LOGINทะลุมิติไปเป็นนางร้ายบทจางแสนอาภัพรัก คิดอยากเปลี่ยนชีวิตตัวเองจึงตั้งมั่นว่า "ข้าไม่ใช่มู่หรงเซียวผู้นั้น เลิกรักเจ้าไม่ใช่เรื่องยาก คอยดูเถอะข้าจะหาคนที่ดีกว่าเจ้าให้ได้"
View Moreจื่อเถิงฮวา ตำหนักขององค์หญิงเยว่หลิงกำลังมีงานเลี้ยงฤดูใบไม้ผลิเหมือนอย่างทุกปี บรรยากาศเต็มไปด้วยความรื่นเริงและสดใสไม่แพ้ดอกจื่อเถิงที่ผลิบานส่งกลิ่นหอมอบอวลในสวนกว้างใหญ่
“คุณหนูจะกลับแล้วหรือเจ้าคะ” เมิ่งเซียง สาวใช้วัยสิบหกปีของบุตรสาวสกุลมู่เอ่ยถามผู้เป็นเจ้านาย
“อืม… ข้ารู้สึกเวียนหัว” นางตอบอีกฝ่าย สีหน้าอิดโรยเล็กน้อยไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด สายตามองไปยังทางออกแต่เพราะมีผู้คนยืนออกันหนาแน่นจึงเลี่ยงไปทางริมสระน้ำเพื่อที่จะได้กลับจวนเร็วขึ้นกว่าเดิม
“คุณหนู ทางนี้…” เมิ่งเซียงยังพูดไม่ทันจบ มัวแต่มองทางข้างหน้าเพื่อพาเจ้านายออกไปโดยเร็ว หันกลับมาอีกทีจึงได้เห็นแต่ร่างบางที่กำลังลอยเคว้งตกสระบัว
ตู้ม น้ำใสแจ๋วกระจายเป็นวงกว้างในขณะที่ตัวคนพยายามตะเกียกตะกายเพราะว่ายน้ำไม่เป็น
“คุณหนู!” สาวใช้ร้องลั่นรีบขอให้คนช่วยแต่บริเวณนั้นกลับมีแต่บุตรสาวขุนนางไฉนจะว่ายน้ำเป็นกัน จึงหยิบท่อนไม้ยาวยื่นไปหาเจ้านายพร้อมตะโกนไม่หยุด “ช่วยด้วยเจ้าค่ะ!!!”
ทว่า เพียงพริบตาเดียว ร่างบางกลับหมดแรงลงดื้อ ๆ เพราะปวดหัวเป็นทุนเดิม สายตาที่มองมายังเมิ่งเซียงราวกับจะบอกลาเป็นครั้งสุดท้ายอย่างไรอย่างนั้น
“คุณหนู!!!” หญิงสาวตะโกนก้องแล้วกระโดดตามลงไปช่วยทันทีด้วยความตกใจ แต่เพราะนางเองก็ว่ายน้ำไม่เป็นจึงเหมือนจะจมดิ่งตามเจ้านายไปด้วย โชคยังดีที่อยู่ใกล้ตลิ่ง ขันทีที่เพิ่งมาถึงจึงคว้านางขึ้นฝั่งได้ทัน
เกือบไปแล้ว เมิ่งเซียง สายตาของมู่หรงเซียวมองสาวใช้คนสนิท รู้ว่าอีกฝ่ายรักและซื่อสัตย์กับตัวเองมากแค่ไหนจึงโล่งใจที่มีคนช่วยนางไว้ทันเพราะไม่อยากให้เป็นอะไรไปด้วยอีกคน
ก่อนที่ดวงตาคู่สวยจะปิดลง มู่หรงเซียวสัมผัสได้ว่าร่างของเธอถูกใครบางคนคว้าขึ้นมาเหนือผิวน้ำ สติแทบไม่หลงเหลือ อาการเหนื่อยล้าถาโถมจึงไม่ทันได้รู้เลยว่าหลังจากนี้เหตุการณ์ในตำหนักองค์หญิงเยว่หลิงวุ่นวายมากเพียงใด
จวนสกุลมู่
หมอยาวิ่งวุ่นเข้าออกเรือนของมู่หรงเซียวด้วยสีหน้าเคร่งเครียดพอ ๆ กันกับมู่หลิงอวิ๋น แม่ทัพใหญ่แคว้นฉินหมิงผู้เป็นบิดาของนาง
