เข้าสู่ระบบคำพูดของรามยังคงตกตะกอนและวนเวียนอยู่ในหัวของฉันตลอดทางกลับจากสนามแข่งในตอนนั้น ประโยคสั้น ๆ ที่แฝงไปด้วยแรงกดดันมหาศาลอย่าง “ถ้ารู้ว่ากลัวแล้ว ก็อย่าเข้ามาใกล้โลกแบบนี้มากนัก” ยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท
ทั้งที่เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบและติดจะเฉยชาเหมือนการบอกเล่าเรื่องลมฟ้าอากาศทั่วไป แต่ไม่รู้ทำไมมันถึงได้ทำหน้าที่เหมือนหนามแหลมที่ทิ่มแทกความคิดของฉันให้หยุดนิ่งอยู่กับที่มากกว่าที่ควรจะเป็น
รถของคอปเตอร์เคลื่อนตัวออกจากเขตสนามแข่งตอนเข็มนาฬิกาชี้ไปที่เกือบห้าทุ่ม แสงไฟสปอร์ตไลต์ในสนามที่เคยสว่างจ้าค่อย ๆ จางหายไปเหลือเพียงความมืดมิดของถนนชานเมือง เพลงที่ตอนแรกออกอาการตื่นเต้นจนพูดไม่หยุดปากเหมือนคนดีดอะดรีนาลีน
ตอนนี้กลับยอมแพ้ต่อความอ่อนล้าและหลับคอพับคออ่อนอยู่เบาะหลังไปเรียบร้อยแล้ว เจตเองก็นั่งไถโทรศัพท์ดูรูปในสนามเงียบ ๆ ส่วนคอปเตอร์ก็ทำหน้าที่สารถีที่ตั้งใจขับรถฝ่าความมืดโดยไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา
มีเพียงฉันที่ยังคงนั่งเหม่อมองภาพสะท้อนของไฟสนามแข่งผ่านกระจกหลัง จนกระทั่งมันกลายเป็นจุดแสงเล็ก ๆ และหายลับตาไปในความมืดมิดของราตรี
“มึงโอเคปะขวัญ” เสียงทุ้มของเจตดังขึ้นเบา ๆ ท่ามกลางความเงียบในรถ
ฉันสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะละสายตาจากกระจกหลังมามองเพื่อน “หือ... ทำไมเหรอ”
“ตั้งแต่ออกจากสนามมามึงดูเงียบผิดปกตินะ” เจตตั้งข้อสังเกตพลางมองสบตาฉันผ่านกระจกมองหลัง
“ก็ปกติ... กูแค่เหนื่อยนิดหน่อย”
“ไม่ปกติหรอก มึงคิ้วขมวดจนจะผูกโบได้อยู่แล้ว”
คอปเตอร์หัวเราะเบา ๆ จากเบาะคนขับก่อนจะเสริมขึ้นมา “ปล่อยมันเถอะเจต สงสัยยัยขวัญยังช็อกกับความเร็วของพี่รามไม่หายหรอก โลกของวิศวะสายโหดมันแรงเกินกว่าเด็กนิเทศจะรับไหวในวันเดียวจริง ๆ นั่นแหละ”
ฉันไม่ได้เอ่ยปากเถียง เพราะลึก ๆ ในใจก็ยอมรับว่าสิ่งที่คอปเตอร์พูดมันมีส่วนถูกเกินครึ่ง ฉันไม่เคยพาตัวเองไปอยู่ใกล้อะไรที่ดูอันตรายและบ้าบิ่นขนาดนี้มาก่อน ทั้งสนามแข่งที่เต็มไปด้วยเสียงคำรามของเครื่องยนต์ รถแข่งที่วิ่งด้วยความเร็วสูงจนมองแทบไม่ทัน
ทีมช่างที่ทำงานกันอย่างบ้าคลั่ง และความกดดันที่แผ่ซ่านอยู่ในทุกอณูของพิท ทุกอย่างมันดูจริงจังและทรงพลังจนเกินภาพจำเดิม ๆ ที่ฉันเคยคิดว่าพวกทีม RED ENGINEERING เป็นแค่กลุ่มเด็กวิศวะรวย ๆ ที่ชอบแต่งรถโชว์ไปวัน ๆ
