Mag-log inบทที่ 4
เกมเปิดฉาก
เสียงเพลงคลาสสิกบรรเลงบทเพลงเคล้าคลอเบาๆ ในห้องโถงหรูหราของงานเลี้ยง อลิเซียเดินผ่านพรมแดงเข้ามายังงานเปิดตัวคอลเลคชั่นของลอเรนอย่างสง่างาม ทุกสายตาจับจ้องที่หญิงสาวทันทีที่เธอย่างกรายมาบนพรมแดงหรูหรา แสงแฟลชสาดใส่ร่างบางนับไม่ถ้วนอลิเซียไม่ลืมที่จะหันไปโพสท่าอย่างคุ้นเคยกับกล้องนับร้อย ในจังหวะที่หันกลับมาโพสนั่นเองที่สายตาคู่สวยของเธอก็จับจ้องที่ภาพดานเต้และโมนิก้า ที่กำลังเดินควงกันเข้ามาในงานเลี้ยง ท่ามกลางสายตานับร้อยของนักข่าวที่กำลังส่ายกล้องไปยังทั้งคู่
“ทำไมโมนิก้าถึงควงดานเต้มาล่ะ?”
“ข่าวใหญ่ละ เพิ่งแต่งงานได้ไม่นาน...ดานเต้ก็เอาโมนิก้าออกงานแทนเมียแต่ง”
“สรุปราชินีอลิเซียของเราไปแย่งดานเต้มาจากโมนิก้าเหรอเนี่ย”
เสียงซุบซิบดังทั่วทั้งงาน อลิเซียรู้สึกเหมือนถูกไม้หน้าสามฟาดที่หน้า ทั้งมึน เจ็บและเสียหน้าในคราเดียวกัน โมนิก้าเดินเข้ามาใกล้และส่งยิ้มท้าทายเธออย่างตั้งใจ หญิงสาวจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มที่ค่อยๆ เดินผ่านเธอไปช้าๆ สมองของอลิเซียตอนนั้นคิดอะไรไม่ออกนอกเสียจากเดินเข้าไปขวางทางเดินดานเต้ไว้
“ที่รัก...มาถึงช้าจังนะคะ” อลิเซียชิงจังหวะที่ดานเต้กำลังจะตอบ แทรกร่างบางเข้าไปยืนระหว่างดานเต้และโมนิก้าพลางยิ้มเยาะก่อนจะกระแทกร่างของโมนิก้าเบาๆ เพื่อให้เขยิบออกและควงแขนดานเต้ทันที
“ว้าย!” โมนิก้าเซไปด้านข้างพรมแดง หญิงสาวปรายตามองด้วยสายตาสะใจและยกยิ้มก่อนจะควงแขนดานเต้แน่นขึ้น
“ระดับอลิเซีย...ต้องแทรกกลางเพื่อมาควงแขนฉันเลยเหรอ” ดานเต้ยิ้มเยาะสายตาจับจ้องวงแขนขาวที่กำลังควงเขาแน่น อลิเซียยิ้มหวานหันมองกล้องนักข่าวและโพสท่าถ่ายภาพต่อ
“ฉันแค่รู้ว่า ตัวเองควรอยู่ตรงไหน และ...ฐานะของฉันคืออะไร” อลิเซียคว้ามือหนาวางคล้องบนเอวบางของตน ก่อนที่เธอจะใช้วงแขนของเธอโอบคอเขาไว้คล้ายจะรั้งร่างสูงลงมาจูบและไม่ลืมที่จะหันไปมองกล้องให้ภาพออกมาเป็นกระแสมากที่สุด
“นี่เธอเป็นบ้าเหรอ...” ดานเต้กระซิบแผ่วแต่ใบหน้ายังคงยิ้มเมื่อแสงแฟลชยังสาดมาไม่หยุด
“แค่...เล่นตามเกม” สายตาของหญิงสาวส่อแววนางร้ายได้สุดแสนจะชัดเจน ดานเต้จ้องมองใบหน้าร้ายกาจนั้นพลางยกยิ้มอย่างสนใจ ราชินีนางร้ายออกโรงเพื่อป้องกันศักดิ์ศรีอันน้อยนิดที่เหลืออยู่ช่างดูน่าประทับใจและน่าสมเพสสำหรับเขามากจริงๆ
