เข้าสู่ระบบจังฮูหยินก้มลงมองสีหน้าของบุตรสาวที่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียงด้วยรอยยิ้ม คงจริงอย่างที่มีคนกล่าวไว้....เมื่อรู้ทุกข์จึงจะรู้สุข....
เมื่อวานนางคิดว่าตนเองต้องสูญเสียบุตรสาวเพียงคนเดียวไป หัวใจราวถูกควักออกมาจากอก ทว่าวันนี้ราวกับได้ของมีค่าที่สุดในโลกมนุษย์มาไว้ในกำมือ
ชิงหลานบุตรสาวคนเดียวของนาง นับตั้งแต่ตกลงไปในแม่น้ำยามฤดูหนาวปีที่อายุย่างแปดขวบ แม้จะช่วยชีวิตไว้ได้แต่ก็กลายเป็นเด็กป่วยกระเสาะกระแสะ จากเด็กหญิงร่าเริงและซุกซนกลับต้องเก็บตัวอยู่แต่ในห้องเพราะร่างกายไม่อาจทนแดดทนลมได้ จังฮูหยินได้แต่มองความหงอยเหงาของบุตรสาวด้วยดวงใจทุกข์ตรม
เงินทองที่มีไม่มากนักถูกเอามาใช้เป็นค่ารักษาไปจนหมดสิ้น จังฮูหยินเจ็บปวดใจที่ไม่อาจพาบุตรสาวมารักษากับหมอในเมืองหลวงได้ มีเพียงท่านหมอฉินในอำเภอเฉินที่หยิบยื่นความช่วยเหลือ
ท่านหมอฉินแห่งอำเภอเฉินแม้จะมิได้มีวิชาแพทย์สูงส่งแต่กลับมีเมตตายิ่งใหญ่คอยหยิบยื่นยาสมุนไพรเพื่อพยุงอาการของบุตรสาวให้มิได้ขาด ทำให้ชิงหลานยังคงมีชีวิตสืบต่อมาได้
ก่อนหน้านี้ชิงหลานเคยฝากตัวเป็นศิษย์ของอาจารย์เหยียนบัณฑิตอาวุโสร่ำเรียนเขียนอ่านอยู่ในเรือนของนายอำเภอเฉินร่วมกับบุตรหลานผู้มีอันจะกิน ทว่าหลังจากอุบัติเหตุครานั้น หลานเอ๋อร์ก็จำต้องเก็บตัวอยู่แต่ในเรือนมิได้ย่างเท้าออกไปที่ใดอีก
ห้าปีของความเจ็บป่วย เด็กหญิงทำได้เพียงนั่งๆ นอนๆ อยู่ในห้องนอนเพราะร่างกายนางอ่อนแอเกินจะโดนอากาศที่แปรปรวนภายนอกได้ อาศัยว่าจังฮูหยินเป็นผู้อ่านออกเขียนได้จึงสอนบุตรสาวจนนางเขียนอ่านได้คล่อง เวลาส่วนใหญ่ของชิงหลานจึงหมดไปกับการอ่านหนังสือที่อาจารย์เหยียนนำมาให้หยิบยืม
“หิวน้ำ...” เสียงแผ่วเบาแหบแห้งทำให้จังฮูหยินยิ้มออกมาได้ ในที่สุดบุตรสาวของนางก็ฟื้นเสียที
“หลานเอ๋อร์ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ” ฮูหยินลูบศีรษะบุตรสาวด้วยความรักใคร่
“ท่านแม่ ข้าหิวน้ำ”
จังฮูหยินรีบรินน้ำชาใส่จอกเล็กๆ จ่อที่ริมฝีปากของชิงหลานทันที สองวันแล้วที่บุตรสาวของนางดื่มได้เพียงน้ำกับน้ำข้าว ไม่ว่าจะกินอาหารใดเข้าไปชิงหลานล้วนอาเจียนออกมาจนหมด
