Masuk“หน้าตาพี่ขี้เหร่ขนาดนายไม่คิดว่าพี่จะมีแฟนหรือไง”
“เปล่า” เขาหัวเราะเสียงดังก่อนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “พี่จะแต่งหรือไม่แต่งก็ไม่สำคัญ ถ้าพี่จะอยู่เป็นโสดผมก็จะดูแลพี่เองยังไงพี่ปันปันก็เป็นพี่สาวผมไปชั่วชีวิต”
“พูดแบบนี้พี่ซึ้งเลยนะเนี้ย”
“อ้าว พูดจริงจากใจเลยนะ”
“จ้าๆ พี่เชื่อ เอาล่ะ พี่ปฏิบัติภารกิจสำเร็จแล้ว กลับก่อนนะ”
“ครับพี่ กลับบ้านดีๆล่ะ”
พรนับพันยิ้มลาน้องชายแล้ว ศตพรเดินลงมาส่งพี่สาวที่ชั้นล่างของหอพัก เขาเห็นธารณ์นั่งรออยู่ที่โต๊ะม้าหินก็ยกมือไหว้
“สวัสดีครับพี่ธารณ์ ไม่รู้ว่าพี่มาด้วยเลยคุยกับพี่ปันปันนานไปหน่อย”
“ไม่นานหรอกครับ” ธารณ์ที่วันนี้อาสาเป็นคนขับรถให้พรนับพัน
“ฝากขอบคุณป้าฉลวยด้วยนะครับ หมูแดดเดียวชนะเลิศ”
ทั้งสามประสานเสียงหัวเราะแล้วลากันอีกครั้ง ธารณ์เดินมาเปิดประตูรถให้พรนับพันขึ้นไปนั่งแล้วรีบเดินมาฝั่งคนขับเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับบ้าน
“คุณปันปันอยากไปที่ไหนอีกไหมครับ” เขาถามด้วยความเคยชินขณะรถเคลื่อนออกมาสู่ถนนใหญ่แล้ว
“อยากไปดูโรงงานค่ะ เราแวะดูโรงงานก่อนกลับบ้านได้ไหมคะ”
“ได้อยู่แล้วครับ”
น้ำเสียงเหมือนอ่อนแรงของหญิงสาวทำให้ธารณ์เป็นห่วง เธอชอบมาดูโรงงานตั้งแต่ที่ตรงนี้เป็นที่ดินว่างเปล่าจนทุกวันนี้มีโรงงานผลิตยาสมุนไพรที่รอเปิดสายพานการผลิต ทุกครั้งเขาจะเห็นแววตาตื่นเต้นดีใจของเธอเสมอ แต่ครั้งนี้มันมีความเศร้าฉาบที่ดวงตาคู่นั้น
เมื่อรถมาถึง พรนับพันให้ธารณ์จอดรถด้านนอก เธอมองโรงงานของครอบครัวจากด้านนอก กระจกรถเลื่อนลงเพื่อมองได้ชัดขึ้น หญิงสาวคิดถึงเรื่องที่คุยกับปู่และพ่อเมื่อคืนนี้
‘ปันปันตัดสินใจแล้วค่ะ ปันปันจะลองไปเจรจากับคุณปู่หลิวดูก่อน ไปเจอผู้ชายคนนั้นสักครั้ง’
‘ก็ดี ความสุขชั่วชีวิตของหลาน หลานตัดสินใจเถอะ’ ปู่ถอนหายใจโล่งอกเพราะอย่างน้อยหลานสาวก็ไม่ได้ทิ้งขอเสนอของฝ่ายชาย
‘ปันไม่ต้องแต่งงานก็ได้นะลูก’ พ่อเริ่มลังเล พอคิดว่าลูกสาวที่รักดั่งแก้วตาดวงใจต้องไปอยู่ไกลตาแถมเป็นการแต่งงานด้วยเงื่อนไข ก็กลัวว่าลูกสาวจะถูกคนอื่นรังแกเอาได้ เขาเลี้ยงลูกทะนุถนอมในอุ้งมือจะให้คนอื่นมาทำร้ายได้อย่างไร ส่วนเรื่องโรงงาน ถ้ามันถึงที่สุดก็คงต้อง...
