LOGINสายลมยามเย็นพัดผ่านช่องหน้าต่างไม้ฉลุลาย หอบเอากลิ่นหอมเย็นของดอกราตรีที่เริ่มแย้มบานส่งกลิ่นตลบอบอวลไปทั่วจวนอู่อันโหว ท้องนภาเบื้องบนค่อย ๆ เปลี่ยนเฉดสีจากสีครามสดใสเป็นสีม่วงเข้มประดับด้วยดวงดาราที่เริ่มปรากฏโฉมทีละดวงสองดวง บรรยากาศช่างเงียบสงบและงดงาม เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจเป็นที่สุด
ภายในเรือนนอนอันกว้างขวาง ซางเหมียนกำลังนอนเอนหลังอยู่บนตั่งนุ่มที่บุด้วยผ้าไหมราคาแพง อารมณ์ของนางดีจนเผลอฮัมเพลงพื้นบ้านทำนองสนุกสนานเบา ๆ ในลำคอ วันนี้นางรู้สึกราวกับเป็นแม่ทัพผู้ชนะศึกสงคราม นางสามารถจัดการเสี้ยมแม่สามีให้เข้าข้างนางได้สำเร็จ และมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า เย็นนี้เว่ยฉือเซียวจะต้องถูกมารดาเรียกไปต่อว่าจนหูชา และคำสั่งเรื่องการตื่นยามเหม่ามาวิ่งรอบจวนอันโหดร้ายนั้นจะต้องถูกยกเลิกไปโดยปริยาย "ฮูหยินเจ้าคะ น้ำแกงไก่ตุ๋นโสมมาแล้วเจ้าค่ะ" เสี่ยวซวงสาวใช้คนสนิทวางถ้วยกระเบื้องเคลือบใบสวยลงบนโต๊ะข้างตั่ง กลิ่นหอมกรุ่นของน้ำแกงที่เคี่ยวจนเข้าเนื้อยั่วน้ำลายยิ่งนัก ซางเหมียนยันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างกระตือรือร้น ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มกว้าง "ดีมากเสี่ยวซวง วันนี้ข้าใช้สมองวางแผนการไปมาก ต้องบำรุงร่างกายเสียหน่อย แล้วท่านโหวกลับมาหรือยัง" "บ่าวเห็นรถม้าของท่านโหวเพิ่งเลี้ยวเข้ามาที่หน้าประตูจวนเมื่อชั่วจิบชานี้เองเจ้าค่ะ" เสี่ยวซวงรายงานเสียงเบา "แต่สีหน้าท่านโหวดูเรียบเฉย ดูไม่ออกว่าอารมณ์ดีหรือร้ายเจ้าค่ะ" "หึ ๆ เรียบเฉยได้อีกไม่นานหรอก" ซางเหมียนหัวเราะในลำคออย่างผู้มีชัย "ป่านนี้ท่านแม่คงส่งคนไปดักรอเรียกตัวเขาไปที่เรือนโซ่วคังแล้ว ข้าอยากจะเห็นหน้าแม่ทัพจอมบงการตอนโดนมารดาดุเสียจริง ว่าจะยังวางมาดเคร่งขรึมอยู่ได้หรือไม่" นางยกถ้วยน้ำแกงขึ้นจิบอย่างสบายใจ วาดฝันถึงชีวิตอันสงบสุขที่จะตามมาหลังจากนี้ ตื่นสายได้ตามใจปรารถนา กินขนมได้ทุกเวลา และที่สำคัญ นางไม่ต้องไปวิ่งตากลมตากแดดให้ผิวเสีย ทว่า ความเป็นจริงหาได้ง่ายดายดั่งที่นางวาดฝันไว้ไม่ ณ เรือนโซ่วคัง บรรยากาศกลับตึงเครียดกว่าที่ซางเหมียนคาดการณ์ไว้มากนัก เว่ยฉือเซียวเดินเข้ามาในห้องโถงด้วยฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงดุจขุนเขา เขาสวมชุดขุนนางเต็มยศสีดำปักลายกิเลนที่ยังไม่ได้ผลัดเปลี่ยน แสดงให้เห็นว่าเขาตรงดิ่งมาหาทันทีที่กลับถึงจวน ใบหน้าหล่อเหลาคมคายนั้นเรียบสนิทดุจผิวน้ำในบ่อลึก