ยามนี้จังฮูหยินปล่อยให้จังเสี่ยวลิ่งไปกินข้าวอาบน้ำเสียก่อนแล้วค่อยมาผลัดเวรกันดูแลเด็กหญิง
“ข้าอยากกินข้าวกับหมูผัด” หลังจากดื่มน้ำไปสามจอก ชิงหลานก็เอ่ยออกมา จังฮูหยินได้ยินเช่นนั้นก็รีบละล่ำละลักรับปาก
“เจ้ารอแม่สักครู่ เดี๋ยวแม่ไปสั่งที่โรงเตี๊ยมข้างๆ ให้เจ้า”
เมื่อสตรีผู้นั้นออกจากห้องไป เผยมู่ซีจึงมองไปรอบๆ นับตั้งแต่ ลืมตาขึ้นมานางก็เห็นใบหน้างดงามนั้นเฝ้ามองด้วยความห่วงใย ครั้นยกมือสองข้างขึ้นดู มือของนางกลายเป็นมือของเด็กหญิงที่อายุยังไม่ถึงวัยปักปิ่น นางลุกขึ้นนั่ง มองซ้ายมองขวา ในห้องนี้ไม่มีกระจกให้ส่องดูใบหน้า เผยมู่ซีจึงสะบัดผ้าห่มออกมองดูขาของตน
‘ข้ามีขาและเท้า....ไม่ใช่ดวงวิญญาณอีกต่อไปแล้ว’
เมื่อทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อนหน้านี้ นางจะจำได้ว่าตนเองถูกแสงสีทองของผ้ายันต์ในมือเด็กหญิงดูดเข้าไป
...นี่นางเข้ามาอยู่ในร่างของเด็กหญิงผู้นั้นเสียแล้ว....
เผยมู่ซีคิดถึงนิยายที่นางเคยฝากบ่าวรับใช้ซื้อมาจากตรอกคนโฉด คุณชายท้ายตรอก[1]เคยเขียนเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับการกลับชาติมาเกิด นางอ่านแล้วนึกสงสัยว่าชาติหน้ามีจริงหรือไม่ บัดนี้นางตายไปแล้วจริงๆ แต่วิญญาณกลับมิได้ไปเกิดใหม่อย่างที่คุณชายท้ายตรอกกล่าวไว้
ยามนี้มาอยู่ในร่างของเด็กหญิงผู้หนึ่ง...มิรู้ว่าเช่นนี้เรียกเกิดใหม่หรือไม่ แต่หากจะนับจริงๆ นี่ก็คือชาติที่สองของนาง
ร่างกายของชิงหลานผู้นี้ผอมบางนัก เรี่ยวแรงที่นางอยากจะใช้ให้ได้ดั่งใจก็ไม่มี เห็นทีนางคงต้องใช้เวลาฟื้นตัวอีกพักใหญ่ สตรีที่เรียกตนเองว่าแม่ผู้นี้ดูแล้วใจดีมีเมตตา เผยมู่ซีคิดว่าคงจะอยู่กับท่านแม่ในชาติใหม่ได้อย่างมีความสุข
“คุณหนูฟื้นแล้ว นับว่าสวรรค์เมตตาจริงๆ” สาวใช้ที่เผยมู่ซีเห็นบนรถม้ากรากมาข้างเตียง
ชิงหลานที่มีเผยมู่ซีอยู่ในร่างได้แต่ยิ้มแห้งๆ มิได้ตอบกลับไป นางยังไม่รู้สาวใช้ผู้นี้มีชื่อใด ได้แต่รอให้พวกเขาเรียกชื่อกันและกันก่อน
บทบาทคนป่วยมิได้เล่นยาก ตอนที่นางอยู่จวนสกุลเผยก็เสแสร้งอยู่บ่อยๆ นางจึงทำท่าอ่อนแรง ยกมือขึ้นเกาะแขนสาวใช้เอาไว้
“คุณหนูเหนื่อยหรือเจ้าคะ นอนลงพักผ่อนก่อนเถิด ท่านไม่ได้กินอาหารตั้งสองวันก็คงจะไร้เรี่ยวแรง”
