เข้าสู่ระบบ“หน้าตาพี่ขี้เหร่ขนาดนายไม่คิดว่าพี่จะมีแฟนหรือไง”
“เปล่า” เขาหัวเราะเสียงดังก่อนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “พี่จะแต่งหรือไม่แต่งก็ไม่สำคัญ ถ้าพี่จะอยู่เป็นโสดผมก็จะดูแลพี่เองยังไงพี่ปันปันก็เป็นพี่สาวผมไปชั่วชีวิต”
“พูดแบบนี้พี่ซึ้งเลยนะเนี้ย”
“อ้าว พูดจริงจากใจเลยนะ”
“จ้าๆ พี่เชื่อ เอาล่ะ พี่ปฏิบัติภารกิจสำเร็จแล้ว กลับก่อนนะ”
“ครับพี่ กลับบ้านดีๆล่ะ”
พรนับพันยิ้มลาน้องชายแล้ว ศตพรเดินลงมาส่งพี่สาวที่ชั้นล่างของหอพัก เขาเห็นธารณ์นั่งรออยู่ที่โต๊ะม้าหินก็ยกมือไหว้
“สวัสดีครับพี่ธารณ์ ไม่รู้ว่าพี่มาด้วยเลยคุยกับพี่ปันปันนานไปหน่อย”
“ไม่นานหรอกครับ” ธารณ์ที่วันนี้อาสาเป็นคนขับรถให้พรนับพัน
“ฝากขอบคุณป้าฉลวยด้วยนะครับ หมูแดดเดียวชนะเลิศ”
ทั้งสามประสานเสียงหัวเราะแล้วลากันอีกครั้ง ธารณ์เดินมาเปิดประตูรถให้พรนับพันขึ้นไปนั่งแล้วรีบเดินมาฝั่งคนขับเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับบ้าน
“คุณปันปันอยากไปที่ไหนอีกไหมครับ” เขาถามด้วยความเคยชินขณะรถเคลื่อนออกมาสู่ถนนใหญ่แล้ว
“อยากไปดูโรงงานค่ะ เราแวะดูโรงงานก่อนกลับบ้านได้ไหมคะ”
“ได้อยู่แล้วครับ”
น้ำเสียงเหมือนอ่อนแรงของหญิงสาวทำให้ธารณ์เป็นห่วง เธอชอบมาดูโรงงานตั้งแต่ที่ตรงนี้เป็นที่ดินว่างเปล่าจนทุกวันนี้มีโรงงานผลิตยาสมุนไพรที่รอเปิดสายพานการผลิต ทุกครั้งเขาจะเห็นแววตาตื่นเต้นดีใจของเธอเสมอ แต่ครั้งนี้มันมีความเศร้าฉาบที่ดวงตาคู่นั้น
เมื่อรถมาถึง พรนับพันให้ธารณ์จอดรถด้านนอก เธอมองโรงงานของครอบครัวจากด้านนอก กระจกรถเลื่อนลงเพื่อมองได้ชัดขึ้น หญิงสาวคิดถึงเรื่องที่คุยกับปู่และพ่อเมื่อคืนนี้
‘ปันปันตัดสินใจแล้วค่ะ ปันปันจะลองไปเจรจากับคุณปู่หลิวดูก่อน ไปเจอผู้ชายคนนั้นสักครั้ง’
‘ก็ดี ความสุขชั่วชีวิตของหลาน หลานตัดสินใจเถอะ’ ปู่ถอนหายใจโล่งอกเพราะอย่างน้อยหลานสาวก็ไม่ได้ทิ้งขอเสนอของฝ่ายชาย
‘ปันไม่ต้องแต่งงานก็ได้นะลูก’ พ่อเริ่มลังเล พอคิดว่าลูกสาวที่รักดั่งแก้วตาดวงใจต้องไปอยู่ไกลตาแถมเป็นการแต่งงานด้วยเงื่อนไข ก็กลัวว่าลูกสาวจะถูกคนอื่นรังแกเอาได้ เขาเลี้ยงลูกทะนุถนอมในอุ้งมือจะให้คนอื่นมาทำร้ายได้อย่างไร ส่วนเรื่องโรงงาน ถ้ามันถึงที่สุดก็คงต้อง...
