"อยู่นิ่ง ๆ เดี๋ยวเฮียเช็ดให้"
"..."
เอวาลินนอนนิ่งตามคำสั่ง สัมผัสอุ่น ๆ จากของเหลวสีขาวที่รินรดอยู่ที่หน้าท้องและใบหน้าทำเอาคนตัวเล็กเขินจนหูแดง เธอมองตามเรือนร่างแข็งแรงที่เดินไปหยิบทิชชูโดยที่ส่วนนั้นยังคงแข็งกร้าวไม่ลดขนาดไปเลยแม้แต่นิด ซึ่งบ่งบอกว่าเขายังมีความอยากอยู่มาก...
เพียงไม่กี่วินาทีคนตัวสูงก็มาหยุดอยู่ข้างเตียงและเช็ดคราบตัวตนสีขาวของเขาออกจากหน้าท้องจนหมด แต่กลับจ้องมองผลงานของตัวเองตรงแก้มซ้ายของยัยน้องด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ขั้นสุด
"มันน่าถ่ายรูปเก็บไว้นะเนี่ย"
เพียะ!
"ทะลึ่ง!" หญิงสาวฟาดไปที่แขนแกร่งด้วยความเขินอายขั้นสุด พูดออกมาได้ ลามกเสียไม่มี!
"อย่าขยับสิ เดี๋ยวก็ไหลไปโดนผมหรอก"
คนตัวเล็กนองนิ่งอย่างว่าง่าย ครั้นจะให้ไปอาบน้ำสระผมตอนนี้คงจะไม่เหมาะเท่าไหร่ เพราะถ้ามีโอกาสได้ใกล้ชิดกันครั้งต่อไปมันคงจะไม่หยุดแค่นี้แน่ ๆ เธอสัมผัสได้
"..."
เอวาลินมองใบหน้าคมคายที่บรรจงซับนทีสีขาวออกจากแก้มนวลอย่างเบามือ ใบหน้าของเขาตอนนี้ดูเหมือนคนมีความสุขที่ได้แกล้งเธอเข้าอย่างจัง พอหลังจากเขาเช็ดเนื้อตัวให้เสร็จหญิงสาวก็รีบดึงเสื้อรวบเสื้อมาปิดบังอกอวบไว้แต่โดนมือใหญ่ปัดออกไม่ใช่เพราะเขาจะถอดเสื้อผ้าเธอ แต่เพราะเขากำลังติดกระดุมเสื้อให้เธอต่างหาก...
ไท่หมิงค่อย ๆ ติดกระดุมเสื้อให้หญิงสาวทีละเม็ดจนเธอกลับมาอยู่ในสภาพปกติและเอื้อมมือมาลูบหัวเธอ...ด้วยท่าทีที่ดูแสนอ่อนโยนทำเอาหัวใจดวงน้อยกระตุกวูบ เธอปัดมือเขาออกและเบือนหน้าหนีโดยที่คนตัวสูงหัวเราะในลำคอเบา ๆ
เขาลุกไปคว้าผ้าเช็ดตัวที่กองอยู่กับพื้นมาพันรอบท่อนล่างลวก ๆ และนอนลงข้างเธอแถมยังตะแคงหันหน้ามายักคิ้วให้อย่างกวน ๆ อีกด้วย พอเห็นใบหน้าหล่อเหลาแสนปั่นประสาทเธอจึงเอื้อมมือไปปิดสวิตช์ไฟและขยับมานอนหันหลังให้เขาทันที
"เอ๊ะ..." ระหว่างที่พยายามหลับตาลงร่างบางก็รู้สึกถึงลำแขนแข็งแรงที่วางพาดลงบนตัวเธอ แถมกายแกร่งยังขยับเข้ามาใกล้จนสัมผัสได้ถึงแผงอกกว้างอีกด้วย
"ก็มันหนาวนี่นา"
"หนาวก็ปรับแอร์สิคะ"
"ทำไมอะ กอดไม่ได้เหรอ ไหนว่าไม่ได้คิดอะไรอยู่แล้วไง"
"หึ...ก็ได้ค่ะ เอวาไม่ถือ ยิ่งกอดของคนไม่มีสถานะยิ่งไม่ถือไปใหญ่" เอวาลินตอกย้ำความเข้าใจ กะอีแค่นอนกอดคงไม่เท่าไหร่หรอก เมื่อกี้เกือบทำมากกว่านี้ด้วยซ้ำ!
