ANMELDENเมื่อได้ยินเขาแนะนำตัวตรงกับที่พ่อของเธอบอก พรนับพันก็ยอมเดินตามเขาไปพอรอขึ้นรถ ความจริงเธอก็ไม่อยากระวังเรื่องไม่เป็นเรื่อง เธอไม่ใช่นักธุรกิจดังอะไรแต่แค่ต้องปลอดภัยไว้ก่อน ยังไงก็ต้องมีชีวิตไว้อยู่ดูแลครอบครัวของตนเอง
รถเก๋งหรูหราเข้ามาจอดก่อนที่เธอจะเดินออกมาพ้นประตูสนามบิน จิงถิงเดินเร็วๆ ไปเปิดประตูด้านหลังแล้วค้อมเอวลงเชิญให้เธอก้าวขึ้นรถ พรนับพันจะอ้าปากบอกว่า ‘ไม่ต้องทำขนาดนี้’ แต่เหมือนไม่ทันแล้ว ส่วนคนขับรีบกุลีกุจอยกกระเป๋าใส่ท้ายรถให้อย่างรวดเร็ว ใช้เวลาไม่กี่นาทีรถก็เคลื่อนตัวออกไป โดยที่จิงถิงนั่งอยู่ข้างขับรถ
“ได้ยินว่าคุณผู้หญิงเคยมาอยู่ที่นี่ครึ่งปีหรือครับ” จิงถิงถามอย่างชวนคุยสร้างความสนิทสนมเตรียมเก็บข้อมูลไปรายงานเจ้านาย
“คุณผู้หญิง?” พรนับพันสีหน้ากระอักกระอ่วนที่ได้ยินคำนี้ “ฉันยังไม่ได้เป็นคุณผู้หญิงนะคะ”
“โอ๊ะ! ขอโทษครับ ถ้าอย่างนั้นเรียกคุณหนู...”
“เรียกปันปันก็ได้ค่ะ ชื่อเล่นฉันเอง”
หญิงสาวถอนหายใจเบาๆ นี่เธอกระโดดเข้าในในซีรีย์จีนหรือไง แล้วก็คงจะมีคุณชายใหญ่ นายท่านรอง คุณชายน้อยวุ่นวายกันไปหมด ครอบครัวเธอเป็นครอบครัวใหญ่ก็จริงแต่ก็ไม่ได้เรื่องมากแบบนี้ ดวงตาสีนิลจ้องมองภาพด้านนอกกระจกรถ เธออยู่ในเมืองใหญ่ให้ความรู้สึกไม่ต่างจากกรุงเทพฯ นัก ครั้งนั้นมาในฐานะแพทย์แผนไทยประยุกต์แลกเปลี่ยนความรู้ ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล และลงพื้นที่กับอาจารย์ที่ปรึกษา หกเดือนเก็บความรู้เต็มเปี่ยมแต่ไม่ค่อยได้มีโอกาสท่องเที่ยว
“คฤหาสน์ของนายท่านอยู่ชานเมืองสงบร่มรื่นพื้นที่กว้างขวางเดินทางสะดวก ท่านนายบอกว่าถ้าคุณหนูชอบอยู่ในเมืองก็สามารถมาอยู่คอนโดหรือเพนท์เฮ้าส์ได้ครับ”
‘คุณหนูอีกแล้ว ช่างเถอะ ดีกว่าคุณนายก็แล้วกัน เธอยังไม่รีบเป็นคุณนายสกุลหลิว’
“แล้วปกติคุณหลิวโม่โฉวพักที่ไหนคะ”
“คุณหนูไม่ต้องเรียกประธานห่างเหินแบบนั้นก็ได้ครับ” จิงถิงพูดขึ้น
“แล้วฉันควรเรียกเขาว่าอะไรคะ?”