‘ถ้าแต่งงานโดยไม่เคยเจอหน้าหรือรู้จักกันเลยคงไม่ดีนัก แต่ถ้าได้เจอตัวเป็นๆ ลองดูท่าทีของฝ่ายนั้น ถ้า...ถ้าเขาไม่เลวร้ายจนเกินไป ปันปันก็จะแต่งงานกับเขาค่ะ’
หญิงสาวถอนหายใจ เธอตัดสินใจแล้ว ทำเอกสารลาออกจากงานจัดการเรื่องงานที่คั่งค้างและส่งตารางนัดหมายคนไข้ให้แพทย์คนอื่นช่วยรับช่วงต่อ เธอลาออกกะทันหันทำเอาอาจารย์หมอถึงกับตกใจมากเพราะไม่มีวี่แววว่าเธอจะลาออก
‘ถ้าบอกว่าลาออกไปแต่งงานจะหัวเราะไหมคะ’ เธอยิ้มทะเล้นเหมือนพูดเล่นแบบที่เธอชอบทำ
‘จริงรึ’ อาจารย์หมอถามอย่างไม่เชื่อนัก เพราะไม่เคยเห็นว่าที่สามีของพรนับพันเลย แม้รู้ดีว่าเป็นเรื่องส่วนตัวแต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้
‘ปันปันจะไปช่วยกิจการของครอบครัวค่ะ’
‘อ้อ เรื่องกิจการของที่บ้านเหรอ ก็ไม่น่าแปลกใจ เธอเองก็เป็นทายาทของตระกูลศุขไสยาศน์ หมอยาพื้นบ้านที่ได้รับการยอมรับและมีชื่อเสียง’
‘ค่ะ’
เอกสารลาออกของเธอจึงเรียบร้อยด้วยดี เพื่อนร่วมงานประหลาดใจไม่น้อย แต่เธอไม่ได้บอกใครเรื่องแต่งงาน เธอเองก็ไม่มั่นใจกับการแต่งงานครั้งนี้นัก เก็บให้เรื่องมันเงียบที่สุดน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่าให้คนอื่นรู้ว่าเธอแต่งงาน
คนที่เศร้าจนแสดงออกชัดเจนก็คือแม่ของเธอเอง แม่คงอยากปกป้องเธอสุดกำลังแต่จนใจที่ติดปัญหาเรื่องเงิน พรนับพันไม่ดูรูปหรืออ่านประวัติของผู้ชายคนนั้น เธอตั้งใจจะเดินทางไปพบเขาเอง ด้วยความสัมพันธ์อันดีของปู่หลิวกับปู่ทองอิน ครอบครัวทางนั้นคงไม่มีใครกล้ารังแกเธอแน่ ถ้าได้เจอกับผู้ชายคนนั้น...อาจตกลงเงื่อนไขการแต่งงานกันได้ เฮ้อ เธอถอนหายใจนับครั้งไม่ถ้วน เหมือนเตรียมตัวไปเจรจาธุรกิจ ไม่ใช่ไปดูตัวว่าที่สามีเลยสักนิด
“พี่ธารณ์ค่ะ กลับกันเถอะค่ะ” เจ้าของดวงตาคู่สวยเอ่ยขึ้นแล้วหันไปยิ้มให้เขา “ถ้าปันปันไม่อยู่ที่นี่ ฝากพี่ธารณ์ดูแลทุกคนและโรงงานแทนปันปันด้วยนะคะ”
“คุณปันปันจะไปไหนครับ” ธารณ์งุนงงกับคำพูดแปลกๆของเธอ แต่ก็สตาร์ทรถตามสั่งทันที
“ไปเจรจาธุรกิจค่ะ”
หญิงสาวหัวเราะเสียงใส ใช่สิ การแต่งงานที่ไม่ได้เกิดจากความรักและเต็มไปด้วยเงื่อนไขการเงินแบบนี้เรียกว่าเป็น ‘ธุรกิจ’ ก็เหมาะสมแล้ว เอาล่ะ ได้เวลาจัดกระเป๋าเดินทางไปเจอว่าที่สามีแล้ว
