Masukยามเฉิน ณ โต๊ะอาหาร
หลังจากผ่านเหตุการณ์เมื่อเช้าตรู่มาได้ ซางเหมียนก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งเมื่อเห็นสำรับอาหารเช้า นางนั่งลงที่โต๊ะอาหารอย่างรวดเร็ว โดยมีเว่ยฉือเซียวที่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เขามองนางคีบซาลาเปาไส้หมูสับเข้าปาก ด้วยสายตาอ่านยาก "ไหนบอกว่าเจ็บข้อเท้า" เขาถามเสียงเรียบ "เหตุใดจึงเดินมาที่โต๊ะอาหารได้คล่องแคล่วนัก" ซางเหมียนกลืนซาลาเปาลงคอก่อนจะตอบ "ความหิวช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้เจ้าค่ะ ท่านพี่ไม่เคยได้ยินหรือ อีกอย่าง พอได้นั่งพัก อาการก็ดีขึ้นมาทันตาเห็น สงสัยเป็นเพราะบารมีของท่านพี่คุ้มครองเจ้าค่ะ" เว่ยฉือเซียวส่ายหน้า "วันนี้ข้าต้องเข้าวังหลวงไปประชุมราชการกับฝ่าบาท อาจจะกลับดึก เจ้าอยู่จวนก็อย่าก่อเรื่อง แล้วอย่าลืมท่องกฎที่เหลือด้วย กลับมาข้าจะสอบใหม่ ถ้าไม่ได้... พรุ่งนี้วิ่งยี่สิบรอบ!" ซางเหมียนชะงักตะเกียบ ยี่สิบรอบ! เขาจะเอาให้ตายกันไปข้างหนึ่งจริง ๆ หรือ! "ท่านพี่ ข้าขอนอนคิดทบทวนกฎระเบียบเงียบ ๆ ได้หรือไม่เจ้าคะ การวิ่งทำให้สมองข้ากระทบกระเทือน จำอะไรไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ" "ไม่ได้" คำตอบสั้น ๆ แต่เด็ดขาด ซางเหมียนมองสามีด้วยสายตัดพ้อเล็กน้อย เมื่อสามีออกไปทำงานแล้ว ซางเหมียนก็วางตะเกียบลง นางทำสีหน้าเคร่งเครียดจนเสี่ยวซวงตกใจ "ฮูหยิน อาหารไม่อร่อยหรือเจ้าคะ" "เปล่า อาหารอร่อยมาก แต่ชีวิตข้ากำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย" ซางเหมียนพึมพำ "เสี่ยวซวง ข้าจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ไม่ได้ ขืนต้องตื่นมาวิ่งทุกวัน ข้าต้องตายก่อนวัยอันควรแน่ ๆ ผิวพรรณข้าจะกร้านแดด ขาข้าจะปูดโปนเป็นน่องไก่ ข้าต้องหาเกราะคุ้มกัน!" "เกราะคุ้มกัน?" เสี่ยวซวงงง "ใช่... คนเดียวในจวนนี้ที่มีอำนาจเหนือเว่ยฉือเซียว" ซางเหมียนยิ้มเจ้าเล่ห์ "เตรียมตัว เราจะไปเยี่ยมแม่สามีกัน!" เรือนโซ่วคัง ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยฉือ หรือ หลี่ซื่อ กำลังนั่งจิบชาอยู่ในสวนหย่อม นางมีสีหน้าผ่อนคลายกว่าทุกวัน