“เรียกคุณโม่โฉวก็ได้ครับ”
“แต่คุณเรียกท่านประธาน”
“ผู้เป็นลูกน้องนี่ครับ” จิงถิงหัวเราะเบาๆ “สกุลหลิวรับเลี้ยงเด็กกำพร้าไว้หลายคนครับ พวกเราล้วนสำนึกในเมตตาของท่านทำงานตอบแทนท่านครับ”
พรนับพันยิ้มเจือน ก็ดีเหมือนกันไม่อย่างนั้นคงนับญาติกันวุ่นวายไปหมด
“อ้อ! ผมลืมตอบคุณหนูไป ท่านประธานมีเพนท์เฮ้าท์ในเมืองครับ ส่วนคุณชายน้อยอยู่กับนายท่านใหญ่ครับ”
พรนับพันยิ้มแข็งค้างบนใบหน้า เอาล่ะ เธอเริ่มงงกับครอบครัวนี้แล้ว แต่ก็ช่างเถอะ มันก็ไม่น่าแปลกใจนี่ ผู้ชายอายุแค่สามสิบสองถึงจะมีลูกแล้วแต่ภรรยาก็ตายจากไป เขาคงต้องการความเป็นส่วนตัวกับ...เอ่อ...ผู้หญิง...บ้างแหละ คงกลัวลูกจะสับสนเลยให้อยู่กับปู่สินะ
รถยนต์แล่นมาถึงคฤหาสน์หรูบนเนิ่นเขาใช้เวลาราวหนึ่งชั่วโมง บ้านหลังใหญ่กว่าที่เธอคิดไว้มาก เมื่อรถยนต์จอดนิ่งแล้ว จิงถิงก็รีบลงมาเปิดประตูรถให้หญิงสาวก้าวลงมา เธอตกใจเล็กน้อยแต่เก็บซ่อนไว้ใต้รอยยิ้มเมื่อเห็นบรรดาคนรับใช้ในชุดเมดออกมายืนรอต้อนรับเหมือนในซีรีย์ที่เคยดู แล้วเธอก็นึกสงสัยว่ามันจะมีจริงหรือ? จนมาเจอด้วยตัวเองอย่างนี้
“ขอต้อนรับคุณผู้หญิง”
ดูเหมือนว่า...ทุกคนจะรู้ฐานะที่เธอมาที่นี้แล้ว ทั้งที่เธอตั้งใจมาเงียบๆ เพื่อหาข้อตกลงในการแต่งงานครั้งนี้
“หนูปันปันมาแล้ว”
ปู่หลิวจิ้นอันเดินเข้ามาแล้วสวมกอดว่าที่หลานสะใภ้ คุณปู่หลิวในวัยเจ็ดสิบกระฉับกระเฉงแข็งแรงเหมือนคนอายุแค่ห้าสิบ อาจเพราะดูแลสุขภาพอย่างดีจึงแข็งแรงดีอย่างนี้ ท่าทางเป็นกันเองและเมตตาอ่อนโยนทำให้พรนับพันใจชื้น อย่างน้อยเธอคงไม่เป็นสะใภ้ที่โดนกดขี่อย่างที่แอบกังวล
“สวัสดีค่ะคุณปู่หลิว” พรนับพันยกมือไหว้
“เจอกันครั้งล่าสุด หนูปันปันตัวแค่นี้เอง” ปู่หลิวทำมือความสูงที่ประมาณเอวของเขา “ตอนนี้โตเป็นสาวแล้ว”
หญิงสาวได้แต่ยิ้มเพราะไม่รู้จะพูดอะไรดี และไม่นึกว่าจะเจอการต้อนรับเต็มรูปแบบเช่นนี้
“เข้าบ้านๆ คิดเสียว่าเป็นบ้านตัวเอง ต้องการอะไรเรียกใช้คนของปู่ได้ทั้งหมด เอ๋? กระเป๋าใบเดียวเองรึ อ้อ! ไม่เป็นไร อยากได้อะไรซื้อใหม่ได้เลย ไปดูห้องของหนูก่อนสิ ไม่ชอบตรงไหนก็สั่งเปลี่ยนได้”
“ขอบคุณค่ะคุณปู่หลิว”