“ท่านพี่ ทำอย่างไรดีเจ้าคะ” ฮูหยินมองหน้าสามี กังวลเรื่องบุตรสาวเพราะอาการเหมือนไม่ดีขึ้นเลย
เขาส่ายหน้าเล็กน้อยแล้วกุมมือคนตรงหน้าปลอบประโลมว่า “ฮูหยิน ใจเย็นก่อนเถิด ข้าไม่มีทางปล่อยให้ลูกของเราเป็นอันใดไปเด็ดขาด”
มู่หรงเซียว หญิงสาวอายุสิบแปดปีแสนเพียบพร้อมมีเรือนผมสีดำขลับ ดวงตาสีทับทิมเหมือนมารดา ผิวขาวดั่งไข่มุกเป็นบุตรสาวคนเดียวของแม่ทัพใหญ่และฮูหยินจึงได้รับความรักอย่างเต็มเปี่ยมจากพวกเขา
นางไม่เคยต้องตกระกำลำบาก อิ่มหมีพีมันจนสามารถใช้ชีวิตเช่นนี้ตลอดไปได้อย่างสุขสบายและหากปรารถนาสิ่งใด เพียงแค่เอ่ยปากขอย่อมได้รับสิ่งนั้นภายในชั่วพริบตา
ขณะที่ทุกคนต่างกังวลเรื่องของนางเพราะชีพจรเต้นไม่เป็นจังหวะ จู่ ๆ หญิงสาวก็สะดุ้งเฮือกตื่นขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยสร้างความตกตะลึงให้หมอยาเป็นอย่างยิ่ง
“โอ๊ย... ปวดหัว” หญิงสาวกุมศีรษะสีหน้าเหยเกก่อนจะมองดูรอบตัวแล้วพบว่าไม่คุ้นหน้าคนที่ยืนรายล้อมเลยจริง ๆ
“คุณหนูสกุลมู่ รู้สึกอย่างไรบ้างขอรับ” หมอยาเอ่ยถามคนไข้แต่นางกลับไม่ตอบสิ่งใดเพราะงุนงงว่าเขากำลังพูดกับใครอยู่ “คุณหนู มองเห็นข้าหรือไม่” เขายกมือโบกไหวผ่านหน้าหญิงสาวเพื่อตรวจการมองเห็น
“…” อีกฝ่ายยังคงนิ่งแล้วกะพริบตาปริบ ๆ ทำความเข้าใจกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
“เซียวเอ๋อร์ลูกแม่” ฮูหยินรีบวิ่งเข้ามากอดนางด้วยความดีใจ น้ำตารื้นพลางโล่งใจไปเปราะหนึ่ง “เจ้าเจ็บตรงไหนหรือไม่”
“…” แววตาของมู่หรงเซียวคล้ายว่างเปล่า สูดหายใจเข้าออกตั้งสติแต่ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว
“เซียวเอ๋อร์ ยังเจ็บอยู่หรือจึงไม่พูดอะไรบ้าง” ครานี้บิดานางเอ่ยถามบ้างแล้วลูบศีรษะอย่างอ่อนโยน ห่วงใยบุตรสาวที่รักปานดวงใจ
แม้ที่ผ่านมานางจะดื้อดึงเล่นซนไปบ้างแต่ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่เจ็บมากเพียงนี้
มู่หรงเซียวขมวดคิ้วมุ่นเริ่มทนไม่ไหวเพราะไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นสักนิดเดียว หันมองหน้าฮูหยินสลับกับแม่ทัพใหญ่และหมอยาด้วยความสับสน
“ท่านหมอ อาการนางหนักขนาดพูดไม่ได้เลยหรือ ท่านรีบตรวจดูหน่อยเถิด ช่วยบุตรสาวข้าด้วยเจ้าค่ะ” ฮูหยินอ้อนวอนอย่างน่าสงสารทำให้หมอยาเกิดหนักใจมากกว่าเดิมก่อนจะให้พวกเขาออกไปรอข้างนอกแล้วทำการตรวจร่างกายมู่หรงเซียวอีกครั้งหนึ่งให้แน่ใจ