เพราะเมื่อคืนนางนอนหลับสบายตลอดทั้งคืนด้วยหมอนหนุนเมฆาที่ลูกสะใภ้มอบให้ "สะใภ้ซางเหมียน คารวะท่านแม่เจ้าค่ะ" ซางเหมียนเดินนวยนาดเข้ามาพร้อมกับเสี่ยวซวงที่ถือตะกร้าสานใบใหญ่มาด้วย "สะใภ้ซาง มาหาข้าแต่เช้าเชียว มีเรื่องอันใดหรือ" หลี่ซื่อวางถ้วยชาลง มองสะใภ้ด้วยสายตาที่เป็นมิตรขึ้นกว่าวันแรกมาก "ลูกสะใภ้มาเยี่ยมเยียนถามไถ่สุขภาพท่านแม่เจ้าค่ะ เมื่อคืนท่านแม่หลับสบายดีหรือไม่เจ้าคะ" ซางเหมียนถามเสียงหวาน พลางเข้ามานั่งลงบนตั่งเตี้ยข้าง ๆ แม่สามี แล้วเริ่มลงมือนวดขาให้ท่านอย่างเอาใจ "ดี... ดีมากเลยทีเดียว หมอนของเจ้าวิเศษนัก ข้าไม่ปวดคอเลยตื่นมาก็สดชื่น" หลี่ซื่อพยักหน้าชมเชย "ข้ากำลังคิดว่าจะให้รางวัลเจ้าเสียหน่อย" "มิกล้าเจ้าค่ะ แค่ท่านแม่สุขภาพแข็งแรง ลูกสะใภ้ก็ดีใจแล้วเจ้าค่ะ" ซางเหมียนตอบอย่างถ่อมตน แต่ในใจร้องตะโกนว่า เสร็จข้า! "จริงสิเจ้าคะ วันนี้ลูกสะใภ้ตั้งใจทำขนมบัวลอยน้ำขิงสูตรสกุลซางมาให้ท่านแม่ด้วยเจ้าค่ะ ช่วยขับลม บำรุงเลือด ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง" เสี่ยวซวงรีบตักขนมบัวลอยน้ำขิงร้อน ๆ ส่งให้ ซางเหมียนรับมาเป่าเบา ๆ แล้วยื่นให้แม่สามี หลี่ซื่อรับไปชิมคำหนึ่ง รสชาติหวานหอมเผ็ดร้อนกำลังดี แป้งบัวลอยนุ่มหนึบเคี้ยวเพลิน นางยิ้มออกมา "อร่อย เจ้ามีฝีมือเหมือนกันนี่นา" "ท่านแม่ชอบก็ดีแล้วเจ้าค่ะ" ซางเหมียนทำหน้าเศร้าสร้อยลงเล็กน้อย ถอนหายใจเบา ๆ ให้พอได้ยิน "เป็นอันใดไป เหตุใดจึงมีสีหน้าเศร้าหมองเช่นนั้น" หลี่ซื่อถามด้วยความสงสัย "ไม่มีอันใดเจ้าค่ะ เพียงแต่..." ซางเหมียนเงยหน้าขึ้น น้ำตาคลอเบ้าอีกครั้ง "ลูกสะใภ้กลัวว่าวันพรุ่งนี้อาจจะไม่มีแรงมาทำขนมอร่อย ๆ ให้ท่านแม่ทานอีกแล้วเจ้าค่ะ" "ผู้ใดทำอะไรเจ้า" หลี่ซื่อขมวดคิ้ว "ท่านพี่เจ้าค่ะ..." ซางเหมียนเริ่มฟ้อง "ท่านพี่เข้มงวดกับข้ายิ่งนัก บังคับให้ข้าตื่นยามเหม่าไปวิ่งรอบลานฝึกยุทธ์ตั้งยี่สิบรอบ ร่างกายข้าอ่อนแอแต่กำเนิด แค่เดินตากลมก็จะเป็นลมแล้ว ให้ไปวิ่งตากแดดตากลมเช่นนั้น ข้าคงช้ำในตายแน่ ๆ เจ้าค่ะ ฮือ ๆ " นางยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับน้ำตาที่หางตาที่ไม่มีอยู่จริงอย่างน่าเวทนา "เหลวไหล!" หลี่ซื่อตบที่วางแขนเสียงดัง "อาเซียวชักจะเกินไปแล้ว