"ก็ดีครับ" ไท่หมิงไม่สนใจคำเสียดสีของเอวาลิน เขาขยับกายเข้ามาบดเบียดและดึงคนตัวเล็กให้เข้ามาอยู่ในอ้อมกอดอย่างแนบแน่นจนผิวเนื้อที่โผล่พ้นมาจากเสื้อแขนสั้นของเธอสัมผัสกับผิวกายเปลือยเปล่าของเขา
เอวาลินแกล้งหันหน้าไปโอบกอดคนตัวใหญ่แน่น ๆ พลางไล้มือไปมาอย่างซุกซน อยากจะเห็นวันที่เขาทนไม่ไหวและยอมสยบแทบเท้าเธอจริง ๆ ถึงตอนนั้นคงจะสะใจเป็นบ้า
"...เบื่อเด็กขี้ยั่วแถวนี้จัง ถ้าไม่ยอมนอนสงสัยต้องโดนสักทีสองทีแล้วล่ะมั้ง แบบนี้ต้องกัดจนมีรอยไปทั้งตัวเสียให้เข็ด"
คำขู่นั้นได้ผลชะงัก เอวาลินหยุดการวาดมือไปมาทันที เพราะรู้ว่าเขา 'กัด' จริง และถ้าเขาทำมันขึ้นมา พรุ่งนี้คงต้องกลับบริษัทไปพร้อมกับรอยเต็มคอแน่ ๆ เพราะเขาเป็นคนชอบเม้มชอบกัดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
หญิงสาวยอมหยุดแผนชั่วที่คิดจะยั่วในหัวและเอนศีรษะลงนอนบนท่อนแขนแข็งแรงเบา ๆ เธอพยายามข่มตาให้หลับเพื่อหลีกหนีความเขินอายของตัวเอง แม้จะชอบยั่วชอบปั่นประสาทเขาแต่ก็ใช่ว่าจะไม่เขิน เธอก็เขินทุกครั้งนั่นแหละ แต่จะทำยังไงได้ในเมื่อเขาไม่ยอมเธอง่าย ๆ มันก็ต้องต่อสู้กันไปเรื่อย ๆ แบบนี้แหละ
การนอนแบ่งปันไออุ่นให้กันและกันก็คงไม่ปลุกความต้องการให้พุ่งพล่านหรอกมั้งถึงแม้ว่าหัวใจจะเต้นตึกตักก็ตาม...
ช่วงสายของวันต่อมา
เอวาลินนอนขดอยู่ในอ้อมกอดของไท่หมิงทั้งคืนจวบจนจรดช่วงเช้า ในตอนแรกเธอก็แทบจะตื่นไม่ไหวเพราะเขาปลุกตั้งแต่หกโมง แต่ก็ต้องลุกมาล้างหน้าล้างตาและเตรียมกลับฮ่องกงเพื่อมาทำงานต่อโดยเขาอนุโลมให้เธอกลับไปอาบน้ำแต่งตัวที่บ้านและเข้างานช่วงสิบโมงได้
แต่ตัวเขาก็ทำงานต่อเป็นปกติ เพราะในห้องทำงานใหญ่โตของเขามีตู้เสื้อผ้า ห้องแต่งตัว และห้องน้ำอยู่ข้างในอยู่แล้ว เรียกได้ว่าเหลือแต่เตียงก็จะครบกับการเป็นห้องนอนขนาดย่อมแล้วแหละ แต่โซฟาของเขาก็ตัวใหญ่มากพอที่จะลงไปนอนได้เลย
พอเธอกลับมาถึงบ้านก็พบว่าคุณพ่อออกไปบริษัทแต่เช้าแล้ว ซึ่งก็ถือว่าเป็นโชคดีเพราะถ้าท่านอยู่ต้องถามแน่ ๆ ว่าเมื่อคืนไปค้างที่ไหนมา แต่ตอนนี้พี่ชายสุดหล่อของเธอยังอยู่ที่บ้านนี่สิ แถมยังมองด้วยสายตาแซว ๆ ด้วย
"ไปนอนไหนมาน่ะ"
"ก็ไปตรวจงานนั่นแหละ เลยต้องค้างคืน" เธอกล่าวพร้อมถอดรองเท้าส้นสูงตัวดีที่กัดจนเท้าแดงออกมา
"แล้วทำงานเป็นไงบ้าง ดูเหนื่อย ๆ นะ"
"มีแต่ปวดหัวนี่แหละ ใครจะคิดว่าเฮียไท่เขาจะเนี้ยบมากขนาดนี้"
"ไม่ใช่ว่ารู้อยู่แล้วเหรอ"
"..."
"เฮียรู้เรื่องที่แกคิดว่าเฮียไม่รู้แล้วกัน" ออสตินทิ้งระเบิดไว้ลูกใหญ่ก่อนเดินออกจากบ้านไป ทำให้หญิงสาวหวนคิดถึงช่วงปีที่แล้วที่เธอมีความสัมพันธ์ลับ ๆ กับไท่หมิง
หรือว่าเฮียออสตินจะรู้เรื่องนี้?
ใช่ ต้องใช่แน่ ๆ แล้วมันจะเป็นเรื่องไหนได้อีก นี่เธอยังมีลับลมคมนัยไม่พอหรือเนี่ย! ในช่วงเวลานั้นเธอไม่ได้กลับบ้านเลยนะ ส่วนมากก็ไปนอนที่เพนต์เฮาส์และใช้ชีวิตสุดแสนจะส่วนตัว แถมไม่เคยไปไหนมาไหนกับไท่หมิงเลยด้วย แล้วพี่ชายของเธอไปรู้เรื่องนี้ได้ยังไง?