“อืม…” เขาถอนหายใจ ครุ่นคิดว่าจะเริ่มต้นพูดอย่างไร “ชีพจรปกติดี เรื่องอื่น ๆ ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงยกเว้น…”
“ยกเว้นอะไรหรือ” แม่ทัพใหญ่ถามทันควัน สีหน้าจริงจังรอฟังคำตอบ
“เหมือนนางจะจำไม่ได้ว่านางเป็นใคร” หมอยาตอบไปตามตรง “บางทีนางอาจจะตกใจมากเกินไป ความทรงจำจึงเลือนรางชั่วขณะ”
“ไม่จริง” ผู้เป็นมารดาส่ายหน้าแล้วรีบวิ่งไปหาบุตรสาว “เซียวเอ๋อร์ เจ้าจำแม่ได้หรือไม่”
มู่หรงเซียวหรี่ตามองอยู่ครู่หนึ่งแล้วส่ายหน้าตอบไม่มีอ้อมค้อม “จำไม่ได้”
“ท่านพี่…” ฮูหยินหันไปหาสามี สีหน้าทุกข์ใจจนน้ำตาไหลพราก “โธ่ ลูกแม่…”
“ร้องไห้ทำไม” หญิงสาวเอื้อมมือเช็ดน้ำตาให้อย่างแผ่วเบา แม้สับสนกับชีวิตตัวเองแต่ก็รู้สึกเศร้าไปด้วยที่เห็นใครร้องไห้ต่อหน้าต่อตา
“ลูกแม่ เจ้า…” นางโผกอดบุตรสาวแนบแน่น รำพึงรำพันอยู่พักหนึ่งแล้วปล่อยให้นางได้พักผ่อนร่างกายให้เพียงพออย่างที่ท่านหมอบอกด้วยความหวังเต็มเปี่ยมว่าอีกไม่กี่วันความทรงจำของบุตรสาวจะกลับมา
ครั้นอยู่เพียงลำพังในห้อง หญิงสาวจึงได้มีเวลาคิดทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ
มู่หรงเซียวอย่างนั้นหรือ คุ้นยิ่งนัก เหมือนเคยได้ยินมาก่อน นางคิดในใจ รีดเค้นความทรงจำของตัวเองเท่าที่จะทำได้ แม่ทัพใหญ่มู่หลิงอวิ๋น ท่านแม่ เมิ่งเซียง เมืองหลวงเยว่จวน แคว้นฉินหมิง
พลันนัยน์ตาสีทับทิมเป็นประกายทันใด จำได้แล้ว แต่ไม่ใช่หรอก เป็นไปไม่ได้
หญิงสาวไม่อยากเชื่อว่าเวลานี้กำลังอยู่ในร่างของมู่หรงเซียว บุตรสาวแม่ทัพใหญ่แคว้นฉินหมิง คนเราจะเข้ามามีชีวิตอยู่ในนิยายได้อย่างไรจึงลองเรียกเมิ่งเซียงเข้ามาถามให้รู้ความ
“คุณหนู ยังจำไม่ได้อีกหรือเจ้าคะ” น้ำตารื้นร่วงผล็อยน่าเอ็นดู สีหน้าเสียอกเสียใจที่วันนั้นช่วยอะไรเจ้านายตัวเองไม่ได้
“เมิ่งเซียง ข้าคือมู่หรงเซียวอย่างนั้นหรือ”
“เจ้าค่ะ” นางพยักหน้า สะอึกสะอื้น “คุณหนู ข้าผิดเองที่วันนั้น…”
“เดี๋ยวก่อนเมิ่งเซียง เจ้าอย่าเพิ่งร้องไห้” หญิงสาวยื่นผ้าให้นางเช็ดน้ำตาพลางถามอีกว่า “บิดาข้าคือแม่ทัพใหญ่มู่หลิงอวิ๋นจริงหรือ”