“วันนี้ขอเชิญพี่ๆ นักข่าวที่หน้าเวทีด้วยนะครับ จะเป็นครั้งแรกที่อลิเซีย คราสโต เดินแบบคอลเลคชั่นใหม่ให้ลอเรนในชุดฟินนาเร่” ดานเต้เอ่ยด้วยรอยยิ้มหวานแต่เคลือบแฝงด้วยความสะใจ เขารู้ว่าเธอถนัดเล่นละครและถ่ายโฆษณามากกว่าการเดินแบบ อีกทั้งอลิเซียกลัวเวทีเดินแบบเพราะเคยตกเวทีตอนที่เธอเข้าร่วมการประกวดแฟชั่นฤดูหนาว ทำให้อลิเซียไม่เคยรับงานเดินแบบอีกเลย
“เดี๋ยว...ฉัน...ไม่...” อลิเซียหน้าซีดผาดทันทีที่ฟังคำพูดของดานเต้ เธอมองหน้าเขาสลับกับนักข่าวและช่างภาพ ทุกคนต่างฮือฮากับการผันตัวเข้าวงการเดินแบบของอลิเซียที่ไม่เคยมีมาก่อน
“จริงเหรอคะ พลาดไม่ได้แล้ว”
“ใช่ค่ะ อลิเซีย คราสโต เข้าวงการเดินแบบ ข่าวใหญ่มาก”
“รอชุดสวยๆ ของคุณอลิเซียเลยค่ะ” เสียงสัมภาษณ์ที่ลานพรมแดงดั่งสนั่น ทั้งนักข่าวทั้งช่างภาพผลัดกันสัมภาษณ์ราชินีนางร้ายที่เข้าสู่วงการเดินแบบเต็มตัว
อลิเซียอ้ำอึ้งทำได้เพียงอมยิ้มและโพสท่าถ่ายรูป ในขณะที่โมนิก้าเดินยิ้มเฉิดฉายเข้ามายืนขนาบข้างเธอกับดานเต้อีกครั้ง เธอดูสะใจกับคำประกาศของดานเต้เอามากๆ สายตาทุกคู่จับจ้องมาที่ทั้งสาม อลิเซียในชุดราตรีกำมะหยี่รัดรูปสีแดงไวน์ที่ขับผิวให้ดูสว่างราวกับหิมะ ในขณะที่โมนิก้าก็อวดโฉมด้วยชุดเดรสเกาะอกสีขาวน่ารักราวกับนางฟ้าตัวน้อยๆ และที่ขาดไม่ได้คือหนุ่มร่างสูงหล่อเข้มในชุดสูทสีดำสนิทแต่ไม่อาจอำพรางกล้ามแขนเป็นมัดๆ ได้ ทั้งสามคนยืนเรียงกันโดยมีดานเต้ยืนตรงกลางราวกับศึกชิงชายหนุ่มมาเฟีย
“มาถึงกันแล้วเหรอ” ลอเรนยืนรออยู่ตรงหน้าเวที ทันทีที่ทั้งสามเดินถึงโซนวีไอพี โมนิก้าก็เข้าสวมกอดลอเรนราวกับสนิทกันมานาน
“คิดถึงพี่จังค่ะ วันนี้ต้องปิดดีลใหญ่ได้แน่ๆ”
“ขอบใจจ๊ะ โมเน้...ชุดเตรียมไว้หลังเวทีแล้ว” โมนิก้ายิ้มหวานพลางหันไปยักคิ้วให้อลิเซียอย่างผู้ชนะ เธอเดินตรงเข้าไปยังหลังเวทีเพื่อเตรียมตัวขึ้นแฟชั่นโชว์ในวันนี้
“พี่ได้ยินว่าแกจะให้อลิเซียเดินฟินนาเร่เหรอ?” พี่สาวหันไปทำหน้าตาเขม่นใส่น้องชายตัวแสบ ดานเต้ยิ้มมุมปากพลางหันมองหญิงสาวที่หน้าซีดผาด ไม่พูดไม่จามาสักครู่ใหญ่แล้ว
ลอเรนจ้องมองหญิงสาวที่บัดนี้ยืนนิ่งงัน ใบหน้าขาวเนียนใสซีดผาดด้วยความกลัว ลอเรนเลือกจะคว้ามือหญิงสาวมากุมไว้ มือบางนั้นเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง อลิเซียค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองลอเรนช้าๆ มีคำพูดมากมายจุกในอกหญิงสาวจนพูดไม่ออก แต่ลอเรนกลับยิ้มเหมือนเข้าใจทุกๆ อย่างดี
“ถ้าเธอไม่ไหว...ก็อย่าฝืนเลย นั่งรอดูโชว์เถอะ” ลอเรนพูดเสียงนุ่ม น้ำเสียงอ่อนโยนจนหญิงสาวใจชื้น
“แต่...ฉัน...”