ที่เอาเสื้อผ้ามากระเป๋าเดียวเพราะคิดว่าจะอยู่ไม่นาน ตั้งใจมาคุยเรื่องแต่งงานให้รู้เรื่อง เธอไม่เข้าใจว่าทำไมปู่หลิวถึงอยากได้เธอเป็นสะใภ้นัก ครอบครัวเธอมีปัญหาทางการเงินและนามสกุลก็ไม่โด่งดังด้วย ดูจากฐานะของปู่หลิวแล้วสามารถเลือกหลานสะใภ้จากตระกูลสูงทัดเทียมกันได้ไม่ยาก
“ปู่ไม่ชอบขึ้นบันได จริงๆ ก็มีลิฟต์นะ แต่ปู่ชอบอยู่ชั้นล่างปีกขวาของตึกเป็นพื้นที่ของปู่ ส่วนชั้นบนเป็นของโม่โฉวกับต้าเหนิง เอ๋? ต้าเหนิงไปไหนล่ะ”
ปู่หลิวถามพลางมองหาหลานชาย
“คุณชายน้อยเรียนอยู่ที่ห้องหนังสือค่ะ” แม่บ้านรายงาน
“ไปตามต้าเหนิงมาพบปันปันหน่อยสิ” คุณปู่สั่งแม่บ้าน
“ไม่ต้องหรอกค่ะ การเรียนสำคัญกว่า เลิกเรียนแล้วค่อยมาคุยกันก็ได้” เธอรีบตอบเพราะยังไม่ได้เตรียมตัวมาเจอลูกชายของหลิวโม่โฉว เธอไม่ได้เกลียดเด็ก ก็แค่...ยังไม่อยากเปิดตัวตอนนี้
“อืม แบบนั้นก็ดี” ปู่หลิวพยักหน้ารับ “หนูปันปันมาเหนื่อยๆ อาบน้ำพักผ่อนก่อน ปู่ให้พ่อครัวเตรียมอาหารแล้ว สักพักจะให้แม่บ้านไปตาม ดีไหม?”
“ดีค่ะ ขอบคุณค่ะ”
ใช่...เธอต้องการเวลาตั้งสติเตรียมตัว แค่นี้ก็มากเกินกว่าที่เธอคาดคิดแล้ว ปู่หลิวยื่นมือมาจับมือเรียวเล็กแล้วพลิกฝ่ามือเธอขึ้นดู
“มีอะไรหรือคะ” หญิงสาวถามเพราะที่เธอพอรู้มา ปู่หลิวก็เป็นแพทย์แผนจีนที่คนนับถือมาก รับมรดกที่ประเมินค่าไม่ได้คือสูตรยาโบราณ เธอคิดว่าปู่หลิวตรวจสอบชีพจรเธออยู่
“พลังหยินสมบูรณ์”
ยังไม่ทันถามสิ่งที่ได้ยินคืออะไร ปู่หลิวก็ปล่อยมือเธอแล้วเรียกแม่บ้านให้มาดูแลแทน แม่บ้านเดินนำไปที่ห้องรับรองชั้นบน กระเป๋าเดินทางของเธอมาถึงก่อนแล้ว
“ห้องน้ำอยู่ซ้ายมือ หากมีอะไรกดกริ่งเรียกใช้ได้ค่ะ คนรับใช้ที่นี่พูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อย แต่ถ้าคุณปันปันพูดภาษาจีนได้ก็กรุณาใช้ภาษาจีนกับพวกเขา”
