Se connecter
จื่อเถิงฮวา ตำหนักขององค์หญิงเยว่หลิงกำลังมีงานเลี้ยงฤดูใบไม้ผลิเหมือนอย่างทุกปี บรรยากาศเต็มไปด้วยความรื่นเริงและสดใสไม่แพ้ดอกจื่อเถิงที่ผลิบานส่งกลิ่นหอมอบอวลในสวนกว้างใหญ่
“คุณหนูจะกลับแล้วหรือเจ้าคะ” เมิ่งเซียง สาวใช้วัยสิบหกปีของบุตรสาวสกุลมู่เอ่ยถามผู้เป็นเจ้านาย
“อืม… ข้ารู้สึกเวียนหัว” นางตอบอีกฝ่าย สีหน้าอิดโรยเล็กน้อยไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด สายตามองไปยังทางออกแต่เพราะมีผู้คนยืนออกันหนาแน่นจึงเลี่ยงไปทางริมสระน้ำเพื่อที่จะได้กลับจวนเร็วขึ้นกว่าเดิม
“คุณหนู ทางนี้…” เมิ่งเซียงยังพูดไม่ทันจบ มัวแต่มองทางข้างหน้าเพื่อพาเจ้านายออกไปโดยเร็ว หันกลับมาอีกทีจึงได้เห็นแต่ร่างบางที่กำลังลอยเคว้งตกสระบัว
ตู้ม น้ำใสแจ๋วกระจายเป็นวงกว้างในขณะที่ตัวคนพยายามตะเกียกตะกายเพราะว่ายน้ำไม่เป็น
“คุณหนู!” สาวใช้ร้องลั่นรีบขอให้คนช่วยแต่บริเวณนั้นกลับมีแต่บุตรสาวขุนนางไฉนจะว่ายน้ำเป็นกัน จึงหยิบท่อนไม้ยาวยื่นไปหาเจ้านายพร้อมตะโกนไม่หยุด “ช่วยด้วยเจ้าค่ะ!!!”
ทว่า เพียงพริบตาเดียว ร่างบางกลับหมดแรงลงดื้อ ๆ เพราะปวดหัวเป็นทุนเดิม สายตาที่มองมายังเมิ่งเซียงราวกับจะบอกลาเป็นครั้งสุดท้ายอย่างไรอย่างนั้น
“คุณหนู!!!” หญิงสาวตะโกนก้องแล้วกระโดดตามลงไปช่วยทันทีด้วยความตกใจ แต่เพราะนางเองก็ว่ายน้ำไม่เป็นจึงเหมือนจะจมดิ่งตามเจ้านายไปด้วย โชคยังดีที่อยู่ใกล้ตลิ่ง ขันทีที่เพิ่งมาถึงจึงคว้านางขึ้นฝั่งได้ทัน
เกือบไปแล้ว เมิ่งเซียง สายตาของมู่หรงเซียวมองสาวใช้คนสนิท รู้ว่าอีกฝ่ายรักและซื่อสัตย์กับตัวเองมากแค่ไหนจึงโล่งใจที่มีคนช่วยนางไว้ทันเพราะไม่อยากให้เป็นอะไรไปด้วยอีกคน
ก่อนที่ดวงตาคู่สวยจะปิดลง มู่หรงเซียวสัมผัสได้ว่าร่างของเธอถูกใครบางคนคว้าขึ้นมาเหนือผิวน้ำ สติแทบไม่หลงเหลือ อาการเหนื่อยล้าถาโถมจึงไม่ทันได้รู้เลยว่าหลังจากนี้เหตุการณ์ในตำหนักองค์หญิงเยว่หลิงวุ่นวายมากเพียงใด
จวนสกุลมู่
หมอยาวิ่งวุ่นเข้าออกเรือนของมู่หรงเซียวด้วยสีหน้าเคร่งเครียดพอ ๆ กันกับมู่หลิงอวิ๋น แม่ทัพใหญ่แคว้นฉินหมิงผู้เป็นบิดาของนาง
“ท่านพี่ ทำอย่างไรดีเจ้าคะ” ฮูหยินมองหน้าสามี กังวลเรื่องบุตรสาวเพราะอาการเหมือนไม่ดีขึ้นเลย