เจ้าเป็นฮูหยิน เป็นแม่เรือนไม่ใช่ทหาร จะให้ไปวิ่งรอบลานฝึกยุทธ์ด้วยเหตุใดกัน ช่างไม่รู้จักถนอมบุปผาเอาเสียเลย!" "ท่านพี่บอกว่าข้าเกียจคร้านเจ้าค่ะ ท่านพี่อยากให้ข้าแข็งแรงจะได้ทนมือทนเท้า... เอ่อ ทนทานต่อการฝึกฝนเจ้าค่ะ" ซางเหมียนใส่ไฟเข้าไปอีกนิด "ฝึกฝนบ้าบออะไรกัน หน้าที่ภรรยาคือปรนนิบัติสามี ดูแลพ่อแม่ ไม่ใช่ไปวิ่งแข่งกับม้า!" นางเป็นคนหัวโบราณ ย่อมไม่เห็นด้วยกับการให้สตรีไปทำกิจกรรมโลดโผนแบบบุรุษ "เจ้าไม่ต้องห่วง สะใภ้ซาง" หลี่ซื่อตบมือซางเหมียนเบา ๆ "เดี๋ยวเย็นนี้อาเซียวกลับมา ข้าจะจัดการอบรมเขาเอง ผู้ใดกล้าบังคับเจ้าวิ่ง ข้าจะให้คนนั้นมาวิ่งรอบเรือนข้าแทน" ซางเหมียนก้มหน้ารับคำ ซ่อนรอยยิ้มแห่งชัยชนะไว้ภายใต้ใบหน้าเศร้าสร้อย "ขอบพระคุณท่านแม่เจ้าค่ะ ท่านแม่ช่างเปี่ยมด้วยเมตตาธรรมดุจพระโพธิสัตว์มาโปรด ลูกสะใภ้ซาบซึ้งใจยิ่งนักเจ้าค่ะ" "เอาล่ะ ๆ ไม่ต้องร้องไห้ กินขนมเสียสิ แล้วไปพักผ่อนเถิด หน้าตาเจ้าดูซีดเซียวมากจริง ๆ " หลี่ซื่อกล่าวอย่างเอ็นดู "เจ้าค่ะ ท่านแม่" ซางเหมียนลุกขึ้นย่อกาย เดินออกจากเรือนโซ่วคังด้วยท่าทางอ่อนช้อยงดงาม แต่พอพ้นสายตาคน นางก็หันไปยิ้มกับเสี่ยวซวง "เรียบร้อย คืนนี้ข้านอนหลับอย่างสบายใจได้แล้ว ท่านพี่จะเก่งแค่ไหนก็ต้องแพ้ทางมารดาของตัวเอง" นางหัวเราะคิกคักอย่างได้ใจเกล็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า ปกคลุมทั่วทั้งเมืองหลวงจนกลายเป็นเมืองในนิทานที่ถูกฉาบด้วยสีเงินยวบยาบ ลมหนาวพัดกรรโชกแรง หอบเอาความเย็นยะเยือกแทรกซึมผ่านหน้าต่างเข้ามาในเรือนนอน แม้จะมีเตาถ่านจุดไฟให้ความอบอุ่นอยู่ถึงสี่ทิศ แต่สำหรับสตรีผู้มีปณิธานแน่วแน่ในการเป็นปลาเค็มอย่างซางเหมียนแล้ว ความหนาวเย็นคือศัตรูตัวฉกาจที่ทำให้การนอนพักผ่อนขาดความสุนทรียภาพบนตั่งยาวบุขนสัตว์หนานุ่ม ร่างระหงที่ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าห่มนวมผืนหนาจนดูคล้ายดักแด้ยักษ์ กำลังนอนขดตัวอย่างน่าเวทนา มีเพียงใบหน้าเล็กๆ ขาวผ่องโผล่ออกมาหายใจ"ท่านพี่..." เสียงหวานเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบาและสั่นเครือ "ข้าหนาว หนาวเหมือนถูกแช่แข็งในก้อนน้ำแข็งพันปี เกล็ดปลาเค็มของข้ากำลังจะหลุดร่อนแล้วเจ้าค่ะ"เว่ยฉือเซียว