ดวงตาพญาเหยี่ยวฉายแววเด็ดเดี่ยวที่ยากจะสั่นคลอน "ลูกอกตัญญูเว่ยฉือเซียว คารวะท่านแม่ขอรับ" เขาย่อกายลงทำความเคารพมารดาอย่างนอบน้อมและสง่างาม ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยฉือ หรือ หลี่ซื่อ นั่งหน้าตึงอยู่บนเก้าอี้ไม้ นางพยายามปั้นหน้าดุใส่บุตรชายตามที่ได้รับฟังความข้างเดียวมาจากลูกสะใภ้เมื่อช่วงเช้า "อาเซียว! เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเรียกเจ้ามาด้วยเหตุอันใด" หลี่ซื่อถามเสียงเข้ม พยายามข่มความรักลูกไว้ในอก "ลูกทราบดีขอรับ" เว่ยฉือเซียวตอบโดยไม่ต้องหยุดคิด น้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น "คงเป็นเรื่องของซางเหมียน ฮูหยินของลูก นางคงจะมาร้องห่มร้องไห้ฟ้องท่านแม่ว่าลูกรังแกนาง บังคับให้นางตื่นเช้ามาฝึกฝนร่างกาย จนจะเป็นลมเป็นแล้งไปกระมัง" หลี่ซื่อชะงักไปเล็กน้อยที่บุตรชายรู้ทัน "อะ... อืม ก็ใช่! เจ้าทำเกินไปจริง ๆ นางเป็นสตรีบอบบาง เป็นคุณหนูมีตระกูลที่เติบโตมาในห้องหอ เจ้าจะไปเคี่ยวเข็ญนางเหมือนทหารในกองทัพได้อย่างไร นางบอกข้าว่านางเจ็บปวดไปทั้งตัวจนจะช้ำในตายอยู่แล้ว!" เว่ยฉือเซียวไม่ตอบโต้ในทันที เขาค่อย ๆ ยืดตัวขึ้นยืนตรง แล้วถอนหายใจยาวเหยียด แววตาเปลี่ยนจากความเด็ดเดี่ยวเป็นความกังวลและห่วงใยอย่างลึกซึ้ง "ท่านแม่ขอรับ..." น้ำเสียงของเขาอ่อนลง "ท่านแม่คิดว่าลูกอยากจะทรมานภรรยาตัวเองหรือขอรับ นางเป็นภรรยาที่ลูกแต่งเข้ามาอย่างถูกต้องตามประเพณี เป็นศรีภรรยาที่ลูกต้องดูแล แต่ที่ลูกต้องทำเช่นนี้ ก็เพื่ออนาคตของสกุลเว่ยฉือ และเพื่อความปรารถนาสูงสุดของท่านแม่เองนะขอรับ" "เพื่อข้า?" หลี่ซื่อขมวดคิ้ว "การทรมานลูกสะใภ้ข้า จะเป็นเพื่อข้าได้อย่างไร" เว่ยฉือเซียวเดินเข้าไปใกล้เก้าอี้มารดา แล้วคุกเข่าลงข้างหนึ่ง กุมมือเหี่ยวย่นของมารดาไว้แน่น "ท่านแม่ ท่านอยากอุ้มหลานชายตัวอ้วนท้วนสมบูรณ์เร็ว ๆ ใช่หรือไม่ขอรับ" คำว่า หลานชาย เปรียบเสมือนกุญแจดอกสำคัญที่ไขประตูหัวใจของหญิงชรา หลี่ซื่อตาโตขึ้นทันที แววตาเป็นประกาย "แน่นอน! ข้าแก่ป่านนี้แล้ว ก็หวังเพียงจะได้เห็นหน้าหลานสืบสกุลก่อนตาย" "นั่นแหละคือปัญหาขอรับ" เว่ยฉือเซียวตีหน้าเศร้า "ลูกได้ให้หมอหลวงมาตรวจชีพจรของซางเหมียนอย่างลับ ๆ แล้ว ท่านหมอกล่าวว่า ร่างกายของนางอ่อนแอเกินไป เลือดลมเดินไม่สะดวก ภายในมีความเย็นสะสมจากการที่ไม่ออกแรงเคลื่อนไหว หากปล่อยไว้เช่นนี้ นางจะตั้งครรภ์ยาก หรือหากตั้งครรภ์ได้ ก็เสี่ยงที่จะแท้งบุตรเพราะร่างกายมารดาทนรับไม่ไหวขอรับ" "จริงรึ!" หลี่ซื่ออุทานเสียงหลง หน้าซีดเผือด มือไม้สั่นเทา "จะ... เจ้าไม่ได้โกหกแม่ใช่หรือไม่" "ลูกจะกล้าเอาเรื่องทายาทมาล้อเล่นได้อย่างไรขอรับ" เว่ยฉือเซียวกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ท่านหมอกำชับนักหนาว่า หากอยากให้นางมีบุตรได้โดยเร็วและปลอดภัย นางต้องปรับปรุงโครงสร้างร่างกาย ต้องตื่นเช้ารับแสงแดดเพื่อเพิ่มพลังหยาง ต้องเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อให้เลือดลมสูบฉีด ลูกจึงจำใจต้องสวมบทสามีใจร้าย บังคับให้นางวิ่ง ทั้งที่ใจลูกนั้นเจ็บปวดเหลือเกินที่เห็นนางเหนื่อย แต่เพื่อหลานของท่านแม่ ลูกต้องแข็งใจขอรับ" หลี่ซื่อฟังแล้วน้ำตาซึม นางมองบุตรชายด้วยความซาบซึ้งและรู้สึกผิดที่ไปดุด่าเขาเมื่อครู่ "โธ่... อาเซียว ลูกแม่ แม่ไม่รู้เลยว่าเจ้าต้องแบกรับความลำบากใจถึงเพียงนี้ แม่ช่างโง่เขลานักที่ไปหลงเชื่อคำออดอ้อนของนาง" "ไม่เป็นไรขอรับท่านแม่ นางยังเด็ก นางย่อมรักความสบายเป็นธรรมดา แต่เราเป็นผู้ใหญ่ เราต้องมองการณ์ไกล" เว่ยฉือเซียวบีบมือมารดาเบา ๆ "ดังนั้น เรื่องการวิ่งและการฝึกฝนร่างกาย ท่านแม่จะอนุญาตให้ลูกทำต่อใช่หรือไม่ขอรับ" "แน่นอน! ต้องทำ ต้องทำอย่างเคร่งครัดด้วย" หลี่ซื่อเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือทันที ความสงสารสะใภ้หายวับไปกับตา เหลือเพียงความมุ่งมั่นที่จะได้อุ้มหลาน "นางจะมามัวนอนขี้เกียจไม่ได้แล้ว สุขภาพร่างกายและการมีทายาทสำคัญที่สุด ต่อไปนี้แม่จะไม่ห้ามเจ้าแล้ว เจ้าจัดการนางได้เต็มที่เลย" เว่ยฉือเซียวลอบยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มของผู้ชนะที่ซ่อนเร้นไว้ภายใต้ใบหน้ากตัญญู "ขอบพระคุณท่านแม่ที่เข้าใจขอรับ และเพื่อให้การฝึกฝนได้ผลดียิ่งขึ้น ลูกได้เชิญผู้ช่วยมือหนึ่งมาจากในวังด้วยขอรับ" "ผู้ใดรึ?" "แม่นมเหยียนขอรับ" หลี่ซื่อเบิกตากว้าง "แม่นมเหยียน อดีตนางกำนัลอาวุโสฝ่ายอบรมมารยาทที่ขึ้นชื่อว่าดุที่สุดในวังหลวงน่ะรึ" "ใช่ขอรับ ลูกทาบทามนางมาช่วยดูแลซางเหมียน ทั้งเรื่องกิริยามารยาทและการออกกำลังกาย เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นมารดาที่สมบูรณ์แบบ" หลี่ซื่อพยักหน้าหงึกหงักอย่างเห็นดีเห็นงาม "ดี! มีแม่นมเหยียนมาช่วย ข้าก็เบาใจ"สายลมยามเย็นพัดผ่านช่องหน้าต่างไม้ฉลุลาย หอบเอากลิ่นหอมเย็นของดอกราตรีที่เริ่มแย้มบานส่งกลิ่นตลบอบอวลไปทั่วจวนอู่อันโหว ท้องนภาเบื้องบนค่อย ๆ เปลี่ยนเฉดสีจากสีครามสดใสเป็นสีม่วงเข้มประดับด้วยดวงดาราที่เริ่มปรากฏโฉมทีละดวงสองดวง