LOGINมู่หรงเซียวบอกลาเจ้าของเรือนยาเรียบร้อยแล้วเดินจากมาทันทีโดยมีเมิ่งเซียงสังเกตการณ์อยู่ข้าง ๆ สีหน้าอยากรู้อยากเห็นว่าใจของเจ้านายกำลังอดกลั้นอยู่หรือไม่
“เมิ่งเซียง มีอะไรก็พูดมาเถอะ”
“คุณหนู เหตุใดจึงแนะนำนางไปเช่นนั้นเล่า ต่อให้คุณหนูบอกว่าตัดใจจากรองแม่ทัพได้ ถ้าเกิดว่าพวกเขาสองคนรักกันขึ้นมาจริง ๆ คุณหนูจะไม่เสียใจหรือเจ้าคะ” เมิ่งเซียงไม่เข้าใจว่าทำไมเจ้านายเลือกทำอะไรที่แปลกพิกล
หากแต่หญิงสาวไม่อาจบอกได้ว่าตอนจบของนิยายเขียนให้พวกเขารักกัน มู่หรงเซียวต่างหากที่เป็นส่วนเกิน
“คุณหนูมู่”
“…” นางไม่ตอบแต่รีบก้าวยาว ๆ กลับจวนเพราะจำได้ว่าเป็นเสียงใคร
“มู่หรงเซียว” เขาเรียกอีกครั้งก่อนจะก้าวเข้ามาขวางข้างหน้า “เจ้าเมินข้าหรือ”
“เข้าใจถูกแล้วเจ้าค่ะ” คำตอบทำเอาอีกฝ่ายขมวดคิ้วมุ่น
“ทำอะไรผิดอีกเล่าจึงไม่กล้าเผชิญหน้ากับข้า” รองแม่ทัพหยางเอ่ยถาม “เป็นถึงบุตรสาวแม่ทัพใหญ่แต่ขลาดกลัวกับเรื่องที่ตนเองก่ออย่างนั้นหรือ”
“รองแม่ทัพหยางช่างจินตนาการเก่งเหลือเกิน ในเมื่อคืนวานข้าเพิ่งก่อเรื่องมา จะกล้าสร้างความวุ่นวายให้รองแม่ทัพเพิ่มได้อีกหรือ ข้าไม่ได้ไร้ความคิดถึงเพียงนั้นเสียหน่อย” มู่หรงเซียวยักคิ้ว ไม่แยแสกับอารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ ของเขา
“อวี้หลานเชิญเจ้าไปที่เรือนยาทำไมกัน”
“เหตุใดไม่ถามนางเองเล่า” ดวงตาสีทับทิมจ้องคนตรงหน้า คิดว่าเป็นเรื่องปกติที่พระรองอย่างเขาต้องอยากรู้แต่นางไม่อยากบอกเพราะอารมณ์ส่วนตัวล้วน ๆ
“ข้าถามเจ้าอยู่” สีหน้าเจ้าตัวเคร่งขรึม แววตาไม่ยอมปล่อยผ่านไปง่าย ๆ
“เรื่องของสตรี รองแม่ทัพจะอยากรู้ไปทำไม”
“ข้าไม่เชื่อ” เขาก้าวขาเข้ามาใกล้อีกนิดจนเมิ่งเซียงที่ยืนอยู่เงียบ ๆ ใจเต้นระส่ำไปด้วยกลัวว่าอีกฝ่ายจะรังแกเจ้านาย
มู่หรงเซียวถอยห่างไปทางด้านหลัง พลางส่ายหน้าเล็กน้อย “หากเจ้าอยากรู้มากเพียงนั้น ข้าจะเล่าให้ฟังก็ได้แต่ทุกเรื่องเจ้าก็รู้อยู่แก่ใจ”
“…”
“เสิ่นอวี้หลานมีใจให้แม่ทัพหลี่แต่เพราะอีกฝ่ายห่างหายไปนานไม่ติดต่อกลับมา นางจึงร้อนใจแล้วขอคำปรึกษาจากข้า พอดีข้าเห็นว่ารองแม่ทัพหยางเองก็แอบรักนางข้างเดียวมานาน ข้าจึงแนะนำว่าทำไมไม่ลองมองคนใกล้ตัวที่คอยดูแลทะนุถนอมนางอย่างเจ้าบ้าง…”