เขาส่ายหน้าเล็กน้อยแล้วกุมมือคนตรงหน้าปลอบประโลมว่า “ฮูหยิน ใจเย็นก่อนเถิด ข้าไม่มีทางปล่อยให้ลูกของเราเป็นอันใดไปเด็ดขาด”
มู่หรงเซียว หญิงสาวอายุสิบแปดปีแสนเพียบพร้อมมีเรือนผมสีดำขลับ ดวงตาสีทับทิมเหมือนมารดา ผิวขาวดั่งไข่มุกเป็นบุตรสาวคนเดียวของแม่ทัพใหญ่และฮูหยินจึงได้รับความรักอย่างเต็มเปี่ยมจากพวกเขา
นางไม่เคยต้องตกระกำลำบาก อิ่มหมีพีมันจนสามารถใช้ชีวิตเช่นนี้ตลอดไปได้อย่างสุขสบายและหากปรารถนาสิ่งใด เพียงแค่เอ่ยปากขอย่อมได้รับสิ่งนั้นภายในชั่วพริบตา
ขณะที่ทุกคนต่างกังวลเรื่องของนางเพราะชีพจรเต้นไม่เป็นจังหวะ จู่ ๆ หญิงสาวก็สะดุ้งเฮือกตื่นขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยสร้างความตกตะลึงให้หมอยาเป็นอย่างยิ่ง
“โอ๊ย... ปวดหัว” หญิงสาวกุมศีรษะสีหน้าเหยเกก่อนจะมองดูรอบตัวแล้วพบว่าไม่คุ้นหน้าคนที่ยืนรายล้อมเลยจริง ๆ
“คุณหนูสกุลมู่ รู้สึกอย่างไรบ้างขอรับ” หมอยาเอ่ยถามคนไข้แต่นางกลับไม่ตอบสิ่งใดเพราะงุนงงว่าเขากำลังพูดกับใครอยู่ “คุณหนู มองเห็นข้าหรือไม่” เขายกมือโบกไหวผ่านหน้าหญิงสาวเพื่อตรวจการมองเห็น
“…” อีกฝ่ายยังคงนิ่งแล้วกะพริบตาปริบ ๆ ทำความเข้าใจกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
“เซียวเอ๋อร์ลูกแม่” ฮูหยินรีบวิ่งเข้ามากอดนางด้วยความดีใจ น้ำตารื้นพลางโล่งใจไปเปราะหนึ่ง “เจ้าเจ็บตรงไหนหรือไม่”
“…” แววตาของมู่หรงเซียวคล้ายว่างเปล่า สูดหายใจเข้าออกตั้งสติแต่ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว
“เซียวเอ๋อร์ ยังเจ็บอยู่หรือจึงไม่พูดอะไรบ้าง” ครานี้บิดานางเอ่ยถามบ้างแล้วลูบศีรษะอย่างอ่อนโยน ห่วงใยบุตรสาวที่รักปานดวงใจ
แม้ที่ผ่านมานางจะดื้อดึงเล่นซนไปบ้างแต่ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่เจ็บมากเพียงนี้
มู่หรงเซียวขมวดคิ้วมุ่นเริ่มทนไม่ไหวเพราะไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นสักนิดเดียว หันมองหน้าฮูหยินสลับกับแม่ทัพใหญ่และหมอยาด้วยความสับสน
“ท่านหมอ อาการนางหนักขนาดพูดไม่ได้เลยหรือ ท่านรีบตรวจดูหน่อยเถิด ช่วยบุตรสาวข้าด้วยเจ้าค่ะ” ฮูหยินอ้อนวอนอย่างน่าสงสารทำให้หมอยาเกิดหนักใจมากกว่าเดิมก่อนจะให้พวกเขาออกไปรอข้างนอกแล้วทำการตรวจร่างกายมู่หรงเซียวอีกครั้งหนึ่งให้แน่ใจ