“เธอจะยอมเสียหน้าจริงสิอลิเซีย...ราชินีอย่างเธอจะยอมแพ้เหรอ” เสียงของดานเต้ค่อนแคะหญิงสาวชัดเจน เขานั่งลงตรงเก้าอี้วีไอพีและตบเบาะที่นั่งเป็นเชิงล้อเลียนว่าไม่ไหวก็นั่งลง ทำให้ไฟอยากเอาชนะในกายของเธอเริ่มจุดติด
“ลอเรน...ฉันไม่แน่ใจว่าจะทำได้ดีมั้ย แต่ก็อยากทำเพื่อคอลเลคชั่นใหม่ของคุณค่ะ” คำพูดของหญิงสาวทำเอาลอเรนและดานเต้ที่รู้ว่า เธอกลัวเวทีแค่ไหนถึงกับแปลกใจ ใบหน้าซีดด้วยความกลัวกลับมามีไฟอีกครั้ง อลิเซียหันไปสบตาดานเต้ราวกับต้องการขอท้าชิง ก่อนจะเดินนำลอเรนเข้าไปยังห้องแต่งตัวด้านหลังเวที
ด้านหลังถูกจัดไว้เป็นสัดส่วน ห้องแต่งตัวของอลิเซียถูกจัดแยกออกไปอีกห้องด้วยเธอต้องเดินฟินนาเร่ จึงต้องมีการมาคจุดเดินแบบกับทีมงานให้ชัดเจน เบนาดิก เจ้าแม่วงการเดินแบบถูกดึงตัวมาช่วยดูจุดเปิดตัวของชุดฟินนาเร่ เมื่อเธอเห็นหน้าอลิเซียก็หรี่ตาด้วยสีหน้าที่ไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็น
“อลิเซีย วาเรนไทน์...แปลกใจจริงๆ ที่คุณได้เดินชุดฟินนาเร่ของลอเรนแบบนี้” เบนาดิกเดินเข้ามายังโต๊ะแต่งหน้าที่อลิเซียกำลังนั่งแต่งหน้าอยู่ อลิเซียหันไปยิ้มเขินๆ เพราะเธอเองก็แทบจะไม่เชื่อตัวเองที่ยอมทำอะไรบ้าๆ แบบนี้
“เบนาดิก...ฉัน...แน่นอนว่าวันนี้คงต้องพึ่งคุณ”
“โถ่ว...ราชินีนางร้ายของวงการ ขอร้องฉันเหรอเนี่ย” เบนาดิกกลั้นหัวเราะในท่าทีที่ดูไร้หนทางของหญิงสาว
“ถ้าละครหรือโฆษณาฉันไม่กลัวเลย แต่นี่...เดินแบบนะเบนาดิก ฉันเคยเกือบตายเพราะมัน” หญิงสาวพูดเสียงสั่นนิดๆ
“ทูนหัวของฉัน ครั้งนี้คุณจะปลอดภัย...เดี๋ยวแต่งหน้าเสร็จฉันจะมาบรีฟเรื่องการเดินแบบ คุณจะต้องเจิดจรัสในงานนี้” เบนาดิกแตะบ่าอลิเซียเบาๆ เป็นเชิงปลอบ เธอเอื้อมมือกุมมือของเบนาดิกไว้แน่น
ลอเรนยืนกลางเวทีเมื่อถึงเวลาสำหรับการเปิดงาน แสงไฟส่องสว่างมาที่เธอ เหล่านักข่าวและผู้ชมต่างปรบมือเพื่อเป็นเกียรติให้กับเจ้าของผลงาน ลอเรนรับไมค์จากพิธีกรที่ดำเนินรายการและเริ่มกล่าวเปิดงานเสียงดังกังวานไปทั่วฮอล
“...และสำหรับคืนนี้ฉันมีเซอร์ไพรส์พิเศษจากแขกคนพิเศษ...ฉันได้รับเกียรติจากอลิเซีย มาร่วมเดินปิดงานแฟชั่นโชว์ในชุดฟินนาเร่ของฉันเอง...” เสียงฮือฮาดังกึกก้องทันที แขกหลายคนถึงกับหันมามองหน้ากันอย่างเหลือเชื่อ เพราะแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่ราชินีแห่งวงการจะยอมมาเดินแบบให้กับใคร แต่ทำไมลอเรนถึงได้รับเกียรตินั้น
เสียงดนตรีดังกังวานจากวงออร์เคสตราในจังหวะระทึกใจที่ช้าและหนักแน่น ตรึงทุกสายตาในฮอลล์ให้จ้องมองไปยังรันเวย์ แสงไฟสาดลงบนพรมแดงที่เหยียดยาวแสงของคริสตัสระยิบระยับตาจนแขกผู้มีเกียรติตาลุกวาวด้วยความอลังการที่ได้พบเห็น เหล่านางแบบก้าวออกมาทีละคนในชุดหรูหราของคอลเลคชั่นพิเศษที่ลอเรนตั้งใจสร้าง แสงแฟลชจากกล้องสาดไปบนเวทีระรัวเป็นประกายระยิบระยับ แต่ละคนเย่อหยิ่งคล้ายจะประกาศว่าเธอคือศิลปะของชีวิต
เสียงซุบซิบจากแถวหน้า front row ดังไม่ขาดสาย
“คอลเลคชั่นนี้ของลอเรน...ยิ่งใหญ่สมการรอคอยจริงๆ”
“ดูสิ ทุกชุดเหมือนสร้างมาเพื่อครอบครัวมาเฟียผู้ทรงอำนาจทั้งนั้น” เหล่าเซเลบริตี้ยกแก้วแชมเปญ เฝ้าจับตามองด้วยความตื่นเต้นว่าจะมีไพ่เด็ดอะไรในโชว์งานนี้
อลิเซียนั่งนิ่งเงียบในห้องแต่งตัวส่วนตัว เธอแต่งกายเรียบร้อยแล้วด้วยชุดพิเศษที่ใช้เดินฟินนาเร่ เครื่องประดับต่างๆ ถูกสวมใส่พร้อมให้เธอออกไปเดินอวดโฉมบนรันเวย์ แต่หญิงสาวกลับรู้ประหม่ากับสิ่งที่กำลังเผชิญหน้าอยู่
