LOGINทะลุมิติไปเป็นนางร้ายบทจางแสนอาภัพรัก คิดอยากเปลี่ยนชีวิตตัวเองจึงตั้งมั่นว่า "ข้าไม่ใช่มู่หรงเซียวผู้นั้น เลิกรักเจ้าไม่ใช่เรื่องยาก คอยดูเถอะข้าจะหาคนที่ดีกว่าเจ้าให้ได้"
View More“ท่านพ่อ…” หยางเสวี่ยหลิงเอ่ยเรียกบิดาแต่ไม่ได้ยินเสียงตอบกลับมา “หลับแล้วหรือขอรับ”“ท่านพ่อ หลับจริง ๆ หรือ” หยางเสวี่ยเฟิงเอ่ยถามอีกคน “ยังเล่านิทานไม่จบเสียหน่อย”“พวกเจ้าอย่ากวนท่านพ่อสิ” หยางเสวี่ยอิงห้ามปรามน้องชายทั้งสองก่อนจะเล่าสิ่งที่บิดาพูดก่อนหน้าต่อ “หญ้าแก้วไพลินน่ะเป็นวัชพืชก็จริงแต่เอาไปทำเป็นก้อนน้ำตาลไว้ตรวจพิษได้ด้วย ท่านพ่อจึงมักพกติดตัวอยู่เสมอ”“อร่อยมากเลยหรือ” เด็กน้อยสองคนถามคำเดียวกัน ก่อนที่พี่ชายคนโตจะหยิบออกมาให้ดูแล้วถามว่า “อยากลองกินหรือไม่”ไม่ต้องถามก็รู้แล้วว่าพวกเขาต้องรีบพยักหน้าทันควัน หยางเสวี่ยอิงจึงพึมพำราวกับไม่อยากให้บิดารู้สึกตัว “หากได้กินแล้วจะรีบนอนหรือไม่”“ขอรับ”ครั้นได้ลิ้มรสหวานก็พากันยิ้มกว้างชอบใจยิ่งนัก เปลือกตาจึงค่อย ๆ เผยอปิดลงด้วยความเหนื่อยล้าเพราะเล่นทั้งวันจนหมดแรงไปโดยปริยายทั้งสามคนหยางเสวี่ยเฟยยิ้มมุมปากรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเพราะแกล้งหลับ อยากรู้ว่าพี่ชายน้องชายจะทำอย่างไรพลันนับหนึ่งถึงสิบให้แน่ใจว่าพวกเขาหลับสนิท ก่อนห่มผ้าให้แล้วกลับเข้าไปยังห้องของฮูหยิน“หลับกันหมดแล้วหรือ” มู่หรงเซียวสัมผัสได้ว่ามีไออุ่นใครบางคน
หยางเสวี่ยเฟยพาครอบครัวไปเมืองเหอผิงเพื่อเยี่ยมแม่ทัพหลี่กับเสิ่นอวี้หลาน แม้ระหว่างทางวุ่นวายเพราะเด็ก ๆ ไปบ้างแต่นับว่าเป็นการเดินทางที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานต่างฝ่ายต่างเฝ้ารอที่จะได้พบกันในรอบสองปีเพราะช่วงเวลาที่ผ่านมาติดภารกิจจนแทบไม่มีเวลาว่างเลย ทันทีที่ลงจากรถม้า หยางเสวี่ยอิงรีบวิ่งไปที่หน้าจวนแล้วทักทายหลี่หมิงฮ่าวกับเสิ่นอวี้หลานโดยไม่รีรอ ก่อนจะหันไปยิ้มให้เด็กหญิงอีกคนหนึ่งที่อายุเท่ากัน“ฟางฮวา เจ้าสบายดีหรือไม่”“อืม…” บุตรสาวคนโตของแม่ทัพหลี่พยักหน้า ดวงตาสีอำพันเหมือนมารดามองสหายด้วยความคิดถึง พลันน้องชายของนางวิ่งผ่านหน้าไปหาคนที่เหลือ “เอ๊ะ… ฟางหมิง เจ้าอย่าวิ่ง