จังเสี่ยวลิ่งประคองคุณหนูผู้บอบบางแทบจะเห็นกระดูกลงนอน สายตาของสาวใช้เต็มไปด้วยความรักและเวทนาจนเผยมู่ซีรู้สึกได้
‘ร่างเดิมของข้าแหลกเหลวไปแล้ว เห็นทีคงต้องอาศัยร่างนี้อยู่อีกนานเลยเทียวหรือไม่ก็อาจจะกลายเป็นเด็กคนนี้ไปเลย’
ครั้นนอนลง ชิงหลานก็หลับตา ดวงจิตเผยมู่ซีพิจารณาดูว่าในร่างกายนี้มีวิญญาณอื่นอยู่อีกหรือไม่ แต่กลับไม่พบผู้อื่นอยู่
วิญญาณของชิงหลานหายไปที่ใด หรือว่าจะหายไปเหมือนเยว่หยวนจุนที่นางไม่มีโอกาสได้บอกลา
เมื่อนางนอนนิ่งๆ ความทรงจำของเด็กหญิงก็ค่อยๆ พร่างพรูมาในหัวให้ได้รับรู้
ความสุข ความทุกข์ ความรัก ความชัง ความปรารถนาและความห่วงใยที่เกิดขึ้นในชีวิตของเด็กหญิงชิงหลาน ดวงวิญญาณเผยมู่ซีได้สัมผัสอย่างถึงแก่น ทำให้นางร้องไห้ออกมาโดยไม่รู้ตัว
นางเคยคิดว่าชีวิตตนเองในตระกูลเผยน่าสงสารนัก...แท้จริงยังมีชีวิตของชิงหลานที่น่าสงสารยิ่งกว่า!
พลันเผยมู่ซีรู้สึกว่าตนเองนึกอยากจะใช้ชีวิตในร่างของชิงหลานผู้นี้ให้ดีและทำให้ชีวิตของจังฮูหยินและเสี่ยวลิ่งสาวใช้ผู้แสนดีสุขสบายยิ่งกว่าเดิม
“หลานเอ๋อร์หลับไปแล้วหรือ ” จังฮูหยินหิ้วเอาปิ่นโตไม้มาด้วย
เสี่ยวลิ่งที่ซับน้ำตาให้คุณหนูด้วยความเป็นห่วงหันไปมองผู้เป็นนายแล้วส่ายหน้า จังฮูหยินถลาเข้าไปวางปิ่นโตไม้ลงกับพื้น
“หลานเอ๋อร์ เจ้าเจ็บที่ใด บอกแม่เร็วเข้า!”
ชิงหลานลืมตาขึ้นมองสตรีตรงหน้าด้วยความเห็นใจ ความทรงจำของชิงหลานทำให้เผยมู่ซีรู้จักคนรอบตัวเด็กน้อยผู้นี้ไปโดยปริยาย
จังฮูหยินกับบุตรสาวถูกขับไล่ให้ออกมาอยู่เรือนเดิมของสกุลชิงที่อำเภอเฉิน เรือนแห่งนี้เก่าแก่และทรุดโทรมยิ่ง เสื้อผ้า อาหารและเครื่องนอนล้วนไม่สมบูรณ์ อาศัยว่าจังฮูหยินได้รับการถ่ายทอดวิชาปักผ้าจากสกุลเดิม เถ้าแก่เนี้ยสกุลจางเห็นฝีมือแล้วพอใจจึงได้ว่าจ้างจังฮูหยินทำงาน ทำให้จังฮูหยินมีรายได้ประคับประคองครอบครัวเล็กๆ
เดิมทีจวนเก่าสกุลชิงมีผู้ดูแลสามคน แต่หลังจากผลักดันสองแม่ลูกมาอยู่ที่นี่ก็เหลือบ่าวรับใช้ไว้เพียงคนเดียว นั่นคือ พ่อบ้านลู่ ยังดีที่เขามีใจเมตตาคอยช่วยเหลือตัดฟืนเผาถ่านและตักน้ำให้ จังเสี่ยวลิ่งจึงไม่ต้องลำบากไปทำงานหนักเหล่านั้นเอง
“ข้าไม่เจ็บหรอก...ท่าน...แม่...” ชิงหลานเรียกออกมาอย่างยากเย็น
