Masuk“ทำไมเดี๋ยวนี้คุณอยู่บ้านล่ะ เมื่อก่อนไม่ค่อยกลับบ้านเลยนี่ ตอนนี้ฉันเป็นภรรยาคุณแล้วคุณกลับไปใช้ชีวิตปกติได้แล้วมั้ง”“ก็เพราะคุณเป็นภรรยาผมไง ผมเลยต้องมาติดแหงกอยู่ในบ้านแบบนี้” ใช่ ปกติเขาอยู่เพนท์เฮ้าส์ เดือนหนึ่งจะกลับบ้านครั้งสองครั้ง แม้จะคิดถึงลูกแต่เรื่องงานทำให้เขาปลีกตัวมาไม่ได้ แต่ตอนนี้ปู่ก็ล้มป่วยอีก ถ้าเขาไม่กลับมานอนบ้านก็คงกลายเป็นหลานอกตัญญู จึงยอมใช้เวลาเดินทางมากกว่าปกติและให้เลขาจัดตารางงานให้เหมาะสม เพราะตอบโต้คนตัวโตไม่ได้ หญิงสาวแอบแลบลิ้นใส่แต่เขากลับประสาทสัมผัสไวหันมามองเห็นทันลิ้นน้อยๆ ของเธอยื่นออกมา พรนับพันสะดุ้งโหยงรีบเบือนหน้าไปอีกทาง ทำให้ไม่ทันเห็นรอยยิ้มขบขันบนใบหน้าของชายหนุ่มแต่ท่าทางของคนทั้งสองอยู่ในสายตาของปู่หลิวจิ้นอัน เป็นจริงดั่งคำทำนายของซินแส ดวงชะตาของพรนับพันทำให้บ้านนี้หลุดพ้นเมฆหมองดำที่ปกคลุมจริงๆ เพราะมีหนูปันปันอยู่ บ้านจึงสดใสและคนยิ้มยากอย่างหลิวโม่โฉวก็ยังยิ้มออกมาหลิวโม่โฉวปล่อยมือหญิงสาวแล้วเข้าไปประคองให้ปู่ขึ้นนอนบนเตียง เขาจ้างพยาบาลพิเศษมาค่อยดูแลคุณปู่อย่างใกล้ชิดอีกด้วย“ต้าเหนิงนอนกับคุณปู่ทวดได้ไหมครับ” เด็กชายออด
“คุณไม่คิดจะส่งต้าเหนิงเข้าโรงเรียนปกติหรือคะ” เธอถามเพราะเป็นห่วง“ทำไม? ต้าเหนิงเกะกะสายตาคุณหรือไง”“ไม่ใช่เสียหน่อย” เธอลุกขึ้นแล้วจ้องหน้าเขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ต้าเหนิงเป็นเด็กฉลาดหรือจะเรียกเด็กอัจฉริยะก็ได้ แต่เขาก็แค่เด็กชายอายุห้าขวบ เขาต้องมีเพื่อนมีสังคมแบบที่เด็กห้าขวบควรมี”“เรื่องนั้นผมรู้ ผมปรึกษากับจิตแพทย์เด็กแล้ว ปีหน้าจะส่งเขาเข้าโรงเรียน”“ค่ะ” เขาเป็นพ่อเป็นคนตัดสินใจ ส่วนเธอคงได้แค่แนะนำตามสมควร ดวงตาคมกวาดตามองทั่วร่างของหญิงสาวแล้วเผยสีหน้าไม่พอใจ “คุณผอมไปนะ อาหารที่บ้านไม่ถูกปากรึ?”“ผอมอะไรคะ” เธอก้มมองตัวเอง “ฉันก็กินอิ่มนอนหลับสบายดีค่ะ”“ถ้าคิดถึงอาหารเมืองไทย ผมให้เชฟไทยมาทำอาหารให้คุณได้”“ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เอ่อ...ถ้าอย่างนั้นให้ฉันเข้าครัวบ้างก็พอ”“คุณจะเข้าไปทำอะไรในครัว”“ฉันไม่ไปถล่มกลัวคุณหรอกน่า แต่อยากทำอะไรเผ็ดๆ แซ่บๆ กินบ้าง”“อย่าทำอะไรที่มันไม่เหมาะสมกับตำแหน่งนายหญิงหลิวเลย” ตามประวัติที่ให้นักสืบเอกชนไปสืบมา เธอไม่ใช่คนชอบทำอาหาร เกรงว่าการเข้าครัวของเธอจะสร้างปัญหาเสียมากกว่า“แค่ทำอาหารกินเอง มันลำบากขนาดนั้นเลยเหรอ” แน่นอนว่าเ