“อืม…” เขาถอนหายใจ ครุ่นคิดว่าจะเริ่มต้นพูดอย่างไร “ชีพจรปกติดี เรื่องอื่น ๆ ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงยกเว้น…”
“ยกเว้นอะไรหรือ” แม่ทัพใหญ่ถามทันควัน สีหน้าจริงจังรอฟังคำตอบ
“เหมือนนางจะจำไม่ได้ว่านางเป็นใคร” หมอยาตอบไปตามตรง “บางทีนางอาจจะตกใจมากเกินไป ความทรงจำจึงเลือนรางชั่วขณะ”
“ไม่จริง” ผู้เป็นมารดาส่ายหน้าแล้วรีบวิ่งไปหาบุตรสาว “เซียวเอ๋อร์ เจ้าจำแม่ได้หรือไม่”
มู่หรงเซียวหรี่ตามองอยู่ครู่หนึ่งแล้วส่ายหน้าตอบไม่มีอ้อมค้อม “จำไม่ได้”
“ท่านพี่…” ฮูหยินหันไปหาสามี สีหน้าทุกข์ใจจนน้ำตาไหลพราก “โธ่ ลูกแม่…”
“ร้องไห้ทำไม” หญิงสาวเอื้อมมือเช็ดน้ำตาให้อย่างแผ่วเบา แม้สับสนกับชีวิตตัวเองแต่ก็รู้สึกเศร้าไปด้วยที่เห็นใครร้องไห้ต่อหน้าต่อตา
“ลูกแม่ เจ้า…” นางโผกอดบุตรสาวแนบแน่น รำพึงรำพันอยู่พักหนึ่งแล้วปล่อยให้นางได้พักผ่อนร่างกายให้เพียงพออย่างที่ท่านหมอบอกด้วยความหวังเต็มเปี่ยมว่าอีกไม่กี่วันความทรงจำของบุตรสาวจะกลับมา
ครั้นอยู่เพียงลำพังในห้อง หญิงสาวจึงได้มีเวลาคิดทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ
มู่หรงเซียวอย่างนั้นหรือ คุ้นยิ่งนัก เหมือนเคยได้ยินมาก่อน นางคิดในใจ รีดเค้นความทรงจำของตัวเองเท่าที่จะทำได้ แม่ทัพใหญ่มู่หลิงอวิ๋น ท่านแม่ เมิ่งเซียง เมืองหลวงเยว่จวน แคว้นฉินหมิง
พลันนัยน์ตาสีทับทิมเป็นประกายทันใด จำได้แล้ว แต่ไม่ใช่หรอก เป็นไปไม่ได้
หญิงสาวไม่อยากเชื่อว่าเวลานี้กำลังอยู่ในร่างของมู่หรงเซียว บุตรสาวแม่ทัพใหญ่แคว้นฉินหมิง คนเราจะเข้ามามีชีวิตอยู่ในนิยายได้อย่างไรจึงลองเรียกเมิ่งเซียงเข้ามาถามให้รู้ความ
“คุณหนู ยังจำไม่ได้อีกหรือเจ้าคะ” น้ำตารื้นร่วงผล็อยน่าเอ็นดู สีหน้าเสียอกเสียใจที่วันนั้นช่วยอะไรเจ้านายตัวเองไม่ได้
“เมิ่งเซียง ข้าคือมู่หรงเซียวอย่างนั้นหรือ”
“เจ้าค่ะ” นางพยักหน้า สะอึกสะอื้น “คุณหนู ข้าผิดเองที่วันนั้น…”
“เดี๋ยวก่อนเมิ่งเซียง เจ้าอย่าเพิ่งร้องไห้” หญิงสาวยื่นผ้าให้นางเช็ดน้ำตาพลางถามอีกว่า “บิดาข้าคือแม่ทัพใหญ่มู่หลิงอวิ๋นจริงหรือ”