จู่ๆ ต้องมาเรียกหญิงแปลกหน้าด้วยสรรพนามเช่นนี้เผยมู่ซีอดจะกระดากมิได้ แต่ยังดีกว่าตอนเป็นเผยมู่ซีที่ได้เคารพเพียงป้ายวิญญาณของมารดา
จังฮูหยินรีบหยิบเอาชามข้าวและชามหมูผัดออกมาจากปิ่นโตไม้ “แม่เอาข้าวกับหมูผัดมาให้เจ้าแล้ว กินเสียสิ”
ตั้งแต่เมื่อวาน ในท้องชิงหลานมีเพียงน้ำ ครั้นได้กลิ่นข้าวหอมกรุ่นมีไอร้อนลอยวนพร้อมทั้งกลิ่นหมูผัดอันเย้ายวนจึงกลืนน้ำลายดังเอื๊อก
“หอมจริง ข้าจะกินให้หมดเลยเจ้าค่ะ”
จังฮูหยินกำลังจะตักป้อนนางแต่บุตรสาวกลับลุกขึ้นนั่ง มองหน้ามารดาด้วยแววตาห่างเหิน
“ท่านแม่ ข้าอยากกินเองเจ้าค่ะ”
“เจ้าไหวหรือ หลานเอ๋อร์”
“ให้เสี่ยวลิ่งช่วยถือชามหมูผัดให้ข้าก็พอเจ้าค่ะ”
เมื่อเห็นว่าร่างกายนี้ไม่อาจขยับลงจากเตียงได้อย่างที่คิด ชิงหลานจึงเปลี่ยนวิธี
เสี่ยวลิ่งรีบกุลีกุจอเข้ามานั่งใกล้ฉวยเอาชามหมูผัดจากจังฮูหยินไปถือไว้เสียเอง
“ฮูหยินไปพักเถิดเจ้าค่ะ ให้ข้าถือช่วยคุณหนูดีกว่า ท่านยังไม่ได้พักผ่อนตั้งแต่เมื่อคืนคงจะเพลียแย่”
จังฮูหยินพยักหน้าแล้วฝากให้สาวใช้ดูแล ส่วนนางก็ออกไปยังห้องพักในโรงเตี๊ยมที่เปิดเอาไว้เป็นนอนพักผ่อนและอาบน้ำ
“ท่านแม่ไม่ต้องห่วงข้า มีเสี่ยวลิ่งคอยดูแลก็พอแล้ว หากท่านแม่ยังไม่ยอมกินยอมนอนอีกล่ะก็พวกเราอาจจะต้องอยู่เฝ้าท่านล้มป่วยต่อนะเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินบุตรสาวเอ่ยเช่นนั้นจังฮูหยินก็ยิ้มน้อยๆ “เจ้าอาการดีแล้วจริงๆ จึงได้กล้าเย้าแม่ เช่นนั้นแม่ขอไปอาบน้ำนอนพักสักหน่อย”
จังเสี่ยวลิ่งได้แต่มองคุณหนูของตนกินอย่างเอร็ดอร่อยจนตาค้าง ข้าวถ้วยแรกหมดแล้วคุณหนูก็ยังอยากจะขออีกถ้วย สาวใช้จึงออกไปสั่งข้าวมาเพิ่มให้
“เห็นคุณหนูกินได้เยอะเช่นนี้ อีกไม่นานก็คงจะได้ออกไปวิ่งเล่นนอกเรือนแล้วเจ้าค่ะ”
[1] คุณชายท้ายตรอก นามปากกาในการเขียนนิยายของพระเอกเรื่องท่านหญิงจีจอมพลัง
องค์ชายสิบห้าที่หน้าเหวอ ชิงหลานเงยหน้าขึ้นสบสายพระเนตรของคนร่างสูงที่ยืนมองอยู่ พอเห็นเขาหน้าเสีย นางก็รีบเอ่ยกลบเกลื่อน “วันพรุ่งนี้ตอนบ่ายหลังจากวาดฝาผนังเสร็จหม่อมฉันจะวาดภาพองค์ชายให้ก็แล้วนะกันเพคะ ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนกับพู่กันกล่องนี้” “อืม...