LOGINท้องนภายามรุ่งสางยังคงมืดมิด มีเพียงแสงดาวระยิบระยับที่เริ่มจางหายไป สายลมยามเช้าตรู่ของต้นฤดูร้อนพัดโชยมาปะทะผิวหน้า หอบเอาความเย็นที่ชวนให้รู้สึกสดชื่นสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ แต่กลับหนาวเหน็บจนเข้ากระดูกดำสำหรับสตรีผู้รักการนอนเป็นชีวิตจิตใจ
เสียงระฆังบอกเวลาว่าถึงยามเหม่าแล้วดังขึ้นเพียงหนึ่งครั้ง ทันใดนั้นประตูห้องนอนของเรือนหลักก็ถูกเปิดออกอย่างแรง "ตื่นได้แล้ว!" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังก้องกังวานไปทั่วห้องนอนที่เงียบสงบ เว่ยฉือเซียวอยู่ในชุดรัดกุมสีดำสนิทสำหรับฝึกซ้อมวรยุทธ์ แขนเสื้อถูกพันเก็บอย่างทะมัดทะแมงเผยให้เห็นท่อนแขนกำยำที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม ผมยาวถูกรวบขึ้นเป็นหางม้าสูงดูองอาจผ่าเผย ใบหน้าหล่อเหลาแต่เรียบตึงไร้อารมณ์ยืนตระหง่านอยู่ข้างเตียงนอนดุจยมทูตที่มารอรับวิญญาณ บนเตียงกว้างหลังใหญ่ ร่างของซางเหมียนยังคงขดตัวเป็นก้อนกลมอยู่ใต้ผ้าห่มนวมผืนหนา นางได้ยินเสียงเรียกนั้นชัดเจน แต่เลือกที่จะตอบสนองด้วยการดึงผ้าห่มขึ้นคลุมโปงหนีความจริง "ซางเหมียน ข้ารู้นะว่าเจ้าตื่นแล้ว" เว่ยฉือเซียวกล่าวเสียงเรียบ พลางเอื้อมมือไปกระชากผ้าห่ม "ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้ วันนี้เจ้ามีนัดวิ่งรอบจวนกับข้า" ทันทีที่ผ้าห่มถูกดึงออก ความเย็นก็เข้ามาแทนที่ ซางเหมียนนอนขดตัวงอเข่าเข้าหาอก นางค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมองสามีด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรันทดท้อแท้ ราวกับนักโทษประหารที่กำลังมองเพชฌฆาต "ท่านพี่..." นางเอ่ยเสียงแหบพร่า น้ำตาคลอเบ้าเล็กน้อยอย่างน่าสงสาร "ฆ่าข้าเถอะเจ้าค่ะ ท่านเอาดาบมาแทงข้าให้ตายเสียตรงนี้เลย ชีวิตที่ต้องตื่นยามเหม่ามาวิ่ง ข้าขอตายเสียยังดีกว่า" เว่ยฉือเซียวมุมปากกระตุก เขาเกือบจะหลุดขำกับถ้อยคำตัดพ้อเกินเหตุของภรรยา แต่ก็รีบปรับสีหน้าให้เคร่งขรึม "อย่ามาเล่นงิ้วแต่เช้า ลุกขึ้นมาเปลี่ยนชุด ข้าให้เสี่ยวซวงเตรียมชุดที่ทะมัดทะแมงไว้ให้เจ้าแล้ว หากช้าไปหนึ่งเค่อ ข้าจะเพิ่มรอบวิ่งอีกหนึ่งรอบ" คำว่า เพิ่มรอบวิ่ง เปรียบเสมือนแส้ที่ฟาดลงกลางหลัง ซางเหมียนดีดตัวลุกขึ้นนั่งทันทีด้วยความรวดเร็ว "ข้าลุกแล้วเจ้าค่ะ! ลุกเดี๋ยวนี้แหละเจ้าค่ะ! ท่านพี่ใจร้ายยิ่งนัก ไม่มีความเมตตาต่อสตรีบอบบางเลย" นางบ่นพึมพำขณะก้าวลงจากเตียง แข้งขาอ่อนแรงจนแทบทรุด เสี่ยวซวงรีบเข้ามาช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้า