INICIAR SESIÓNเพียงสามวัน ชิงหลานก็สามารถลุกขึ้นจากเตียงและเดินไปมาได้ ท่านหมอเกาดีใจมาก เด็กน้อยที่ดูแล้วอาการร่อแร่กลับรอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์ เงินค่ารักษาก็ขอรับเพียงเล็กน้อย และยังมีน้ำใจมอบสมุนไพรบำรุงกำลังให้ชิงหลานอีกหลายห่อ
“เห็นชิงหลานแข็งแรงเช่นนี้ ข้าที่เป็นหมอก็พลอยมีความสุขไปด้วย ฮูหยินท่านนำสมุนไพรเหล่านี้กลับไปต้มให้นางกินเถอะ ตัวเล็กผอมบางเช่นนี้ต้องบำรุงกำลังอีกมาก”
จังฮูหยินน้ำตารื้น “พระคุณท่านหมอมาก ชีวิตนี้ข้าจะไม่มีวันลืม”
“อย่าได้คิดมาก เห็นบุตรสาวของท่านฟื้นจากความตายมาได้อย่างอัศจรรย์เช่นนี้ บอกตามตรงล้วนเป็นเพราะวาสนาของนาง ข้าเองก็มิได้ทำอันใดมาก”
“หากไม่มีท่าน หลานเอ๋อร์ของข้าก็คง.....”
“ไอหยา....ฮูหยิน อย่าได้เกรงใจ เป็นหน้าที่ของหมอที่ต้องช่วยชีวิตคน ได้เห็นบุตรสาวของท่านฟื้นคืนมาอีกครั้ง ข้าเองก็ดีใจมาก”
จังฮูหยินเห็นว่าบุตรสาวสีหน้าแจ่มใสร่างกายแข็งแรงก็ยินดีนัก เมื่อชิงหลานขอให้มารดาพาตนเดินเล่นที่ตลาดในเมืองหลวงก่อนกลับ จังฮูหยินจึงรับปาก ทั้งเห็นว่าเงินที่เตรียมมาไว้รักษาชิงหลานยังเหลือพอจะซื้อชุดใหม่ให้เด็กหญิงได้สองชุด
“มาถึงเมืองหลวงทั้งที่ ซื้อเสื้อผ้าให้เจ้าสักสองชุดกลับไปด้วยก็ดีเหมือนกัน ปีนี้ตัวเจ้าโตขึ้นอีก เสื้อผ้าชุดเก่าอีกไม่นานคงใส่ไม่ได้”
ชิงหลานก้มลงมองดูเสื้อผ้าแล้วก็ให้นึกทอดถอนใจ แม้ตัวตนเก่าของนางในสกุลเผยจะถูกกดขี่ แต่เสื้อผ้าที่นางใส่มิได้ซอมซ่อจนน่าสงสารอย่างชิงหลาน
เมื่อเห็นจังฮูหยินซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้ เด็กหญิงจึงยิ้ม
‘สองแม่ลูกสกุลชิงช่างน่าเวทนานัก กระทั่งเสื้อผ้าก็ยังต้องปะชุนเพื่อสวมใส่ ในขณะที่ข้า ผู้คิดว่าตนเองลำบาก อย่างน้อยท่านย่าก็ยังให้เสื้อผ้าใหม่ข้าปีละหลายชุด ต่อไปข้าต้องรู้จักคุณค่าของเสื้อผ้าให้มากขึ้น’
“หลานเอ๋อร์ แม่ขอโทษที่ปล่อยให้เจ้าต้องสวมเสื้อผ้าเก่าๆ อยู่หลายปี ปีก่อนอากาศหนาวเย็นเราต้องใช้เงินซ่อมแซมเครื่องนอนและผ้าห่ม”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะท่านแม่ แค่ข้าป่วย ท่านก็ลำบากมากพอแล้ว เอาไว้ข้าหายดี ข้าจะทำงานหาเงินช่วยท่านเอง”