ดี!” หมิงเฉิงอวี่เห็นว่าดึกพอสมควรแล้วจึงได้เดินออกมาลาเจ้าของจวนกลับเรือนรับรอง ก่อนจะเสด็จขึ้นรถม้าทรงหันรับสั่งกับจังฮูหยินว่าพรุ่งนี้จะส่งช่างมาซ่อมทางเดินในเรือนให้จังฮูหยินอึกอักเกรงพระทัย ทว่าองค์ชายกลับกล่าวตัดบทว่าเป็นค่าตอบแทนที่ทำอาหารอร่อยถวายพระองค์“หากว่าฮูหยินสำนึกพระคุณของข้าจริง ก็ช่วยทำอาหารอร่อยๆ ให้ข้ากินตลอดระยะเวลาที่ข้าต้องอยู่อำเภอเฉินก็แล้วกัน”จังฮูหยินได้ยินก็นิ่งอึ้ง ค้อมศีรษะ “เพคะ”ชิงหลานก้มหน้าถอนหายใจแรง เห็นทีนางจะสลัด หมิงเฉิงอวี่ไม่หลุดได้ง่ายๆ ท้ายรถม้าทรงประทับลับตาไปแล้ว จังฮูหยินจึงหันมาบุตรี “หลานเอ๋อร์ เจ้าเห็นหรือไม่ องค์ชายทรงมีเมตตาเพียงใด ทรงจะส่งคนงานมาช่วยเราซ่อมเรือนเสียด้วย แค่เพียงทำพระกระยาหารถวายเท่านั้นเอง” “เรายังรู้จุดประสงค์
องค์ชายทอดพระเนตรปลาเปรี้ยวหวานตัวใหญ่ในจานเปลบนโต๊ะกับหมูผัดผักก็แปลกพระทัย พระเนตรของพระองค์เต็มไปด้วยคำถาม ต้นพระขนงเลิกขึ้นเล็กน้อย ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปาก เจ้าของบ้านก็รีบอธิบาย “วันนี้เหล่าลู่ตกปลาตัวใหญ่ได้มาสองตัวเพคะ หม่อมฉันก็เลยทำปลาเปรี้ยวสำหรับถวายองค์ชายและอีกตัวก็ให้คนตกได้ ส่วนผักพวกนี้เสี่ยวลิ่งเป็นคนปลูกไว้หลังเรือน หม่อมฉันซื้อเนื้อวัวมาเมื่อเช้าจึงได้คิดทำผัดผักให้พระองค์ได้ทรงลองเสวยเพคะ คราวก่อนมิได้เตรียมตัวให้ดี หม่อมฉันขอประทานอภัย” หมิงเฉิงอวี่ทรงหันไปทางชิงหลานเห็นนางก้มหน้าเม้มปากก็พอจะทราบว่าคราวก่อนคงเป็นเพราะนางไม่อยากให้ตนมาเยือนที่จวนนี้อีกจึงได้คิดกลั่นแกล้ง “อืม...ปลาเปรี้ยวหวานของท่านกลิ่นหอมดีเหลือเกิน ข้าลงมือก่อนก็แล้วกัน สำหรับอาหารมื้อนี้ข้าต้องตอบแทนอย่างเหมาะสม” “ขอบพระทัยเพคะ” ชิงหลานแอบเอื้อมมือไปจับหัวเข่ามารดาบีบเบาๆ เป็นเชิงถามว่าเหตุใดจึงต้องทำอาหารต้อนรับอย่างดีเลิศเช่นนี้ จังฮูหยินตบหลังมือบุตรสาวเบาๆ ให้นางรู้ว่านี่คือสิ่งที่สมควรทำแล้ว องค์ชายสิบห้าเพลิดเพลินในรสชาติของอา