ไม่ใช่ครั้งแรกที่เดินทางมาต่างประเทศ แต่ครั้งนี้ไม่ใช่การมาท่องเที่ยวหรือมาแลกเปลี่ยนความรู้ในสายงานที่ทำอยู่ เป็นการเดินทางที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอ พรนับพันไม่ได้อ่านข้อมูลหรือแม้แต่ดูรูปว่าที่สามีของเธอเลย รู้เพียงจากที่คุณพ่อเล่าคราวๆ เพราะเธออยากรู้จักเขาด้วยตัวเอง บางทีเธออาจต่อรองกับเขาให้มาเป็นผู้ถือหุ้นในกิจการของเธอ แม้เรื่องนี้เป็นความหวังอันน้อยนิดแต่เธอก็ยังหวัง
หญิงสาวรับกระเป๋าเดินทางแล้วเดินมาที่จุดนัดหมาย เธอกวาดตามองเพียงครู่หนึ่งก็เห็นชายหนุ่มวัยประมาณยี่สิบห้าหรือยี่สิบหกถือป้ายกระดาษมีชื่อเธอเป็นภาษาไทย บนป้ายนั้นแถมยังมีรูปดอกไม้และสายรุ้งอีกด้วย ทำเอาเธอจะยิ้มก็ยิ้มไม่ออกหรือจะหัวเราะก็คงเสียมารยาทเกินไป
“ซา-หวัด-ดี-คับ” เสียงทักทายเป็นภาษาไทยแปร่งหูดังขึ้นทันทีที่เห็นพรนับพันเดินตรงไปหาเขา คงเพราะมีรูปเธอในโทรศัพท์มือถืออยู่แล้วจึงทักไม่ผิดคน
“สวัสดีค่ะ” พรนับพันยกมือไหว้ทักทายด้วยภาษาไทยก่อนตามด้วยภาษาจีน “คุณเป็นคนที่สกุลหลิวส่งมารับฉันหรือคะ”
“โอ้! คุณพูดภาษาจีนได้ด้วย” อีกฝ่ายดูท่าทางตื่นเต้นยิ่งกว่า “สวัสดีครับ ผมชื่อหลิวจิงถิงครับ เรียกจิงถิงก็ได้ เป็นเลขาคุณหลิวโม่โฉว”
“ฉันพูดภาษาจีนได้แต่ไม่คล่องนักแล้วก็คุณต้องพูดช้ากว่านี้หน่อยค่ะ” พรนับพันหัวเราะเบาๆ “คุณแซ่หลิวหรือคะ”
จิงถิงลูบท้ายทอยแก้เขินก่อนนึกขึ้นได้ก็รีบยื่นมือไปช่วยถือกระเป๋าให้หญิงสาว “ผมเป็นเด็กกำพร้าที่สกุลหลิวรับอุปการะและเมตตาให้ใช้แซ่หลิวครับ”
“เวลาคุณว่าง่ายไม่ดื้อก็น่ารักดีนะ”“ทำไมฉันรู้สึกไม่อยากให้คุณเห็นว่าฉันน่ารักล่ะ” เธอเบ้ปากใส่ “อิ่มแล้วค่ะ เราไปซื้อของกันเถอะ”“คุณนี่ไม่รู้จักเอาอกเอาใจสามีเลยนะ”“แค่กินข้าวเที่ยงจะเอาอะไรอีกคะ ปกติเวลาทำงานฉันกินข้าวไม่เกินสิบนาทีเอง”“ได้ ถ้าอย่างนั้นไปเลือกเสื้อผ้ากัน ชุดของคุณ...