“เจ้าค่ะ ฮือ… คุณหนู เริ่มจำได้แล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ ข้าจะรีบไปบอกนายท่านกับฮูหยิน” เมิ่งเซียงทำท่าลุกขึ้นแต่ถูกอีกฝ่ายคว้ามือเอาไว้
“อย่าเพิ่งไป ข้ายังจำไม่ค่อยได้ ขอเวลาให้ข้าได้นึกทบทวนอีกสักนิด” มู่หรงเซียวทำหน้าจริงจัง แม้ไม่อยากเชื่อสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ยิ่งได้เห็นภาพรอบตัวและได้ฟังเรื่องราวต่าง ๆ ก็จำต้องยอมรับอย่างไม่มีทางเลี่ยง
นางจึงเริ่มต้นใช้ชีวิตเป็นมู่หรงเซียว นางร้ายลำดับที่สามประจำนิยายรักสามสี่ห้าเส้าเรื่องดอกอวี้หลานผลิบานกลางฝนโปรยไปโดยปริยาย อาศัยความคลับคล้ายคลับคลาปะติดปะต่อเรื่องราวต่าง ๆ จนมั่นใจแล้วว่ามู่หรงเซียวคือหนึ่งในนางร้ายที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อแย่งชิงรองแม่ทัพหยางเสวี่ยเฟยผู้เป็นพระรอง
แม้จะเป็นถึงนางร้ายแต่ก็เป็นเพียงบทจาง ๆ ราวกับมีไว้เพื่อประดับเรื่องราวของพระรองอย่างเขาเท่านั้น ภาพลักษณ์บุตรสาวแม่ทัพใหญ่จึงแตกต่างจากนางร้ายอีกคนที่แสดงออกอย่างชัดแจ้ง
ครั้งหนึ่งเคยแสดงนิสัยเอาแต่ใจอย่างที่ตัวเองต้องการแล้วอีกฝ่ายไม่สนใจจึงเริ่มเลียนแบบนางเอกกลายเป็นคนที่มีภาพลักษณ์สุขุม เยือกเย็นโดยไม่รู้ตัวแต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ชีวิตของนางร้ายผู้นี้ก็ดูน่าสงสารอยู่ไม่น้อย
แม้ได้แต่งงานกับหยางเสวี่ยเฟย มีบุตรชายด้วยกันหนึ่งคนแต่กลับไม่เคยได้รับความรักจากเขาเลย ทั้งยังโดนเกลียดจนนางทุกข์ระทมกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต
ในขณะที่หยางเสวี่ยเฟยกลับสมหวังได้รับความรักจากนางเอกอย่างเสิ่นอวี้หลานและใช้ชีวิตร่วมกันในบั้นปลายอย่างมีความสุข
หญิงสาวยังจำประโยคสุดท้ายของนิยายเรื่องนั้นได้เป็นอย่างดี คำพูดที่มู่หรงเซียวบอกกับบุตรชายยามได้เห็นผู้เป็นสามีนั่งรำพึงคิดถึงหญิงคนรักอยู่ใต้ต้นอวี้หลานแม้นางจากไปหลายปีแล้ว
“หยางหยาง เจ้าอย่าลืมสิ่งที่แม่ขอ” มู่หรงเซียววัยชราเอ่ยกับหยางเสวี่ยอิง บุตรชายคนเดียวที่รักนางยิ่งกว่าใคร “หากข้าเป็นอันใดไป เจ้าช่วยฝังข้าไว้ข้าง ๆ พ่อของเจ้าได้หรือไม่”
เมื่อคิดถึงชีวิตของมู่หรงเซียว หญิงสาวที่เพิ่งเข้าร่างมาใหม่ก็ตั้งปณิธานในทันที ไหน ๆ ก็เป็นเพียงนางร้ายที่แทบเหมือนตัวประกอบ ไม่มีผลอันใดกับเนื้อเรื่องมากนัก การจะนำพาตัวเองออกจากรักสี่ห้าเส้าย่อมทำได้โดยง่าย