ผ่านไปเกือบสองชั่วยาม ชิงหลานก็วางพู่กัน เสี่ยวลิ่งรีบเก็บอุปกรณ์วาดภาพที่ต้องทำความสะอาดออกไปนอกอาคาร ท่าทางบีบนวดมือ โยกศีรษะผ่อนคลายนั้นทำให้องค์ชายสิบห้าลุ้นว่านางจะยังเจ็บมืออยู่หรือไม่ ทว่ากลับไม่กล้าเอ่ยปากถามออกไป “เสี่ยวลิ่งไปกันเถอะ ป่านนี้ศิษย์พี่คงรอแล้ว” “เจ้าค่ะ” เสี่ยวลิ่งรีบเก็บอุปกรณ์วาดภาพใส่กล่องแล้วเอาไปเก็บในตู้ นางหันไปหิ้วเอาปิ่นโตอาหาร ยืนเตรียมพร้อม องค์ชายสิบห้าทรงลุกขึ้นยืนรอให้นางทั้งสองเตรียมตัวเสร็จเรียบร้อย “วันนี้ข้าจะตามพวกเจ้าไปจวนสกุลชิงด้วย” “ขออภัยเพคะองค์ชาย หม่อมฉันนัดหมายกับศิษย์พี่ไว้แล้ว องค์ชายจะทรงเปลี่ยนเป็นวันพรุ่งนี้ได้หรือไม่เพคะ ” “ไม่ได้!”แค่ได้ยินคำว่า ‘ศิษย์พี่’ หมิงเฉิงอวี่ก็รู้สึกเหมือนมีความร้อนสายหนึ่งพุ่งปรี๊ดจากเท้าไปถึงศีรษะจึงเผลอร้องเสียงดังออกมาครั้นคิดได้ก็รีบปรับท่าทีเสียใหม่ “ข้าหมายถึง ข้าเตรียมขนมสำหรับจะเอาไปฝากจังฮูหยินเอาไว้แล้ว หากเป็นพรุ่งนี้ก็อาจจะไม่อร่อยเท่าวันนี้” ชิงหลานเผลอชักสีหน้า “เพคะ ถ้าเช่นนั้นก็เสด็จไปที่จวนสกุลชิงเถิด ท่านแม่ข
“เช่นนั้น พ่อบ้านลู่ผู้นี้ก็เก่งกว่าหัวหน้ามือปราบหลิว น่าสนใจอย่างที่เจ้าบอกจริงๆ ด้วยกังซือเฉิน...เจ้ากับจงเหยียนไปสืบฐานะของเหล่าลู่ผู้นี้ให้ชัดเจนที” “พะย่ะค่ะ” “นอกจากมีดสั้นเล่มนั้นแล้ว จั๋วเหรินหาวมิได้ให้สิ่งอื่นกับนางอีกใช่หรือไม่” กังซือเฉินที่กำลังคิดเรื่องพ่อบ้านลู่ถึงกับชะงักไปชั่วครู่เพราะคาดไม่ถึงว่า องค์ชายจะทรงสนพระทัยเรื่องที่คุณชายจั๋วมอบของขวัญให้กับคุณหนูชิง “นอกนั้นก็มีแค่ขนมกับอาหารที่เอาไปฝากจังฮูหยินที่จวนพะย่ะค่ะ” “ดี! กังเฉินเจ้าไปเตรียมกล่องขนมดอกกุ้ยฮวาเอาไว้ พรุ่งนี้ข้าจะเอาไปฝากจวนสกุลชิง” องครักษ์กังก้มหน้าลอบยิ้มเล็กน้อย องค์ชายเร่งรัดภารกิจที่เมืองหลวงที่แท้ก็ทรงเป็นห่วงสถานการณ์ที่อำเภอเฉินนี่เอง คุณหนูชิงผู้นี้ยังไม่ปักปิ่นก็ถูกจองโดยไม่รู้ตัวเสียแล้ว วันก่อนเขาถูกสั่งให้ไปซื้อขนมดอกกุ้ยฮวาจากภัตตาคารก็เพราะองค์ชายต้องการเอามาชิงเอาความดีความชอบจากสาวน้อยจิตรกรนี่เอง ยามเที่ยงของวันต่อมา ชิงหลานกำลังขะมักเขม้นในการวาดรูปจนมิได้สนใจว่ามีเสียงฝีเท้ามาหยุดอยู่ด้านหลัง ร่างสูงโปร่ง