ชุดที่เว่ยฉือเซียวเตรียมไว้เป็นชุดกางเกงขายาวสีน้ำเงินเข้ม เสื้อตัวบนรัดรูปเล็กน้อยเพื่อให้เคลื่อนไหวสะดวก ซางเหมียนมองตัวเองในกระจกทองเหลืองแล้วถอนหายใจยาวเหยียด "ดูสิเสี่ยวซวง สภาพข้าเหมือนทหารเลวที่กำลังจะถูกส่งไปตายในสนามรบไม่มีผิด" "ฮูหยินอดทนหน่อยนะเจ้าคะ" เสี่ยวซวงกระซิบปลอบ "วิ่งสักรอบสองรอบ พอท่านโหวเผลอ ท่านก็แกล้งเป็นลมไปเลยเจ้าค่ะ" ซางเหมียนตาเป็นประกาย "เจ้าช่างรู้ใจข้านัก!" ลานฝึกยุทธ์ประจำจวนอู่อันโหว ลานกว้างขนาดใหญ่ปูด้วยหินเรียบกินพื้นที่กว้างขวางสุดลูกหูลูกตา ด้านข้างมีราวสำหรับอาวุธนานาชนิด ทั้งดาบ ทวน ง้าว และธนู ปักเรียงรายอยู่อย่างเป็นระเบียบ บรรยากาศดูน่าเกรงขามเป็นอย่างมาก เว่ยฉือเซียวเดินนำหน้าภรรยามาหยุดอยู่ที่จุดเริ่มต้น เขายืดเส้นยืดสายเล็กน้อย ท่าทางสง่างามเปี่ยมด้วยพลัง ในขณะที่ซางเหมียนเดินลากเท้าตามหลังต้อย ๆ มา ใบหน้าขาวซีดเหมือนกระดาษ นางยืนโอนเอนไปมาราวกับต้นหลิวลู่ลม "เอาล่ะ" เว่ยฉือเซียวหันมาสั่ง "เริ่มจากเบา ๆ ก่อน วิ่งรอบลานฝึกยุทธ์นี้สิบรอบ" "สิบ... สิบรอบ!" ซางเหมียนร้องเสียงหลง ดวงตาเบิกโพลง "ท่านพี่ ลานนี้กว้างยิ่งกว่าตลาดสดท้ายเมือง วิ่งรอบเดียวข้าก็วิญญาณออกจากร่างแล้วเจ้าค่ะ สิบรอบนี่ท่านกะจะให้ข้าขาขาดเลยหรือเจ้าคะ!" "เจ้ากล่าวเกินจริงไปแล้ว ซางเหมียน" เว่ยฉือเซียวกล่าวเสียงเข้ม "ข้าวิ่งทุกเช้าวันละห้าสิบรอบ ยังไม่เห็นตาย แค่สิบรอบสำหรับเจ้าถือว่าปรานีมากแล้ว เริ่มวิ่งได้แล้ว" เขาออกตัววิ่งนำไปก่อน ฝีเท้าของเขาสม่ำเสมอและรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียวก็ทิ้งห่างนางไปไกล ซางเหมียนมองแผ่นหลังของสามีแล้วกัดริมฝีปาก นางค่อย ๆ ออกตัวก้าวเดิน ใช่แล้ว นางเดิน ไม่ได้วิ่ง นางเดินทอดน่องคล้ายกำลังชมดอกไม้ในสวน เว่ยฉือเซียวที่วิ่งไปได้ครึ่งรอบ หันกลับมามองแล้วต้องหยุดชะงัก เขาตะโกนเสียงดังลั่นลานฝึก "ซางเหมียน! ข้าสั่งให้วิ่ง ไม่ใช่ให้เจ้าเดินจงกรม!" ซางเหมียนสะดุ้งโหยง นางรีบซอยเท้าถี่ขึ้น ทำท่าเหมือนวิ่งเหยาะ ๆ แต่ความเร็วแทบไม่ต่างจากการเดิน "ข้าวิ่งอยู่เจ้าค่ะ ข้าวิ่งสุดชีวิตแล้วเจ้าค่ะ!" เว่ยฉือเซียวส่ายหน้าด้วยความระอาเขาวิ่งย้อนกลับมาหานาง แล้วเริ่มวิ่งเหยาะ ๆ เคียงคู่ไปกับนางเพื่อกดดัน "ยกเข่าสูง ๆ แกว่งแขนให้สัมพันธ์กับขา หายใจเข้าลึก ๆ ! " เขาตะโกนสั่งสอนข้างหูนางเหมือนครูฝึกทหาร "แฮ่ก แฮ่ก..." ซางเหมียนหอบหายใจเสียงดัง ทั้งที่เพิ่งวิ่งไปได้ไม่ถึงร้อยก้าว "ท่านพี่ ข้า ข้าหายใจไม่ทันเจ้าค่ะ" "เจ้าเพิ่งวิ่งไปได้แค่อึดใจเดียว" เว่ยฉือเซียวดุ "ร่างกายเจ้าอ่อนแอเกินไปแล้ว เพราะวัน ๆ เอาแต่นอนกินบ้านกินเมือง ต่อไปนี้เจ้าต้องมาวิ่งกับข้าทุกเช้า จนกว่าจะวิ่งได้ครบสิบรอบโดยที่ไม่เหนื่อยหอบเช่นนี้" ซางเหมียนได้ยินดังนั้นก็รู้สึกหน้ามืดคล้ายจะเป็นลมจริง ๆ ไม่ได้การ ขืนปล่อยไว้แบบนี้ ข้าต้องตายแน่ ๆ ต้องใช้งัดมารยาข้อที่หนึ่งออกมาใช้ นางคิดในใจ ทันใดนั้น นางก็แสร้งทำเป็นสะดุดขาตัวเอง ร่างบางเซถลาไปด้านข้าง "ว้าย!" เว่ยฉือเซียวเคลื่อนกายรวดเร็ว เขารีบยื่นมือแข็งแกร่งไปคว้าเอวบางของนางไว้ได้ทันก่อนที่หน้าสวย ๆ จะกระแทกพื้นหิน ร่างนุ่มนิ่มของซางเหมียนตกอยู่ในอ้อมกอดของสามีอีกครั้ง นางรีบฉวยโอกาสซุกหน้าเข้ากับอกกว้างที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อของเขา แม้จะมีกลิ่นเหงื่อแต่กลับเป็นกลิ่นบุรุษเพศที่สะอาดและให้ความรู้สึกปลอดภัย "ท่านพี่ ข้าเจ็บข้อเท้าเจ้าค่ะ" นางเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยดวงตาฉ่ำน้ำ ขนตายาวงอนกะพริบถี่ ๆ "สงสัยข้อเท้าจะแพลง วิ่งต่อไม่ไหวแล้วเจ้าค่ะ" เว่ยฉือเซียวมองหญิงสาวในอ้อมแขน คิ้วเข้มขมวดมุ่น "แค่วิ่งเหยาะ ๆ ก็ข้อเท้าแพลงได้รึ?" "กระดูกข้าเปราะบางดั่งแก้วเจียระไนเจ้าค่ะ" นางตอบหน้าตาย "ท่านพี่ต้องทะนุถนอมข้าให้มาก โอ๊ย... เจ็บจังเลยเจ้าค่ะ ยืนไม่ไหวแล้ว" นางทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดลงที่แขนของเขา แสร้งทำเป็นแข้งขาอ่อนแรง เว่ยฉือเซียวถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขารู้ทันมารยาของนาง แต่ครั้นจะปล่อยให้นางลงไปกองกับพื้นก็ดูใจดำเกินไป อีกอย่าง... ผิวสัมผัสนุ่มนิ่มที่แนบชิดอยู่กับกายเขานั้นก็ทำให้จิตใจของเขาไขว้เขวไม่น้อย "มารยาเยอะนักนะ" เขาบ่นพึมพำ แต่ก็ยอมช้อนร่างของนางขึ้นมาอุ้ม "กลับเรือน วันนี้พอแค่นี้ แต่พรุ่งนี้เจ้าต้องมาชดเชย" ซางเหมียนลอบยิ้มกริ่มในใจขณะที่ซุกหน้าอยู่กับอกเขา รอดแล้ว! "ท่านพี่ใจดีที่สุดเลยเจ้าค่ะ" นางหยอดคำหวานเสียงใส "ท่านพี่แข็งแรงยิ่งนัก อุ้มข้าตัวปลิวเลย กล้ามแขนท่านช่างแน่นตึงดีเหลือเกิน" มือน้อย ๆ ของนางถือวิสาสะลูบไล้ไปตามท่อนแขนและแผงอกของเขาอย่างซุกซน อ้างว่าเพื่อหาที่ยึดเกาะ เว่ยฉือเซียวตัวเกร็ง ใบหูแดงระเรื่อขึ้นมาทันที เขากัดฟันพูดเสียงต่ำ "อยู่นิ่ง ๆ อย่าลูบคลำสะเปะสะปะ เดี๋ยวข้าโยนเจ้าลงบ่อบัวเสียหรอก!" "ไม่กลัวหรอกเจ้าค่ะ เพราะข้ารู้ว่าท่านพี่ไม่ทำหรอก ท่านพี่ออกจะรักภรรยาปานนี้" นางตอบอย่างมั่นใจพลางหัวเราะคิกคัก เว่ยฉือเซียวได้แต่กัดฟันเดินดุ่ม ๆ กลับเรือน โดยมีตัวภาระที่นุ่มนิ่มและเจ้าเล่ห์อยู่ในอ้อมแขนสายลมยามเย็นพัดผ่านช่องหน้าต่างไม้ฉลุลาย