‘ถ้าแต่งงานโดยไม่เคยเจอหน้าหรือรู้จักกันเลยคงไม่ดีนัก แต่ถ้าได้เจอตัวเป็นๆ ลองดูท่าทีของฝ่ายนั้น ถ้า...ถ้าเขาไม่เลวร้ายจนเกินไป ปันปันก็จะแต่งงานกับเขาค่ะ’
หญิงสาวถอนหายใจ เธอตัดสินใจแล้ว ทำเอกสารลาออกจากงานจัดการเรื่องงานที่คั่งค้างและส่งตารางนัดหมายคนไข้ให้แพทย์คนอื่นช่วยรับช่วงต่อ เธอลาออกกะทันหันทำเอาอาจารย์หมอถึงกับตกใจมากเพราะไม่มีวี่แววว่าเธอจะลาออก
‘ถ้าบอกว่าลาออกไปแต่งงานจะหัวเราะไหมคะ’ เธอยิ้มทะเล้นเหมือนพูดเล่นแบบที่เธอชอบทำ
‘จริงรึ’ อาจารย์หมอถามอย่างไม่เชื่อนัก เพราะไม่เคยเห็นว่าที่สามีของพรนับพันเลย แม้รู้ดีว่าเป็นเรื่องส่วนตัวแต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้
‘ปันปันจะไปช่วยกิจการของครอบครัวค่ะ’
‘อ้อ เรื่องกิจการของที่บ้านเหรอ ก็ไม่น่าแปลกใจ เธอเองก็เป็นทายาทของตระกูลศุขไสยาศน์ หมอยาพื้นบ้านที่ได้รับการยอมรับและมีชื่อเสียง’
‘ค่ะ’
เอกสารลาออกของเธอจึงเรียบร้อยด้วยดี เพื่อนร่วมงานประหลาดใจไม่น้อย แต่เธอไม่ได้บอกใครเรื่องแต่งงาน เธอเองก็ไม่มั่นใจกับการแต่งงานครั้งนี้นัก เก็บให้เรื่องมันเงียบที่สุดน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่าให้คนอื่นรู้ว่าเธอแต่งงาน
คนที่เศร้าจนแสดงออกชัดเจนก็คือแม่ของเธอเอง แม่คงอยากปกป้องเธอสุดกำลังแต่จนใจที่ติดปัญหาเรื่องเงิน พรนับพันไม่ดูรูปหรืออ่านประวัติของผู้ชายคนนั้น เธอตั้งใจจะเดินทางไปพบเขาเอง ด้วยความสัมพันธ์อันดีของปู่หลิวกับปู่ทองอิน ครอบครัวทางนั้นคงไม่มีใครกล้ารังแกเธอแน่ ถ้าได้เจอกับผู้ชายคนนั้น...อาจตกลงเงื่อนไขการแต่งงานกันได้ เฮ้อ เธอถอนหายใจนับครั้งไม่ถ้วน เหมือนเตรียมตัวไปเจรจาธุรกิจ ไม่ใช่ไปดูตัวว่าที่สามีเลยสักนิด
“พี่ธารณ์ค่ะ กลับกันเถอะค่ะ” เจ้าของดวงตาคู่สวยเอ่ยขึ้นแล้วหันไปยิ้มให้เขา “ถ้าปันปันไม่อยู่ที่นี่ ฝากพี่ธารณ์ดูแลทุกคนและโรงงานแทนปันปันด้วยนะคะ”
“คุณปันปันจะไปไหนครับ” ธารณ์งุนงงกับคำพูดแปลกๆของเธอ แต่ก็สตาร์ทรถตามสั่งทันที
“ไปเจรจาธุรกิจค่ะ”