บรรยากาศช่างเงียบสงบและงดงาม เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจเป็นที่สุดภายในเรือนนอนอันกว้างขวาง ซางเหมียนกำลังนอนเอนหลังอยู่บนตั่งนุ่มที่บุด้วยผ้าไหมราคาแพง อารมณ์ของนางดีจนเผลอฮัมเพลงพื้นบ้านทำนองสนุกสนานเบา ๆ ในลำคอ วันนี้นางรู้สึกราวกับเป็นแม่ทัพผู้ชนะศึกสงคราม นางสามารถจัดการเสี้ยมแม่สามีให้เข้าข้างนางได้สำเร็จ และมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า เย็นนี้เว่ยฉือเซียวจะต้องถูกมารดาเรียกไปต่อว่าจนหูชา และคำสั่งเรื่องการตื่นยามเหม่ามาวิ่งรอบจวนอันโหดร้ายนั้นจะต้องถูกยกเลิกไปโดยปริยาย"ฮูหยินเจ้าคะ น้ำแกงไก่ตุ๋นโสมมาแล้วเจ้าค่ะ" เสี่ยวซวงสาวใช้คนสนิทวางถ้วยกระเบื้องเคลือบใบสวยลงบนโต๊ะข้างตั่ง กลิ่นหอมกรุ่นของน้ำแกงที่เคี่ยวจนเข้าเนื้อยั่วน้ำลายยิ่งนักซางเหมียนยันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างกระตือรือร้น ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มกว้าง "ดีมากเสี่ยวซวง วันนี้ข้าใช้สมองวางแผนการไปมาก ต้องบำรุงร่
ยามเฉิน ณ โต๊ะอาหารหลังจากผ่านเหตุการณ์เมื่อเช้าตรู่มาได้ ซางเหมียนก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งเมื่อเห็นสำรับอาหารเช้านางนั่งลงที่โต๊ะอาหารอย่างรวดเร็ว โดยมีเว่ยฉือเซียวที่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เขามองนางคีบซาลาเปาไส้หมูสับเข้าปาก ด้วยสายตาอ่านยาก"ไหนบอกว่าเจ็บข้อเท้า" เขาถามเสียงเรียบ "เหตุใดจึงเดินมาที่โต๊ะอาหารได้คล่องแคล่วนัก"ซางเหมียนกลืนซาลาเปาลงคอก่อนจะตอบ "ความหิวช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้เจ้าค่ะ ท่านพี่ไม่เคยได้ยินหรือ อีกอย่าง พอได้นั่งพัก อาการก็ดีขึ้นมาทันตาเห็น สงสัยเป็นเพราะบารมีของท่านพี่คุ้มครองเจ้าค่ะ"เว่ยฉือเซียวส่ายหน้า "วันนี้ข้าต้องเข้าวังหลวงไปประชุมราชการกับฝ่าบาท อาจจะกลับดึก เจ้าอยู่จวนก็อย่าก่อเรื่อง แล้วอย่าลืมท่องกฎที่เหลือด้วย กลับมาข้าจะสอบใหม่ ถ้าไม่ได้... พรุ่งนี้วิ่งยี่สิบรอบ!"ซางเหมียนชะงักตะเกียบ ยี่สิบรอบ! เขาจะเอาให้ตายกันไปข้างหนึ่งจริง ๆ หรือ!"ท่านพี่ ข้าขอนอนคิดทบทวนกฎระเบียบเงียบ ๆ ได้หรือไม่เจ้าคะ การวิ่งทำให้สมองข้ากระทบกระเทือน จำอะไรไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ""ไม่ได้" คำตอบสั้น ๆ แต่เด็ดขาด ซางเหมียนมองสามีด้วยสายตัดพ้อเล็