หอบเอากลิ่นหอมเย็นของดอกราตรีที่เริ่มแย้มบานส่งกลิ่นตลบอบอวลไปทั่วจวนอู่อันโหว ท้องนภาเบื้องบนค่อย ๆ เปลี่ยนเฉดสีจากสีครามสดใสเป็นสีม่วงเข้มประดับด้วยดวงดาราที่เริ่มปรากฏโฉมทีละดวงสองดวง บรรยากาศช่างเงียบสงบและงดงาม เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจเป็นที่สุดภายในเรือนนอนอันกว้างขวาง ซางเหมียนกำลังนอนเอนหลังอยู่บนตั่งนุ่มที่บุด้วยผ้าไหมราคาแพง อารมณ์ของนางดีจนเผลอฮัมเพลงพื้นบ้านทำนองสนุกสนานเบา ๆ ในลำคอ วันนี้นางรู้สึกราวกับเป็นแม่ทัพผู้ชนะศึกสงคราม นางสามารถจัดการเสี้ยมแม่สามีให้เข้าข้างนางได้สำเร็จ และมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า เย็นนี้เว่ยฉือเซียวจะต้องถูกมารดาเรียกไปต่อว่าจนหูชา และคำสั่งเรื่องการตื่นยามเหม่ามาวิ่งรอบจวนอันโหดร้ายนั้นจะต้องถูกยกเลิกไปโดยปริยาย"ฮูหยินเจ้าคะ น้ำแกงไก่ตุ๋นโสมมาแล้วเจ้าค่ะ" เสี่ยวซวงสาวใช้คนสนิทวางถ้วยกระเบื้องเคลือบใบสวยลงบนโต๊ะข้างตั่ง กลิ่นหอมกรุ่นของน้ำแกงที่เคี่ยวจนเข้าเนื้อยั่วน้ำลายยิ่งนักซางเหมียนยันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างกระตือรือร้น ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มกว้าง "ดีมากเสี่ยวซวง วันนี้ข้าใช้สมองวางแผนการไปมาก ต้องบำรุงร่
ยามเฉิน ณ โต๊ะอาหารหลังจากผ่านเหตุการณ์เมื่อเช้าตรู่มาได้ ซางเหมียนก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งเมื่อเห็นสำรับอาหารเช้านางนั่งลงที่โต๊ะอาหารอย่างรวดเร็ว โดยมีเว่ยฉือเซียวที่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เขามองนางคีบซาลาเปาไส้หมูสับเข้าปาก ด้วยสายตาอ่านยาก"ไหนบอกว่าเจ็บข้อเท้า" เขาถามเสียงเรียบ "เหตุใดจึงเดินมาที่โต๊ะอาหารได้คล่องแคล่วนัก"ซางเหมียนกลืนซาลาเปาลงคอก่อนจะตอบ "ความหิวช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้เจ้าค่ะ ท่านพี่ไม่เคยได้ยินหรือ อีกอย่าง พอได้นั่งพัก อาการก็ดีขึ้นมาทันตาเห็น สงสัยเป็นเพราะบารมีของท่านพี่คุ้มครองเจ้าค่ะ"เว่ยฉือเซียวส่ายหน้า "วันนี้ข้าต้องเข้าวังหลวงไปประชุมราชการกับฝ่าบาท อาจจะกลับดึก เจ้าอยู่จวนก็อย่าก่อเรื่อง แล้วอย่าลืมท่องกฎที่เหลือด้วย กลับมาข้าจะสอบใหม่ ถ้าไม่ได้... พรุ่งนี้วิ่งยี่สิบรอบ!"ซางเหมียนชะงักตะเกียบ ยี่สิบรอบ! เขาจะเอาให้ตายกันไปข้างหนึ่งจริง ๆ หรือ!"ท่านพี่ ข้าขอนอนคิดทบทวนกฎระเบียบเงียบ ๆ ได้หรือไม่เจ้าคะ การวิ่งทำให้สมองข้ากระทบกระเทือน จำอะไรไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ""ไม่ได้" คำตอบสั้น ๆ แต่เด็ดขาด ซางเหมียนมองสามีด้วยสายตัดพ้อเล็