มู่หรงเซียวไม่ทันได้พูดต่อกลับถูกคนตรงหน้าขยับเข้ามาใกล้ด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์มากกว่าเดิม
“บุตรสาวแม่ทัพใหญ่พูดจาเพ้อเจ้อเช่นนี้ได้ด้วยหรือ”
“ข้าพูดไม่จริงตรงไหนเล่า หากเสิ่นอวี้หลานรับรักเจ้าก็ดีไม่ใช่หรือ อุตส่าห์รอคอยนางมานานจะได้สมหวังสักที” มู่หรงเซียวพูดพลางถอยหลังไปสองก้าว
“มู่หรงเซียว อย่าได้คิดเช่นนี้อีก ความสัมพันธ์ของข้ากับอวี้หลานไม่มีทางเป็นเช่นนั้นได้” รองแม่ทัพพูดเสียงเข้ม แววตาจริงจัง
“เดี๋ยวเจ้าก็รู้” หญิงสาวท้าทายเพราะรู้ตอนจบของนิยาย ไม่ว่าเขาจะปฏิเสธหรือไม่ยอมรับในตอนนี้ ท้ายที่สุดแล้ว ความหวังของเขาจะกลายเป็นจริง “รองแม่ทัพหยาง เลิกเดินเข้ามาใกล้ข้าได้แล้ว เมื่อคืนวานเจ้ายังว่าข้าใกล้ชิดบุรุษอื่น ตัวเจ้าเป็นข้อยกเว้นหรืออย่างไร ถอยไปเสียที ยืนพูดอยู่ตรงโน้นข้าก็ได้ยิน”
เมิ่งเซียงไม่กล้าพูดสิ่งใดได้แต่นิ่งงันอย่างเช่นเคย แต่ถ้าหากอีกฝ่ายกล้าลงมือ นางจะเอาคืนเป็นสองเท่าให้สาสม
หยางเสวี่ยเฟยไม่ฟังคำมู่หรงเซียว ขยับเข้าใกล้แล้วจ้องดวงตาสีทับทิม “อย่าได้คิดเช่นนี้อีกเพราะเรื่องของข้ากับนางเป็นไปไม่ได้”
“เฮ้อ… ข้าเข้าใจแล้ว” เสียงถอนหายใจดูยอมแพ้เต็มที ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ดูจะต่อต้านเขาไม่ได้เลยก่อนจะหันไปหาสาวใช้ “เมิ่งเซียง กลับจวนกันเถอะ”
แม้พูดอย่างนั้นเพื่อตัดบทสนทนาแต่ดูเหมือนว่ารองแม่ทัพหยางยังคงเดินตามหลังพวกนางจนกระทั่งถึงหน้าจวนสกุลมู่ทำให้หญิงสาวอดหันไปมองไม่ได้
“เจ้ากลัวข้าก่อเรื่องหรืออย่างไร”
“รู้ตัวก็ดี” เขาเลิกคิ้วใส่คนตรงหน้า
ท่าทางยียวนทำให้มู่หรงเซียวรู้สึกว่าโดนท้าทายจึงก้าวเข้าไปยืนเผชิญหน้ากับเขา ใบหน้าห่างกันไม่ถึงคืบแล้วแกล้งโอบกอดชายหนุ่มโดยที่เขาไม่ทันตั้งตัว
“ขอบคุณที่มาส่งเจ้าค่ะ ท่านพี่” นางพูดเสียงหวานหยอกล้อแล้วรอดูสีหน้าท่าทางของเขาอย่างอารมณ์ดี คิดในใจว่าคงจะไม่พ้นการว่ากล่าวแล้วบ่นนางจนหูชาเหมือนเดิม
ดวงตากลมโตมองหยางเสวี่ยเฟยด้วยความแปลกใจ นอกจากจะไม่ได้ยินเสียงใดหลุดจากปากเขาแล้ว ใบหน้าชายหนุ่มยังแดงก่ำเหมือนผลตำลึงอีกด้วย
“ท่าทางจะโกรธข้ามากสินะ” มู่หรงเซียวคิดไปว่าอีกฝ่ายกำลังอดกลั้นความขุ่นเคืองที่นางแตะต้องตัวเขาจนแววตาสั่นระริกไปด้วยจึงรีบผละออกมาแล้ววิ่งเข้าจวนในพริบตา