ชิงหลานเห็นว่าจังฮูหยินเองประหยัดมาก แม้ชุดของนางจะสะอาดสะอ้านแต่ก็สีสันซีดเซียวลงไม่น้อย การพาบุตรสาวมารักษาตัวในเมืองหลวงครั้งนี้นางคงจะเลือกชุดที่ดีที่สุดเท่าที่จะมีได้มาแล้วกระมัง
เด็กหญิงมองดูจังฮูหยินด้วยความเห็นใจ อนุภรรยาในเรือนที่มีฮูหยินเอกโหดร้ายก็มักจะเจอชะตากรรมเช่นนี้
“หลบด้วย! หลบด้วย!” ขบวนมือปราบจำนวนมากที่ขี่ม้านำทางรถม้าคันใหญ่ที่ประดับด้วยผ้าขาวและดำร้องตะโกนสั่งผู้คนสองข้างทาง
ผู้คนสองข้างทางต่างชี้ชวนกันซุบซิบดูรถม้าสองคันที่วิ่งตามกัน
“นี่มันเกิดอันใดขึ้น”
“ว่าที่พระชายาขององค์ชายสิบห้าน่ะสิ! รถม้าตกหน้าผาสิ้นชีพไปพร้อมสาวใช้คนสนิท น่าอนาถนัก เห็นว่ากำลังเตรียมตัวจะเข้าพิธีอภิเษกสมรสอีกไม่กี่วันนี้แล้วแต่กลับต้องมาเคราะห์ร้าย พวกมือปราบก็เลยวุ่นวายกันยกใหญ่”
ชิงหลานยืนตะลึงอยู่ข้างมารดา แม้จะรู้ว่าตนเองเสียชีวิตไปแล้วทั้งยังได้เห็นสภาพอันสยดสยองของศพตนเองกับตาแต่นางก็อดจะน้ำตาไหลสังเวชในชะตากรรมของตนเองมิได้
คนที่ยืนรายรอบล้วนยืนยันว่านั่นคือศพของคุณหนูเผยที่กำลังจะเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับองค์ชายสิบห้าผู้เป็นพระอนุชาของหมิงฮ่องเต้[1]
‘ในเมื่อข้าตายไปแล้ว พันธะสัญญาแต่งงานก็คงถูกยกเลิก หรือไม่ สกุลเผยก็อาจจะคัดเลือกคุณหนูคนที่เหลือในจวนไปเสนอต่อราชสำนัก ช่างเถอะ...ถึงอย่างไรนับแต่นี้ก็ไม่เกี่ยวกับข้า’
จังฮูหยินได้ยินชาวบ้านวิจารณ์เรื่องสตรีที่เคราะห์ร้ายทั้งสองก็นึกเวทนา ครั้นก้มหน้าลงกลับได้เห็นบุตรสาวของตนน้ำตาไหลพราก ยืนโงนเงน คล้ายจะเป็นลมก็ตกใจ
“หลานเอ๋อร์! เจ้าเป็นอันใดไป” จังฮูหยินปล่อยมือทิ้งข้าวของลงพื้นก่อนจะหันไปประคองบุตรสาวที่บอบบางอย่างยิ่ง
ชิงหลานร่างทรุดลง จังเสี่ยวลิ่งเองก็ตกใจรีบตะโกนบอกคนรอบข้างให้ถอยออกไปให้หมด
บุรุษรูปร่างสูงโปร่งงามสง่าที่ขี่ม้าย่างเหยาะตามหลังขบวนรับศพว่าที่พระชายาหันมามองราษฏรที่ยืนล้อมกันอยู่ เขาดึงบังเหียนม้าให้หยุดต่อหน้าสองแม่ลูก
“เกิดอันใดขึ้น เหตุใดพวกเจ้าจึงขวางขบวนม้าของมือปราบเช่นนี้” หมิงเฉิงอวี่เอ่ยถาม
จังฮูหยินเงยหน้าขึ้นมองบุรุษรูปงามผู้นั้น ดูจากเครื่องแต่งกายและม้าตัวงามที่เขาขี่แล้วนางก็พอประเมินได้ว่าฐานะของเขาไม่ธรรมดา
“ขออภัยด้วยเถิดคุณชาย บุตรสาวของข้าร่างกายอ่อนแอเพิ่งหายป่วยจึงเป็นลมไป มิได้ตั้งใจจะขัดขวางขบวนของพวกท่านเลยจริงๆ”