ใครจะรักใครก็เรื่องของเขา มู่หรงเซียว ข้าจะทำให้เจ้าได้รู้ว่าใต้หล้ากว้างใหญ่ยังมีเรื่องน่าสนใจรอเจ้าอยู่ ไม่จำเป็นต้องทุกข์ทนกับรักที่ไม่สมหวังจนพลาดอะไรไปหลายอย่าง
ดังนั้น ชาตินี้ ข้าจะทำให้เจ้ามีความสุขยิ่งกว่าใคร ๆ นางคิดในใจแล้วเอียงคอทำหน้างุนงงถามตัวเองด้วยความสงสัย เวลานี้ข้าจำได้ว่ามู่หรงเซียวเป็นผู้ใด จำได้กระทั่งเรื่องราวเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตของนางแต่กลับจำเรื่องของตัวเองไม่ได้ ก่อนจะเข้ามาอยู่ในนิยายเรื่องนี้ ข้าเป็นผู้ใดกันเล่า
“ท่านพ่อ…” หยางเสวี่ยหลิงเอ่ยเรียกบิดาแต่ไม่ได้ยินเสียงตอบกลับมา “หลับแล้วหรือขอรับ”“ท่านพ่อ หลับจริง ๆ หรือ” หยางเสวี่ยเฟิงเอ่ยถามอีกคน “ยังเล่านิทานไม่จบเสียหน่อย”“พวกเจ้าอย่ากวนท่านพ่อสิ” หยางเสวี่ยอิงห้ามปรามน้องชายทั้งสองก่อนจะเล่าสิ่งที่บิดาพูดก่อนหน้าต่อ “หญ้าแก้วไพลินน่ะเป็นวัชพืชก็จริงแต่เอาไปทำเป็นก้อนน้ำตาลไว้ตรวจพิษได้ด้วย ท่านพ่อจึงมักพกติดตัวอยู่เสมอ”“อร่อยมากเลยหรือ” เด็กน้อยสองคนถามคำเดียวกัน ก่อนที่พี่ชายคนโตจะหยิบออกมาให้ดูแล้วถามว่า “อยากลองกินหรือไม่”ไม่ต้องถามก็รู้แล้วว่าพวกเขาต้องรีบพยักหน้าทันควัน หยางเสวี่ยอิงจึงพึมพำราวกับไม่อยากให้บิดารู้สึกตัว “หากได้กินแล้วจะรีบนอนหรือไม่”“ขอรับ”ครั้นได้ลิ้มรสหวานก็พากันยิ้มกว้างชอบใจยิ่งนัก เปลือกตาจึงค่อย ๆ เผยอปิดลงด้วยความเหนื่อยล้าเพราะเล่นทั้งวันจนหมดแรงไปโดยปริยายทั้งสามคนหยางเสวี่ยเฟยยิ้มมุมปากรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเพราะแกล้งหลับ อยากรู้ว่าพี่ชายน้องชายจะทำอย่างไรพลันนับหนึ่งถึงสิบให้แน่ใจว่าพวกเขาหลับสนิท ก่อนห่มผ้าให้แล้วกลับเข้าไปยังห้องของฮูหยิน“หลับกันหมดแล้วหรือ” มู่หรงเซียวสัมผัสได้ว่ามีไออุ่นใครบางคน
หยางเสวี่ยเฟยพาครอบครัวไปเมืองเหอผิงเพื่อเยี่ยมแม่ทัพหลี่กับเสิ่นอวี้หลาน แม้ระหว่างทางวุ่นวายเพราะเด็ก ๆ ไปบ้างแต่นับว่าเป็นการเดินทางที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานต่างฝ่ายต่างเฝ้ารอที่จะได้พบกันในรอบสองปีเพราะช่วงเวลาที่ผ่านมาติดภารกิจจนแทบไม่มีเวลาว่างเลย ทันทีที่ลงจากรถม้า หยางเสวี่ยอิงรีบวิ่งไปที่หน้าจวนแล้วทักทายหลี่หมิงฮ่าวกับเสิ่นอวี้หลานโดยไม่รีรอ ก่อนจะหันไปยิ้มให้เด็กหญิงอีกคนหนึ่งที่อายุเท่ากัน“ฟางฮวา เจ้าสบายดีหรือไม่”“อืม…” บุตรสาวคนโตของแม่ทัพหลี่พยักหน้า ดวงตาสีอำพันเหมือนมารดามองสหายด้วยความคิดถึง พลันน้องชายของนางวิ่งผ่านหน้าไปหาคนที่เหลือ “เอ๊ะ… ฟางหมิง เจ้าอย่าวิ่ง เดี๋ยวหกล้มอีก”เด็กหญิงหันมาหาหยางเสวี่ยอิงแล้วรับของขวัญเป็นภาพวาดที่เจ้าตัวตั้งใจทำมาให้ ส่วนบิดามารดาได้แต่ยิ้มให้กันด้วยความเอ็นดูในมิตรภาพแล้วเดินไปต้อนรับสหายคนสนิทที่รถม้า“เสวี่ยหลิง! เสวี่ยเฟิง!” หลี่ฟางหมิงตะโกนเรียกบุตรชายคนรองและบุตรชายคนที่สามของรองแม่ทัพหยางด้วยความตื่นเต้นก่อนจะเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ว่าเด็กชายอายุราวสามขวบที่ยืนอยู่ข้างพวกเขาเป็นใคร “เสิ่นฮ่าวเฉิน น้องของพวกเราอย่างไรเล่า
“เฮ้อ… เจ้าเลิกเอากระบี่จ่อคอข้าได้หรือไม่ แตะนิดแตะหน่อยไม่ได้เลยหรือ” เจ้าตัวส่ายหน้าทำเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใดเพราะคนที่อยู่ตรงหน้าก็คนกันเองทั้งนั้น“ฝ่าบาทอยากลองลิ้มรสอาวุธของกระหม่อมดูสักครั้งหรือไม่ เผื่อจะจำได้ว่านางเป็นภรรยาของข้า”“เซียวเอ๋อร์ เจ้าดูเอาเถอะ เขาชอบหันกระบี่หาข้าอยู่ร่ำไป ไม่รู้หรือว่าข้าน่ะเป็นรัชทายาทแคว้นซวงเหวินเชียวนะ” จู่ ๆ เสียงนั้นก็เคร่งขรึมขึ้นมาทันที “ว่าแต่เจ้าไม่สนใจเป็นสนมของข้าหรือ”“ท่านพี่... ตามใจเถอะ ข้าไม่ห้ามหรอก” บุตรสาวแม่ทัพใหญ่ยิ้มให้สามีพลันองค์รัชทายาทเสียวสันหลังวาบเพราะรอยยิ้มแสยะของหยางเสวี่ยเฟย แสงจันทร์ส่องลงมาที่กระบี่สีเงินแวววาวสะท้อนเข้าตาตัวเองจนต้องรีบหลบหลังน้องชายเสียงพึมพำเอ่ยขึ้นมา “น่ากลัว มีแต่คนน่ากลัว” แล้วหันไปทำสายตาอ้อนวอน “เจ้าเป็นน้องชายที่ใจดีที่สุดของข้า”“อืม ทรงรู้เช่นนี้ก็ดีแล้วเพราะข้าเองก็คิดว่าจะอดทนอีกไม่นานเช่นกัน” หลินเพ่ยอินยิ้มมีเลศนัย “ครานี้ทรงเสด็จกลับวังหลวงกับข้าได้หรือไม่”“อืม กลับแล้ว ไม่ดื้อแล้ว” หลินชิงหรูจำต้องยอมรับโชคชะตาของตัวเองไปโดยปริยายหากแต่ค่ำคืนนั้นนับว่าเป็นการกลับมาพบก