“เจ้าค่ะ ฮือ… คุณหนู เริ่มจำได้แล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ ข้าจะรีบไปบอกนายท่านกับฮูหยิน” เมิ่งเซียงทำท่าลุกขึ้นแต่ถูกอีกฝ่ายคว้ามือเอาไว้
“อย่าเพิ่งไป ข้ายังจำไม่ค่อยได้ ขอเวลาให้ข้าได้นึกทบทวนอีกสักนิด” มู่หรงเซียวทำหน้าจริงจัง แม้ไม่อยากเชื่อสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ยิ่งได้เห็นภาพรอบตัวและได้ฟังเรื่องราวต่าง ๆ ก็จำต้องยอมรับอย่างไม่มีทางเลี่ยง
นางจึงเริ่มต้นใช้ชีวิตเป็นมู่หรงเซียว นางร้ายลำดับที่สามประจำนิยายรักสามสี่ห้าเส้าเรื่องดอกอวี้หลานผลิบานกลางฝนโปรยไปโดยปริยาย อาศัยความคลับคล้ายคลับคลาปะติดปะต่อเรื่องราวต่าง ๆ จนมั่นใจแล้วว่ามู่หรงเซียวคือหนึ่งในนางร้ายที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อแย่งชิงรองแม่ทัพหยางเสวี่ยเฟยผู้เป็นพระรอง
แม้จะเป็นถึงนางร้ายแต่ก็เป็นเพียงบทจาง ๆ ราวกับมีไว้เพื่อประดับเรื่องราวของพระรองอย่างเขาเท่านั้น ภาพลักษณ์บุตรสาวแม่ทัพใหญ่จึงแตกต่างจากนางร้ายอีกคนที่แสดงออกอย่างชัดแจ้ง
ครั้งหนึ่งเคยแสดงนิสัยเอาแต่ใจอย่างที่ตัวเองต้องการแล้วอีกฝ่ายไม่สนใจจึงเริ่มเลียนแบบนางเอกกลายเป็นคนที่มีภาพลักษณ์สุขุม เยือกเย็นโดยไม่รู้ตัวแต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ชีวิตของนางร้ายผู้นี้ก็ดูน่าสงสารอยู่ไม่น้อย
แม้ได้แต่งงานกับหยางเสวี่ยเฟย มีบุตรชายด้วยกันหนึ่งคนแต่กลับไม่เคยได้รับความรักจากเขาเลย ทั้งยังโดนเกลียดจนนางทุกข์ระทมกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต
ในขณะที่หยางเสวี่ยเฟยกลับสมหวังได้รับความรักจากนางเอกอย่างเสิ่นอวี้หลานและใช้ชีวิตร่วมกันในบั้นปลายอย่างมีความสุข
หญิงสาวยังจำประโยคสุดท้ายของนิยายเรื่องนั้นได้เป็นอย่างดี คำพูดที่มู่หรงเซียวบอกกับบุตรชายยามได้เห็นผู้เป็นสามีนั่งรำพึงคิดถึงหญิงคนรักอยู่ใต้ต้นอวี้หลานแม้นางจากไปหลายปีแล้ว
“หยางหยาง เจ้าอย่าลืมสิ่งที่แม่ขอ” มู่หรงเซียววัยชราเอ่ยกับหยางเสวี่ยอิง บุตรชายคนเดียวที่รักนางยิ่งกว่าใคร “หากข้าเป็นอันใดไป เจ้าช่วยฝังข้าไว้ข้าง ๆ พ่อของเจ้าได้หรือไม่”
เมื่อคิดถึงชีวิตของมู่หรงเซียว หญิงสาวที่เพิ่งเข้าร่างมาใหม่ก็ตั้งปณิธานในทันที ไหน ๆ ก็เป็นเพียงนางร้ายที่แทบเหมือนตัวประกอบ ไม่มีผลอันใดกับเนื้อเรื่องมากนัก การจะนำพาตัวเองออกจากรักสี่ห้าเส้าย่อมทำได้โดยง่าย