ท้องนภายามรุ่งสางยังคงมืดมิด มีเพียงแสงดาวระยิบระยับที่เริ่มจางหายไป สายลมยามเช้าตรู่ของต้นฤดูร้อนพัดโชยมาปะทะผิวหน้า หอบเอาความเย็นที่ชวนให้รู้สึกสดชื่นสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ แต่กลับหนาวเหน็บจนเข้ากระดูกดำสำหรับสตรีผู้รักการนอนเป็นชีวิตจิตใจเสียงระฆังบอกเวลาว่าถึงยามเหม่าแล้วดังขึ้นเพียงหนึ่งครั้ง ทันใดนั้นประตูห้องนอนของเรือนหลักก็ถูกเปิดออกอย่างแรง"ตื่นได้แล้ว!" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังก้องกังวานไปทั่วห้องนอนที่เงียบสงบ เว่ยฉือเซียวอยู่ในชุดรัดกุมสีดำสนิทสำหรับฝึกซ้อมวรยุทธ์ แขนเสื้อถูกพันเก็บอย่างทะมัดทะแมงเผยให้เห็นท่อนแขนกำยำที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม ผมยาวถูกรวบขึ้นเป็นหางม้าสูงดูองอาจผ่าเผย ใบหน้าหล่อเหลาแต่เรียบตึงไร้อารมณ์ยืนตระหง่านอยู่ข้างเตียงนอนดุจยมทูตที่มารอรับวิญญาณบนเตียงกว้างหลังใหญ่ ร่างของซางเหมียนยังคงขดตัวเป็นก้อนกลมอยู่ใต้ผ้าห่มนวมผืนหนา นางได้ยินเสียงเรียกนั้นชัดเจน แต่เลือกที่จะตอบสนองด้วยการดึงผ้าห่มขึ้นคลุมโปงหนีความจริง"ซางเหมียน ข้ารู้นะว่าเจ้าตื่นแล้ว" เว่ยฉือเซียวกล่าวเสียงเรียบ พลางเอื้อมมือไปกระชากผ้าห่ม "ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้ วันนี้เจ้ามีนัดวิ่งรอบจวนกับข้า"ท
ห้องโถงรับรองที่เคยดูขึงขังด้วยโต๊ะและเก้าอี้ไม้เนื้อแข็งที่ขัดมันวับจนเห็นเงาสะท้อน บัดนี้ถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงเก้าอี้ไม้ประดู่ตัวใหญ่ประจำตำแหน่งของเขา ถูกวางทับด้วยเบาะรองนั่งขนเป็ดหนานุ่มสีขาว พนักพิงหลังมีหมอนใบเล็กปักลายดอกไม้สีสดใสวางเสริม ด้านล่างมีพรมขนสัตว์ผืนหนาปูรองรับเท้า บนโต๊ะน้ำชามีจานใส่ขนมขบเคี้ยว เปลือกถั่ว และผลไม้ปอกเปลือกวางเรียงรายอยู่เต็มไปหมด ดูรกหูรกตาพิลึกส่วนตัวต้นเหตุ... ซางเหมียนกำลังนั่งกึ่งนอนอยู่บนเก้าอี้ตัวนั้น สองขาพาดไปบนเก้าอี้อีกตัว กำลังใช้ไม้จิ้มผลไม้เข้าปากอย่างสบายอารมณ์ อ่านหนังสือในมืออย่างเพลิดเพลิน"ซางเหมียน!" เสียงคำรามต่ำลึกของสามีทำเอาซางเหมียนสะดุ้งเล็กน้อยจนไม้จิ้มในมือเกือบร่วง นางหันมามองเขาแล้วคลี่ยิ้มกว้างดูไร้พิษสง"ท่านพี่ กลับมาแล้วหรือเจ้าคะ เหนื่อยหรือไม่ มา ๆ มานั่งพักตรงนี้ ข้าให้เสี่ยวซวงเตรียมเบาะนุ่ม ๆ ไว้ให้ท่านแล้ว รับรองว่านั่งแล้วหายปวดหลังเป็นปลิดทิ้ง"เว่ยฉือเซียวเดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้านาง มองสำรวจสภาพห้องด้วยสายตาไม่พอใจ"นี่เจ้าทำอะไรกับห้องโถงของข้า" เขาถามเสียงเข้ม "เก้าอี้พวกนี้คือเก้าอี้รับรองแขก