“ถ้าไม่ไหว...ก็ถอยออกมามั้ย ใจเสาะแบบนี้จะทำงานของลอเรนเสียหายเอาเปล่าๆ” เสียงเล็กดังขึ้นจากทางด้านหลัง อลิเซียรู้ได้ทันทีว่าเป็นใคร โมนิก้าเดินเข้ามายืนอยู่ด้านหลังของเธอพลางใช้สายตาแกมดูถูกมองอลิเซียตั้งแต่หัวจรดเท้า
“ออกไป!” อลิเซียกล่าวเสียงเรียบ ใบหน้านิ่งพยายามข่มสติไว้ให้ได้มากที่สุด
“รู้มั้ยอลิเซีย...ความจริงแล้วเธอไม่คู่ควรกับอะไรสักอย่างแม้กระทั่งกับดานเต้”
“แล้วใครคู่ควรล่ะ? เธอเหรอโมนิก้า?” อลิเซียยกยิ้ม สายตาดูถูกส่งผ่านไปยังกระจกและมันสะท้อนถึงคนที่ยืนจังก้าอยู่
“หน้าด้าน! สันดานขี้แย่งของวาเรนไทน์ เป็นตั้งแต่แม่ยันลูก”
เคล้งงงง!
เสียงแก้วน้ำตกลงแตกกระจายที่พื้นด้วยแรงปัดจากมือเล็กของผู้ถูกก้าวล่วง อลิเซียลุกขึ้นยืนและเดินตรงมายังโมนิก้าทันที ใบหน้าที่คมสวยบัดนี้ฉาบเคลือบไปด้วยความโกรธแค้นที่รุนแรงมากที่สุด เธอผลักไหล่โมนิก้าทันทีก่อนที่ฝ่ามือจะง้างขึ้น
“เอาสิ! คนทั้งงานจะได้รู้...ว่าราชินีนางร้ายก็ร้ายกาจอย่างที่เขาคิด ใช้กำลังทำร้ายคนอื่นเมื่อถูกขัดใจ ฮ่าๆ” โมนิก้าหัวเราะอย่างได้ใจ เธอขยับตัวยื่นหน้าเข้าไปใกล้ฝ่ามือของอลิเซียพลางทำหน้าล้อเลียน
“หยุดแสดงท่าทีทุเรศๆ กับฉันสักที...และอย่ามาล้ำเส้นครอบครัวฉัน” เสียงอลิเซียเรียบนิ่งแต่เย็นยะเยือก
“ละถ้าฉันไม่ทำล่ะ” อลิเซียใช้มือกระชากคอเสื้อร่างเล็กตรงหน้าเข้ามาใกล้พลางกระซิบตอบ
“ถ้าเธออยากเปิดเกม...ฉันจะสอนให้เธอรู้ว่า นรกหน้าตาเป็นยังไง” โมนิก้ายิ้มเยาะก่อนจะกระชากมืออลิเซียออก
“อย่าดีแต่ขู่...คนจริงเขาเล่นเลย” ทันทีที่พูดจบ โมนิก้าก็เดินตรงไปที่พาเลดเครื่องสำอางค์บนโต๊ะวางของ ก่อนจะใช้มือทั้งสองข้างกวาดรั้งเอาข้าวของพวกนั้นหล่นกระจายลงบนพื้นจนเสียหาย และเธอก็กรี๊ดเสียงร้องขึ้นมาลั่นห้องแต่งตัว ร่างบางของหญิงสาวทรุดลงไปนั่งพับกับพื้นก่อนที่เธอจะตบหน้าตัวเองจนปากห้อเลือด ใบหน้าแดงเถือกด้วยแรงตบ
อลิเซียที่ยืนมองภาพนั้นด้วยความตกใจนิดๆ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสายตาที่ดูถูกชัดเจนขึ้น ภาพเหตุการณ์ที่เคยพบเจอในฉากละครได้ประจักชัดในสายตาของเธอตอนนี้ เธอเผลอหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ทีมงานและลอเรนต่างวิ่งพรวดเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าตกใจที่ได้ยินเสียงกรี๊ดลั่นออกมาจากในห้อง เมื่อทุกคนเข้ามาถึงก็เห็นร่างของโมนิก้านั่งพับอยู่บนพื้น ใบหน้าแดงกร่ำ ริมฝีปากด้านขวาห้อเลือดและเธอกำลังร้องไห้
“ฮื่อ ทำไมต้องทำกับฉันขนาดนี้ด้วยอลิเซีย ฮื่อๆ” โมนิก้ายกมือเรียวจับที่แก้มขวาและร้องไห้ ทุกคนหันกลับมองอลิเซียที่ยืนหลุดขำอยู่คนเดียว
“อลิเซีย...เธอทำโมนิก้าขนาดนี้ได้ยังไง” โวม่า เพื่อนสนิทของโมนิก้ารีบวิ่งเข้าไปดูเพื่อนสาวของตัวเอง ก่อนจะเงยหน้ามองอลิเซียด้วยสายตาไม่พอใจ
“ยุคนี้ยังมีคนทำอะไรแบบนี้อีกเหรอ? ตลกดี” อลิเซียยิ้มมุมปาก มองโมนิก้าด้วยสายตาสมเพศยิ่งทำให้โมนิก้าทำท่าทีสำออยมากยิ่งขึ้น
ทุกสายตาในห้องจับจ้องไปยังราชินีนางร้าย หญิงสาวจัดกระโปรงและชุดให้เข้าที่พลางเดินกลับไปนั่งลงตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้งราวกลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนโวม่าทนไม่ไหวลุกขึ้นเดินมายังโต๊ะเครื่องแป้งและรั้งไหล่ร่างบางอย่างแรง
แคว๊ก...