หญิงสาวหัวเราะเสียงใส ใช่สิ การแต่งงานที่ไม่ได้เกิดจากความรักและเต็มไปด้วยเงื่อนไขการเงินแบบนี้เรียกว่าเป็น ‘ธุรกิจ’ ก็เหมาะสมแล้ว เอาล่ะ ได้เวลาจัดกระเป๋าเดินทางไปเจอว่าที่สามีแล้ว
ไม่ใช่ครั้งแรกที่เดินทางมาต่างประเทศ แต่ครั้งนี้ไม่ใช่การมาท่องเที่ยวหรือมาแลกเปลี่ยนความรู้ในสายงานที่ทำอยู่ เป็นการเดินทางที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอ พรนับพันไม่ได้อ่านข้อมูลหรือแม้แต่ดูรูปว่าที่สามีของเธอเลย รู้เพียงจากที่คุณพ่อเล่าคราวๆ เพราะเธออยากรู้จักเขาด้วยตัวเอง บางทีเธออาจต่อรองกับเขาให้มาเป็นผู้ถือหุ้นในกิจการของเธอ แม้เรื่องนี้เป็นความหวังอันน้อยนิดแต่เธอก็ยังหวัง
หญิงสาวรับกระเป๋าเดินทางแล้วเดินมาที่จุดนัดหมาย เธอกวาดตามองเพียงครู่หนึ่งก็เห็นชายหนุ่มวัยประมาณยี่สิบห้าหรือยี่สิบหกถือป้ายกระดาษมีชื่อเธอเป็นภาษาไทย บนป้ายนั้นแถมยังมีรูปดอกไม้และสายรุ้งอีกด้วย ทำเอาเธอจะยิ้มก็ยิ้มไม่ออกหรือจะหัวเราะก็คงเสียมารยาทเกินไป
“ซา-หวัด-ดี-คับ” เสียงทักทายเป็นภาษาไทยแปร่งหูดังขึ้นทันทีที่เห็นพรนับพันเดินตรงไปหาเขา คงเพราะมีรูปเธอในโทรศัพท์มือถืออยู่แล้วจึงทักไม่ผิดคน
“สวัสดีค่ะ” พรนับพันยกมือไหว้ทักทายด้วยภาษาไทยก่อนตามด้วยภาษาจีน “คุณเป็นคนที่สกุลหลิวส่งมารับฉันหรือคะ”
“โอ้! คุณพูดภาษาจีนได้ด้วย” อีกฝ่ายดูท่าทางตื่นเต้นยิ่งกว่า “สวัสดีครับ ผมชื่อหลิวจิงถิงครับ เรียกจิงถิงก็ได้ เป็นเลขาคุณหลิวโม่โฉว”
“ฉันพูดภาษาจีนได้แต่ไม่คล่องนักแล้วก็คุณต้องพูดช้ากว่านี้หน่อยค่ะ” พรนับพันหัวเราะเบาๆ “คุณแซ่หลิวหรือคะ”
จิงถิงลูบท้ายทอยแก้เขินก่อนนึกขึ้นได้ก็รีบยื่นมือไปช่วยถือกระเป๋าให้หญิงสาว “ผมเป็นเด็กกำพร้าที่สกุลหลิวรับอุปการะและเมตตาให้ใช้แซ่หลิวครับ”
“นี่คงเปลี่ยนใจแกไม่ได้แล้วใช่ไหม” พ่อพูดขึ้น“ค่ะ จ๋าตั้งใจแล้ว”“ไม่เคยเห็นแกดื้อขนาดนี้เลยนะ” แม่ส่ายหน้าไปมา “เอาเถอะ เจ็บมาก็กลับบ้านก็แล้วกัน”“แต่เรื่องของแกกับแฟนนี่ พ่อกับแม่ต้องขอดูอีกหน่อยนะ”“ดูนานๆก็ได้ครับ อุ้ย!” กัมปนาถเผลอทำตัวเป็นเด็ก ปกติอยู่บ้านพูดล้อเล่นกับพ่อแม่ตัวเองได้จนเคยปากเสียแล้ว“พ่อกับแม่ยังไม่ได้ยอมรับหรอกนะ แต่ยังไงก็พาไปที่บ้านบ้าง” พ่อพูดเสียงดุเหมือนเดิม“ขอบคุณครับ คุณพ่อคุณแม่”จารวีรู้ดีว่านี่เป็นคำพูดที่ดีที่สุดของแม่และพ่อแล้ว หญิงสาวกลั้นน้ำตาแล้วหันไปยิ้มให้กัมปนาถ รู้สึกขอบคุณที่เขายอมอดทนและนั่งอยู่ข้างเธอแบบนี้ หลังจากรับประทานอาหารเสร็จพ่อกับแม่ก็ขอตัวกลับ ย้ำกำชับให้จารวีพากัมปนาถไปที่บ้านของพวกเขา“วันหยุดคราวหน้าพวกเราจะไปครับ”กัมปนาถยกมือไหว้พ่อกับแม่ของคนรัก ยืนส่งจนรถเก๋งเคลื่อนออกไปแล้วก็หันไปยิ้มและยักคิ้วให้จารวี “อะไรคะ” จารวีหรี่ตามอง ยิ้มแบบนี้มีเรื่องทุกที“ผมเก่งไหมล่ะ? ผ่านด่านคุณพ่อกับคุณแม่คุณได้แล้วนะ”“เข้าใจผิดแล้วล่ะ” เธอตบแก้มเขาเบาๆเหมือนหยอกล้อ “นี่แค่เริ่มต้นเท่านั้นเอง”“ยังไงก็ได้เริ่มแล้วละน่า” เขาช
เด็กหนุ่มหัวเราะแล้วหันไปยกมือไหว้พ่อแม่พี่สาวก่อนจะวิ่งตามไปรวมกลุ่มเพื่อนนักเรียนทุนที่จะขึ้นเครื่องบินไปญี่ปุ่นพร้อมกัน กัมปนาถปลุกกำลังใจให้ตัวเองก่อนหันไปยิ้มให้พ่อกับแม่ของคนรัก“ไปทานอาหารกันไหมครับ ผมรู้จักร้านอร่อยนั่งสบายแถวๆนี้”“ดี เหมือนเรามีเรื่องต้องคุยกันเยอะ” แม่ของจารวีเชิดหน้าขึ้น“ครับ ที่ร้าน... คุณพ่อกับคุณแม่รู้รู้จักไหมครับ ขับรถออกไปสิบนาทีน่าจะถึง ยังไงผมขับรถผมนำไปก่อนนะครับ” เขาบอกชื่อร้านกับทางที่ไป คุณพ่อพยักหน้ารับแล้วหนุ่มสาวก็แยกออกมาก่อน“ไหวไหมคะคุณเคน” จารวีล้อเขา ถ้าเขาถอดใจเธอก็ไม่ว่าอะไรหรอก“ไหวซิครับ ยังไงก็ต้องไหว รักลูกสาวเค้าแล้วนี่”กัมปนาถยิ้มให้กำลังใจตัวเอง ก็แน่ล่ะจะมีใครสักกี่คนที่เข้ามาและรักเขาในสิ่งที่เขาเป็นได้ล่ะ เมื่อพบแล้วก็อยากจะทำทุกอย่างเพื่อคนที่ตัวเองรักได้มีความสุขและสบายใจด้วยเหมือนกัน ไม่นานนักเขาก็มาถึงที่หมาย จารวีสั่งอาหารที่พ่อกับแม่ชอบไว้รอ เมื่อพ่อกับแม่มาถึง อาหารก็ถูกยกมาเสิร์ฟพอดี“ปลาค่ะ ของโปรดพ่อกับแม่”“ยังจำได้อยู่เรอะ” คุณพ่อทำเสียงดุ มีความน้อยใจและประชดในน้ำเสียงนั้น“โธ่! พ่อคะ ไว้หน้าจ๋าบ