เดี๋ยวหกล้มอีก”เด็กหญิงหันมาหาหยางเสวี่ยอิงแล้วรับของขวัญเป็นภาพวาดที่เจ้าตัวตั้งใจทำมาให้ ส่วนบิดามารดาได้แต่ยิ้มให้กันด้วยความเอ็นดูในมิตรภาพแล้วเดินไปต้อนรับสหายคนสนิทที่รถม้า“เสวี่ยหลิง! เสวี่ยเฟิง!” หลี่ฟางหมิงตะโกนเรียกบุตรชายคนรองและบุตรชายคนที่สามของรองแม่ทัพหยางด้วยความตื่นเต้นก่อนจะเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ว่าเด็กชายอายุราวสามขวบที่ยืนอยู่ข้างพวกเขาเป็นใคร “เสิ่นฮ่าวเฉิน น้องของพวกเราอย่างไรเล่า
“เฮ้อ… เจ้าเลิกเอากระบี่จ่อคอข้าได้หรือไม่ แตะนิดแตะหน่อยไม่ได้เลยหรือ” เจ้าตัวส่ายหน้าทำเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใดเพราะคนที่อยู่ตรงหน้าก็คนกันเองทั้งนั้น“ฝ่าบาทอยากลองลิ้มรสอาวุธของกระหม่อมดูสักครั้งหรือไม่ เผื่อจะจำได้ว่านางเป็นภรรยาของข้า”“เซียวเอ๋อร์ เจ้าดูเอาเถอะ เขาชอบหันกระบี่หาข้าอยู่ร่ำไป ไม่รู้หรือว่าข้าน่ะเป็นรัชทายาทแคว้นซวงเหวินเชียวนะ” จู่ ๆ เสียงนั้นก็เคร่งขรึมขึ้นมาทันที “ว่าแต่เจ้าไม่สนใจเป็นสนมของข้าหรือ”“ท่านพี่... ตามใจเถอะ ข้าไม่ห้ามหรอก” บุตรสาวแม่ทัพใหญ่ยิ้มให้สามีพลันองค์รัชทายาทเสียวสันหลังวาบเพราะรอยยิ้มแสยะของหยางเสวี่ยเฟย แสงจันทร์ส่องลงมาที่กระบี่สีเงินแวววาวสะท้อนเข้าตาตัวเองจนต้องรีบหลบหลังน้องชายเสียงพึมพำเอ่ยขึ้นมา “น่ากลัว มีแต่คนน่ากลัว” แล้วหันไปทำสายตาอ้อนวอน “เจ้าเป็นน้องชายที่ใจดีที่สุดของข้า”“อืม ทรงรู้เช่นนี้ก็ดีแล้วเพราะข้าเองก็คิดว่าจะอดทนอีกไม่นานเช่นกัน” หลินเพ่ยอินยิ้มมีเลศนัย “ครานี้ทรงเสด็จกลับวังหลวงกับข้าได้หรือไม่”“อืม กลับแล้ว ไม่ดื้อแล้ว” หลินชิงหรูจำต้องยอมรับโชคชะตาของตัวเองไปโดยปริยายหากแต่ค่ำคืนนั้นนับว่าเป็นการกลับมาพบก
มู่หรงเซียวชวนผู้เป็นสามีไปเที่ยวที่หอจันทราเพื่อฟังเสียงบรรเลงกู่ฉินตามเคย หากแต่อีกฝ่ายคิดว่าสถานที่นั้นเหมือนกับหอราตรีในเยว่จวนจึงอิดออดไม่อยากให้ไปสักเท่าใดนัก ก่อนจะรู้ว่าหอจันทราเป็นเพียงสถานที่ให้ความสำราญทั่วไปจึงเบาใจไปบ้างคืนนี้ ภรรยาของเขาจึงแต่งกายเป็นสตรีเหมือนอย่างปกติแล้วรอฟังเพลงกู่ฉินด้วยสีหน้าระรื่นพลันได้ยินจังหวะที่คุ้นเคยจึงหันขวับไปมองต้นเสียงเพราะไม่คิดว่าจะได้พบกันโดยบังเอิญ “เซียงเซียงหรอกหรือ”หยางเสวี่ยเฟยขมวดคิ้วมุ่นพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะหันไปมองสหายของเซี่ยหลานเฟิงที่นั่งข้าง ๆ เข้าใจแล้วว่าเหตุใด บุรุษผู้มีดวงตาสีเทาจึงปักหลักอยู่ต้าหลินนานนัก“เจ้าไปดักทางซ้าย ข้าจะไปดักทางขวา” หลินเพ่ยอินวางจอกเหล้าลง สายตาจ้องแม่นางผู้นั้นไม่วางตาแล้วหันมาหาเสิ่นจื้อเหลียงกับหยางเสวี่ยเฟย “ข้ารบกวนพวกเจ้าได้หรือไม่”“ขอรับ” เด็กหนุ่มยังไม่ทันได้รู้ว่าเขาจะรบกวนเรื่องใดแต่รับปากไว้ก่อน“อืม” หยางเสวี่ยเฟยเองก็พยักหน้าน้อย ๆ พอคาดเดาเหตุผลของเขาได้“หากเขาหนีมาทางนี้ ได้โปรดช่วยข้าจับเขาด้วย” ชายหนุ่มคนเดิมเอ่ยขอร้อง สีหน้ามีความหวังอย่างยิ่งก่อนจะเริ่มแผนการจับค
เพียงแค่คิดถึงเหตุการณ์นั้น มู่หรงเซียวจับท้องของตัวเองโดยไม่รู้ตัว รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาทันใดข้าจะไม่ปล่อยให้ตัวเองต้องแท้งอีกแล้ว ข้าจะไม่ยอมสูญเสียลูกไป ข้าจะไม่ท้องกับคนใจร้ายอย่างหยางเสวี่ยเฟยเด็ดขาดหญิงสาวคิดได้อย่างนั้นจึงอาศัยช่วงทีเผลอที่รองแม่ทัพหยางหันหลังจัดการกับข้าวของบนโต๊ะแล้วหนีออ
อีกฟากหนึ่งของแคว้นฉินหมิง เพียงนั่งสูดหายใจเข้า ถอนหายใจออกไม่ทันไรท้องฟ้าก็เริ่มมืดลงอีกครั้ง มู่หรงเซียวที่กำลังนั่งเล่นดูนกตัวเล็ก ๆ โผบินกลับรังกลับเหลือบเห็นสวีกงกงยืนยิ้มอยู่ไกล ๆ นางยกมือห้ามไม่ให้พวกเขาเข้ามาใกล้แล้วทำท่าเวียนหัวคล้ายจะเป็นลม ทว่า คราวนี้ทางฝั่งขันทีมีหมอยาตามมาด้วย เขาจ
ฝ่ามือหนาทาบลงบนหน้าผากมู่หรงเซียวอย่างอ่อนโยน “รู้สึกไม่สบายหรือ ข้าตามหมอมาดีหรือไม่”หญิงสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ ส่ายหน้าเรียกสติตัวเอง ไม่ชินกับการกระทำเช่นนี้ของเขาเลยแต่เพราะไม่รู้จะทำตัวอย่างไรจึงได้แต่ตามน้ำไปโดยปริยายเมื่อเห็นว่าสายตาของเขายังคงมองถุงหอมบนถาดจึงเอ่ยพึมพำ “วันพรุ่งนี้ข้าจะปัก
“ก็เพราะองค์หญิงทำเช่นนั้นจริง ๆ อย่างไรเล่า ข้าถึงบอกว่าคนชนะต้องเป็นแม่ทัพหลี่แน่ ๆ” ชายคนเดิมยิ้มกว้าง มั่นใจสิบส่วนแล้วเอ่ยอีกว่า “พนันกับข้าไหมเล่า คนแพ้เลี้ยงสุราสักหนึ่งเดือน”“ก็ดี อย่าได้บิดพลิ้วล่ะ” เสียงพูดคุยยังคงดังก้องในความคิดของมู่หรงเซียว ดวงตาสีทับทิมมองชาวบ้านที่กำลังประดับร้านค