โดยเฉพาะผู้ชายที่ชื่อราม... ยิ่งฉันเห็นเขาอยู่ในสนามแข่งมากเท่าไหร่ ฉันยิ่งรู้สึกว่าเขาเป็นเหมือนปริศนาที่อยู่ไกลเกินกว่าจะเข้าใจ และโลกของเขาดูเหมือนจะมีกำแพงสูงชันที่กั้นคนนอกอย่างฉันเอาไว้อย่างแน่นหนา
เช้าวันจันทร์ มหาวิทยาลัยกลับเข้าสู่โหมดวุ่นวายตามฉบับวันเริ่มต้นสัปดาห์ เด็กปีหนึ่งเดินถือชีทเรียนหนาเตอะกันให้ว่อน ลานกิจกรรมที่เคยเงียบสงบในวันหยุดกลับเต็มไปด้วยกลุ่มนิสิตที่ออกมาซ้อมกิจกรรมงานเฟรชชี่กันอย่างคึกคัก เสียงประกาศจากลำโพงคณะนิเทศศาสตร์ดังแข่งกับเสียงดนตรีจากชมรมต่าง ๆ จนบรรยากาศดูโกลาหลไปหมด
ขณะที่ฉันกำลังเดินก้มหน้าก้มตาเข้าตึกเรียนพร้อมกับเพลงและเจต เสียงซุบซิบจากกลุ่มผู้หญิงที่ยืนจับกลุ่มอยู่ด้านหน้าตึกคณะก็ลอยมาเข้าหูอย่างเลี่ยงไม่ได้
“พวกมึงเห็นข่าวเมื่อคืนยัง พี่รามทีม RED ได้ Best Lap อีกแล้วนะในสนามซ้อมเมื่อวาน”
“เห็นแล้วจ้า! คลิปตอนแกหักหลบรถที่หมุนขวางแทร็กน่ะ โคตรเท่เลยมึง ใจนิ่งแบบสุด ๆ”
“ตอนนี้ทีม RED ดังระเบิดไปทั่วทวิตเตอร์แล้วนะ ใคร ๆ ก็อยากเข้าหาพี่แกทั้งนั้นแหละ”
เพลงที่เดินอยู่ข้าง ๆ หันขวับมามองหน้าฉันทันทีพร้อมกับรอยยิ้มกริ่มที่ดูมีเลศนัย “อุ๊ยตาย ดังใหญ่แล้วนะมึง คนรู้จักมึงน่ะขวัญ”
“เขาไม่ใช่คนรู้จักกูสักหน่อย” ฉันรีบปฏิเสธเสียงแข็ง
“อ้าว แล้วถ้าไม่ใช่คนรู้จัก จะให้เรียกว่าอะไรคะคุณเพื่อน”
“ก็แค่... รุ่นพี่คณะอื่นที่บังเอิญเจอเฉย ๆ”
เจตที่เดินตามมาหลุดหัวเราะออกมาทันที “โอ้โห ตอบแบบพยายามตัดความสัมพันธ์ได้โล่มากเลยมึง แต่กูว่านะ คนที่สนามเมื่อวานน่าจะคิดไปไกลกว่ารุ่นพี่รุ่นน้องแล้วว่ะ”
ฉันขี้เกียจจะเถียงต่อเลยตัดสินใจเดินหนีพวกมันเข้าห้องเรียนก่อนจะโดนแซวไปมากกว่านี้ แต่ดูเหมือนว่าต่อให้ฉันพยายามจะเมินเฉยต่อเรื่องของทีม RED ENGINEERING แค่ไหน ชื่อของกลุ่มนี้ก็ยังคงตามหลอกหลอนมาให้ได้ยินอยู่ดี แม้แต่ในห้องเรียนที่ควรจะสงบเงียบ
“ขวัญข้าว” เสียงของอาจารย์ประจำวิชาเรียกชื่อฉันขึ้นมาทำเอาฉันที่กำลังจดโน้ตเพลิน ๆ ถึงกับสะดุ้ง
“ค่ะอาจารย์ ”
“ช่วยออกมาพรีเซนต์ความคืบหน้างานโปรเจกต์ของกลุ่มเราตรงหน้าห้องหน่อยสิลูก”
“ได้ค่ะ...” ฉันลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปหน้าห้องด้วยอาการง่วงเหงาหาวนอนจากการปั่นงานดึก ก่อนจะเริ่มอธิบายรายละเอียดตามสไลด์ที่เตรียมไว้ ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเป็นปกติจนกระทั่งสายตาของฉันเหลือบออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่โดยบังเอิญ
แล้วฉันก็เห็นเขา ราม