ดวงตะวันเคลื่อนคล้อยขึ้นสู่กลางศีรษะ แสงแดดเจิดจ้าสาดส่องลงมากระทบกระเบื้องหลังคาจวนอู่อันโหวจนเกิดประกายระยิบระยับแสบตา ไอแดดร้อนระอุทำให้แมกไม้ในสวนเหี่ยวเฉาลงเล็กน้อย แม้แต่เสียงจักจั่นที่มักจะส่งเสียงระงมในช่วงฤดูร้อนยังดูเหมือนจะเงียบเสียงลง เพราะความร้อนจากดวงอาทิตย์ หรือบางทีพวกมันอาจจะเกรงกลัวต่อไอสังหารที่เจ้าของจวนทิ้งไว้ก่อนออกไปทำงานเมื่อช่วงเช้าตรู่ทว่าภายในเรือนอันกว้างขวางของจวนอู่อันโหว บรรยากาศกลับเย็นสบายราวกับอยู่กันคนละมุมโลกอ่างเคลือบลายครามใบใหญ่สี่ใบภายในบรรจุก้อนน้ำแข็งก้อนโต ถูกวางไว้ตามมุมห้องทั้งสี่ทิศ ไอเย็นจาง ๆ ลอยอ้อยอิ่งผสานกับกลิ่นหอมเย็นของเครื่องหอมที่ถูกจุดไว้ในกระถางทองเหลือง ช่วยขับไล่ความอบอ้าวของฤดูร้อนออกไปจนหมดสิ้นบนตั่งไม้จันทน์หอมราคาแพงที่ปูทับด้วยเสื่อไม้ไผ่สานละเอียด ร่างบอบบางของซางเหมียนนอนเอกเขนกอยู่อย่างเกียจคร้าน นางสวมชุดผ้าไหมเนื้อบางเบาสีฟ้าอ่อนปักลายเมฆาคล้อย ปล่อยผมยาวสยายเต็มแผ่นหลังโดยไม่เกล้าขึ้น สองเท้าเปลือยเปล่าพาดอยู่บนหมอนอิงทรงกลม มือข้างหนึ่งถือพัดกลมลายภาพวาดทิวทัศน์ขยับโบกไปมาอย่างเนิบนาบ ส่วนมืออีกข้างกำลังหยิบอง
เรือนโซ่วคัง เรือนพักของฮูหยินผู้เฒ่าบรรยากาศภายในห้องโถงหลักของเรือนโซ่วคังเงียบกริบ ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยฉือ หรือ หลี่ซื่อ มารดาของเว่ยฉือเซียว นั่งหน้าตึงอยู่บนเก้าอี้ไม้พะยูง ในมือถือลูกประคำไม้จันทน์ นางเป็นหญิงชราที่เคร่งขรึมและเข้มงวดไม่แพ้บุตรชาย ข้างกายมีสาวใช้คนสนิทคอยพัดวีให้อย่างระมัดระวังเมื่อเว่ยฉือเซียวพาซางเหมียนเดินเข้ามา ทุกสายตาก็พุ่งเป้าไปที่สะใภ้ใหม่ทันทีซางเหมียนคุกเข่าลงบนเบาะรองที่จัดเตรียมไว้ ก้มศีรษะคารวะอย่างงดงามถูกต้องตามระเบียบทุกกระเบียดนิ้ว ท่วงท่าอ่อนช้อยงดงามจนแม้แต่คนจับผิดยังหาที่ติไม่ได้“สะใภ้ซางเหมียน คารวะท่านแม่เจ้าค่ะ”หลี่ซื่อปรายตามอง “มาสายนะ วันแรกก็มาสายเสียแล้ว จวนอู่อันโหวของเราให้ความสำคัญกับเวลาเป็นที่สุด สะใภ้ซาง เจ้ามาจากตระกูลขุนนางชั้นสูง เหตุใดจึงไร้ระเบียบเช่นนี้”น้ำเสียงทรงอำนาจกดดันจนบ่าวไพร่รอบข้างพากันก้มหน้าต่ำ แต่ซางเหมียนกลับเงยหน้าขึ้น ส่งยิ้มอ่อนหวานและจริงใจไปให้แม่สามี “ท่านแม่กล่าวถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ ลูกสะใภ้ผิดเองที่ไร้ความสามารถ ตื่นเช้าไม่ไหว ร่างกายอ่อนแอแต่กำเนิด ทำให้ท่านแม่ต้องรอนาน ลูกสะใภ้สมควรตายพันครั้ง” นา