“อ๊ะ!”“ชู่ว์” เขาส่งเสียงเตือนไม่ให้เธอร้องเสียงดัง แล้วรั้งร่างเล็กมาแนบอก“คุณจะทำอะไร” เธอดิ้นขลุกขลักแต่ไม่กล้าขยับตัวแรงเพราะกลัวต้าเหนิงตื่น เธอกับต้าเหนิงเพิ่งจะเข้ากันได้ดี ไม่อยากทำให้เด็กน้อยคิดว่าเธอพยายามเป็น ‘แม่ใหม่’ให้เขา“นอน”เสียงเขากระซิบอยู่ริมหู ลมหายใจอุ่นร้อนทำให้เธอร้อนผ่าวไปทั่วใบหน้า โชคดีที่ในห้องมีเพียงแสงสลัวไม่อย่างนั้นเขาคงเห็นเธอหน้าแดงแล้ว“คุณอยากนอนก็นอนกับต้าเหนิงสิ ฉันจะกลับไปนอนที่ห้อง”“จะเดินไปเดินมาด้วยกันทำไม ก็นอนที่นี่แหละผมก็จะนอนด้วย” เขาพูดแล้วก็ดึงกอดรัดพลิกร่างเธอลงมานอนบนเตียงโดยไม่โดนตัวลูกชายที่หลับใหลไปก่อนแล้ว“ฉัน...ฉันนอนแบบนี้ไม่ได้” เธอพยายามผลักเขาออก แต่ท่อนขากำยำพาดกดเรียวขาเธอไว้“ก็ลองนอนดูก่อน จะได้ชิน”“คุณ!” เธอแยกเขี้ยวใส่เขา ถ้าขู่ได้คงทำแล้ว “เราแต่งงานกันแค่ในนามไม่จำเป็นต้องนอนด้วยกัน ฉันจะกลับไปนอนห้องของฉัน”“ก็ทำให้มันสมจริงสมจังหน่อยสิ คุณปู่จะได้เชื่อ” เขากอดรัดร่างนุ่มนิ่มแน่นขึ้น แรกทีเดียวแค่อยากแกล้งเธอเล่น แต่พอได้กอดแล้วกลับไม่อยากปล่อยมือ “นอนด้วยกันแบบนี้ พรุ่งนี้คนรับใช้ก็เอาไปคุยกันทั้งคฤหาสน์แล้
“เวลาคุณว่าง่ายไม่ดื้อก็น่ารักดีนะ”“ทำไมฉันรู้สึกไม่อยากให้คุณเห็นว่าฉันน่ารักล่ะ” เธอเบ้ปากใส่ “อิ่มแล้วค่ะ เราไปซื้อของกันเถอะ”“คุณนี่ไม่รู้จักเอาอกเอาใจสามีเลยนะ”“แค่กินข้าวเที่ยงจะเอาอะไรอีกคะ ปกติเวลาทำงานฉันกินข้าวไม่เกินสิบนาทีเอง”“ได้ ถ้าอย่างนั้นไปเลือกเสื้อผ้ากัน ชุดของคุณ...มันเชยไปหน่อยนะ”“เขาเรียกชุดสุภาพค่ะ” เธอแลบลิ้นใส่เขา “คุณต้องมีเสื้อผ้าเยอะกว่านี้ ผมเห็นคุณใส่วนๆซ้ำๆ อยู่แค่ไม่กี่ชุด”“อ้อ! นี่คุณสนใจฉันด้วยเหรอคะ นึกว่าทำตัวเป็นอากาศธาตุที่มองไม่เห็น” ใช่สิ เธอพยายามจะเจอเขาตั้งหลายครั้ง แต่เขากลับหลบเลี่ยง นี่ถ้าไม่เพราะคุณปู่ล้มป่วย เขาคงไม่โผล่มาให้เห็นหรอกเป็นผู้หญิงที่น่าสนใจดี เขาได้แต่ยิ้มขำกับท่าทางของภรรยาหมาดๆ คนนี้...เขาไม่เคยลืมภรรยาที่ตายจากไป วิกเตอเรียเป็นผู้หญิงที่ให้ความรู้สึกสงบสบายใจ แต่พรนับพันคือความสดใสร่าเริง หลิวโม่โฉวรู้สึกไม่ยุติธรรมกับพรนับพันนัก เธอไม่ควรถูกเปรียบเทียบกับผู้หญิงคนไหน แต่เขาก็อดเปรียบเทียบไม่ได้จริงๆ พรนับพันไม่ใช่สาวสายแฟชั่น เธอแต่งกายเรียบง่ายมาแต่ไหนแต่ไร เมื่อต้องมาเลือกซื้อเสื้อผ้า เธอก็ได้แต่ยืนงงในห