“เจ้า…” เขาได้แต่พึมพำตามหลังแล้วส่ายหน้าไม่คิดว่านางจะโผกอดแนบแน่นขนาดนั้นก่อนหันหลังกลับจวนของตัวเองด้วยหัวใจที่เต้นตึกตักจนแทบกระเด็นออกมานอกอก
เช้าวันต่อมา มู่หรงเซียวเขียนจดหมายถึงบิดาของนางว่าในอีกไม่ถึงสองเดือนหลังจากทำตามสัญญากับเสิ่นจื้อเหลียงเรียบร้อยแล้วจะเดินทางไปเมืองต้าหลินเพื่อเข้ารับการทดสอบเป็นหนึ่งในหน่วยธนูของกองทัพบิดา
สีหน้าหญิงสาวเบิกบานใจเมื่อรู้ว่าจะได้ทำในสิ่งที่ชอบทั้งยังได้กลับไปอยู่กับครอบครัวแสนอบอุ่น
นางสั่งให้เมิ่งเซียงจัดเก็บข้าวของเตรียมสมุนไพรและของใช้จำเป็นมาให้เรียบร้อยเพราะสมุนไพรหายากเหล่านั้นใช้เวลาจัดหาค่อนข้างนาน
ช่วงเวลาที่ว่างจนไม่รู้จะทำอันใดก็ออกไปฝึกธนูกับเซี่ยหลานเฟิง ปักผ้าเช็ดหน้า ถุงหอมหรือเที่ยวเล่นในเมืองหลวงให้หนำใจก่อนจะต้องจากบ้านหลังที่สองไปเพราะไม่รู้ว่าจากไปครั้งนี้ต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะได้กลับมาอีกครั้ง
ขณะที่กำลังฝันหวานกับชีวิตใหม่ จู่ ๆ ขันทีผู้หนึ่งได้ถือราชโองการมาที่จวนสกุลมู่
บุตรสาวแม่ทัพใหญ่ก้าวออกมาข้างหน้าพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ อย่าบอกนะว่าราชโองการสมรสกับหยางเสวี่ยเฟย ถึงอย่างไรเนื้อเรื่องในนิยายก็ยังดำเนินต่อไปหรอกหรือ
“มู่หรงเซียว บุตรสาวแม่ทัพใหญ่มู่หลิงอวิ๋นผู้ทำคุณงามความดีให้แคว้นฉินหมิง ซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อเราจึงมีบัญชาพระราชทานสมรสกับรองแม่ทัพหยางเสวี่ยเฟย ผู้มีใจซื่อตรงต่อแผ่นดิน จบพระราชโองการ”
“หม่อมฉัน มู่หรงเซียวน้อมรับพระราชโองการ” หญิงสาวพูดจบพร้อมคำนับลอบถอนหายใจอีกครั้งหนึ่ง
ครั้นได้อยู่เพียงลำพังแล้ว เมิ่งเซียงก็ถามขึ้นเพราะเป็นห่วงเจ้านาย “คุณหนูทำอย่างไรดีเจ้าคะ”
“ข้าจะเข้าเฝ้าฝ่าบาท ทูลขอยกเลิกงานสมรสกับรองแม่ทัพหยางน่ะสิ” นางยิ้มแป้นถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็ไม่อยากแต่งด้วยอยู่แล้วจึงนึกอยากลองเปลี่ยนเนื้อหาในนิยายทุกครั้งที่มีโอกาสเผื่อจะทำสำเร็จเพราะไม่อยากอับเฉาอยู่ในจวนสกุลหยางดูพระรองกับนางเอกรักกันหวานชื่น
“คุณหนู… รองแม่ทัพมาพบเจ้าค่ะ” สาวใช้อีกคนวิ่งมาแจ้งข่าว “คุณหนูจะให้ข้าบอกเขาว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ”
