผ่านหน้าต่างเข้ามาในเรือนนอน แม้จะมีเตาถ่านจุดไฟให้ความอบอุ่นอยู่ถึงสี่ทิศ แต่สำหรับสตรีผู้มีปณิธานแน่วแน่ในการเป็นปลาเค็มอย่างซางเหมียนแล้ว ความหนาวเย็นคือศัตรูตัวฉกาจที่ทำให้การนอนพักผ่อนขาดความสุนทรียภาพบนตั่งยาวบุขนสัตว์หนานุ่ม ร่างระหงที่ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าห่มนวมผืนหนาจนดูคล้ายดักแด้ยักษ์ กำลังนอนขดตัวอย่างน่าเวทนา มีเพียงใบหน้าเล็กๆ ขาวผ่องโผล่ออกมาหายใจ"ท่านพี่..." เสียงหวานเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบาและสั่นเครือ "ข้าหนาว หนาวเหมือนถูกแช่แข็งในก้อนน้ำแข็งพันปี เกล็ดปลาเค็มของข้ากำลังจะหลุดร่อนแล้วเจ้าค่ะ"เว่ยฉือเซียว ที่กำลังนั่งอ่านฎีกาอยู่ข้างๆ เงยหน้าขึ้นมองภรรยาด้วยสายตาเอ็นดูระคนอ่อนใจ เขาขยับตัวเข้าไปใกล้ ดึงผ้าห่มให้กระชับขึ้น แล้วสอดมือหนาเข้าไปกุมมือน้อยที่เย็นเฉียบของนางไว้"ในห้องนี้อุ่นจนเหงื่อข้าจะออกอยู่แล้ว เหมียนเอ๋อ" เขาแย้งเบาๆ "เจ้าขี้หนาวเกินไปแล้ว หรือเจ้าแค่อยากอ้อนให้ข้ากอด""ทั้งสองอย่างเจ้าค่ะ" ซางเ
อาโหย่วเบะปาก น้ำตาคลอเบ้า ทันใดนั้น เขาก็เหลือบไปเห็นเทพธิดาผู้กอบกู้เดินนวยนาดเข้ามาในลานฝึกซางเหมียน ในวัยยี่สิบต้นๆ ยังคงงดงามและดูอ่อนเยาว์ นางสวมชุดสีม่วงอ่อน ถือพัดจีบโบกสะบัดเบาๆ เดินเข้ามาพร้อมกับเสี่ยวซวงที่ถือถาดขนม"ท่านแม่!" อาโหย่วร้องลั่น ทิ้งท่าฝึกแล้ววิ่งเข้าไปกอดขามารดาทันที "ท่านพ่อรังแกข้า ท่านพ่อจะให้ข้าขาหัก!"ซางเหมียนก้มลงลูบหัวลูกชาย แล้วเงยหน้ามองสามีด้วยสายตาตำหนิ "ท่านพี่ ลูกเพิ่งจะห้าขวบ ท่านจะเคี่ยวเข็ญอะไรนักหนาเจ้าคะ ดูกล้ามขาน้อยๆ ของลูกสิ สั่นไปหมดแล้ว""เหมียนเอ๋อ เจ้าอย่าให้ท้ายลูก" เว่ยฉือเซียวถอนหายใจ "ไม้แก่ดัดยาก ไม้อ่อนดัดง่าย ข้าต้องฝึกเขาให้แกร่งตั้งแต่เด็ก โตขึ้นจะได้ปกป้องตัวเองและบ้านเมืองได้""แต่การพักผ่อนก็สำคัญนะเจ้าคะ" ซางเหมียนเถียง "ท่านหมอบอกว่าเด็กวัยนี้ต้องนอนเยอะๆ กินเยอะๆ ถึงจะโตไว อาโหย่ว มานี่มาลูก แม่เตรียมขนมดอกกุ้ยฮวามาให้ กินเสร็จแล้วไปนอนกลางวันกันเถอะ""เย้! ท่านแม่ใจดีที่สุดเลย" อาโหย่วกระโดดโลดเต้น หยิบขนมเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ แล้วแลบลิ้นใส่บิดาเว่ยฉือเซียวมองสองแม่ลูกจูงมือกันเดินออกจากลานฝึก ทิ้งให้เขายืนโดดเดี่ยวอย