“ดีจริงๆ” ปู่หลิวแตะหลังมือของหลานสะใภ้ “ออกจากโรงพยาบาลแล้ว ปู่จะมอบของขวัญให้นะ” “ขอแค่คุณปู่แข็งแรงดีก็เป็นของขวัญให้หนูแล้วค่ะ” หลิวโม่โฉวปรายตาไปทางภรรยาหมาดๆของเขา ไม่ว่าเธอจะพูดด้วยความจริงใจหรือประจบประแจงแต่ก็ทำให้คุณปู่มีความสุข เขายกแขนขึ้นวาดวงแขนโอบร่างเล็กเข้ามาแนบชิด คนตัวเล็กไม่ทันตั้งตัวพยายามขืนตัวไม่เอนไปทางเขา แต่แรงของผู้ชายย่อมเยอะกว่าเธอจึงตกอยู่ในวงแขนของเขาราวคู่รักแสนหวาน “คุณปู่พักฟื้นให้ร่างกายแข็งแรง แล้วเตรียมตัวผ่าตัดได้เลยนะครับ” “ไอ้หลานคนนี้เอะอะก็ให้ผ่าตัดอยู่นั้นแหละ” ปู่หลิวทำฮึดฮัดเหมือนเด็กน้อย ทำให้พรนับพันเผลอหัวเราะออกมา “คุณหลิวเป็นห่วงคุณปู่ต่างหากล่ะค่ะ ต้าเหนิงก็เป็นห่วงคุณปู่” “ไม่ทันไรพูดเข้าข้างกันแล้ว” ปู่หลิวหัวเราะชอบใจ “ทำไมเรียกคุณหลิวล่ะ เป็นสามีภรรยากันแล้วเรียกโม่โฉวหรืออาโม่ก็ได้” “เธอคงยังไม่ค่อยเข้าใจนะครับ” หลิวโม่โฉวยักคิ้วให้ ใบหน้าที่เรียบนิ่งอยู่เสมอกลายเป็นหนุ่มน้อยขึ้นมาทันทีที่ได้หยอกล้อคนข้างๆ “จริงสิ ปู่ก็ลืมไป โม่โฉวก
หลิวโม่โฉวเห็นแววตามุ่งมั่นของอีกฝ่ายแล้วก็ยิ้มมุมปาก ท่าทางเหมือนนักศึกษาเพิ่งจบใหม่ไม่เหมือนหมอเลยสักนิด ถึงจะเป็นแพทย์แผนไทยประยุกต์ก็เถอะ เขายังจำตอนที่เดินเข้าไปนั่งให้เธอตรวจได้ดี มีความอ่อนโยนและจริงใจที่เขาสัมผัสได้ ในวินาทีนั้น เขาก็ได้ตัดสินใจยอมรับเธอเป็นภรรยาตามที่ปู่เสนอแล้ว “คุณหลิวคิดยังไงคะ” เธอถามหลังพรีเซนต์เสร็จ “คุณจะต้องเสียเวลาทำเอกสารนำเสนอพวกนี้ทำไม ก็แค่รับเงื่อนไขแต่งงานกับผมตามที่คุณปู่เสนอ” พูดไปตั้งเยอะ วนมาเรื่องนี้อีกแล้ว เธอเบ้ปากแล้วสูดลมหายใจลึกๆ ก่อนพูดไปตามที่ใจคิด “คุณคิดว่าการแต่งงานคืออะไรคะ เราไม่ได้รู้จักกัน ไม่ได้รักกัน หรือคุณเชื่อที่คุณปู่บอกว่าดวงฉันส่งเสริมครอบครัวของคุณจริงๆเหรอ” “คุณพูดแบบนี้แสดงว่าไม่เชื่อ” คิ้วเข้มเลิกขึ้นเป็นเชิงถาม แต่แววตาขบขัน “ฉันเป็นแพทย์แผนไทยประยุกต์ แต่ไม่ได้เชื่อเรื่องดวงชะตาอะไรพวกนั้น” เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ “และใช่...ฉันต้องการเงิน ดูแล้วคุณต่างหากที่เป็นฝ่ายส่งเสริมฉัน” เขาปิดแฟ้มเอกสาร “สกุลหลิวคือหนึ่งในสิบส