ใครจะรักใครก็เรื่องของเขา มู่หรงเซียว ข้าจะทำให้เจ้าได้รู้ว่าใต้หล้ากว้างใหญ่ยังมีเรื่องน่าสนใจรอเจ้าอยู่ ไม่จำเป็นต้องทุกข์ทนกับรักที่ไม่สมหวังจนพลาดอะไรไปหลายอย่าง
ดังนั้น ชาตินี้ ข้าจะทำให้เจ้ามีความสุขยิ่งกว่าใคร ๆ นางคิดในใจแล้วเอียงคอทำหน้างุนงงถามตัวเองด้วยความสงสัย เวลานี้ข้าจำได้ว่ามู่หรงเซียวเป็นผู้ใด จำได้กระทั่งเรื่องราวเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตของนางแต่กลับจำเรื่องของตัวเองไม่ได้ ก่อนจะเข้ามาอยู่ในนิยายเรื่องนี้ ข้าเป็นผู้ใดกันเล่า
ไม่นานนัก พวกเขาได้มาถึงจวนแม่ทัพใหญ่ มู่หลิงอวิ๋นเห็นลูกน้องอุ้มบุตรสาวมาก็นึกกระวนกระวายใจรีบพรวดพราดออกมารับหน้าประตู“เซียวเอ๋อร์ เจ้าไม่สบายหรือ” เขาถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงแล้วหันไปบอกคนใช้ในจวน “ไปตามหมอมาเร็วเข้า”“ท่านพ่อ ข้าแค่เวียนหัวนิดหน่อยเจ้าค่ะ หากได้นอนพักสักงีบ อาการคงจะค่อย ๆ ดีขึ้น” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับจะเป็นลมล้มพับได้ทุกเมื่อแต่ไม่วายดิ้นรนอยากออกจากอ้อมกอดหยางเสวี่ยเฟย “รองแม่ทัพ ขอบคุณน้ำใจของเจ้ายิ่งนัก ถึงจวนข้าแล้วเจ้าค่ะ”หากแต่ชายหนุ่มไม่ยอมปล่อยเพราะในใจกำลังคิดว่าหญิงสาวตรงหน้ากำลังเสแสร้งทำเป็นไม่รู้จักเขาและอาการทั้งหมดที่คนเล่าลือว่าความทรงจำบางส่วนขาดหายเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพดวงตาสีทับทิมมึนงงมองเขาเพราะไม่เข้าใจ “จะไปส่งข้าถึงในเรือนหรือเจ้าคะจึงไม่ยอมปล่อย”ครั้นเห็นเขาขยับขาก็รีบมองหน้าบุรุษอีกคนที่ยืนอยู่ข้างแม่ทัพใหญ่ ส่งสายตาขอความช่วยเหลือทันที“รองแม่ทัพไม่ต้องทำถึงเพียงนั้นหรอกขอรับ ถึงอย่างไรเรือนของคุณหนูก็เป็นพื้นที่ส่วนตัว จะให้ชายอื่นที่ไม่ใช่คนในครอบครัวเข้าไปคงไม่งามนัก” เซี่ยหลานเฟิง มือขวาแม่ทัพใหญ่ที่อายุเท่าหยางเสวี่ยเ