ที่กำลังนั่งอ่านฎีกาอยู่ข้างๆ เงยหน้าขึ้นมองภรรยาด้วยสายตาเอ็นดูระคนอ่อนใจ เขาขยับตัวเข้าไปใกล้ ดึงผ้าห่มให้กระชับขึ้น แล้วสอดมือหนาเข้าไปกุมมือน้อยที่เย็นเฉียบของนางไว้"ในห้องนี้อุ่นจนเหงื่อข้าจะออกอยู่แล้ว เหมียนเอ๋อ" เขาแย้งเบาๆ "เจ้าขี้หนาวเกินไปแล้ว หรือเจ้าแค่อยากอ้อนให้ข้ากอด""ทั้งสองอย่างเจ้าค่ะ" ซางเ
อาโหย่วเบะปาก น้ำตาคลอเบ้า ทันใดนั้น เขาก็เหลือบไปเห็นเทพธิดาผู้กอบกู้เดินนวยนาดเข้ามาในลานฝึกซางเหมียน ในวัยยี่สิบต้นๆ ยังคงงดงามและดูอ่อนเยาว์ นางสวมชุดสีม่วงอ่อน ถือพัดจีบโบกสะบัดเบาๆ เดินเข้ามาพร้อมกับเสี่ยวซวงที่ถือถาดขนม"ท่านแม่!" อาโหย่วร้องลั่น ทิ้งท่าฝึกแล้ววิ่งเข้าไปกอดขามารดาทันที "ท่านพ่อรังแกข้า ท่านพ่อจะให้ข้าขาหัก!"ซางเหมียนก้มลงลูบหัวลูกชาย แล้วเงยหน้ามองสามีด้วยสายตาตำหนิ "ท่านพี่ ลูกเพิ่งจะห้าขวบ ท่านจะเคี่ยวเข็ญอะไรนักหนาเจ้าคะ ดูกล้ามขาน้อยๆ ของลูกสิ สั่นไปหมดแล้ว""เหมียนเอ๋อ เจ้าอย่าให้ท้ายลูก" เว่ยฉือเซียวถอนหายใจ "ไม้แก่ดัดยาก ไม้อ่อนดัดง่าย ข้าต้องฝึกเขาให้แกร่งตั้งแต่เด็ก โตขึ้นจะได้ปกป้องตัวเองและบ้านเมืองได้""แต่การพักผ่อนก็สำคัญนะเจ้าคะ" ซางเหมียนเถียง "ท่านหมอบอกว่าเด็กวัยนี้ต้องนอนเยอะๆ กินเยอะๆ ถึงจะโตไว อาโหย่ว มานี่มาลูก แม่เตรียมขนมดอกกุ้ยฮวามาให้ กินเสร็จแล้วไปนอนกลางวันกันเถอะ""เย้! ท่านแม่ใจดีที่สุดเลย" อาโหย่วกระโดดโลดเต้น หยิบขนมเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ แล้วแลบลิ้นใส่บิดาเว่ยฉือเซียวมองสองแม่ลูกจูงมือกันเดินออกจากลานฝึก ทิ้งให้เขายืนโดดเดี่ยวอย
ใบไม้เปลี่ยนสีเริ่มร่วงโรยลงสู่พื้นดินอีกคำครั้ง สัญญาณแห่งกาลเวลาที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปไม่เคยหยุดนิ่ง ณ จวนอู่อันโหวที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกร บรรยากาศในยามสายของฤดูใบไม้ร่วงปีนี้กลับเต็มไปด้วยความโกลาหลวุ่นวายยิ่งกว่าศึกสงครามครั้งไหนๆเสียงฝีเท้าหนักๆ เดินวนไปวนมาหน้าประตูเรือนจนพื้นไม้แทบสึก ร่างสูงใหญ่ของเว่ยฉือเซียวในชุดลำลองสีเข้ม มีเหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผาก ทั้งที่อากาศเย็นสบาย