มันเชยไปหน่อยนะ”“เขาเรียกชุดสุภาพค่ะ” เธอแลบลิ้นใส่เขา “คุณต้องมีเสื้อผ้าเยอะกว่านี้ ผมเห็นคุณใส่วนๆซ้ำๆ อยู่แค่ไม่กี่ชุด”“อ้อ! นี่คุณสนใจฉันด้วยเหรอคะ นึกว่าทำตัวเป็นอากาศธาตุที่มองไม่เห็น” ใช่สิ เธอพยายามจะเจอเขาตั้งหลายครั้ง แต่เขากลับหลบเลี่ยง นี่ถ้าไม่เพราะคุณปู่ล้มป่วย เขาคงไม่โผล่มาให้เห็นหรอกเป็นผู้หญิงที่น่าสนใจดี เขาได้แต่ยิ้มขำกับท่าทางของภรรยาหมาดๆ คนนี้...เขาไม่เคยลืมภรรยาที่ตายจากไป วิกเตอเรียเป็นผู้หญิงที่ให้ความรู้สึกสงบสบายใจ แต่พรนับพันคือความสดใสร่าเริง หลิวโม่โฉวรู้สึกไม่ยุติธรรมกับพรนับพันนัก เธอไม่ควรถูกเปรียบเทียบกับผู้หญิงคนไหน แต่เขาก็อดเปรียบเทียบไม่ได้จริงๆ พรนับพันไม่ใช่สาวสายแฟชั่น เธอแต่งกายเรียบง่ายมาแต่ไหนแต่ไร เมื่อต้องมาเลือกซื้อเสื้อผ้า เธอก็ได้แต่ยืนงงในห
“ดีจริงๆ” ปู่หลิวแตะหลังมือของหลานสะใภ้ “ออกจากโรงพยาบาลแล้ว ปู่จะมอบของขวัญให้นะ” “ขอแค่คุณปู่แข็งแรงดีก็เป็นของขวัญให้หนูแล้วค่ะ” หลิวโม่โฉวปรายตาไปทางภรรยาหมาดๆของเขา ไม่ว่าเธอจะพูดด้วยความจริงใจหรือประจบประแจงแต่ก็ทำให้คุณปู่มีความสุข เขายกแขนขึ้นวาดวงแขนโอบร่างเล็กเข้ามาแนบชิด คนตัวเล็กไม่ทันตั้งตัวพยายามขืนตัวไม่เอนไปทางเขา แต่แรงของผู้ชายย่อมเยอะกว่าเธอจึงตกอยู่ในวงแขนของเขาราวคู่รักแสนหวาน “คุณปู่พักฟื้นให้ร่างกายแข็งแรง แล้วเตรียมตัวผ่าตัดได้เลยนะครับ” “ไอ้หลานคนนี้เอะอะก็ให้ผ่าตัดอยู่นั้นแหละ” ปู่หลิวทำฮึดฮัดเหมือนเด็กน้อย ทำให้พรนับพันเผลอหัวเราะออกมา “คุณหลิวเป็นห่วงคุณปู่ต่างหากล่ะค่ะ ต้าเหนิงก็เป็นห่วงคุณปู่” “ไม่ทันไรพูดเข้าข้างกันแล้ว” ปู่หลิวหัวเราะชอบใจ “ทำไมเรียกคุณหลิวล่ะ เป็นสามีภรรยากันแล้วเรียกโม่โฉวหรืออาโม่ก็ได้” “เธอคงยังไม่ค่อยเข้าใจนะครับ” หลิวโม่โฉวยักคิ้วให้ ใบหน้าที่เรียบนิ่งอยู่เสมอกลายเป็นหนุ่มน้อยขึ้นมาทันทีที่ได้หยอกล้อคนข้างๆ “จริงสิ ปู่ก็ลืมไป โม่โฉวก
หลิวโม่โฉวเห็นแววตามุ่งมั่นของอีกฝ่ายแล้วก็ยิ้มมุมปาก ท่าทางเหมือนนักศึกษาเพิ่งจบใหม่ไม่เหมือนหมอเลยสักนิด ถึงจะเป็นแพทย์แผนไทยประยุกต์ก็เถอะ เขายังจำตอนที่เดินเข้าไปนั่งให้เธอตรวจได้ดี มีความอ่อนโยนและจริงใจที่เขาสัมผัสได้ ในวินาทีนั้น เขาก็ได้ตัดสินใจยอมรับเธอเป็นภรรยาตามที่ปู่เสนอแล้ว “คุณหลิวคิดยังไงคะ” เธอถามหลังพรีเซนต์เสร็จ “คุณจะต้องเสียเวลาทำเอกสารนำเสนอพวกนี้ทำไม ก็แค่รับเงื่อนไขแต่งงานกับผมตามที่คุณปู่เสนอ” พูดไปตั้งเยอะ วนมาเรื่องนี้อีกแล้ว เธอเบ้ปากแล้วสูดลมหายใจลึกๆ ก่อนพูดไปตามที่ใจคิด “คุณคิดว่าการแต่งงานคืออะไรคะ เราไม่ได้รู้จักกัน ไม่ได้รักกัน หรือคุณเชื่อที่คุณปู่บอกว่าดวงฉันส่งเสริมครอบครัวของคุณจริงๆเหรอ” “คุณพูดแบบนี้แสดงว่าไม่เชื่อ” คิ้วเข้มเลิกขึ้นเป็นเชิงถาม แต่แววตาขบขัน “ฉันเป็นแพทย์แผนไทยประยุกต์ แต่ไม่ได้เชื่อเรื่องดวงชะตาอะไรพวกนั้น” เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ “และใช่...ฉันต้องการเงิน ดูแล้วคุณต่างหากที่เป็นฝ่ายส่งเสริมฉัน” เขาปิดแฟ้มเอกสาร “สกุลหลิวคือหนึ่งในสิบส
พรนับพันมองข้อมือตัวเองแล้วมองหน้าชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่ดึงเธอไว้ “ใช่ค่ะ แต่ตอนนี้ฉันง่วงมากคงคุยกับคุณไม่รู้เรื่อง เอาอย่างนี้ได้ไหม ตอนเช้าคุณอย่าเพิ่งหนีฉันไปไหนนะ ฉันมีเรื่องต้องเจรจากับคุณ” ถ้าเป็นเวลาทำงาน เธอเต็มที่ถึงไหนถึงกัน แต่ถ้าเธอได้หลับและถูกรบกวนก่อนถึงเวลาตื่น เธอจะหงุดหงิดและคุยกับใครไม่รู้เรื่อง แม้ว่าเรื่องที่ต้องคุยนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ท่าทางงัวเงียของเธอทำให้เขานึกอยากหัวเราะ และอยากแกล้งเธอไปพร้อมกัน “คุณมีอะไรจะเจรจากับผม” เขายังไม่ปล่อยข้อมือเรียวเล็ก และเหมือนเธอจะไม่รู้ว่าเขาแตะเนื้อต้องตัวเธออยู่ “แผนงานธุรกิจ” เธอตอบแล้วอ้าปากหาว “แผนงานอะไร?” คิ้วเรียวเลิกขึ้นเป็นเชิงถาม “ฉันทำแผนงานมาเสนอคุณ เตรียมตัวพรีเซนต์อย่างดี แต่คุณก็หลบหน้าไม่มาเจอฉันเสียที ถ้าคุณมาเป็นผู้ร่วมลงทุนกับบริษัทพ่อของฉัน เราไม่ต้องแต่งงานกันก็ได้ แบบนี้ไง” กิจการกระจิ๋วหลิวของครอบครัวเธอไม่ได้อยู่สายตาของเขาเลยสักนิด แต่เขาก็อยากรู้ว่าเธอมีข้อเสนออะไรให้เขา “งั้นก็ไปคุยกันที