“ผมบอกไม่ได้หรอกว่ารักตรงไหน แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่รวมเป็นคุณต่างหากที่ผมรัก”“ปากหวาน” เธอก้มหน้ายิ้มเขิน แล้วลุกขึ้นจากตักของเขา แต่ชายหนุ่มอ้าปากค้างสีหน้างุนงง“จ๋าจะจัดของเข้าตู้เย็น แล้วไปช่วยป้าอมรกับน้องอรค่ะ” เธอพูดไม่หันมามองเขา “บ่ายวันเสาร์คุณเคนสะดวกไหมคะ พาจ๋าไปส่งน้องชายที่สนามบินหน่อยซิ”“ได้ครับ ผมว่าง” ตอบเหมือนไม่ต้องคิดเพราะมันวันหยุดงานของเขาอยู่แล้ว“แต่คุณต้องเจอพ่อแม่จ๋าด้วยนะคะ”“ได้ครับ ยินดีและดีใจที่สุดเลยครับ”...................“คุณเคน เปิดประตูเดี๋ยวนี้นะ” จารวีเคาะประตูห้อง 301 หลายครั้งจนหงุดหงิด อึดใจต่อมาประตูค่อยๆเปิดออกแล้วคนที่อยู่หลังบานประตูโผล่หน้าออกมา หญิงสาวขมวดคิ้วทำหน้ายุ่ง“เราต้องไปส่งแจ็คที่สนามบินนะคะ ถ้าออกช้ากว่านี้ไปถึงเครื่องคงออกแล้ว” จารวีท้วงแล้วออกแรงดันประตูเข้าไป “เกิดอะไรขึ้นคะ”“ผมแค่ไม่มั่นใจว่าจะทำตัวถูกใจพ่อแม่ของคุณหรือเปล่า” ชายหนุ่มยืนถอนหายใจอย่างไม่รู้จะทำอะไรดีไปกว่านี้ จารวีถอยหลังครึ่งก้าว มองชายหนุ่มตรงหน้าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เขาสวมเสื้อยืดคอวีสีขาวทับด้วยเสื้อเชิ้ตสีน้ำตาลเข้ม กางเกงยีนส์สีน้ำเงิ
กัมปนาถลุกขึ้นไปเปิดโทรทัศน์ เปิดโปรแกรมต่างๆ ครู่ใหญ่ก็เอาเครื่องบังคับเกมส์มาให้เธอ ร่างสูงกำลังจะนั่งลงก็นึกอะไรได้ รีบวิ่งไปในครัวแล้วกลับมาด้วยน้ำอัดลมและขนมขบเคี้ยว “แบบนี้มันถึงจะครบสูตร”จารวีนั่งไหล่ชิดกับคนรัก เขาสอนเธอเล่นเกมส์ แรกๆ เธอแพ้เขา พอเล่นคล่องก็เริ่มสนุก เสียงหัวเราะของสองหนุ่มสาวทำให้คนเป็นพ่อแม่และปู่ย่าแง้มประตูออกมาดูโดยไม่ได้นัดหมาย แล้วก็ยิ้มออกมาเมื่อเห็นคู่รักนั่งเหยียดขายาวบนพื้น หลังพิงโซฟาและหัวเราะยิ้มให้กัน“รู้สึกเหมือนได้ลูกสาวเพิ่มเลยค่ะ” คุณแม่พูดยิ้มๆ“คงได้เลี้ยงหลานแล้วละมั้ง ว่าไงย่า ไหวไหม” ปู่หันไปถามย่า“ก่อนเลี้ยงหลานคงต้องเตรียมสินสอดก่อนละมั้ง” คุณพ่อส่ายหน้าไปมา“ไปเถอะ ปล่อยเด็กๆ เค้าอยู่ด้วยกัน” ย่าปรามให้ทุกคนกลับเข้าห้องตัวเองคืนนั้นสองหนุ่มสาวหลับไปที่ห้องรับแขกทั้งคู่ จารวีมารู้สึกตัวตอนเช้าตรู่ เขินอายที่เผลอหลับไปแล้วรีบวิ่งขึ้นไปชั้นบน เตรียมอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ แผนเดิมที่จะมาแค่วันเดียวกลายเป็นค้างคืนอย่างไม่ตั้งใจ เช้านี้เลยต้องรีบกลับ หญิงสาวออกจากห้องน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องนอนของกัมปนาถแล้วก็รู้สึกว่ามี