มู่หรงเซียวส่ายหน้าไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะพุ่งตรงมาหานางเร็วถึงเพียงนี้จึงบอกไปว่า “ข้าไม่อยู่ ไม่รู้จะกลับเมื่อใด” แล้วตรงดิ่งไปที่วังหลวงในทันที
ช่วงเวลานั้น ฮ่องเต้กำลังพักผ่อนอยู่กับเหอกุ้ยเฟยและองค์หญิงเยว่หลิงที่สวนริมน้ำ สีหน้ายิ้มแย้มเพราะได้อยู่กับคนรักและธิดาคนโปรด
“บุตรสาวแม่ทัพใหญ่มีเรื่องใดกับข้า”
“คุณหนูสกุลมู่ขอพบฝ่าบาทเรื่องยกเลิกงานสมรสกับรองแม่ทัพหยางพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีคนสนิทเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ากังวลเล็กน้อยเพราะรอยยิ้มที่หายไปของฮ่องเต้
“เฮอะ…” เขาแสยะยิ้ม แววตาเปลี่ยนไปเป็นไม่สบอารมณ์ “ให้นางเข้ามา”
มู่หรงเซียวทำใจไว้แล้วว่าต้องเจอกับหนึ่งในคนที่เอาแต่ใจตัวเองที่สุดในนิยายพลางคิดวิธีโน้มน้าวใจสารพัดแต่กลับไม่เป็นผลเพราะอีกฝ่ายตั้งใจให้หยางเสวี่ยเฟยแต่งกับสกุลมู่กลายเป็นเขยของแม่ทัพใหญ่เพื่อจับตาดูความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด
ฮ่องเต้แคว้นฉินหมิงจะได้ไม่กังวลใจเรื่องแม่ทัพใหญ่อีก นั่นก็เพราะหยางเสวี่ยเฟยคือคนที่ฮ่องเต้ชุบเลี้ยงมาตั้งแต่เด็กย่อมต้องอยู่ข้างเขาและทำทุกอย่างเพื่อตอบแทนบุญคุณด้วยความซื่อสัตย์ที่ต่อให้ต้องรับดาบตายแทนก็ต้องยอม
หากแม่ทัพใหญ่ทำสิ่งใดไม่ชอบมาพากลจะสามารถจับกุมและสั่งลงโทษได้ในทันที ยิ่งมีบุตรสาวของเขาอยู่ในกำมือจะบีบเมื่อไหร่ก็ตายเช่นนี้ แม่ทัพใหญ่ย่อมไม่กล้าหักหลังอย่างแน่นอน
“ตามหยางเสวี่ยเฟยมาพบข้า!!!” เสียงเข้มตะโกนลั่นจนองค์หญิงเยว่หลิงพลอยสะดุ้งไปด้วยที่บิดาของนางมีน้ำโห
เมื่อรองแม่ทัพหยางมาถึงจึงได้รู้ว่าคนข้างกายของเขาก่อเรื่องใหญ่อีกแล้ว สายตาที่มองมาราวกับดุด่านั้นทำเอาหญิงสาวเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ไม่ทันที่เขาจะได้แก้ไขสถานการณ์กลับได้ยินเสียงกัมปนาถสั่งการทันควัน
“คำพูดของข้า เจ้ากล้าคัดค้านอย่างนั้นหรือ”
“หม่อมฉันเพียงแค่…”
“จ้าวกงกง” ฮ่องเต้ยกมือขึ้นเรียกคนสนิท “จัดงานแต่งให้พวกเขาวันนี้ ตอนนี้แล้วพาไปส่งเข้าห้องหอ จับตาดูทุกย่างก้าว ทุกขั้นตอนจนกว่าจะรุ่งสางแล้วมารายงานข้า หากกล้าขัดคำสั่งข้าอีก ข้าจะประหารคนสกุลมู่ทิ้งเสีย!”