“นี่คงเปลี่ยนใจแกไม่ได้แล้วใช่ไหม” พ่อพูดขึ้น“ค่ะ จ๋าตั้งใจแล้ว”“ไม่เคยเห็นแกดื้อขนาดนี้เลยนะ” แม่ส่ายหน้าไปมา “เอาเถอะ เจ็บมาก็กลับบ้านก็แล้วกัน”“แต่เรื่องของแกกับแฟนนี่ พ่อกับแม่ต้องขอดูอีกหน่อยนะ”“ดูนานๆก็ได้ครับ อุ้ย!” กัมปนาถเผลอทำตัวเป็นเด็ก ปกติอยู่บ้านพูดล้อเล่นกับพ่อแม่ตัวเองได้จนเคยปากเสียแล้ว“พ่อกับแม่ยังไม่ได้ยอมรับหรอกนะ แต่ยังไงก็พาไปที่บ้านบ้าง” พ่อพูดเสียงดุเหมือนเดิม“ขอบคุณครับ คุณพ่อคุณแม่”จารวีรู้ดีว่านี่เป็นคำพูดที่ดีที่สุดของแม่และพ่อแล้ว หญิงสาวกลั้นน้ำตาแล้วหันไปยิ้มให้กัมปนาถ รู้สึกขอบคุณที่เขายอมอดทนและนั่งอยู่ข้างเธอแบบนี้ หลังจากรับประทานอาหารเสร็จพ่อกับแม่ก็ขอตัวกลับ ย้ำกำชับให้จารวีพากัมปนาถไปที่บ้านของพวกเขา“วันหยุดคราวหน้าพวกเราจะไปครับ”กัมปนาถยกมือไหว้พ่อกับแม่ของคนรัก ยืนส่งจนรถเก๋งเคลื่อนออกไปแล้วก็หันไปยิ้มและยักคิ้วให้จารวี “อะไรคะ” จารวีหรี่ตามอง ยิ้มแบบนี้มีเรื่องทุกที“ผมเก่งไหมล่ะ? ผ่านด่านคุณพ่อกับคุณแม่คุณได้แล้วนะ”“เข้าใจผิดแล้วล่ะ” เธอตบแก้มเขาเบาๆเหมือนหยอกล้อ “นี่แค่เริ่มต้นเท่านั้นเอง”“ยังไงก็ได้เริ่มแล้วละน่า” เขาช
เด็กหนุ่มหัวเราะแล้วหันไปยกมือไหว้พ่อแม่พี่สาวก่อนจะวิ่งตามไปรวมกลุ่มเพื่อนนักเรียนทุนที่จะขึ้นเครื่องบินไปญี่ปุ่นพร้อมกัน กัมปนาถปลุกกำลังใจให้ตัวเองก่อนหันไปยิ้มให้พ่อกับแม่ของคนรัก“ไปทานอาหารกันไหมครับ ผมรู้จักร้านอร่อยนั่งสบายแถวๆนี้”“ดี เหมือนเรามีเรื่องต้องคุยกันเยอะ” แม่ของจารวีเชิดหน้าขึ้น“ครับ ที่ร้าน... คุณพ่อกับคุณแม่รู้รู้จักไหมครับ ขับรถออกไปสิบนาทีน่าจะถึง ยังไงผมขับรถผมนำไปก่อนนะครับ” เขาบอกชื่อร้านกับทางที่ไป คุณพ่อพยักหน้ารับแล้วหนุ่มสาวก็แยกออกมาก่อน“ไหวไหมคะคุณเคน” จารวีล้อเขา ถ้าเขาถอดใจเธอก็ไม่ว่าอะไรหรอก“ไหวซิครับ ยังไงก็ต้องไหว รักลูกสาวเค้าแล้วนี่”กัมปนาถยิ้มให้กำลังใจตัวเอง ก็แน่ล่ะจะมีใครสักกี่คนที่เข้ามาและรักเขาในสิ่งที่เขาเป็นได้ล่ะ เมื่อพบแล้วก็อยากจะทำทุกอย่างเพื่อคนที่ตัวเองรักได้มีความสุขและสบายใจด้วยเหมือนกัน ไม่นานนักเขาก็มาถึงที่หมาย จารวีสั่งอาหารที่พ่อกับแม่ชอบไว้รอ เมื่อพ่อกับแม่มาถึง อาหารก็ถูกยกมาเสิร์ฟพอดี“ปลาค่ะ ของโปรดพ่อกับแม่”“ยังจำได้อยู่เรอะ” คุณพ่อทำเสียงดุ มีความน้อยใจและประชดในน้ำเสียงนั้น“โธ่! พ่อคะ ไว้หน้าจ๋าบ