“ก็นิดหน่อยค่ะ”“ตาเปรมเป็นเพื่อนตาเคนมาตั้งแต่เด็ก ก็เด็กผู้ชายนั้นนะ เค้าก็เคยเห็นเพื่อนอกหักก็เลยเป็นห่วงเพื่อน อย่าไปโกรธตาเปรมเลยนะ”“ค่ะ หนูเข้าใจ”“อึดอัดใหม่ อยู่กับคนแก่คนเฒ่าแบบนี้”“ไม่ค่ะไม่ หนูไม่รู้สึกอึดอัดหรอกค่ะ หนูโตมากับพ่อแม่พี่น้องไม่ได้อยู่กับญาติผู้ใหญ่ค่ะ ท่านเสียไปนานแล้ว”“ตาเคนเค้านิสัยเหมือนเด็ก แถมติดครอบครัวอีก ขนาดย้ายไปทำงานไกลๆ ก็กลับมาบ้านทุกเดือน ยกเว้นถ้าไปทำงานต่างจังหวัดล่ะ”“ค่ะ ดูเค้างานยุ่งตลอด”จารวีกลั้นหัวเราะ ภายในใต้เสื้อเชิ้ตเรียบกริบและเนกไทสีเดียวกับกางเกง แต่พอเลิกงานทีไหร่ เขากลายเป็นเด็กหนุ่มที่ชอบเล่นเกมส์ออนไลน์ ไปร้านหนังสือก็อยู่ตรงมุมการ์ตูนญี่ปุ่น เสื้อยืดของเขาก็เป็นเสื้อลายซูปเปอร์ฮีโร่ แน่ละที่รู้เพราะเธอเป็นคนซักเสื้อให้เขานี่นะ“มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากัน ไม่เข้าใจกันก็ถาม อย่าเก็บไปคิดคนเดียว” คนเป็นย่าให้กำลังใจ“คุณปู่กับคุณย่าแต่งงานมากี่ปีแล้วค่ะ”“โอ๊ย! หกสิบปีแล้ว ปู่อยากโสดย่าก็ไม่ยอมทิ้งปู่เสียที” คนเป็นปู่พูดขึ้นเรียกเสียงหัวเราะจากคนฟัง“ก็แก่ขนาดนี้ไม่มีใครเอา ย่าก็เลยต้องอุทิศตัวเองดูแลปู่ไงล่ะ” ย่าหัว
“กูกลัวมึงโดนผู้หญิงหลอก มึงมันใจอ่อนโดนหลอกมากี่หนแล้ว”กัมปนาถลดหมัดลงแล้วทิ้งลงข้างตัว “นั้นมันหลายปีแล้ว แล้วก็ตั้งแต่สมัยเรียนด้วย”“ก็กูเป็นห่วงมึง”“ขอบใจ แต่กูดูแลตัวเองได้ แล้วกูมั่นใจว่าจ๋าไม่ใช่คนแบบนั้น หรือถ้าวันหนึ่งจะเป็นจริงๆ ก็เป็นเพราะกูเต็มใจเอง” “กูอยากขอโทษผู้หญิงของมึง”“ไม่เป็นไร กูบอกเอง มึงกลับไปก่อนแล้วกัน กูไม่รู้กูจะอารมณ์ดีได้นานแค่ไหน”เปรมมองไปทางที่เห็นจารวีเดินไป แล้วพยักหน้าอย่างยอมรับ เขามองผู้ใหญ่ในบ้านแล้วยกมือไหว้เดินคอตกออกไปเงียบๆ พ่อตบไหล่ลูกชายเบาๆ“ดีแล้วลูก