“ท่านพ่อ…” หยางเสวี่ยหลิงเอ่ยเรียกบิดาแต่ไม่ได้ยินเสียงตอบกลับมา “หลับแล้วหรือขอรับ”“ท่านพ่อ หลับจริง ๆ หรือ” หยางเสวี่ยเฟิงเอ่ยถามอีกคน “ยังเล่านิทานไม่จบเสียหน่อย”“พวกเจ้าอย่ากวนท่านพ่อสิ” หยางเสวี่ยอิงห้ามปรามน้องชายทั้งสองก่อนจะเล่าสิ่งที่บิดาพูดก่อนหน้าต่อ “หญ้าแก้วไพลินน่ะเป็นวัชพืชก็จริงแต่เอาไปทำเป็นก้อนน้ำตาลไว้ตรวจพิษได้ด้วย ท่านพ่อจึงมักพกติดตัวอยู่เสมอ”“อร่อยมากเลยหรือ” เด็กน้อยสองคนถามคำเดียวกัน ก่อนที่พี่ชายคนโตจะหยิบออกมาให้ดูแล้วถามว่า “อยากลองกินหรือไม่”ไม่ต้องถามก็รู้แล้วว่าพวกเขาต้องรีบพยักหน้าทันควัน หยางเสวี่ยอิงจึงพึมพำราวกับไม่อยากให้บิดารู้สึกตัว “หากได้กินแล้วจะรีบนอนหรือไม่”“ขอรับ”ครั้นได้ลิ้มรสหวานก็พากันยิ้มกว้างชอบใจยิ่งนัก เปลือกตาจึงค่อย ๆ เผยอปิดลงด้วยความเหนื่อยล้าเพราะเล่นทั้งวันจนหมดแรงไปโดยปริยายทั้งสามคนหยางเสวี่ยเฟยยิ้มมุมปากรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเพราะแกล้งหลับ อยากรู้ว่าพี่ชายน้องชายจะทำอย่างไรพลันนับหนึ่งถึงสิบให้แน่ใจว่าพวกเขาหลับสนิท ก่อนห่มผ้าให้แล้วกลับเข้าไปยังห้องของฮูหยิน“หลับกันหมดแล้วหรือ” มู่หรงเซียวสัมผัสได้ว่ามีไออุ่นใครบางคน
หยางเสวี่ยเฟยพาครอบครัวไปเมืองเหอผิงเพื่อเยี่ยมแม่ทัพหลี่กับเสิ่นอวี้หลาน แม้ระหว่างทางวุ่นวายเพราะเด็ก ๆ ไปบ้างแต่นับว่าเป็นการเดินทางที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานต่างฝ่ายต่างเฝ้ารอที่จะได้พบกันในรอบสองปีเพราะช่วงเวลาที่ผ่านมาติดภารกิจจนแทบไม่มีเวลาว่างเลย ทันทีที่ลงจากรถม้า หยางเสวี่ยอิงรีบวิ่งไปที่หน้าจวนแล้วทักทายหลี่หมิงฮ่าวกับเสิ่นอวี้หลานโดยไม่รีรอ ก่อนจะหันไปยิ้มให้เด็กหญิงอีกคนหนึ่งที่อายุเท่ากัน“ฟางฮวา เจ้าสบายดีหรือไม่”“อืม…” บุตรสาวคนโตของแม่ทัพหลี่พยักหน้า ดวงตาสีอำพันเหมือนมารดามองสหายด้วยความคิดถึง พลันน้องชายของนางวิ่งผ่านหน้าไปหาคนที่เหลือ “เอ๊ะ… ฟางหมิง เจ้าอย่าวิ่ง เดี๋ยวหกล้มอีก”เด็กหญิงหันมาหาหยางเสวี่ยอิงแล้วรับของขวัญเป็นภาพวาดที่เจ้าตัวตั้งใจทำมาให้ ส่วนบิดามารดาได้แต่ยิ้มให้กันด้วยความเอ็นดูในมิตรภาพแล้วเดินไปต้อนรับสหายคนสนิทที่รถม้า“เสวี่ยหลิง! เสวี่ยเฟิง!” หลี่ฟางหมิงตะโกนเรียกบุตรชายคนรองและบุตรชายคนที่สามของรองแม่ทัพหยางด้วยความตื่นเต้นก่อนจะเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ว่าเด็กชายอายุราวสามขวบที่ยืนอยู่ข้างพวกเขาเป็นใคร “เสิ่นฮ่าวเฉิน น้องของพวกเราอย่างไรเล่า