มู่หรงเซียวชวนผู้เป็นสามีไปเที่ยวที่หอจันทราเพื่อฟังเสียงบรรเลงกู่ฉินตามเคย หากแต่อีกฝ่ายคิดว่าสถานที่นั้นเหมือนกับหอราตรีในเยว่จวนจึงอิดออดไม่อยากให้ไปสักเท่าใดนัก ก่อนจะรู้ว่าหอจันทราเป็นเพียงสถานที่ให้ความสำราญทั่วไปจึงเบาใจไปบ้างคืนนี้ ภรรยาของเขาจึงแต่งกายเป็นสตรีเหมือนอย่างปกติแล้วรอฟังเพลงกู่ฉินด้วยสีหน้าระรื่นพลันได้ยินจังหวะที่คุ้นเคยจึงหันขวับไปมองต้นเสียงเพราะไม่คิดว่าจะได้พบกันโดยบังเอิญ “เซียงเซียงหรอกหรือ”หยางเสวี่ยเฟยขมวดคิ้วมุ่นพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะหันไปมองสหายของเซี่ยหลานเฟิงที่นั่งข้าง ๆ เข้าใจแล้วว่าเหตุใด บุรุษผู้มีดวงตาสีเทาจึงปักหลักอยู่ต้าหลินนานนัก“เจ้าไปดักทางซ้าย ข้าจะไปดักทางขวา” หลินเพ่ยอินวางจอกเหล้าลง สายตาจ้องแม่นางผู้นั้นไม่วางตาแล้วหันมาหาเสิ่นจื้อเหลียงกับหยางเสวี่ยเฟย “ข้ารบกวนพวกเจ้าได้หรือไม่”“ขอรับ” เด็กหนุ่มยังไม่ทันได้รู้ว่าเขาจะรบกวนเรื่องใดแต่รับปากไว้ก่อน“อืม” หยางเสวี่ยเฟยเองก็พยักหน้าน้อย ๆ พอคาดเดาเหตุผลของเขาได้“หากเขาหนีมาทางนี้ ได้โปรดช่วยข้าจับเขาด้วย” ชายหนุ่มคนเดิมเอ่ยขอร้อง สีหน้ามีความหวังอย่างยิ่งก่อนจะเริ่มแผนการจับค
เมืองหลวงเยว่จวนวันนี้อากาศดี ท้องฟ้าปลอดโปร่งมีเมฆก้อนกลมสีขาวล่องลอยไปตามสายลม บรรดาบ่าวรับใช้ช่วยกันเตรียมของขึ้นรถม้าตั้งแต่เช้าตรู่เพราะมู่หรงเซียว หยางเสวี่ยฮวาและเสิ่นอวี้หลานนัดกันไปไหว้พระบนเขาสวีซวนก่อนจะออกจากจวน ดวงตาสีทับทิมเหลือบมองกล่องใส่ศ
หนึ่งเดือนต่อมาเมืองหลวงเยว่จวนใกล้ถึงวันงานเฉลิมฉลองตามธรรมเนียมโบราณ บ้านเรือนร้านรวงจึงถูกประดับประดาด้วยผ้าหลากสีมัดเป็นช่อ ๆ เหมือนดอกไม้อย่างสวยงามมู่หรงเซียวตื่นเต้นเพราะนางหวังว่าจะได้ไปเที่ยวชมเมืองกับหยางเสวี่ยเฟยในฐานะคนรักเป็นครั้งแรก จับมือเด
มู่หรงเซียวบอกลาเจ้าของเรือนยาเรียบร้อยแล้วเดินจากมาทันทีโดยมีเมิ่งเซียงสังเกตการณ์อยู่ข้าง ๆ สีหน้าอยากรู้อยากเห็นว่าใจของเจ้านายกำลังอดกลั้นอยู่หรือไม่“เมิ่งเซียง มีอะไรก็พูดมาเถอะ”“คุณหนู เหตุใดจึงแนะนำนางไปเช่นนั้นเล่า ต่อให้คุณหนูบอ
เช้าวันต่อมามู่หรงเซียวไม่เห็นหน้าเสิ่นจื้อเหลียงจึงนึกเป็นห่วง ได้ยินมาว่าถูกหัวหน้าลงโทษอย่างหนักเพราะขัดคำสั่งไม่ยอมรายงานเรื่องของนางไปตามตรงไม่ว่าจะมองไปทางใดก็ไม่เห็นเงาของเด็กหนุ่มที่มักจะมายิงธนู เที่ยวเล่นหรือช่วยนางทำอาหารเหมือนอย่างเคยได้แต่รอฟ






![เฮ่าเทียนแห่งหอคณิกา [NC25+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