มือปราบข้างหลังรีบวิ่งมาดูเหตุการณ์ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองบุรุษรูปงามบนหลังม้า “องค์ชายโปรดอภัย พวกข้าน้อยมิได้ดูแลกันผู้คนออกจากถนนให้ดีจึงได้เกิดเหตุนี้ขึ้นพะย่ะค่ะ”
“ไม่เป็นไร...พวกเจ้ารีบช่วยนางเถิด บุตรสาวของนางเป็นลมไปแล้ว” ดวงตาหงส์ของหมิงเฉิงอวี่มองสองแม่ลูกที่กำลังประคองกันอยู่พื้นถนน
“พะย่ะค่ะ”
จังฮูหยินได้ยินมือปราบเรียกบุรุษบนหลังม้าเช่นนั้นก็ตกตะลึง รีบโขกศีรษะขออภัย “หม่อมฉันขออภัยองค์ชาย หม่อมฉันมีตาหามีแววไม่ ล่วงเกินองค์ชายเสียแล้วเพคะ”
“ช่างเถิดเรื่องเล็กน้อย รีบพาบุตรสาวเจ้าไปหาหมอเถิด” องค์ชายสิบห้าปรายตามองเด็กหญิงในอ้อมกอดของสาวใช้ที่นั่งคุกเข่าอยู่ใกล้ๆ แวบหนึ่งก่อนจะชักบังเหียนม้าจากไป
มือปราบที่ยืนตัวสั่นอยู่ใกล้ๆ รีบเรียกรถม้าคันข้างหลังให้รับชิงหลานพร้อมด้วยมารดาและจังเสี่ยวลิ่งไปยังโรงหมอท่านหมอเกา
ครั้นไปถึงท่านหมอเกาก็บอกเพียงให้ชิงหลานนอนพักผ่อนสักครู่ไม่นานก็จะดีขึ้น จังฮูหยินกับสาวใช้จึงได้แต่ถอนหายใจอย่างโล่งอก
“เฮ้อ! ค่อยยังชั่วข้านึกว่าคุณหนูจะเป็นเหมือนเมื่อวานเสียอีก” สาวใช้ระบายลมหายใจ
“สบายใจได้ ชิงหลานเพียงแค่เสียใจจนหมดแรงไปเท่านั้น ว่าแต่เกิดเหตุอันใด ทำให้นางเสียใจเช่นนี้” ท่านหมอเกามองเด็กหญิงด้วยความข้องใจ
จังฮูหยินเบือนหน้าจากบุตรสาวหันมาตอบท่านหมอ “พวกเรายืนดูขบวนมือปราบที่นำศพว่าที่พระชายาองค์ชายสิบห้ากลับเข้าเมือง จู่ๆ หลานเอ๋อร์ก็น้ำตาไหลแล้วเป็นลมไป”
หมอเกาทำหน้าฉงน “พวกท่านรู้จักผู้ตายหรือ”
จังฮูหยินกับเสี่ยวลิ่งส่ายศีรษะพร้อมกัน “ไม่รู้จัก”
“อืม...ช่างเป็นเรื่องแปลกเสียจริง”
ครั้นบุตรสาวได้สติกลับมา จังฮูหยินจึงว่าจ้างรถม้าให้กลับไปส่งพวกตนที่อำเภอเฉิน[2]
อำเภอแห่งนี้เผยมู่ซีเคยเห็นในแผนที่ อยู่ไม่ห่างจากเมืองหลวงมากนัก เล่าลือกันว่าวัดพระโพธิสัตว์ที่อำเภอนี้คือสถานที่ที่หมิงฮ่องเต้และฮองเฮาทรงค้นพบขุมทรัพย์ทองคำของอดีตฮ่องเต้และได้นำทองเหล่านั้นมาใช้ในการสร้างเขื่อนป้องกันภัยน้ำท่วมและแห้งแล้ง
เรือนของสกุลชิงในอำเภอเฉิน เดิมใช้อยู่อาศัยมาหลายสิบปี กระทั่งทายาทรุ่นที่สามเข้าไปเป็นขุนนางในราชสำนักและสร้างจวนใหญ่โตในเมืองหลวงจึงทิ้งที่นี่ไว้โดยคนดูแลสามคน แม้จะไม่ใหญ่โตอย่างจวนสกุลเผยแต่เผยมู่ซีก็เห็นว่าเป็นเรือนที่มีขนาดใหญ่เพียงแต่ใหญ่โตเกินกว่าที่คนสี่คนจะช่วยกันดูแลไหว อีกอย่างเรือนหลังเล็กที่มีล้วนโยกโย้จะพังแหล่มิพังแหล่