“ผมบอกไม่ได้หรอกว่ารักตรงไหน แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่รวมเป็นคุณต่างหากที่ผมรัก”“ปากหวาน” เธอก้มหน้ายิ้มเขิน แล้วลุกขึ้นจากตักของเขา แต่ชายหนุ่มอ้าปากค้างสีหน้างุนงง“จ๋าจะจัดของเข้าตู้เย็น แล้วไปช่วยป้าอมรกับน้องอรค่ะ” เธอพูดไม่หันมามองเขา “บ่ายวันเสาร์คุณเคนสะดวกไหมคะ พาจ๋าไปส่งน้องชายที่สนามบินหน่อยซิ”“ได้ครับ ผมว่าง” ตอบเหมือนไม่ต้องคิดเพราะมันวันหยุดงานของเขาอยู่แล้ว“แต่คุณต้องเจอพ่อแม่จ๋าด้วยนะคะ”“ได้ครับ ยินดีและดีใจที่สุดเลยครับ”...................“คุณเคน เปิดประตูเดี๋ยวนี้นะ” จารวีเคาะประตูห้อง 301 หลายครั้งจนหงุดหงิด อึดใจต่อมาประตูค่อยๆเปิดออกแล้วคนที่อยู่หลังบานประตูโผล่หน้าออกมา หญิงสาวขมวดคิ้วทำหน้ายุ่ง“เราต้องไปส่งแจ็คที่สนามบินนะคะ ถ้าออกช้ากว่านี้ไปถึงเครื่องคงออกแล้ว” จารวีท้วงแล้วออกแรงดันประตูเข้าไป “เกิดอะไรขึ้นคะ”“ผมแค่ไม่มั่นใจว่าจะทำตัวถูกใจพ่อแม่ของคุณหรือเปล่า” ชายหนุ่มยืนถอนหายใจอย่างไม่รู้จะทำอะไรดีไปกว่านี้ จารวีถอยหลังครึ่งก้าว มองชายหนุ่มตรงหน้าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เขาสวมเสื้อยืดคอวีสีขาวทับด้วยเสื้อเชิ้ตสีน้ำตาลเข้ม กางเกงยีนส์สีน้ำเงิ
กัมปนาถลุกขึ้นไปเปิดโทรทัศน์ เปิดโปรแกรมต่างๆ ครู่ใหญ่ก็เอาเครื่องบังคับเกมส์มาให้เธอ ร่างสูงกำลังจะนั่งลงก็นึกอะไรได้ รีบวิ่งไปในครัวแล้วกลับมาด้วยน้ำอัดลมและขนมขบเคี้ยว “แบบนี้มันถึงจะครบสูตร”จารวีนั่งไหล่ชิดกับคนรัก เขาสอนเธอเล่นเกมส์ แรกๆ เธอแพ้เขา พอเล่นคล่องก็เริ่มสนุก เสียงหัวเราะของสองหนุ่มสาวทำให้คนเป็นพ่อแม่และปู่ย่าแง้มประตูออกมาดูโดยไม่ได้นัดหมาย แล้วก็ยิ้มออกมาเมื่อเห็นคู่รักนั่งเหยียดขายาวบนพื้น หลังพิงโซฟาและหัวเราะยิ้มให้กัน“รู้สึกเหมือนได้ลูกสาวเพิ่มเลยค่ะ” คุณแม่พูดยิ้มๆ“คงได้เลี้ยงหลานแล้วละมั้ง ว่าไงย่า ไหวไหม” ปู่หันไปถามย่า“ก่อนเลี้ยงหลานคงต้องเตรียมสินสอดก่อนละมั้ง” คุณพ่อส่ายหน้าไปมา“ไปเถอะ ปล่อยเด็กๆ เค้าอยู่ด้วยกัน” ย่าปรามให้ทุกคนกลับเข้าห้องตัวเองคืนนั้นสองหนุ่มสาวหลับไปที่ห้องรับแขกทั้งคู่ จารวีมารู้สึกตัวตอนเช้าตรู่ เขินอายที่เผลอหลับไปแล้วรีบวิ่งขึ้นไปชั้นบน เตรียมอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ แผนเดิมที่จะมาแค่วันเดียวกลายเป็นค้างคืนอย่างไม่ตั้งใจ เช้านี้เลยต้องรีบกลับ หญิงสาวออกจากห้องน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องนอนของกัมปนาถแล้วก็รู้สึกว่ามี