ท้องนภายามรุ่งสางยังคงมืดมิด มีเพียงแสงดาวระยิบระยับที่เริ่มจางหายไป สายลมยามเช้าตรู่ของต้นฤดูร้อนพัดโชยมาปะทะผิวหน้า หอบเอาความเย็นที่ชวนให้รู้สึกสดชื่นสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ แต่กลับหนาวเหน็บจนเข้ากระดูกดำสำหรับสตรีผู้รักการนอนเป็นชีวิตจิตใจเสียงระฆังบอกเวลาว่าถึงยามเหม่าแล้วดังขึ้นเพียงหนึ่งครั้ง ทันใดนั้นประตูห้องนอนของเรือนหลักก็ถูกเปิดออกอย่างแรง"ตื่นได้แล้ว!" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังก้องกังวานไปทั่วห้องนอนที่เงียบสงบ เว่ยฉือเซียวอยู่ในชุดรัดกุมสีดำสนิทสำหรับฝึกซ้อมวรยุทธ์ แขนเสื้อถูกพันเก็บอย่างทะมัดทะแมงเผยให้เห็นท่อนแขนกำยำที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม ผมยาวถูกรวบขึ้นเป็นหางม้าสูงดูองอาจผ่าเผย ใบหน้าหล่อเหลาแต่เรียบตึงไร้อารมณ์ยืนตระหง่านอยู่ข้างเตียงนอนดุจยมทูตที่มารอรับวิญญาณบนเตียงกว้างหลังใหญ่ ร่างของซางเหมียนยังคงขดตัวเป็นก้อนกลมอยู่ใต้ผ้าห่มนวมผืนหนา นางได้ยินเสียงเรียกนั้นชัดเจน แต่เลือกที่จะตอบสนองด้วยการดึงผ้าห่มขึ้นคลุมโปงหนีความจริง"ซางเหมียน ข้ารู้นะว่าเจ้าตื่นแล้ว" เว่ยฉือเซียวกล่าวเสียงเรียบ พลางเอื้อมมือไปกระชากผ้าห่ม "ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้ วันนี้เจ้ามีนัดวิ่งรอบจวนกับข้า"ท
ห้องโถงรับรองที่เคยดูขึงขังด้วยโต๊ะและเก้าอี้ไม้เนื้อแข็งที่ขัดมันวับจนเห็นเงาสะท้อน บัดนี้ถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงเก้าอี้ไม้ประดู่ตัวใหญ่ประจำตำแหน่งของเขา ถูกวางทับด้วยเบาะรองนั่งขนเป็ดหนานุ่มสีขาว พนักพิงหลังมีหมอนใบเล็กปักลายดอกไม้สีสดใสวางเสริม ด้านล่างมีพรมขนสัตว์ผืนหนาปูรองรับเท้า บนโต๊ะน้ำชามีจานใส่ขนมขบเคี้ยว เปลือกถั่ว และผลไม้ปอกเปลือกวางเรียงรายอยู่เต็มไปหมด ดูรกหูรกตาพิลึกส่วนตัวต้นเหตุ... ซางเหมียนกำลังนั่งกึ่งนอนอยู่บนเก้าอี้ตัวนั้น สองขาพาดไปบนเก้าอี้อีกตัว กำลังใช้ไม้จิ้มผลไม้เข้าปากอย่างสบายอารมณ์ อ่านหนังสือในมืออย่างเพลิดเพลิน"ซางเหมียน!" เสียงคำรามต่ำลึกของสามีทำเอาซางเหมียนสะดุ้งเล็กน้อยจนไม้จิ้มในมือเกือบร่วง นางหันมามองเขาแล้วคลี่ยิ้มกว้างดูไร้พิษสง"ท่านพี่ กลับมาแล้วหรือเจ้าคะ เหนื่อยหรือไม่ มา ๆ มานั่งพักตรงนี้ ข้าให้เสี่ยวซวงเตรียมเบาะนุ่ม ๆ ไว้ให้ท่านแล้ว รับรองว่านั่งแล้วหายปวดหลังเป็นปลิดทิ้ง"เว่ยฉือเซียวเดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้านาง มองสำรวจสภาพห้องด้วยสายตาไม่พอใจ"นี่เจ้าทำอะไรกับห้องโถงของข้า" เขาถามเสียงเข้ม "เก้าอี้พวกนี้คือเก้าอี้รับรองแขก