เช้าวันต่อมามู่หลิงอวิ๋นและฮูหยินได้เข้ามาเยี่ยมบุตรสาวด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความหวังเพราะเมิ่งเซียงบอกว่าอาการดีขึ้นแล้วแต่ยังคงมีปัญหาเรื่องความทรงจำเล็กน้อย“ท่านพ่อ ท่านแม่” มู่หรงเซียวเรียกคนตรงหน้าคลายความกังวลใจของพวกเขา ยิ่งเห็นหน้าตาอิดโรยก็เข้าใจได้ว่าเป็นห่วงบุตรสาวถึงขั้นนอนไม่หลับ “ข้าไม่เป็นอันใดมากแล้วเจ้าค่ะ”มารดาโอบกอดนางด้วยความห่วงใย ลูบแผ่นหลังเบา ๆ “แม่เป็นห่วงเจ้ายิ่งนัก ไม่เป็นอันใดก็ดีมากแล้วแต่ว่าเมิ่งเซียงบอกว่ายังมีบางสิ่งที่เจ้ายังจำไม่ได้ใช่หรือไม่”มู่หรงเซียวพยักหน้าตอบไปตามตรง ต่อให้อ่านนิยายจนจำได้ขึ้นใจแต่ทุกอย่างก็เป็นเพียงคำบรรยายในหนังสือ ป่านนี้แล้วนางยังนึกหน้าหยางเสวี่ยเฟยไม่ออกเลยว่าเป็นเช่นไร เหตุใดบุตรสาวแม่ทัพใหญ่จึงได้หลงใหลมากเพียงนั้น“อย่างน้อยเจ้าจำพ่อกับแม่ได้ก็พอแล้วเซียวเอ๋อร์” ผู้เป็นบิดากล่าวด้วยความโล่งใจ หญิงสาวยิ้มให้พวกเขาทั้งสองพลางทานอาหารร่วมกันเป็นครั้งแรก น่าแปลกนักที่นางรู้สึกว่าคุ้นเคยกับคนตรงหน้าอย่างบอกไม่ถูก กระทำสิ่งต่าง ๆ ได้ปกติ ทั้งคำพูด กิริยาท่าทาง ลักษณะนิสัย ไม่มีใครสงสัยเลยว่านางไม่ใช่มู่หรงเซียวตัวจริง
จื่อเถิงฮวา ตำหนักขององค์หญิงเยว่หลิงกำลังมีงานเลี้ยงฤดูใบไม้ผลิเหมือนอย่างทุกปี บรรยากาศเต็มไปด้วยความรื่นเริงและสดใสไม่แพ้ดอกจื่อเถิงที่ผลิบานส่งกลิ่นหอมอบอวลในสวนกว้างใหญ่“คุณหนูจะกลับแล้วหรือเจ้าคะ” เมิ่งเซียง สาวใช้วัยสิบหกปีของบุตรสาวสกุลมู่เอ่ยถามผู้เป็นเจ้านาย “อืม… ข้ารู้สึกเวียนหัว” นางตอบอีกฝ่าย สีหน้าอิดโรยเล็กน้อยไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด สายตามองไปยังทางออกแต่เพราะมีผู้คนยืนออกันหนาแน่นจึงเลี่ยงไปทางริมสระน้ำเพื่อที่จะได้กลับจวนเร็วขึ้นกว่าเดิม“คุณหนู ทางนี้…” เมิ่งเซียงยังพูดไม่ทันจบ มัวแต่มองทางข้างหน้าเพื่อพาเจ้านายออกไปโดยเร็ว หันกลับมาอีกทีจึงได้เห็นแต่ร่างบางที่กำลังลอยเคว้งตกสระบัวตู้ม น้ำใสแจ๋วกระจายเป็นวงกว้างในขณะที่ตัวคนพยายามตะเกียกตะกายเพราะว่ายน้ำไม่เป็น“คุณหนู!” สาวใช้ร้องลั่นรีบขอให้คนช่วยแต่บริเวณนั้นกลับมีแต่บุตรสาวขุนนางไฉนจะว่ายน้ำเป็นกัน จึงหยิบท่อนไม้ยาวยื่นไปหาเจ้านายพร้อมตะโกนไม่หยุด “ช่วยด้วยเจ้าค่ะ!!!”ทว่า เพียงพริบตาเดียว ร่างบางกลับหมดแรงลงดื้อ ๆ เพราะปวดหัวเป็นทุนเดิม สายตาที่มองมายังเมิ่งเซียงราวกับจะบอกลาเป็นครั้งสุดท้ายอย่างไรอย่างนั้