เขากำลังเดินผ่านใต้ตึกคณะนิเทศศาสตร์พร้อมกับสมาชิกกลุ่ม RED แบบครบทีม ขุนทัพกำลังเดินคุยโทรศัพท์เสียงดังลั่นตามสไตล์หนุ่มใจร้อน จอมขวัญกำลังหัวเราะร่าพลางโบกมือทักทายกลุ่มผู้หญิงที่เดินสวนไปมา ส่วนวินทร์ถือโน้ตบุ๊กเดินคุยกับภูผาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
และแน่นอนว่าจุดศูนย์กลางของกลุ่มคือราม เขายังคงเดินนิ่ง ๆ ด้วยสีหน้าเรียบเฉยที่ดูเข้าถึงยากเหมือนเดิม แต่ที่มันแปลกและทำให้ฉันแทบจะลืมบทพูดคือจังหวะนั้น เขาเงยหน้าขึ้นมาพอดี
สายตาของเราสองคนสบกันผ่านกระจกใสของห้องเรียนชั้นสองแบบไม่ทันตั้งตัว ฉันชะงักไปหนึ่งวินาทีเต็ม ๆ เหมือนเวลาหยุดหมุน ก่อนจะรีบดึงสายตากลับมามองที่สไลด์พรีเซนต์ของตัวเองทันที หัวใจเต้นแรงขึ้นมาเสียดื้อ ๆ จนน่าหงุดหงิดตัวเองที่สุด
กลิ่นแป้งเด็กผสมกลิ่นน้ำมันเครื่องจาง ๆ คือมู้ดประจำวันหยุดของบ้านเราในตอนนี้ ‘เรซ’ ลูกชายวัยห้าขวบกำลังอยู่ในวัยกำลังซนและติดคนเป็นพ่อแจ ชนิดที่ว่าพี่รามเดินไปไหน เด็กชายตัวน้อยในชุดเอี๊ยมยีนส์ก็จะวิ่งเตาะแตะถือไขควงพลาสติกเดินตามหลังเป็นเงาตามตัว อย่างเช่นวันนี้ พี่รามกำลังก้ม ๆ เงย ๆ เช็กความเรียบร้อยของรถอยู่ที่ลานจอดรถคอนโด โดยมีลูกชายตัวน้อยนั่งยอง ๆ อยู่ข้างล้อรถ พลางใช้ไขควงของเล่นเคาะล้อเบา ๆ ขะมักเขม้น “พ่อครับ... ล้อรถคันนี้ซิ่งได้รึยังครับ” เสียงเล็ก ๆ เจือยแจ้วถามขึ้น ใบหน้ากลมดิบที่ถอดแบบพี่รามมาเป๊ะยิ้มแฉ่งจนตาหยี พี่รามละมือจากหน้าห้องเครื่องรถ ขยับตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะก้าวขาเดินมาหยุดตรงหน้าลูกชาย เขาทรุดตัวนั่งลงยอง ๆ ข้างลูก แววตาคู่คมกริบที่เคยดุดันเวลาอยู่ข้างนอก ตอนนี้กลับอ่อนโยนลงทันทีเมื่อจ้องมองไอ้ตัวแสบ “ยังครับ ต้องเช็กอีกนิดนึง” พี่รามตอบเสียงทุ้มเรียบ พลางเอื้อมมือหนาไปปัดคราบฝุ่นเปื้อนตรงแก้มยุ้ยของลูกเบา ๆ “เรซอยากซิ่งแล้วครับพ่อ พาเรซซิ่งหน่อย” เด็กชายตัวน้อยขยับเข้าไปกอดเข
เวลาหมุนผ่านไปเร็วมาก จากเด็กปีหนึ่งดื้อรั้นในวันนั้น ในที่สุดฉันก็เรียนจบและก้าวเข้าสู่วัยทำงานอย่างเต็มตัว และวันนี้คือวันที่ฉันตั้งตารอคอยมากที่สุดในชีวิต งานแต่งงานของเราถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่นที่สวนหลังบ้านพักตากอากาศริมทะเล สถานที่ที่พี่รามเคยใช้สวมแหวนจองฉันไว้เมื่อหลายปีก่อน แขกในงานส่วนใหญ่มีเพียงญาติผู้ใหญ่และกลุ่มเพื่อนสนิทที่ร่วมฝ่าฟันมรสุมกันมาตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย “โอ๊ย ยัยขวัญ! มึงสวยมาก สวยจนกูอยากร้องไห้” เพลงเดินเข้ามาชมในห้องแต่งตัว พลางทำท่าซับน้ำตา “มึงก็เว่อร์ไปเพลง” ฉันหัวเราะขำในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์แบบเรียบหรู “ไม่เว่อร์หรอก วันนี้เพื่อนกูขายออกอย่างเป็นทางการแล้ว” เจตเดินตามเข้ามาสมทบพร้อมคอปเตอร์ที่ถือกล้องเตรียมถ่ายรูปไม่หยุด เมื่อได้เวลาเริ่มงาน ฉันก้าวเดินออกไปท่ามกลางเสียงปรบมือและรอยยิ้มของทุกคน พี่ขุนทัพ วินทร์ พี่ภูผา และพี่จอมขวัญ ยืนส่งยิ้มยินดีมาให้จากฝั่งที่นั่งแขก และตรงปลายทางเดินนั้น... พี่รามในชุดสูทสากลสีดำสนิทกำลังยืนรอฉันอยู่ เขาต
“ไม่ชนครับ” “แต่หนูว่าใกล้มากเลยนะ” “ขวัญข้าว” “คะ” “มองไปไกล ๆ อย่าจ้องแค่หน้ารถ” ฉันเม้มปากนิดหนึ่งก่อนพยายามทำตาม รถค่อย ๆ เลี้ยวผ่านกรวยแรกไปได้จริง ๆ “เก่งมากครับ” ฉันหันไปมองเขาทันที “จริงเหรอ” “อือ” “หนูขับเก่งไหม” พี่รามนิ่งคิดเหมือนกำลังประเมินจริงจัง ก่อนตอบเรียบ ๆ “เก่งกว่าไอ้จอมขวัญตอนหัดแรก ๆ เยอะ” ฉันหลุดหัวเราะลั่นทันที “พี่ราม!” “จริงครับ วันแรกมันขับชนกรวยไปสามอัน” “แล้วพี่ว่าเขารอดมาได้ยังไง” “บุญมันเยอะ” ฉันหัวเราะจนแทบจับพวงมาลัยไม่อยู่ ส่วนพี่รามก็หลุดยิ้มชัดขึ้นตามไปด้วย หลังจากนั้นฉันลองขับวนอยู่ในสนามอีกหลายรอบ จากตอนแรกที่มือสั่นจนจับพวงมาลัยแทบไม่อยู่ ตอนนี้เริ่มกะระยะได้ดีขึ้นนิดหน่อยแล้ว พี่รามคอยนั่งสอนอยู่ข้าง ๆ ตลอด เวลาเข้าโค้งเขาจะคอยบอกจังหวะ เวลาฉันเริ่มตื่น เขาจะเอื้อมมือมาจับมือฉันเบา ๆ เหมือนส่งสัญญาณว่าไม่ต้องกลัว จนสุดท้ายฉันเริ่มผ่อนคลายลงจริง ๆ รถค่อย ๆ แ
“พี่ราม! หนูบอกให้เหยียบเบรกไง!” ฉันร้องเสียงหลงพร้อมรีบคว้าสายคาดนิรภัยไว้แน่นจนตัวแทบติดเบาะ ขณะที่รถสปอร์ตสีดำพุ่งโค้งผ่านกรวยยางในสนามซ้อมหลังอู่ด้วยความเร็วที่สำหรับพี่รามอาจเรียกว่าธรรมดา แต่สำหรับฉันมันเร็วเกินไปจนหัวใจแทบหยุดเต้น “พี่เหยียบแล้วครับขวัญข้าว” คนขับตอบเสียงเรียบ หน้าตานิ่งสนิทเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มือหนาหมุนพวงมาลัยหักหลบกรวยยางได้อย่างแม่นยำราวกับรถทั้งคันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเขา ฉันหันไปมองด้วยสีหน้าจะร้องไห้ “นี่เรียกว่าเหยียบเบรกแล้วเหรอคะ!” เสียงหัวเราะต่ำดังขึ้นในลำคอเบา ๆ ทันที “ถ้าพี่ไม่เบรก ป่านนี้เราหมุนไปกอดเสาแล้วครับ” “พี่ราม!” เขายิ่งหัวเราะกว่าเดิม ส่วนฉันได้แต่นั่งหน้าบูด มือเย็นเฉียบเพราะโดนลากมานั่งรถเล่นในสนามซ้อมแบบไม่ทันตั้งตัว จริง ๆ จุดเริ่มต้นมันเกิดจากตอนบ่าย ฉันนั่งดูพี่รามกับพี่ขุนทัพเซ็ตรถอยู่ในอู่ แล้วเผลอพูดขึ้นมาลอย ๆ ว่าอยากลองหัดคุมรถดูบ้าง เพราะเวลานั่งมองผู้ชายพวกนี้ทำงานกับรถแข่งทีไร มันดูเท่มากทุกครั้ง