ชุดฟินนาเร่ของลอเรนช่วงหัวไหล่ฉีกขาดออกตามแรงกระชากของโว่ม่า และนั่นทำให้ความอดทนของอลิเซียหมดลงเช่นกัน เธอลุกขึ้นและหันมาเผชิญหน้ากับทุกสายตาอีกครั้ง ลอเรนรีบเดินเข้ามาดูชุดตรงช่วงหัวไหล่ของอลิเซียก่อนจะพบว่ารอยขาดค่อนข้างยาวอยู่
“ต้องการจะหาเรื่องฉันให้ได้ใช่มั้ย?” อลิเซียสายตากร้าวแข็งจ้องมองทุกสายตากลับอย่างไม่เกรงกลัว
“อลิเซีย...คุณตบโมเน้แบบนี้ได้ยังไงคะ ป่าเถื่อนมากๆ” เสียงของช่างแต่งหน้าอีกครั้งเอ่ยดังขึ้น
“นี่ละครเวทีหรือรันเวย์เดินแบบ...เล่นละครปัญญาอ่อนแบบนี้ยังจะมีคนเชื่ออีก”
“เธอทำจริงๆ รึเปล่าอลิเซีย?” ลอเรนเอ่ยถามขึ้นเสียงเรียบ ทำให้อลิเซียกระตุกเล็กน้อยพลางถอนลมหายใจเบาๆ
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น? เสียงดังไปยังข้างนอก” เสียงทุ้มที่คุ้นเคยดังขึ้นในห้องแต่งตัว ทุกสายตาหันไปจับจ้องร่างสูงที่เดินเข้ามาสมทบ อลิเซียหันมองตามเสียงก็พบชายหนุ่มในชุดสูทเดินเข้ามายังโมนิก้าที่ทรุดนั่งร้องไห้อยู่
“ดานเต้...เมียของคุณ ฮื่อๆ” โมนิก้าเริ่มเร่งเสียงสะอื้นจนดานเต้ต้องพยุงเธอขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน เขาจ้องมองอลิเซียสลับกับรอยมือบนแก้มของโมนิก้า พลางส่งสายตาเป็นเชิงถามซ้ำ แววตาของเขาทั้งโกรธและผิดหวังในตัวหญิงสาว
“ฉันไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น...ขอร้องล่ะ! อย่าให้ฉันอยู่ในบทนิยายน้ำเน่าขนาดนี้เลย” อลิเซียถอนหายใจพลางส่ายหัว แต่นั่นไม่ได้ทำให้ปัญหาจบ ทุกสายตายังมองจ้องเธอราวกับจับผิด มันทำให้อลิเซียรู้ได้ทันทีว่า “เกมได้เปิดฉากขึ้นแล้วจริงๆ”
ตอนพิเศษ 3แสงแดดยามเช้าสะท้อนผิวน้ำเป็นประกายระยิบระยับ สายลมพัดเอากลิ่นหญ้าและน้ำเข้ามาเบาๆ เข้าช่วงหน้าหนาวของปีแล้วอากาศเย็นขึ้นเป็นพิเศษ คฤหาสห์ริมทะเลสาบที่เงียบสงบ ไม่มีเสียงโทรศัพท์ ไม่มีเสียงข่าว มีแค่เสียงหัวเราะเบาๆ ของเด็กๆ ที่วิ่งเล่นกันอยู่ที่สวน อลิเซียนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกที่ระเบียงไม้ ใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวตัวหลวม ใบหน้าฉาบรอยยิ้มหวานอ่อนโยน ผมปล่อยยาวตามธรรมชาติในอ้อมแขนของเธอ ‘แคทเธอรีน’ หลับตาพริ้ม อีกฝั่งหนึ่ง ‘คัลแลน’ กำลังกำลังตั้งไข่ ล้มบ้าง ลุกบ้าง โดยมีเอมม่าช่วยประคองดูแลอย่างใกล้ชิด“ช้าๆ สิคะ” เธอพูดเบาๆ เสียงอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนประตูบ้านเปิดออก ดานเต้เดินออกมาในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขน กางเกงสบายๆ เขาอุ้มลูกชายขึ้นมาแบบยังเก้ ๆ กัง ๆ“เขาไม่ยอมฟังฉันเลย” อลิเซียหัวเราะเบา ๆ“ลูกชายคนนี้เหมือนเธอเกินไป” เขามองลูกแล้วยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ไม่มีใครเคยเห็นในห้องประชุม“ช่วงบ่ายพ่อกับแม่จะมา แม่เธอด้วย” ดานเต้หยิบ “กำไลหิน” ออกมา เส้นเดิมที่เคยขาดและเคยถูกซ่อม เขาคุกเข่าลงเบาๆ ต่อหน้าลูกสาวที่หลับพริ้ม แล้วใส่มันที่ข้อมือเล็กๆ นั้นอย่างเบามือ“ครั้ง
ตอนพิเศษ 2ประตูกระจกบานสูงถูกเปิดออกจนมองเห็นแสงดาวกราดเกลื่อนบนฟากฟ้า สายลมกลางคืนพัดเอากลิ่นดอกไม้ขาวลอยมาเบาๆ เสียงดนตรีในฮอลล์ยังดังคลอชวนให้หวั่นไหว แต่ห่างออกไปพอให้เหลือเพียงความเงียบระหว่างสองคน อลิเซียยืนพิงราวระเบียงหินอ่อน ชุดราตรีสีทองแชมเปญสะท้อนแสงไฟสวนยิ่งขับผิวของร่างบางให้สว่าง ผมของเธอปลิวพริ้วเบาๆ ตามแรงลม ดานเต้เดินออกมาด้านหลังเธอพลางโอบกอดร่างบางจากทางด้านหลัง ลมหายใจของเขารดรินอยู่ข้างๆ หูของเธอพอให้ใจสั่นด้านหน้า เมืองสว่างไสวราวกับดาวอีกผืนหนึ่งบนพื้นดิน เสียงนับถอยหลังจากในฮอลล์เริ่มดังขึ้นสิบ… เก้า… แปด…อลิเซียหันไปมองเขาเล็กน้อย“คุณคิดว่าเราบ้าไหม” เขาเลิกคิ้วบาง ๆ“ที่เปลี่ยนเจ้าบ่าวกลางงาน?” เธอพยักหน้าเบาๆ เขายิ้ม“ฉันคิดว่าเรากล้าพอมากกว่า...ที่จะทำตามเสียงหัวใจ” เสียงนับถึงศูนย์พลุลูกแรกพุ่งขึ้นฟ้า แสงสีทองแตกกระจายเหนือศีรษะเป็นวงกว้างเกือบครึ่งท้องฟ้าสะท้อนในดวงตาของเธอ อลิเซียเบิกตากว้างกับพลุที่แตกกระจายสว่างไสวนั้น สวยงามมากกว่าพลุทุกลูกในชีวิตของเธอ เธอเงยหน้ามองให้ชัด ใบหน้าอาบด้วยประกายไฟและรอยยิ้มกว้าง ดานเต้ไม่ได้มองพลุเลยดวงตาของเขามองเ
ตอนพิเศษ 1 ฮอลล์จัดเลี้ยงถูกตกแต่งด้วยโทนดำทอง โต๊ะยาวปูผ้ากำมะหยี่สีเข้ม เทียนสีทองอร่ามถูกวางเรียงทุกสองที่นั่งจนทำให้งานทั้งงานดูมีมนต์วิเศษ จอ LED ขนาดยักษ์ฉายภาพพรีเวดดิ้งริมทะเลสลับกับภาพมหาวิหารเมื่อครู่ เมนูอาหารระดับมิชลินเริ่มทยอยเสิร์ฟ ไวน์ปีเก่าหายากถูกวางเตรียมไว้สำหรับแขก รวมถึงของหวานที่ประดับประดาด้วยทองคำเปลวเวทีกลางถูกยกสูงมีวงออร์เคสตราเต็มรูปแบบ อลิเซียเปลี่ยนเป็นชุดราตรีสีทองแชมเปญ ไหล่เปิด โชว์ความสง่าเต็มที่ ร่างบางเรียวระหงเดินฉิดฉายไปทั่วงานเลี้ยง ดานเต้ในชุดสูทสีดำสนิทจับมือเธอขึ้นเต้นบนฟลอร์เต้นรำเพื่อเปิดงานเลี้ยงในค่ำคืนนี้แสงไฟสาดลงตรงกลางฟลอร์กับเสียงดนตรีที่ลอยนุ่มลึก ทั้งสองหมุนตัวอย่างสมบูรณ์แบบเหมือนภาพในเทพนิยาย อลิเซียมองหน้าดานเต้อย่างสงสัย จนเขาเผลอขำออกมา“ฉันว่า ฉันคุ้นจังหวะการเต้นนี่”“ดีใจที่เธอจำได้...” ดานเต้ยิ้มละมุนกับความน่ารักของภรรยาคนสวย“อย่าบอกว่า งานเลี้ยงที่ปราสาทไวท์แฮริสวันนั้น...”“ก็ฉันคิดถึงเธอน่ะ มากจน...”“นี่ปลอมตัวเข้ามาในงานเลี้ยงวันนั้นเหรอเนี่ย?” อลิเซียทำหน้าแบบเหลือในเชื่อก่อนจะหมุนตัวตามจังหวะเพลง“ฉ