“ค่ะ...ฉันจะดูแลต้าเหนิงเอง” เธอยิ้มอย่างเข้าใจ เวลาแบบนี้จะทำเป็นไม่สนใจก็ใจดำไปหน่อย“ต้าเหนิง กินข้าวแล้วเราทำอะไรกันดี ตอนบ่ายมีเรียนหรือเปล่า”“วันนี้ไม่มีแล้ว” เขาส่ายหน้าไปมา ดวงตาสุกใสจ้องมองแล้วถาม “คุณอามาเล่นที่ห้องผมไหม ห้องผมมีของเล่นเยอะแยะเลย”‘คุณอา’ เรียกแบบนี้ก็ดีเหมือนกันพรนับพันพยักหน้ารับ “ไปสิ อาก็ไม่รู้จะไปไหน ปกติอยู่แต่ในห้องหนังสือ”“ห้องนั้นน่าเบื่อจะตาย มาเล่นห้องผมเถอะ” พูดจบก็รีบดึงมือหญิงสาวให้เดินตามไปที่ห้องของเขา ท่ามกลางสายตาประหลาดใจของคนรับใช้“มองอะไรกัน มีงานก็ไปทำไป” หัวหน้าแม่บ้านพูดเสียงดุจึงทำให้ทุกคนแยกย้ายไปทำงานของตัวเอง เธอส่ายหน้าไปมาแล้วหันไปส่งพ่อครัว “เตรียมทำขนมของว่างให้คุณชายน้อยกับคุณผู้หญิงด้วย ฉันจะยกไปเอง”“ได้ครับ”เจียงหู เป็นหัวหน้าแม่บ้านวัยสี่สิบ เจียงหูทำงานที่นี่ตั้งแต่ยังวัยรุ่น ครอบครัวเธอก็เป็นคนรับใช้ของสกุลหลิว นายท่านใหญ่ให้ทุนการศึกษาแก่เธอและคนในครอบครัว รวมทั้งหางานให้ทำในบริษัทของสกุลหลิว สำหรับเธอที่อยู่ที่นี่เห็นการเปลี่ยนแปลงมาตลอด วันนี้ได้เห็นรอยยิ้มของคุณชายน้อยก็พลอยอิ่มเอมใจไปด้วย เธอหวังเหลือเกินว่
“สองคนนี้เจอกันแล้วรึ” ปู่หลิวจิ้นถามเมื่อเห็นหลานชายกับว่าที่หลานสะใภ้ยืนจ้องหน้ากันอยู่ “ครับ”หลิวโม่โฉวไม่ปิดบัง ใบหน้าเรียบนิ่งน้ำเสียงเย็นชามีเพียงแววตาที่เหมือนยิ้มเยาะอยู่ที่ทำให้พรนับพันโกรธจนกำมือแน่น เขาถือสิทธิ์อะไรมาปั่นหัวเธอแบบนี้ ไม่ได้ป่วยแต่ก็ไปให้เธอตรวจที่โรงพยาบาลราวกับชายหนุ่มรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามคิดอะไรอยู่ เขาสาวเท้าเดินผ่านเธอไปแล้วประคองปู่หลิวด้วยตนเอง“ต้าเหนิงวิ่งไปบอกว่าปู่เป็นลม ผมจะไปส่งปู่ที่โรงพยาบาลเอง”“แค่เป็นลมไม่ต้องไปโรงพยาบาลหรอก” ปู่หลิวโบกมือไปมา แล้วเบี่ยงตัวไปสบตากับว่าที่หลานสะใภ้ “ปันปันมาเจอโม่โฉวสิ”“ปู่!” ชายหนุ่มตำหนิด้วยน้ำเสียงเข้ม “เวลานี้สุขภาพของปู่สำคัญที่สุด อย่าเพิ่งคุยเรื่องไร้สาระเลยน่า”‘เรื่องไร้สาระ! ใช่สิ! การแต่งงานมันคงเป็นเรื่องไร้สาระสำหรับเขาถึงได้หลบหน้าไม่มาเจอเธอ อ้อ! ยังมีเวลาแอบไปดูตัวเธอมาก่อนแล้วด้วย’โกรธก็ส่วนโกรธ เวลานี้อาการของปู่หลิวสำคัญที่สุด“ใช่ค่ะ คุณปู่ไปโรงพยาบาลก่อนดีกว่านะคะ”สาวใช้เข็นวีลแชร์มารอแล้ว ปู่หลิวไม่อยากไปโรงพยาบาลแต่ดูท่าทางจะขัดใจหลานๆไม่ได้ จึงยอมนั่งวีลแชร์ให้คนรับใช้