“พวกไอ้ขุนทัพบอกว่า วันนี้เขาฮิตให้ดอกไม้กัน” พี่รามเงยหน้าขึ้นสบตาฉันตรงๆ “แต่พี่คิดว่า ดอกไม้มันอยู่ได้ไม่กี่วันก็เหี่ยว พี่เลยเอาสิ่งที่มีค่าที่สุดของพี่มาให้เราแทน” ฉันเม้มริมฝีปากแน่น มองเกียร์ตรงข้อมือตัวเองนิ่งๆ มันไม่ใช่เกียร์ใหม่เอี่ยม ตรงขอบมีรอยขีดข่วนเล็กๆ จากการใช้งานจริง สีเงินบางจุดเริ่มด้านลงตามเวลา แต่กลับยิ่งทำให้รู้ทันทีว่ามันสำคัญกับเขามากแค่ไหน สำหรับเด็กวิศวะ เกียร์ไม่ใช่แค่เครื่องประดับธรรมดา แต่มันคือสัญลักษณ์ของชีวิตช่วงมหาวิทยาลัย เป็นทั้งความทรงจำ ความผูกพัน และความภูมิใจของคนคนนั้น ยิ่งเป็นเกียร์ที่ผ่านการใช้งานจริงมาตลอดหลายปีแบบนี้ มันยิ่งมีค่ามากกว่าเดิมหลายเท่า “ฝากดูแลด้วยนะขวัญข้าว” น้ำตาฉันแทบไหลออกมาทันที ไม่คิดเลยว่าผู้ชายที่ดูไม่โรแมนติกที่สุดในโลกคนนี้ จะเลือกของขวัญชิ้นนี้ให้กับฉัน ไม่มีดอกไม้ ไม่มีคำหวาน แต่กลับเป็นสิ่งที่มีค่ากับเขาที่สุดจริงๆ ฉันขยับเข้าไปกอดรอบคอเขาแน่นทันที พี่รามชะงักไปนิด ก่อนยกแขนขึ้นกอดตอบช้าๆ อ้อมแขนของเขายังคงอบอุ่นและมั่นคงเสมอ อุ่นจนความเหนื่อย
หลังจากเรื่องราวฟ้องร้องฝั่ง Falcon จบลง ชีวิตนักศึกษาปีสองของฉันก็หมุนวนอยู่กับตารางเรียน คณะนิเทศศาสตร์เริ่มปล่อยบทเรียนหินๆ ออกมาทักทาย ไหนจะงานกลุ่ม โปรเจกต์ ถ่ายคลิป ตัดต่อ ไปจนถึงกิจกรรมคณะสารพัดจนแทบไม่มีเวลาหายใจ ส่วนพี่รามก็อยู่ในช่วงพักการแข่งขันอย่างจริงจัง เขาแวะเวียนเข้าอู่ RED ENGINEERING ทุกวัน แต่ขยับบทบาทจากคนหลังพวงมาลัยมาเป็นคนคุมทีม คุมงานเซ็ตรถ และดูแลช่างฝึกงานรุ่นใหม่แทน ถึงไม่ได้ลงสนามแข่งเองแล้ว แต่ชื่อ “ราม RED ENGINEERING” ก็ยังคงเป็นที่พูดถึงในวงการ ยิ่งหลังจบแมตช์ FINAL RACE วันนั้น คนทั้งวงการแทบไม่มีใครไม่รู้จักเขา แต่สำหรับฉัน รามในตอนนี้ต่างจากภาพจำของคนอื่นโดยสิ้นเชิง เวลาอยู่อู่เขาอาจจะดูนิ่ง ดุ และจริงจัง แต่เวลาอยู่กับฉันสองคน ผู้ชายคนนี้กลับกลายเป็นคนอบอุ่นอย่างน่าตกใจ เขาชอบมารับฉันหลังเลิกเรียนแทบทุกวัน วันไหนอู่ยุ่งจนปลีกตัวไม่ได้ ก็ยังโทรมาถามเสมอว่ากินข้าวหรือยัง เหนื่อยไหม หรือบางครั้งก็แอบซื้อโกโก้เย็นแก้วโปรดมาวางไว้ให้หน้าตาย ยัยเพลงชอบบ่นอยู่บ่อยๆ ว่า “มึงรู้ตัวมั้ย ว่าพี่รามแม่