กังซือเฉินองครักษ์หนุ่มผู้รับคำสั่งให้ตามดูแลคุณหนูชิงอยู่ห่างๆ จึงมิกล้าย่างกรายเข้าไปในจวนโดยพลการ คืนนี้คุณชายน้อยจั๋วมาส่งนางแล้ว เขาก็กลับเรือนพักรับรองได้องค์ชายสิบห้าสั่งให้เขากับสหายอีกคนรั้งอยู่ที่อำเภอเฉิน เขาทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้คุณหนูชิง ส่วนสหายองครักษ์อีกคนคอยตรวจตราความเรียบร้อยในวัดลู่เซี่ยนเพราะองค์ชายไม่ต้องการให้เกิดความผิดพลาดกับภาพวาดฝาผนังในวิหารเก้าเทพและส่วนที่ต้องบูรณะ หลังจากได้เห็นฝีมือจัดการกับโจรย่องเบาของเหล่าลู่แล้ว กังซือเฉินก็รู้สึกข้องใจในฝีมือของคนผู้นี้ในตอนสายหลังจากคุณหนูชิงไปนั่งวาดภาพที่วัดแล้ว เขาจึงลอบมาดูที่จวนสกุลชิงดูว่าแต่ละวันของเหล่าลู่นั้นทำสิ่งใดบ้าง เมื่อเห็นว่าพ่อบ้านประจำจวนหาบน้ำผ่าฟืนด้วยความคล่องแคล่วก็รู้สึกประหลาดใจก่อนตะวันจะตรงหัว เหล่าลู่จะอุ่นอาหารแล้วตั้งโต๊ะไว้รอจังฮูหยิน ส่วนตัวเหล่าลู่จะเข้าไปกินในครัวเพียงผู้เดียว จากนั้นก็ย่องออกไปทางประตูเล็กหลังจวน วันนั้นครบกำหนดที่คุณหนูชิงจะต้องตามศิษย์พี่ไปหาอาจารย์หลังป่าไผ่ชานเมืองลู่ฮั่นซ่อนม้าตัวเก่งไว้เรือนเล็กที่อยู่ห่างกำแพงจวนไปเล็กน้อย เขาค
ชิงหลานตื่นก่อนฟ้าสางเพื่อฝึกวรยุทธ์ นางต้องทบทวนกระบวนท่าที่จอมยุทธ์ลู่สอนไว้ทุกๆ สามวันในยามที่ต้องเดินทางไปเรือนของอาจารย์ ศิษย์พี่จะเป็นเตรียมม้าอีกตัวไว้รอนางที่หน้าเหลาสุรา และเพื่อมิให้รบกวนเวลาวาดภาพของนาง จอมยุทธ์ลู่จึงได้กำหนดให้นางไปพบในตอนเลิกงานจอมยุทธ์ลู่และศิษย์พี่คอยสอนนางอยู่จนมืดค่ำ หลังจากที่ทะลวงการเดินลมปราณให้นางแล้ว ชิงหลานสามารถต่อกระบวนท่าได้อย่างคล่องแคล่วและรวดเร็ว นางจดจำวิทยายุทธ์ในชาติก่อนของตนได้ทั้งหมด เพียงแต่ไม่อาจจะแสดงตนให้ผู้ใดรู้ว่า นางเก่งขึ้นมาในเวลาอันสั้น “เจ้าก้าวหน้าเร็วนัก! ฝึกไม่ถึงสิบวันฝีมือของเจ้าเท่ากับข้าตอนที่เรียนปีแรกแล้ว”จั๋วเหรินหาวทั้งแปลกใจทั้งดีใจ นางเก่งเกินกว่าทุกคนที่เขาเคยเห็น ที่ผ่านมานางมีแต่นอนป่วย เหตุใดจึงได้ฝึกวรยุทธ์ได้รวดเร็วราวกับเคยฝึกมาก่อนหลายมี แต่ส่วนหนึ่งในใจเขาก็นึกดีใจที่นางร่างกายแข็งแรงขึ้นมาก คุณชายน้อยจั๋วมีภาระทางใจอันลึกซึ้งที่ต้องดูแลนางให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ “เย็นนี้ ศิษย์พี่จะเลี้ยงเนื้ออบข้าอีกหรือไม่” “เจ้าอยากกินอะไรข้าก็เลี้ยงทั้งนั้น” ชิงหลาน