“เฮ้อ… เจ้าเลิกเอากระบี่จ่อคอข้าได้หรือไม่ แตะนิดแตะหน่อยไม่ได้เลยหรือ” เจ้าตัวส่ายหน้าทำเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใดเพราะคนที่อยู่ตรงหน้าก็คนกันเองทั้งนั้น“ฝ่าบาทอยากลองลิ้มรสอาวุธของกระหม่อมดูสักครั้งหรือไม่ เผื่อจะจำได้ว่านางเป็นภรรยาของข้า”“เซียวเอ๋อร์ เจ้าดูเอาเถอะ เขาชอบหันกระบี่หาข้าอยู่ร่ำไป ไม่รู้หรือว่าข้าน่ะเป็นรัชทายาทแคว้นซวงเหวินเชียวนะ” จู่ ๆ เสียงนั้นก็เคร่งขรึมขึ้นมาทันที “ว่าแต่เจ้าไม่สนใจเป็นสนมของข้าหรือ”“ท่านพี่... ตามใจเถอะ ข้าไม่ห้ามหรอก” บุตรสาวแม่ทัพใหญ่ยิ้มให้สามีพลันองค์รัชทายาทเสียวสันหลังวาบเพราะรอยยิ้มแสยะของหยางเสวี่ยเฟย แสงจันทร์ส่องลงมาที่กระบี่สีเงินแวววาวสะท้อนเข้าตาตัวเองจนต้องรีบหลบหลังน้องชายเสียงพึมพำเอ่ยขึ้นมา “น่ากลัว มีแต่คนน่ากลัว” แล้วหันไปทำสายตาอ้อนวอน “เจ้าเป็นน้องชายที่ใจดีที่สุดของข้า”“อืม ทรงรู้เช่นนี้ก็ดีแล้วเพราะข้าเองก็คิดว่าจะอดทนอีกไม่นานเช่นกัน” หลินเพ่ยอินยิ้มมีเลศนัย “ครานี้ทรงเสด็จกลับวังหลวงกับข้าได้หรือไม่”“อืม กลับแล้ว ไม่ดื้อแล้ว” หลินชิงหรูจำต้องยอมรับโชคชะตาของตัวเองไปโดยปริยายหากแต่ค่ำคืนนั้นนับว่าเป็นการกลับมาพบก
มู่หรงเซียวชวนผู้เป็นสามีไปเที่ยวที่หอจันทราเพื่อฟังเสียงบรรเลงกู่ฉินตามเคย หากแต่อีกฝ่ายคิดว่าสถานที่นั้นเหมือนกับหอราตรีในเยว่จวนจึงอิดออดไม่อยากให้ไปสักเท่าใดนัก ก่อนจะรู้ว่าหอจันทราเป็นเพียงสถานที่ให้ความสำราญทั่วไปจึงเบาใจไปบ้างคืนนี้ ภรรยาของเขาจึงแต่งกายเป็นสตรีเหมือนอย่างปกติแล้วรอฟังเพลงกู่ฉินด้วยสีหน้าระรื่นพลันได้ยินจังหวะที่คุ้นเคยจึงหันขวับไปมองต้นเสียงเพราะไม่คิดว่าจะได้พบกันโดยบังเอิญ “เซียงเซียงหรอกหรือ”หยางเสวี่ยเฟยขมวดคิ้วมุ่นพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะหันไปมองสหายของเซี่ยหลานเฟิงที่นั่งข้าง ๆ เข้าใจแล้วว่าเหตุใด