“ก็นิดหน่อยค่ะ”“ตาเปรมเป็นเพื่อนตาเคนมาตั้งแต่เด็ก ก็เด็กผู้ชายนั้นนะ เค้าก็เคยเห็นเพื่อนอกหักก็เลยเป็นห่วงเพื่อน อย่าไปโกรธตาเปรมเลยนะ”“ค่ะ หนูเข้าใจ”“อึดอัดใหม่ อยู่กับคนแก่คนเฒ่าแบบนี้”“ไม่ค่ะไม่ หนูไม่รู้สึกอึดอัดหรอกค่ะ หนูโตมากับพ่อแม่พี่น้องไม่ได้อยู่กับญาติผู้ใหญ่ค่ะ ท่านเสียไปนานแล้ว”“ตาเคนเค้านิสัยเหมือนเด็ก แถมติดครอบครัวอีก ขนาดย้ายไปทำงานไกลๆ ก็กลับมาบ้านทุกเดือน ยกเว้นถ้าไปทำงานต่างจังหวัดล่ะ”“ค่ะ ดูเค้างานยุ่งตลอด”จารวีกลั้นหัวเราะ ภายในใต้เสื้อเชิ้ตเรียบกริบและเนกไทสีเดียวกับกางเกง แต่พอเลิกงานทีไหร่ เขากลายเป็นเด็กหนุ่มที่ชอบเล่นเกมส์ออนไลน์ ไปร้านหนังสือก็อยู่ตรงมุมการ์ตูนญี่ปุ่น เสื้อยืดของเขาก็เป็นเสื้อลายซูปเปอร์ฮีโร่ แน่ละที่รู้เพราะเธอเป็นคนซักเสื้อให้เขานี่นะ“มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากัน ไม่เข้าใจกันก็ถาม อย่าเก็บไปคิดคนเดียว” คนเป็นย่าให้กำลังใจ“คุณปู่กับคุณย่าแต่งงานมากี่ปีแล้วค่ะ”“โอ๊ย! หกสิบปีแล้ว ปู่อยากโสดย่าก็ไม่ยอมทิ้งปู่เสียที” คนเป็นปู่พูดขึ้นเรียกเสียงหัวเราะจากคนฟัง“ก็แก่ขนาดนี้ไม่มีใครเอา ย่าก็เลยต้องอุทิศตัวเองดูแลปู่ไงล่ะ” ย่าหัว
“กูกลัวมึงโดนผู้หญิงหลอก มึงมันใจอ่อนโดนหลอกมากี่หนแล้ว”กัมปนาถลดหมัดลงแล้วทิ้งลงข้างตัว “นั้นมันหลายปีแล้ว แล้วก็ตั้งแต่สมัยเรียนด้วย”“ก็กูเป็นห่วงมึง”“ขอบใจ แต่กูดูแลตัวเองได้ แล้วกูมั่นใจว่าจ๋าไม่ใช่คนแบบนั้น หรือถ้าวันหนึ่งจะเป็นจริงๆ ก็เป็นเพราะกูเต็มใจเอง” “กูอยากขอโทษผู้หญิงของมึง”“ไม่เป็นไร กูบอกเอง มึงกลับไปก่อนแล้วกัน กูไม่รู้กูจะอารมณ์ดีได้นานแค่ไหน”เปรมมองไปทางที่เห็นจารวีเดินไป แล้วพยักหน้าอย่างยอมรับ เขามองผู้ใหญ่ในบ้านแล้วยกมือไหว้เดินคอตกออกไปเงียบๆ พ่อตบไหล่ลูกชายเบาๆ“ดีแล้วลูก