บทที่ 69คำตัดสินสุดท้ายของความรักเสียงฮือฮาดังแผ่วๆ ไปทั่วงาน ก่อนจะเงียบลงอีกครั้ง ดานเต้เงยหน้ามองเธอจากระดับต่ำกว่า จ้องมองใบหน้าของอลิเซียที่ดูตกใจกับท่าทีของมาเฟียหนุ่ม เธอไม่คิดว่าคนที่เคยใช้อำนาจบังคับเธอเข้าสู่เกมลวงรักและเงื่อนไขต่างๆ จะยอมแพ้ลงต่อหน้าเธอในวันนี้“ฉันขอโทษ....” ไม่มีคำอธิบายยืดยาวก่อนหน้านั้น“ฉันขอโทษที่คิดว่าฉันมีสิทธิ์ ทั้งที่ฉันทำร้ายเธอและทำให้เธอต้องเจ็บมาตลอด” สายตาเขาไม่หลบ“ดานเต้ ลูกขึ้น”“ฉันแต่งงานกับเธอเพื่อเกมแก้แค้น ฉันข่มขู่เธอทำให้เธอรู้สึกไร้อำนาจ ทั้งที่เธอในความจริงคือ ราชินีที่ทรงอำนาจจริงๆ” อลิเซียหายใจแรง มือกำช่อดอกไม้แน่น เขาพูดต่อ“ฉันทำให้เธอรักฉัน ยอมเจ็บตัวแทนฉันแต่ฉันไม่เคยพูดเลยว่า ฉันรักเธอ” เสียงเริ่มแตก“แม้แต่วันที่เธอต้องการฉันมากที่สุด ฉันกลับลืมเธอและขอคนอื่นแต่งงาน” คำพูดนั้นหนักพอจะทำให้หลายคนในลานเบือนหน้าหนี มาเฟียหนุ่มผู้แข็งกร้าว เย็นชาบัดนี้กำลังลดทุกศักดิ์ศรีเพื่อผู้หญิงที่เขารักจริงๆ“ฉันไม่ได้คุกเข่าเพื่อขอเธอยกโทษให้” เขากลืนน้ำลาย หยดน้ำตาใสๆ ไหลลงมาจากดวงตาข้างหนึ่ง ความเจ็บปวดที่พยายามจะรับผิดชอบความผิดของต
บทที่ 68คำคัดค้านที่มาช้ามหาวิหารถูกเนรมิตให้สวยงามราวกับพระราชวังยุโรปยุคเรอเนสซองส์ ประตูไม้โอ๊กสูงสิบเมตรถูกเปิดออกช้าๆ พรมสีแดงเข้มฉลุทองที่ขอบผ้าทอดยาวจากบันไดหินอ่อนลงมาถึงถนน ดอกกุหลาบสีขาวบริสุทธิ์เรียงรายเต็มสองฝั่งทางเดิน สลับกับเทียนแก้วคริสตัลที่สูงระดับเอวเพดานมหาวิหารถูกประดับด้วยช่อดอกไม้แขวนลอย กุหลาบขาว ไลเซนทัส และกล้วยไม้สีเงิน ไล่ระดับเหมือนเมฆลอย โคมไฟคริสตัลห้อยลงมาตรงกลางสะท้อนแสงเทียนหลายร้อยเล่ม กลิ่นหอมอ่อนของดอกไม้ผสมกลิ่นไม้หอมซีดาร์ที่อบอวลไปทั่วทั้งโถงด้านบน กระจกสีสะท้อนแสงแดดยามบ่ายจนเกิดประกายทอง แดง น้ำเงิน ลงบนพื้นหินอ่อนลายโมเสก เสียงวงออร์เคสตราบรรเลงสด เครื่องสายไวโอลิน ไวโอลา เชลโล ไล่ระดับกันอย่างนุ่มลึก จังหวะช้า สง่า และทรงพลัง นี่ไม่ใช่งานแต่งธรรมดาแต่นี่คือ งานของราชินีบรรยากาศงานรายล้อมไปด้วยนักธุรกิจระดับประเทศ ตระกูลเก่าแก่ สื่อมวลชนชั้นสูงล้วนอยู่ในงานนี้ ทุกสายตาจับจ้องมาที่ภาพรวมในงาน เหมือนงานเฉลิมฉลองของตระกูลไวท์แฮริสที่เก่าแก่ที่ได้กลับมาทรงอำนาจอีกครั้ง งานนี้จึงไม่ใช่แค่งานแต่งธรรมดาแต่นี่คืองานที่ถูกคาดหวังและถูกพูดถึงล่วงหน