คิ้วเข้มขมวดมุ่นจนแทบจะผูกเป็นปม มือหนากำหมัดแน่นสลับกับคลายออกด้วยความกระวนกระวายใจภายในห้องเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของซางเหมียน ดังเล็ดลอดออกมาเป็นระยะ บาดลึกเข้าไปในหัวใจของแม่ทัพหนุ่มยิ่งกว่าคมดาบ"โอ๊ย! ท่านพี่ข้าเจ็บ! ข้าไม่เอาแล้ว! ข้าจะไม่คลอดแล้ว!" เสียงโอดครวญของภรรยาทำให้เว่ยฉือเซียวแทบจะพังประตูเข้าไป"เหมียนเอ๋อ! อดทนไว้! ข้าอยู่นี่!" เขาตะโกนตอบเสียงสั่น "หมอตำแย! เหตุใดถึงนานนัก หากฮูหยินข้าเป็นอะไรไป ข้าจะสั่งประหารพวกเจ้าให้หมด!""ท่านโหวใจเย็นๆ ก่อนเจ้าค่ะ!" แม่นมฟางรีบออกมาขวางหน้าประตู "สตรีกำลังคลอดบุตร บุรุษห้ามเข้าเจ้าค่ะ มันผิดธรรมเนียมและจะเป็นอัปมงคล ท่านโหวรออยู่ตรงนี้เถิดเจ้าค่ะ
ข่าวการตั้งครรภ์ของฮูหยินแพร่สะพัดไปทั่วจวนราวกับไฟลามทุ่ง ฮูหยินผู้เฒ่าหลี่ซื่อ รีบเดินทางมาที่เรือนหลักแทบจะในทันที พร้อมกับขบวนของบำรุงยาวเหยียด"เหมียนเอ๋อ! หลานย่า!" หลี่ซื่อตรงเข้ามาลูบท้องซางเหมียนด้วยความรักใคร่ "ในที่สุดสวรรค์ก็เมตตาสกุลเว่ยฉือ เจ้าทำได้ดีมาก อยากกินอะไรบอกแม่ แม่จะให้คนไปหามาให้หมด จะเอาเดือนเอาดาวแม่ก็จะสอยมาให้!""ขอบพระคุณเจ้าค่ะท่านแม่ใข้าอยากกินแค่ผลไม้รสเปรี้ยวๆ เจ้าค่ะ" ซางเหมียนตอบเสียงอ้อน"ได้ ไปเหมามะม่วงดอง มะนาวเชื่อม บ๊วยเค็ม มาให้หมดตลาด!" หลี่ซื่อสั่งบ่าวไพร่นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา วิถีชีวิตของซางเหมียนก็เปลี่ยนไป จากที่เคยเป็นปลาเค็มที่นอนเฉยๆ ตอนนี้กลายเป็นไข่ในหินที่ห้ามขยับตัว"ท่านพี่เจ้าคะ ข้าจะเดินไปเข้าห้องน้ำเจ้าค่ะ" ซางเหมียนทำท่าจะลุกจากเตียง"หยุด!" เว่ยฉือเซียวที่นั่งอ่านตำราคู่มือการเลี้ยงทารกอยู่ข้างๆ รีบวางหนังสือลง แล้วพุ่งเข้ามาอุ้มนางทันที"พื้นมันเย็น เดี๋ยวเท้าเจ้าจะเย็น ส่งผลถึงลูก ข้าอุ้มไปเอง""แต่ท่านพี่ ห้องปลดทุกข์อยู่แค่หลังฉากกั้นนี่เองนะเจ้าคะ ข้าเดินสองก้าวก็ถึง" นางท้วง"ไม่ได้! สองก้าวก็มีความเสี่ยง เกิดเจ
สายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านมาอย่างอ่อนโยน นำพากลิ่นหอมของมวลดอกไม้ในสวนให้ลอยฟุ้งไปทั่วจวนอู่อันโหว แสงแดดอุ่นๆ สาดส่องผ่านม่านหน้าต่างลงมากระทบพื้นไม้ขัดเงา บรรยากาศภายในจวนช่างสงบสุขและงดงาม ราวกับสวรรค์กำลังอวยพรให้กับความรักที่ผ่านพ้นมรสุมมาได้ทว่า... สำหรับ ซางเหมียน แล้ว เช้าวันนี้กลับไม่ได้สดใสเหมือนอากาศภายนอกนางนั่งหน้าซีดเผือดอยู่หน้าโต๊ะอาหารเช้า ดวงตาหงส์ที่เคยเป็นประกายสดใสบัดนี้ดูโรยรา ร่างกายอ่อนแรงพิงพนักเก้าอี้ บนโต๊ะมีอาหารเลิศรสมากมายที่เว่ยฉือเซียว สั่งให้พ่อครัวจัดเตรียมเพื่อบำรุงภรรยา ทั้งไก่ดำตุ๋นยาจีน ขาหมูน้ำแดง และปลาทอดราดพริก"เหมียนเอ๋อเป็นอะไรไป" เว่ยฉือเซียววางตะเกียบลง สีหน้าฉายแววกังวลอย่างชัดเจน "อาหารไม่ถูกปากรึ หรือพ่อครัวทำรสชาติผิดเพี้ยนไป"ซางเหมียนส่ายหน้าเบาๆ นางยกมือขึ้นปิดจมูกเมื่อกลิ่นน้ำมันจากปลาทอดโชยมาแตะจมูก"อุ้บ..."นางรีบหันหน้าหนี ความรู้สึกพะอืดพะอมตีตื้นขึ้นมาจนจุกอยู่ที่คอ"เหมียนเอ๋อ!" เว่ยฉือเซียวรีบถลันเข้ามาประคองนาง "เจ้าจะอาเจียนหรือ เสี่ยวซวง! เอากระโถนมาเร็ว!"เสี่ยวซวงรีบวิ่งเข้ามา ซางเหมียนโก่งคออาเจียนออกมา แต่กลับไม่
ห้องอาหารองค์หญิงชุนหยางนั่งลงบนเก้าอี้ไม้แข็งๆ นางมองดูอาหารที่บ่าวไพร่ยกมาวางด้วยความคาดหวังแต่เมื่อฝาครอบอาหารเปิดออก...ในชามมีเพียงข้าวต้มน้ำใส ที่ใสจนเห็นก้นชาม กับ ผักดองเค็มๆ หนึ่งถ้วยเล็ก และ หมั่นโถวแข็งๆ อีกสองลูก"นี่... นี่มันอาหารหมูรึ?" องค์หญิงกรีดร้อง"นี่คืออาหารรำลึกชายแดนเพคะ" ซางเหมียนกล่าวอย่างภาคภูมิใจ หยิบหมั่นโถวแข็งๆ ขึ้นมากัด กร๊อบ!"ท่านพี่เว่ยฉือเซียวกล่าวว่า เพื่อไม่ให้ลืมความลำบากของทหาร คนในจวนต้องกินอยู่อย่างสมถะ เงินทองเบี้ยหวัดทั้งหมด เราบริจาคให้กองทัพหมดแล้วเพคะ เสื้อผ้าก็ต้องใส่ผ้าฝ้ายหยาบๆ เครื่องประดับก็ห้ามใส่..."ซางเหมียนชี้ไปที่ชุดผ้าฝ้ายของตน "องค์หญิงทรงอาภรณ์หรูหราเช่นนี้ เกรงว่าท่านพี่จะไม่ปลื้มนะเพคะ มันดู... ฟุ่มเฟือยและเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่บ่าวไพร่"เว่ยฉือเซียวนั่งกอดอก หน้าบึ้งตึง "ฮูหยินพูดถูก หากท่านจะแต่งเข้ามา ท่านต้องนำทรัพย์สินและสินเดิมทั้งหมด บริจาคเข้ากองทัพ ท่านทำได้หรือไม่"องค์หญิงชุนหยางมองหน้าเว่ยฉือเซียวสลับกับซางเหมียน มือสั่นเทาด้วยความโกรธและความกลัว"พวกเจ้า... พวกเจ้ามันบ้าไปแล้ว! นี่มันนรกชัด ๆ ข้าจะแต่งมาเป็