เคนก็รีบไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ จะได้มาดูแฟนตัวเอง”“ครับพ่อ”กัมปนาถวิ่งขึ้นชั้นบนของบ้าน หยิบเสื้อผ้าชุดใหม่ของตัวเองแล้ววิ่งไปอาบน้ำล้างคราบโคลนออก ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยใจร้อนรนก่อนจะวิ่งลงมา พ่อพยักหน้าให้อย่างรู้ทัน สายตาเขากวาดไปในห้อง ก็ตะลึงงันไปกับภาพที่เห็น หญิงสาวตัวเล็กในชุดผ้านุ่งสีสดใสกับเสื้อผ้าฝ้ายแขนกุด ผมยาวยังชื้นน้ำอยู่ แม่ส่งเสียงกระแอมไอทำให้ลูกได้สติ ยิ้มเขินๆเดินเข้าไปใกล้“เสื้อผ้าของแม่สมัยสาวๆ เอาให้หนูจ๋าใส่ไปก่อน” แม่พูดยิ้มๆแม้จะผ่า
“ไม่ได้ลำบาก” เขาขับรถมุ่งหน้าไปตามเส้นทางที่นัดหมายไว้ ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบนาที แต่น้ำท่วมถนนอย่างนี้ รถเคลื่อนตัวได้ช้า “รถเราสูงก็จริงแต่เพื่อไม่ให้รถดับ พี่ต้องปิดแอร์รถนะ”“ค่ะ”“เรานี่พูดน้อยจริงๆ” ตุลาเคาะนิ้วกับพวงมาลัยรถเล่น ก่อนเข้ามารับขวัญข้าวเขาแวะซื้อของที่ต้องเอา
“น่าจะชอบนะครับ” เขาก็ไม่แน่ใจ ปกติพรนับพันแทบไม่เคยไปเที่ยวไหน ชีวิตเธอมีแค่เรียนกับทำงาน แล้วก็มีแค่ช่วงที่เป็นแพทย์อาสาที่ต้องไปต่างจังหวัดนานหลายเดือน“ว๊า! นึกว่าคุณลุงจะรู้เสียอีก ไม่เป็นไร ผมไปถามคุณพ่อก็ได้” เด็กชายวัยห้าขวบแย้มยิ้มจนดวงตาหยีเล็ก “แย่จริงๆ ผมมารบกวนคุณลุงแล้ว อาหารกลางวั
“มีอะไรหรือเปล่า” หลิวโม่โฉวถามด้วยรอยยิ้ม เขารับรู้ได้ว่าสายตาคู่หนึ่งจับจ้องการเคลื่อนไหวของเขาแทบตลอดเวลา เขาเช็ดผมจนแห้งแล้วเดินมานั่งใกล้ๆ กลิ่นหอมสมุนไพรลอยอบอวลในห้องเป็นกลิ่นที่เขาคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก “เปล่าค่ะ” เธอส่ายหน้าแล้วหลบดวงตาคมปลาบคู่นั้น เธอจัดการใช้ผ้าขนหนูซับน้ำท
“คุณไม่คิดจะส่งต้าเหนิงเข้าโรงเรียนปกติหรือคะ” เธอถามเพราะเป็นห่วง“ทำไม? ต้าเหนิงเกะกะสายตาคุณหรือไง”“ไม่ใช่เสียหน่อย” เธอลุกขึ้นแล้วจ้องหน้าเขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ต้าเหนิงเป็นเด็กฉลาดหรือจะเรียกเด็กอัจฉริยะก็ได้ แต่เขาก็แค่เด็กชายอายุห้าขวบ เขาต้องมีเพื่อนมีสังคมแบบที่เด็กห้าขวบควรมี”“เรื่