"โอ๊ย...ปวดหัว!" เอวาลินอยากทึ้งผมตัวเองออก นี่ออสตินเก็บเงียบไม่เอ่ยถึง ไม่แซวเธอมาได้ยังไงเป็นปีเนี่ย! สงสัยต้องได้ย้ายกลับไปอยู่เพนต์เฮาส์แล้ว คนบ้านนี้หูตาไวกันอย่างกับสัปปะรด!
หนึ่งชั่วโมงต่อมา
หลังจากอาบน้ำแต่งตัวใหม่แล้ว เอวาลินก็ขับรถตรงไปที่บริษัทด้วยความรวดเร็วโดยไม่ลืมที่จะหยิบสมุดโน้ตที่จดเมื่อวานทั้งหมดใส่กระเป๋าไปด้วย
เพียงไม่นานเธอก็พาตัวเองเดินทางมาถึงบริษัทด้วยรูปลักษณ์สวยพริ้ง หญิงสาวยิ้มให้พนักงานหญิงทุกคนอย่างเป็นมิตรก่อนเคาะประตูห้องสองสามทีส่งสัญญาณว่ากำลังจะเข้าไป
พอเธอเดินเข้ามาในห้องก็เข้าประจำที่โต๊ะทำงานและเขียนสรุปรายละเอียดของเมื่อวานทันที เธอใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งงานทุกอย่างก็เรียบร้อย และจึงนำไปให้ไท่หมิงเก็บไว้ตรวจก่อนกลับมานั่งเคลียร์เอกสารและตารางนัดที่โต๊ะตัวเองต่อ
บรรยากาศของเขากับเธอดำเนินไปอย่างมืออาชีพ ไม่มีการหลบหน้าหรืออึดอัดทางสนทนาใด ๆ แม้ว่าเมื่อคืนจะผ่านความร้อนแรงมาด้วยกัน แต่ตอนนี้สวมบทบาทเจ้านายและลูกน้องอยู่ ก็ต้องทำให้สมบูรณ์ที่สุด
เธอวุ่นอยู่กับเอกสารจนเวลาล่วงเลยมาถึงเที่ยง เอวาลินจึงขอตัวแยกออกไปรับประทานอาหารเที่ยง เพราะวันนี้เธออารมณ์ดีเป็นพิเศษและเห็นพนักงานสาวชอบลอบมองความสวยของเธอ หญิงสาวจึงเอ่ยชวนพวกเธอไปทานข้าวทันที
"ไปทานข้าวด้วยกันไหมคะ เดี๋ยวเอวาเลี้ยงเอง"
เหล่าพนักงานมองหน้ากันสักครู่แต่ก็ตอบตกลงไปอย่างง่ายดาย ระหว่างทางเดินมายังลิฟต์เอวาลินก็ขอให้หนึ่งในพวกเธอที่ชื่อว่าเจินแนะนำร้านอาหารที่เดินไปใกล้ ๆ แถวนี้ให้ และก็พบว่ามีร้านบะหมี่ที่อยู่ไม่ไกลพอดี
เหล่าสาว ๆ พากันเดินมาจนถึงร้านบะหมี่ที่อยู่ข้าง ๆ และจัดการหาที่นั่งพร้อมสั่งอาหารโดยที่เอวาลินก็ยังคงพยายามชวนคุยให้พวกเธอไม่รู้สึกว่ามีช่องว่าง เพราะเธอก็มาที่นี่ในฐานะเลขา ไม่ใช่เจ้านาย
"นอกจากเจินแล้ว อีกสองคนชื่ออะไรคะ"
"เป่าเป้ยค่ะ ส่วนคนนี้หนิงเอ๋อ"
"ชื่อเพราะจังเลย ทำตัวตามสบายเลยนะ คุยกับเอวาได้ทุกเรื่อง" เอวาส่งยิ้มให้สาว ๆ ซึ่งพวกเธอก็แทบจะละลาย เพราะความจริงแล้วเป่าเป้ย หนิงเอ๋อ และเจิน นั้นแอบตาม I* ของเอวาลินอยู่ พวกเธอเป็นประเภทชอบมองคนสวย โดยเฉพาะเมื่อคนสวยมาอยู่ใกล้ ๆ ยิ่งฟินไปใหญ่
หลังจากนั้นอาหารก็มาเสิร์ฟ ทั้งสี่คนนั่งรับประทานอาหารพลางชวนคุยเรื่องนั้นนี้กันไปเรื่อย ๆ ด้วยความเป็นกันเองของเอวาลินทำให้เหล่าสาว ๆ รู้สึกอิ่มเอมและกล้าจะเปิดใจมากขึ้น แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่พวกเธออยากพูดมากแต่ไม่กล้า
"เจินไม่รู้ว่าควรเล่าให้คุณเอวาฟังดีไหม"
"บอกมาเลยค่ะ เอวาฟังได้ทุกเรื่อง" คนสวยงับเกี๊ยวหมูเข้าปากพร้อมเคี้ยวตุ่ย ๆ เธอเงยหน้ามองเจินตาแป๋วด้วยความอยากรู้
"มีพนักงานในแผนกลือกันว่าท่านประธานมีคู่หมั้นแล้วน่ะสิคะ..."