ปีก่อนมีพายุเข้าทำให้เรือนหลายหลังพังไปบางส่วน แม้จังฮูหยินจะให้คนดูแลเรือนแจ้งไปยังจวนสกุลชิงที่เมืองหลวงแล้วแต่กลับมิมีผู้ใดออกมาซ่อมแซม ยังดีที่มีเรือนอีกสามหลังพอใช้การได้ พวกนางและบ่าวรับใช้ผู้นั้นจึงได้แบ่งปันอาศัย
จังฮูหยินเดินนำหน้าบุตรสาวไปยังเรือนนอนที่ขนาดเล็กกว่าเรือนนอนของเผยมู่ซีในชาติที่แล้ว เรือนนี้มีห้องนอนสามห้องมีทางเดินเชื่อมต่อไปยังเรือนหลังกลางที่เป็นห้องโถงใหญ่
ความทรงจำเดิมของชิงหลานบอกให้เผยมู่ซีได้รู้ว่าในตอนที่มาอยู่ที่นี่ ปีแรกอากาศหนาวเย็น จังฮูหยินกับ เสี่ยวลิ่งจึงได้ย้ายเอาครัวมาไว้เรือนเล็กที่อยู่ติดกับเรือนใหญ่รับแขกหลังนี้เพราะพวกนางมีคนเพียงสามคน
ส่วนเรือนของบ่าวรับใช้เพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ก็ยังอยู่ที่เดิมด้านท้ายจวน อีกสองปีต่อมา จังฮูหยินจึงให้คนดูแลเรือนผู้นั้นย้ายมานอนที่เรือนที่ใกล้เข้ามาอีก
“ที่นี่คงไม่มีผู้ใดมาสนใจพวกเราอีกแล้ว เรือนใหญ่โตมีเพียงพวกเราสี่คนก็มาอยู่ใกล้กันสักหน่อยเถิด หากเกิดปัญหาจะได้เรียกกันได้ทัน”
ผู้ดูแลเรือนมีนามว่า ‘ลู่ฮั่น’ เป็นบุรุษอายุสามสิบห้าที่ยังมิได้แต่งงานเขาเป็นกำลังหลักของเรือนสกุลชิงที่อำเภอเฉินแห่งนี้ ยังดีที่เขาแข็งแรงจึงช่วยตัดฟืนเผาถ่านและตักน้ำ ทำให้จังเสี่ยวลิ่งไม่ต้องลำบากมากนัก
เผยมู่ซีรู้สึกได้ถึงความซาบซึ้งที่หลานเอ๋อร์รู้สึกต่อเหล่าลู่ ในยามที่คนของบ้านใหญ่มาตรวจเรือนเดิม เหล่าลู่จะทำทีเหมือนไร้น้ำใจไม่คอยช่วยเหลืองานเพื่อมิให้คนของฮูหยินใหญ่เพ่งเล็ง หากว่าเหล่าลู่แสดงท่าทีช่วยเหลือสองแม่ลูก ฮูหยินใหญ่ก็จะไล่เขาให้ไปทำหน้าที่อื่นเหมือนกับบ่าวรับใช้สองคนก่อนหน้านี้
เมื่อกลับถึงจวน ลู่ฮั่นเห็นชิงหลานดูสดใสกว่าตอนที่ออกไปจากอำเภอเฉินก็ยิ้มกว้าง
“คุณหนูขอรับ สีหน้าดีอย่างนี้ เห็นทีท่านหมอเกาคงจะเป็นหมอเทวดาสมคำร่ำลือ”
[1] หมิงฮ่องเต้ พระเอกจากเรื่อง ซือซือฮองเฮาพันโฉม
[2] อำเภอเฉิน ถูกกล่าวถึงในเรื่อง ซือซือฮองเฮาพันโฉม