ใบไม้เปลี่ยนสีเริ่มร่วงโรยลงสู่พื้นดินอีกคำครั้ง สัญญาณแห่งกาลเวลาที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปไม่เคยหยุดนิ่ง ณ จวนอู่อันโหวที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกร บรรยากาศในยามสายของฤดูใบไม้ร่วงปีนี้กลับเต็มไปด้วยความโกลาหลวุ่นวายยิ่งกว่าศึกสงครามครั้งไหนๆเสียงฝีเท้าหนักๆ เดินวนไปวนมาหน้าประตูเรือนจนพื้นไม้แทบสึก ร่างสูงใหญ่ของเว่ยฉือเซียวในชุดลำลองสีเข้ม มีเหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผาก ทั้งที่อากาศเย็นสบาย คิ้วเข้มขมวดมุ่นจนแทบจะผูกเป็นปม มือหนากำหมัดแน่นสลับกับคลายออกด้วยความกระวนกระวายใจภายในห้องเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของซางเหมียน ดังเล็ดลอดออกมาเป็นระยะ บาดลึกเข้าไปในหัวใจของแม่ทัพหนุ่มยิ่งกว่าคมดาบ"โอ๊ย! ท่านพี่ข้าเจ็บ! ข้าไม่เอาแล้ว! ข้าจะไม่คลอดแล้ว!" เสียงโอดครวญของภรรยาทำให้เว่ยฉือเซียวแทบจะพังประตูเข้าไป"เหมียนเอ๋อ! อดทนไว้! ข้าอยู่นี่!" เขาตะโกนตอบเสียงสั่น "หมอตำแย! เหตุใดถึงนานนัก หากฮูหยินข้าเป็นอะไรไป ข้าจะสั่งประหารพวกเจ้าให้หมด!""ท่านโหวใจเย็นๆ ก่อนเจ้าค่ะ!" แม่นมฟางรีบออกมาขวางหน้าประตู "สตรีกำลังคลอดบุตร บุรุษห้ามเข้าเจ้าค่ะ มันผิดธรรมเนียมและจะเป็นอัปมงคล ท่านโหวรออยู่ตรงนี้เถิดเจ้าค่ะ
ข่าวการตั้งครรภ์ของฮูหยินแพร่สะพัดไปทั่วจวนราวกับไฟลามทุ่ง ฮูหยินผู้เฒ่าหลี่ซื่อ รีบเดินทางมาที่เรือนหลักแทบจะในทันที พร้อมกับขบวนของบำรุงยาวเหยียด"เหมียนเอ๋อ! หลานย่า!" หลี่ซื่อตรงเข้ามาลูบท้องซางเหมียนด้วยความรักใคร่ "ในที่สุดสวรรค์ก็เมตตาสกุลเว่ยฉือ เจ้าทำได้ดีมาก อยากกินอะไรบอกแม่ แม่จะให้คนไปหามาให้หมด จะเอาเดือนเอาดาวแม่ก็จะสอยมาให้!""ขอบพระคุณเจ้าค่ะท่านแม่ใข้าอยากกินแค่ผลไม้รสเปรี้ยวๆ เจ้าค่ะ" ซางเหมียนตอบเสียงอ้อน"ได้ ไปเหมามะม่วงดอง มะนาวเชื่อม บ๊วยเค็ม มาให้หมดตลาด!" หลี่ซื่อสั่งบ่าวไพร่นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา วิถีชีวิตของซางเหมียนก็เปลี่ยนไป จากที่เคยเป็นปลาเค็มที่นอนเฉยๆ ตอนนี้กลายเป็นไข่ในหินที่ห้ามขยับตัว"ท่านพี่เจ้าคะ ข้าจะเดินไปเข้าห้องน้ำเจ้าค่ะ" ซางเหมียนทำท่าจะลุกจากเตียง"หยุด!" เว่ยฉือเซียวที่นั่งอ่านตำราคู่มือการเลี้ยงทารกอยู่ข้างๆ รีบวางหนังสือลง แล้วพุ่งเข้ามาอุ้มนางทันที"พื้นมันเย็น เดี๋ยวเท้าเจ้าจะเย็น ส่งผลถึงลูก ข้าอุ้มไปเอง""แต่ท่านพี่ ห้องปลดทุกข์อยู่แค่หลังฉากกั้นนี่เองนะเจ้าคะ ข้าเดินสองก้าวก็ถึง" นางท้วง"ไม่ได้! สองก้าวก็มีความเสี่ยง เกิดเจ