บุรุษผู้มีดวงตาสีเทาจึงปักหลักอยู่ต้าหลินนานนัก“เจ้าไปดักทางซ้าย ข้าจะไปดักทางขวา” หลินเพ่ยอินวางจอกเหล้าลง สายตาจ้องแม่นางผู้นั้นไม่วางตาแล้วหันมาหาเสิ่นจื้อเหลียงกับหยางเสวี่ยเฟย “ข้ารบกวนพวกเจ้าได้หรือไม่”“ขอรับ” เด็กหนุ่มยังไม่ทันได้รู้ว่าเขาจะรบกวนเรื่องใดแต่รับปากไว้ก่อน“อืม” หยางเสวี่ยเฟยเองก็พยักหน้าน้อย ๆ พอคาดเดาเหตุผลของเขาได้“หากเขาหนีมาทางนี้ ได้โปรดช่วยข้าจับเขาด้วย” ชายหนุ่มคนเดิมเอ่ยขอร้อง สีหน้ามีความหวังอย่างยิ่งก่อนจะเริ่มแผนการจับค
ส่วนชายหนุ่มอีกคนก็กางแขนรอเก้อเพราะอดกอดผู้เป็นน้องสาว “ฮูหยินของข้า” หยางเสวี่ยเฟยมองหน้าอีกฝ่าย “นางมีสามีแล้ว ไม่ควรใกล้ชิดบุรุษ ผู้อื่นจะเข้าใจผิดได้”“เฮอะ…” เซี่ยหลานเฟิงยิ้มมุมปาก “ใครเล่าจะเข้าใจผิด ทุกคนรู้ว่าข้าสนิทกับคุณหนู ส่วนเจ้าเป็นสามีที่นางรักยิ่ง กลัวหรืออย่างไร…”“เฟิงเกออย่าไปแกล้งเขา” หญิงสาวคนกลางเอ่ยห้ามพี่ชายพลางหันมองสามีตัวเองจึงได้รู้ว่าหัวใจของเขานั้นบอบบางเสียเหลือเกิน จนรู้สึกว่าภาพฝันที่เห็นครานั้นยังคงฝังลึกในใจ“หือ… เจ้าร้องไห้หรือ” ดวงตาของหัวหน้าหน่วยหลิ่งเหวินเบิกกว้าง รู้สึกเหมือนพลาดเรื่องบางอย่างไป แต่เมื่อมองไปทางเสิ่นจื้อเหลียงเพื่อถามไถ่ อีกฝ่ายกลับไม่รู้ต้นสายปลายเหตุเช่นกัน“เฟิงเกอ ข้าฝากสองคนนี้ด้วยนะเจ้าคะ แล้วก็ท่านพ่อท่านแม่รออยู่ที่จวน รีบกลับไปชิมอาหารที่เมิ่งเซียงทำไว้ด้วย พวกข้าสองคนจะกลับช้าหน่อย ไม่ต้องเป็นห่วงนะเจ้าคะ”พลันควงแขนผู้เป็นสามีเดินแยกไปอีกทางหนึ่งโดยไม่ลังเลเพราะอยากใช้เวลาอยู่กับเขาตามลำพัง ตลอดทางเดินขึ้นเนินเขาที่เต็มไปด้วยดอกท้อผลิบาน นางไม่ปล่อยมือจากคนข้างกายเลยสักนิดเดียวเพราะรู้ว่าเวลานี้ไออุ่นที่แผ่จากฝ่
หลายวันต่อมาสายลมเย็นของวสันตฤดูพัดผ่านต้าหลินเป็นระลอก ดอกไม้ต่าง ๆ เริ่มผลิบานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมอบอวลให้ชาวเมืองรู้สึกสดชื่น นับว่าเป็นบรรยากาศแห่งการเริ่มต้นใหม่ที่แท้จริงสงครามระหว่างแคว้นอันยาวนานสิ้นสุดลง ความสงบสุขจึงหวนกลับคืนมา เทศกาลครั้งนี้จึงมีแต่ความรื่นเริงของผู้คนที่ออกมาเฉลิมฉลองกันเจ็ดวันเจ็ดคืน“จื้อเหลียง เจ้านั่งลงดี ๆ ข้าผูกไม่ถนัด” หยางเสวี่ยฮวาพึมพำเพราะคนตรงหน้ามัวแต่หันซ้ายหันขวาราวกับกลัวว่าจะถูกใครจับได้“คุณหนู ข้าผูกเองได้ขอรับ แค่คุณหนูปักผ้าผูกผมให้ก็นับว่าซึ้งใจมากแล้ว” เจ้าตัวยิ้มกว้างที่ได้ของขวัญชิ้นพิเศษจากนาง“ข้าเห็นพี่สะใภ้ผูกให้ท่านพี่นี่ ข้าอยากผูกให้เจ้าด้วย” แม้เด็กใหม่หน่วยซิงอวี่ได้ยินเสียงตุบดังมาจากทางข้างหน้า หากแต่เวลานี้หนีไปไหนไม่ทันแล้ว“ใครอยากผูกอะไรให้ผู้ใดนะ” หยางเสวี่ยเฟยถามคนตรงหน้า แววตาดุปราดมองพร้อมแสยะยิ้มให้ลูกน้องตัวเอง “ข้ามัดผ้าผูกผมให้จื้อเหลียงอยู่เจ้าค่ะ ท่านพี่มีอันใดหรือจึงมาหาตั้งแต่เช้าตรู่” คนเป็นน้องสาวกลับตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่เข้าใจความหมายและความรู้สึกในเวลานี้ของพี่ชายเลยสักนิด ความตึงเครียดจึงตกไปอ
อีกฟากหนึ่งของแคว้นฉินหมิง เพียงนั่งสูดหายใจเข้า ถอนหายใจออกไม่ทันไรท้องฟ้าก็เริ่มมืดลงอีกครั้ง มู่หรงเซียวที่กำลังนั่งเล่นดูนกตัวเล็ก ๆ โผบินกลับรังกลับเหลือบเห็นสวีกงกงยืนยิ้มอยู่ไกล ๆ นางยกมือห้ามไม่ให้พวกเขาเข้ามาใกล้แล้วทำท่าเวียนหัวคล้ายจะเป็นลม ทว่า คราวนี้ทางฝั่งขันทีมีหมอยาตามมาด้วย เขาจ
“อยากพูดอันใดก็พูดมาเถิดเพราะถึงอย่างไรข้าก็เป็นฮูหยินจวนสกุลหยางและเป็นพี่สะใภ้ของเจ้า” มู่หรงเซียวยิ้มบางรู้ว่านางพูดกระทบเพราะไม่ชอบหน้าและเตรียมใจรับมือเรื่องนี้ไว้บ้างแล้ว“ข้าไม่เคยนับเจ้าเป็นพี่สะใภ้” นางดื้อดึงและค้านหัวชนฝา “ข้าได้ยินท่านพี่พูดว่าจะทูลขอสมรสพระราชทานจากฝ่าบาท ท่านพี่จะแต่ง
คืนนั้นมาถึงหยางเสวี่ยฮวารู้สึกดีใจนักที่พี่สาวคนโปรดตอบรับคำเชิญมาทานอาหารร่วมกันที่จวน นางรู้สึกเบื่อที่ต้องเห็นหน้าพี่สะใภ้ที่ไม่ต้องการถึงสองคนอยู่ในเรือนเดียวกัน ไม่ว่าจะทำอะไรก็รู้สึกขัดใจไปหมดแต่ไม่มีใครให้ระบายความในใจด้วย“ท่านพี่อวี้หลานมาแล้วหรือเจ้าคะ” นางเอ่ยทักทาย แววตาเป็นประกายรีบว
ชายหนุ่มยิ้มมุมปากนึกอยากรู้บางสิ่งจึงเอื้อมจับมืออีกฝ่ายอย่างอ่อนโยนแล้วถามว่า “หากข้าตาบอด แขนขาขาด เจ้ายังคงรักข้าอยู่หรือไม่”เสิ่นอวี้หลานงุนงงว่าเหตุใดเขาจึงหยิบยกเรื่องนี้มาพูด นางรักเขามาเนิ่นนาน รักมากจนยอมรับได้ทุกอย่าง ดังนั้นสิ่งที่เขาเอ่ยถามมาเมื่อครู่ย่อมตอบได้ไม่ลังเลว่าความรักไม่มีว