บทที่ 67นาทีสุดท้าย แสงแดดยามเช้าสีทองส่องผ่านหน้าต่างห้องพักฟื้นคนไข้ วันนี้เงียบสงัดจนผิดปกติ ดานเต้นั่งอยู่คนเดียวสายตามองเหม่อออกไปนอกหน้าต่าง กำหนดการงานแต่งถูกเปิดทิ้งไว้อยู่บนโต๊ะมหาวิหารเวลา 16:00 น.มือของเขายังถือหินกำไลแน่น เขาปิดตาลงแล้วบางอย่างก็เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่เสียงลม แต่กลับเป็นภาพที่ชัดเจน ที่ระเบียงคฤหาสน์แห่งหนึ่ง เงาของผู้หญิงคนหนึ่ง เธอกำลังยืนหันหลังให้เขาก่อนที่เขาจะโผลกอดเธอไว้แน่นราวกับกลัวคนตรงหน้าจะหายไป เขากระซิบเสียงแผ่ว“ฉัน…คิดถึงเธอ…” แสงสีขาวสว่างวาบในจิต ภาพเปลี่ยนอีกครั้งเป็นห้องประชุม เธอยืนอยู่ตรงกลางโต๊ะและประกาศก้องว่า ไม่รับการพิทักษ์จากเขา ดานเต้กระพริบตาไล่ความทรงจำเพียงครู่ภาพก็เปลี่ยนอีกครั้ง เธอยืนอยู่ด้วยแววตาที่เศร้าก่อนจะพูดว่า“แต่วันนี้ทั้งที่ฉันยืนอยู่ตรงหน้าคุณ คุณกลับไม่คิดถึงฉันแล้ว”หัวใจเขากระตุกแรงและเต้นแรงถี่ สมองฉายภาพสุดท้ายของความทรงจำ เขาเห็นเธอกำลังถูกปืนของมาร์โกจ่ออยู่เร็วกว่าความคิดเขาพุ่งตัวเข้าไปรับกระสุนแทนเธอ ความรู้สึกเจ็บที่แขนขวาจากการถูกยิง ศีรษะของเขากระแทกกับพื้นอย่างจังเสียงเธอกรีดร้องเรียก
บทที่ 7เจ้าหญิงน้อย แสงสีขาวสาดส่งมายังลานสนามเด็กเล่น เด็กหญิงกำลังนั่งกินไอติมอยู่บนม้าหมุน ในขณะที่เด็กชายอีกคนกำลังวิ่งเล่นอยู่ใกล้ๆ ร่างเล็กของเด็กหญิงใส่ชุดกระโปรงบานสีขาวฟูฟ่อง บนผมของเธอสวมมงกุฏราวกับเจ้าหญิงน้อยๆ ในเทพนิยาย เธอหยิบไม้คฑาขึ้นมาแกว่งไปมา สักพักเด็กชายอีกคนที่สว
บทที่ 6ข่าวดังสะท้านวงการ เช้าวันถัดมา หลังค่ำคืนอันสะเทือนสังคมแฟชั่นและวงการมาเฟีย แผงหนังสือเต็มไปด้วยนิตยสาร ช่องข่าวซุบซิบในโซเชียลและหนังสือพิมพ์พาดหัวตัวโตๆ ถึงเหตุการณ์สุดร้อนแรงในงานเดินแฟชั่นคอลเลคชั่นใหม่ของลอเรน คราสโต “อลิเซีย – ภรรยาสุดร้อนแรงของมาฟียหนุ่ม
บทที่ 14ทำตามเสียงหัวใจ อลิเซียเดินลงจากรถเข้าสู่ปราสาทลาเซลเวอร่าอย่างรีบร้อน เมื่อเดินทางห้องจัดเลี้ยงก็กุลีกุจอเดินหยิบโน่นจัดนี่ตามแบบใน แพลนงานเลี้ยงที่ดานเต้ให้ข้อมูลไว้ ทุกโต๊ะถูกจัดวางด้วยก
บทที่ 5พลิกเกมนางร้ายกลิ่นน้ำหอมผสมกลิ่นผ้าไหมใหม่เอี่ยมและเครื่องสำอางค์ราคาแพงหรูหราส่งกลิ่นอบอวลไปทั่วทั้งห้อง แสงไฟเจิดจรัสสะท้อนเงาหญิงสาวที่ยืนมองภาพสามีตัวเองกำลังโอบกอดร่างบางในอ้อมแขน ดานเต้เงยหน้ามองอลิเซียอีกครั้งด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม ไม่ต่างจากสายตาของทีมงานอีก 4-5 คน และลอเรนที่