องค์ชายสิบห้าที่หน้าเหวอ ชิงหลานเงยหน้าขึ้นสบสายพระเนตรของคนร่างสูงที่ยืนมองอยู่ พอเห็นเขาหน้าเสีย นางก็รีบเอ่ยกลบเกลื่อน “วันพรุ่งนี้ตอนบ่ายหลังจากวาดฝาผนังเสร็จหม่อมฉันจะวาดภาพองค์ชายให้ก็แล้วนะกันเพคะ ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนกับพู่กันกล่องนี้” “อืม...ดี!” หมิงเฉิงอวี่เห็นว่าดึกพอสมควรแล้วจึงได้เดินออกมาลาเจ้าของจวนกลับเรือนรับรอง ก่อนจะเสด็จขึ้นรถม้าทรงหันรับสั่งกับจังฮูหยินว่าพรุ่งนี้จะส่งช่างมาซ่อมทางเดินในเรือนให้จังฮูหยินอึกอักเกรงพระทัย ทว่าองค์ชายกลับกล่าวตัดบทว่าเป็นค่าตอบแทนที่ทำอาหารอร่อยถวายพระองค์“หากว่าฮูหยินสำนึกพระคุณของข้าจริง ก็ช่วยทำอาหารอร่อยๆ ให้ข้ากินตลอดระยะเวลาที่ข้าต้องอยู่อำเภอเฉินก็แล้วกัน”จังฮูหยินได้ยินก็นิ่งอึ้ง ค้อมศีรษะ “เพคะ”ชิงหลานก้มหน้าถอนหายใจแรง เห็นทีนางจะสลัด หมิงเฉิงอวี่ไม่หลุดได้ง่ายๆ ท้ายรถม้าทรงประทับลับตาไปแล้ว จังฮูหยินจึงหันมาบุตรี “หลานเอ๋อร์ เจ้าเห็นหรือไม่ องค์ชายทรงมีเมตตาเพียงใด ทรงจะส่งคนงานมาช่วยเราซ่อมเรือนเสียด้วย แค่เพียงทำพระกระยาหารถวายเท่านั้นเอง” “เรายังรู้จุดประสงค์
องค์ชายทอดพระเนตรปลาเปรี้ยวหวานตัวใหญ่ในจานเปลบนโต๊ะกับหมูผัดผักก็แปลกพระทัย พระเนตรของพระองค์เต็มไปด้วยคำถาม ต้นพระขนงเลิกขึ้นเล็กน้อย ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปาก เจ้าของบ้านก็รีบอธิบาย “วันนี้เหล่าลู่ตกปลาตัวใหญ่ได้มาสองตัวเพคะ หม่อมฉันก็เลยทำปลาเปรี้ยวสำหรับถวายองค์ชายและอีกตัวก็ให้คนตกได้ ส่วนผักพวกนี้เสี่ยวลิ่งเป็นคนปลูกไว้หลังเรือน หม่อมฉันซื้อเนื้อวัวมาเมื่อเช้าจึงได้คิดทำผัดผักให้พระองค์ได้ทรงลองเสวยเพคะ คราวก่อนมิได้เตรียมตัวให้ดี หม่อมฉันขอประทานอภัย” หมิงเฉิงอวี่ทรงหันไปทางชิงหลานเห็นนางก้มหน้าเม้มปากก็พอจะทราบว่าคราวก่อนคงเป็นเพราะนางไม่อยากให้ตนมาเยือนที่จวนนี้อีกจึงได้คิดกลั่นแกล้ง “อืม...ปลาเปรี้ยวหวานของท่านกลิ่นหอมดีเหลือเกิน ข้าลงมือก่อนก็แล้วกัน สำหรับอาหารมื้อนี้ข้าต้องตอบแทนอย่างเหมาะสม” “ขอบพระทัยเพคะ” ชิงหลานแอบเอื้อมมือไปจับหัวเข่ามารดาบีบเบาๆ เป็นเชิงถามว่าเหตุใดจึงต้องทำอาหารต้อนรับอย่างดีเลิศเช่นนี้ จังฮูหยินตบหลังมือบุตรสาวเบาๆ ให้นางรู้ว่านี่คือสิ่งที่สมควรทำแล้ว องค์ชายสิบห้าเพลิดเพลินในรสชาติของอา