เคนก็รีบไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ จะได้มาดูแฟนตัวเอง”“ครับพ่อ”กัมปนาถวิ่งขึ้นชั้นบนของบ้าน หยิบเสื้อผ้าชุดใหม่ของตัวเองแล้ววิ่งไปอาบน้ำล้างคราบโคลนออก ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยใจร้อนรนก่อนจะวิ่งลงมา พ่อพยักหน้าให้อย่างรู้ทัน สายตาเขากวาดไปในห้อง ก็ตะลึงงันไปกับภาพที่เห็น หญิงสาวตัวเล็กในชุดผ้านุ่งสีสดใสกับเสื้อผ้าฝ้ายแขนกุด ผมยาวยังชื้นน้ำอยู่ แม่ส่งเสียงกระแอมไอทำให้ลูกได้สติ ยิ้มเขินๆเดินเข้าไปใกล้“เสื้อผ้าของแม่สมัยสาวๆ เอาให้หนูจ๋าใส่ไปก่อน” แม่พูดยิ้มๆแม้จะผ่า
“ไม่ได้ลำบาก” เขาขับรถมุ่งหน้าไปตามเส้นทางที่นัดหมายไว้ ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบนาที แต่น้ำท่วมถนนอย่างนี้ รถเคลื่อนตัวได้ช้า “รถเราสูงก็จริงแต่เพื่อไม่ให้รถดับ พี่ต้องปิดแอร์รถนะ”“ค่ะ”“เรานี่พูดน้อยจริงๆ” ตุลาเคาะนิ้วกับพวงมาลัยรถเล่น ก่อนเข้ามารับขวัญข้าวเขาแวะซื้อของที่ต้องเอา
“น่าจะชอบนะครับ” เขาก็ไม่แน่ใจ ปกติพรนับพันแทบไม่เคยไปเที่ยวไหน ชีวิตเธอมีแค่เรียนกับทำงาน แล้วก็มีแค่ช่วงที่เป็นแพทย์อาสาที่ต้องไปต่างจังหวัดนานหลายเดือน“ว๊า! นึกว่าคุณลุงจะรู้เสียอีก ไม่เป็นไร ผมไปถามคุณพ่อก็ได้” เด็กชายวัยห้าขวบแย้มยิ้มจนดวงตาหยีเล็ก “แย่จริงๆ ผมมารบกวนคุณลุงแล้ว อาหารกลางวั
“มีอะไรหรือเปล่า” หลิวโม่โฉวถามด้วยรอยยิ้ม เขารับรู้ได้ว่าสายตาคู่หนึ่งจับจ้องการเคลื่อนไหวของเขาแทบตลอดเวลา เขาเช็ดผมจนแห้งแล้วเดินมานั่งใกล้ๆ กลิ่นหอมสมุนไพรลอยอบอวลในห้องเป็นกลิ่นที่เขาคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก “เปล่าค่ะ” เธอส่ายหน้าแล้วหลบดวงตาคมปลาบคู่นั้น เธอจัดการใช้ผ้าขนหนูซับน้ำท
“คุณไม่คิดจะส่งต้าเหนิงเข้าโรงเรียนปกติหรือคะ” เธอถามเพราะเป็นห่วง“ทำไม? ต้าเหนิงเกะกะสายตาคุณหรือไง”“ไม่ใช่เสียหน่อย” เธอลุกขึ้นแล้วจ้องหน้าเขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ต้าเหนิงเป็นเด็กฉลาดหรือจะเรียกเด็กอัจฉริยะก็ได้ แต่เขาก็แค่เด็กชายอายุห้าขวบ เขาต้องมีเพื่อนมีสังคมแบบที่เด็กห้าขวบควรมี”“เรื่