ดวงตะวันเคลื่อนคล้อยขึ้นสู่กลางศีรษะ แสงแดดเจิดจ้าสาดส่องลงมากระทบกระเบื้องหลังคาจวนอู่อันโหวจนเกิดประกายระยิบระยับแสบตา ไอแดดร้อนระอุทำให้แมกไม้ในสวนเหี่ยวเฉาลงเล็กน้อย แม้แต่เสียงจักจั่นที่มักจะส่งเสียงระงมในช่วงฤดูร้อนยังดูเหมือนจะเงียบเสียงลง เพราะความร้อนจากดวงอาทิตย์ หรือบางทีพวกมันอาจจะเกรงกลัวต่อไอสังหารที่เจ้าของจวนทิ้งไว้ก่อนออกไปทำงานเมื่อช่วงเช้าตรู่ทว่าภายในเรือนอันกว้างขวางของจวนอู่อันโหว บรรยากาศกลับเย็นสบายราวกับอยู่กันคนละมุมโลกอ่างเคลือบลายครามใบใหญ่สี่ใบภายในบรรจุก้อนน้ำแข็งก้อนโต ถูกวางไว้ตามมุมห้องทั้งสี่ทิศ ไอเย็นจาง ๆ ลอยอ้อยอิ่งผสานกับกลิ่นหอมเย็นของเครื่องหอมที่ถูกจุดไว้ในกระถางทองเหลือง ช่วยขับไล่ความอบอ้าวของฤดูร้อนออกไปจนหมดสิ้นบนตั่งไม้จันทน์หอมราคาแพงที่ปูทับด้วยเสื่อไม้ไผ่สานละเอียด ร่างบอบบางของซางเหมียนนอนเอกเขนกอยู่อย่างเกียจคร้าน นางสวมชุดผ้าไหมเนื้อบางเบาสีฟ้าอ่อนปักลายเมฆาคล้อย ปล่อยผมยาวสยายเต็มแผ่นหลังโดยไม่เกล้าขึ้น สองเท้าเปลือยเปล่าพาดอยู่บนหมอนอิงทรงกลม มือข้างหนึ่งถือพัดกลมลายภาพวาดทิวทัศน์ขยับโบกไปมาอย่างเนิบนาบ ส่วนมืออีกข้างกำลังหยิบอง
เรือนโซ่วคัง เรือนพักของฮูหยินผู้เฒ่าบรรยากาศภายในห้องโถงหลักของเรือนโซ่วคังเงียบกริบ ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยฉือ หรือ หลี่ซื่อ มารดาของเว่ยฉือเซียว นั่งหน้าตึงอยู่บนเก้าอี้ไม้พะยูง ในมือถือลูกประคำไม้จันทน์ นางเป็นหญิงชราที่เคร่งขรึมและเข้มงวดไม่แพ้บุตรชาย ข้างกายมีสาวใช้คนสนิทคอยพัดวีให้อย่างระมัดระวังเมื่อเว่ยฉือเซียวพาซางเหมียนเดินเข้ามา ทุกสายตาก็พุ่งเป้าไปที่สะใภ้ใหม่ทันทีซางเหมียนคุกเข่าลงบนเบาะรองที่จัดเตรียมไว้ ก้มศีรษะคารวะอย่างงดงามถูกต้องตามระเบียบทุกกระเบียดนิ้ว ท่วงท่าอ่อนช้อยงดงามจนแม้แต่คนจับผิดยังหาที่ติไม่ได้“สะใภ้ซางเหมียน คารวะท่านแม่เจ้าค่ะ”หลี่ซื่อปรายตามอง “มาสายนะ วันแรกก็มาสายเสียแล้ว จวนอู่อันโหวของเราให้ความสำคัญกับเวลาเป็นที่สุด สะใภ้ซาง เจ้ามาจากตระกูลขุนนางชั้นสูง เหตุใดจึงไร้ระเบียบเช่นนี้”น้ำเสียงทรงอำนาจกดดันจนบ่าวไพร่รอบข้างพากันก้มหน้าต่ำ แต่ซางเหมียนกลับเงยหน้าขึ้น ส่งยิ้มอ่อนหวานและจริงใจไปให้แม่สามี “ท่านแม่กล่าวถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ ลูกสะใภ้ผิดเองที่ไร้ความสามารถ ตื่นเช้าไม่ไหว ร่างกายอ่อนแอแต่กำเนิด ทำให้ท่านแม่ต้องรอนาน ลูกสะใภ้สมควรตายพันครั้ง” นา