ผ่านไปเกือบสองชั่วยาม ชิงหลานก็วางพู่กัน เสี่ยวลิ่งรีบเก็บอุปกรณ์วาดภาพที่ต้องทำความสะอาดออกไปนอกอาคาร ท่าทางบีบนวดมือ โยกศีรษะผ่อนคลายนั้นทำให้องค์ชายสิบห้าลุ้นว่านางจะยังเจ็บมืออยู่หรือไม่ ทว่ากลับไม่กล้าเอ่ยปากถามออกไป “เสี่ยวลิ่งไปกันเถอะ ป่านนี้ศิษย์พี่คงรอแล้ว” “เจ้าค่ะ” เสี่ยวลิ่งรีบเก็บอุปกรณ์วาดภาพใส่กล่องแล้วเอาไปเก็บในตู้ นางหันไปหิ้วเอาปิ่นโตอาหาร ยืนเตรียมพร้อม องค์ชายสิบห้าทรงลุกขึ้นยืนรอให้นางทั้งสองเตรียมตัวเสร็จเรียบร้อย “วันนี้ข้าจะตามพวกเจ้าไปจวนสกุลชิงด้วย” “ขออภัยเพคะองค์ชาย หม่อมฉันนัดหมายกับศิษย์พี่ไว้แล้ว องค์ชายจะทรงเปลี่ยนเป็นวันพรุ่งนี้ได้หรือไม่เพคะ ” “ไม่ได้!”แค่ได้ยินคำว่า ‘ศิษย์พี่’ หมิงเฉิงอวี่ก็รู้สึกเหมือนมีความร้อนสายหนึ่งพุ่งปรี๊ดจากเท้าไปถึงศีรษะจึงเผลอร้องเสียงดังออกมาครั้นคิดได้ก็รีบปรับท่าทีเสียใหม่ “ข้าหมายถึง ข้าเตรียมขนมสำหรับจะเอาไปฝากจังฮูหยินเอาไว้แล้ว หากเป็นพรุ่งนี้ก็อาจจะไม่อร่อยเท่าวันนี้” ชิงหลานเผลอชักสีหน้า “เพคะ ถ้าเช่นนั้นก็เสด็จไปที่จวนสกุลชิงเถิด ท่านแม่ข
“เช่นนั้น พ่อบ้านลู่ผู้นี้ก็เก่งกว่าหัวหน้ามือปราบหลิว น่าสนใจอย่างที่เจ้าบอกจริงๆ ด้วยกังซือเฉิน...เจ้ากับจงเหยียนไปสืบฐานะของเหล่าลู่ผู้นี้ให้ชัดเจนที” “พะย่ะค่ะ” “นอกจากมีดสั้นเล่มนั้นแล้ว จั๋วเหรินหาวมิได้ให้สิ่งอื่นกับนางอีกใช่หรือไม่” กังซือเฉินที่กำลังคิดเรื่องพ่อบ้านลู่ถึงกับชะงักไปชั่วครู่เพราะคาดไม่ถึงว่า องค์ชายจะทรงสนพระทัยเรื่องที่คุณชายจั๋วมอบของขวัญให้กับคุณหนูชิง “นอกนั้นก็มีแค่ขนมกับอาหารที่เอาไปฝากจังฮูหยินที่จวนพะย่ะค่ะ” “ดี! กังเฉินเจ้าไปเตรียมกล่องขนมดอกกุ้ยฮวาเอาไว้ พรุ่งนี้ข้าจะเอาไปฝากจวนสกุลชิง” องครักษ์กังก้มหน้าลอบยิ้มเล็กน้อย องค์ชายเร่งรัดภารกิจที่เมืองหลวงที่แท้ก็ทรงเป็นห่วงสถานการณ์ที่อำเภอเฉินนี่เอง คุณหนูชิงผู้นี้ยังไม่ปักปิ่นก็ถูกจองโดยไม่รู้ตัวเสียแล้ว วันก่อนเขาถูกสั่งให้ไปซื้อขนมดอกกุ้ยฮวาจากภัตตาคารก็เพราะองค์ชายต้องการเอามาชิงเอาความดีความชอบจากสาวน้อยจิตรกรนี่เอง ยามเที่ยงของวันต่อมา ชิงหลานกำลังขะมักเขม้นในการวาดรูปจนมิได้สนใจว่ามีเสียงฝีเท้ามาหยุดอยู่ด้านหลัง ร่างสูงโปร่ง
กังซือเฉินองครักษ์หนุ่มผู้รับคำสั่งให้ตามดูแลคุณหนูชิงอยู่ห่างๆ จึงมิกล้าย่างกรายเข้าไปในจวนโดยพลการ คืนนี้คุณชายน้อยจั๋วมาส่งนางแล้ว เขาก็กลับเรือนพักรับรองได้องค์ชายสิบห้าสั่งให้เขากับสหายอีกคนรั้งอยู่ที่อำเภอเฉิน เขาทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้คุณหนูชิง ส่วนสหายองครักษ์อีกคนคอยตรวจตราความเรียบร้อยในวัดลู่เซี่ยนเพราะองค์ชายไม่ต้องการให้เกิดความผิดพลาดกับภาพวาดฝาผนังในวิหารเก้าเทพและส่วนที่ต้องบูรณะ หลังจากได้เห็นฝีมือจัดการกับโจรย่องเบาของเหล่าลู่แล้ว กังซือเฉินก็รู้สึกข้องใจในฝีมือของคนผู้นี้ในตอนสายหลังจากคุณหนูชิงไปนั่งวาดภาพที่วัดแล้ว เขาจึงลอบมาดูที่จวนสกุลชิงดูว่าแต่ละวันของเหล่าลู่นั้นทำสิ่งใดบ้าง เมื่อเห็นว่าพ่อบ้านประจำจวนหาบน้ำผ่าฟืนด้วยความคล่องแคล่วก็รู้สึกประหลาดใจก่อนตะวันจะตรงหัว เหล่าลู่จะอุ่นอาหารแล้วตั้งโต๊ะไว้รอจังฮูหยิน ส่วนตัวเหล่าลู่จะเข้าไปกินในครัวเพียงผู้เดียว จากนั้นก็ย่องออกไปทางประตูเล็กหลังจวน วันนั้นครบกำหนดที่คุณหนูชิงจะต้องตามศิษย์พี่ไปหาอาจารย์หลังป่าไผ่ชานเมืองลู่ฮั่นซ่อนม้าตัวเก่งไว้เรือนเล็กที่อยู่ห่างกำแพงจวนไปเล็กน้อย เขาค
ชิงหลานตื่นก่อนฟ้าสางเพื่อฝึกวรยุทธ์ นางต้องทบทวนกระบวนท่าที่จอมยุทธ์ลู่สอนไว้ทุกๆ สามวันในยามที่ต้องเดินทางไปเรือนของอาจารย์ ศิษย์พี่จะเป็นเตรียมม้าอีกตัวไว้รอนางที่หน้าเหลาสุรา และเพื่อมิให้รบกวนเวลาวาดภาพของนาง จอมยุทธ์ลู่จึงได้กำหนดให้นางไปพบในตอนเลิกงานจอมยุทธ์ลู่และศิษย์พี่คอยสอนนางอยู่จนมืดค่ำ หลังจากที่ทะลวงการเดินลมปราณให้นางแล้ว ชิงหลานสามารถต่อกระบวนท่าได้อย่างคล่องแคล่วและรวดเร็ว นางจดจำวิทยายุทธ์ในชาติก่อนของตนได้ทั้งหมด เพียงแต่ไม่อาจจะแสดงตนให้ผู้ใดรู้ว่า นางเก่งขึ้นมาในเวลาอันสั้น “เจ้าก้าวหน้าเร็วนัก! ฝึกไม่ถึงสิบวันฝีมือของเจ้าเท่ากับข้าตอนที่เรียนปีแรกแล้ว”จั๋วเหรินหาวทั้งแปลกใจทั้งดีใจ นางเก่งเกินกว่าทุกคนที่เขาเคยเห็น ที่ผ่านมานางมีแต่นอนป่วย เหตุใดจึงได้ฝึกวรยุทธ์ได้รวดเร็วราวกับเคยฝึกมาก่อนหลายมี แต่ส่วนหนึ่งในใจเขาก็นึกดีใจที่นางร่างกายแข็งแรงขึ้นมาก คุณชายน้อยจั๋วมีภาระทางใจอันลึกซึ้งที่ต้องดูแลนางให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ “เย็นนี้ ศิษย์พี่จะเลี้ยงเนื้ออบข้าอีกหรือไม่” “เจ้าอยากกินอะไรข้าก็เลี้ยงทั้งนั้น” ชิงหลาน







