เข้าสู่ระบบตั้งแต่ชิงหลานกลับมาจากเมืองหลวง เด็กหญิงก็กินได้มากขึ้น ร่างกายของนางเริ่มมีเนื้อมีหนังและเลือดฝาดบนใบหน้า จังฮูหยินเห็นเช่นนั้นก็ดีใจมากจึงใช้ให้เสี่ยวลิ่งนำเงินไปซื้อเนื้อหมูมาผัดให้บุตรสาวกิน
“ท่านแม่ เงินของท่านหมดไปกับการรักษาข้ามิใช่น้อยยังเหลือเงินพอซื้อหมูมากขนาดนี้เลยหรือ” ชิงหลานแอบเห็นจังฮูหยินนับเงินอีแปะร้อยเป็นพวงในยามค่ำคืนก็พอจะรู้ว่าเงินที่ท่านแม่เก็บเอาไว้คงจะมิได้มีมากนัก
“ยังพอจะซื้อให้เจ้ากินได้บ้าง อีกไม่กี่วันแม่ก็จะไปขอรับงานจากเถ้าแก่เนี้ยจางเพิ่ม เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก”
เผยมู่ซีที่อยู่ในร่างชิงหลานนึกเห็นใจจังฮูหยินที่ต้องสูญเสียบุตรสาวเพียงคนเดียวไป ทั้งสภาพการใช้ชีวิตก็ยากแค้นลำเค็ญจึงอยากจะหาหนทางช่วยเหลือนาง
“ยามท่านไปร้านสกุลจางให้ข้าไปด้วยได้หรือไม่”
“เจ้าอยากไปทำไมกัน เพิ่งหายป่วยมาหยกๆ พักให้เยอะๆ เถอะ”
“ท่านแม่ดูสิ ข้าอ้วนขึ้นตั้งเยอะ กินข้าวทีละสองถ้วยแล้ว ให้ข้าไปด้วยนะ ข้าอยากเห็นตลาด”
จังฮูหยินดูสีหน้าบุตรสาวที่เริ่มมีเนื้อที่แก้ม ท่าทางดูแข็งแรงมากขึ้นกว่าแต่ก่อนราวกับคนละคนก็พยักหน้ารับ “อันที่จริงสีหน้าของเจ้าก็ดีขึ้นมากแล้ว ไปแค่นี้คงไม่เป็นไร”
จวนสกุลชิงอยู่ห่างจากตลาดระยะเดินพอได้เหงื่อ จังฮูหยินเดินจูงมือบุตรสาวทั้งชี้ชวนให้ดูสองข้างทางด้วยความสุขใจ
“หลานเอ๋อร์ ดูลำคลองสายนี้สิ ตอนเจ้าเป็นเด็กในยามฝนตกพวกเราเคยออกมารอจับปลาได้ตั้งหลายตัวแน่ะ”
“น่าสนุกจังเลยนะเจ้าคะ” ชิงหลานยิ้มกว้าง ความทรงจำของเด็กหญิงเต็มไปด้วยความสุขในวัยเด็ก นางออกมาจับปลาตามท้องถนนกับมารดาและจังเสี่ยวลิ่ง
พ่อบ้านลู่เองก็ออกมาช่วยจับปลาด้วย พวกเขาจับปลาได้มากจนกินไม่หมด ลู่ฮั่นจึงแนะนำให้ทำปลาตากแห้งเพื่อเก็บเอาไว้กิน
“สนุกสิ! เจ้าน่ะสนุกกว่าผู้ใด จับปลาจนเสื้อผ้าเปียกปอนเลอะโคลนตมไปหมด เหนื่อยจนแทบหมดแรงกลับมาก็นอนอยู่เป็นวัน”
จังฮูหยินรู้สึกว่าหลังจากฟื้นขึ้นมาครั้งนี้ บุตรสาวดูเปลี่ยนไปมากราวกับมิใช่คนเดิม นางเคยนอนร่วมห้องกับบุตรสาวแต่คราวนี้ชิงหลานกลับยืนยันว่านอนคนเดียวได้ บุตรสาวที่เคยอ่อนแอและต้องการที่พึ่งทั้งทางกายและทางใจกลายเป็นสาวน้อยที่เข็มแข็งและร่าเริงอย่างที่ควรจะเป็นแล้ว
ร้านเย็บปักสกุลจางอยู่คู่อำเภอเฉินมายาวนาน ช่างของร้านล้วนได้รับการถ่ายทอดฝีมือจากรุ่นสู่รุ่น เครื่องเย็บปักที่งดงามถูกคัดนำไปจำหน่ายในเมืองหลวงด้วย
คหบดีจินผู้ร่ำรวยแห่งเมืองหลวงเคยเดินทางผ่านมายังอำเภอนี้ ครั้นเห็นว่างานฝีมือสกุลจางดีเยี่ยมจึงติดต่อขอนำไปขายทำให้รายได้ของร้านสกุลจางมากขึ้นจนต้องเปิดรับคนงานเพิ่มอีกจำนวนมาก
จังฮูหยินเอางานเย็บปักของตนมาให้เถ้าแก่เนี้ยจางได้ดูเป็นครั้งแรกก็ได้รับคำชมและเชิญชวนให้นางนำเอางานปักมาวางจำหน่าย
งานปักแบบสอดผสานสีของจังฮูหยินเป็นภูมิรู้ที่ถูกถ่ายทอดกันมาในสกุลจังโดยเฉพาะจึงยากจะมีผู้เลียนแบบได้ แม้จะใช้เวลาในการปักอยู่นานแต่เมื่อทำเสร็จกลับคุ้มค่ายิ่ง เงินค่าจ้างที่ได้มา มากพอที่จะดูแลทั้งสามชีวิตให้อยู่รอดในแต่ละเดือน
“ท่านแม่ ของในร้านเหล่านี้งดงามยิ่งนักเจ้าค่ะ”
ชิงหลานยืนลูบไล้ผ้าปักงดงามด้วยสายตาหลงใหล หากยามนี้นางยังเป็นเผยมู่ซีก็คงพอจะมีโอกาสได้รับผ้างดงามเช่นนี้สักพับจากท่านย่า แต่เมื่อเป็นชิงหลานเห็นทีแม้แต่ลูบไล้ก็ยังต้องรู้สึกผิด
“คุณหนูชิงสายตาแหลมคมนัก ผ้าพวกนี้เป็นฝีมือของช่างเก่าแก่สกุลจาง พับนี้มีไว้เพื่อส่งเข้าวัง”
เถ้าแก่เนี้ยจางรู้ว่าจังฮูหยินคือคนของสกุลชิงก็พูดคุยอย่างให้เกียรติเสมอมาแม้จะรู้ว่านางเป็นภรรยานอกสมรสที่ถูกส่งออกมาอยู่นอกจวน
คำพูดของคนเฝ้าจวนสกุลชิงคนเดิมก่อนจะย้ายออกจากอำเภอเฉินได้พูดถึงจังฮูหยินเอาไว้ว่านางเป็นเพียงอนุภรรยาที่มิได้มีการตบแต่งเข้าสู่สกุลชิงอย่างถูกต้อง ส่วนชิงหลานเองก็ไม่รู้ว่าเป็นบุตรีของใต้เท้าชิงจริงหรือไม่
แต่เถ้าแก่เนี้ยจางที่ได้พูดคุยและรู้จักนิสัยใจคอของจังฮูหยินเห็นว่าจังฮูหยินเป็นสตรีและเป็นมารดาที่ดีจึงได้กล่าวถึงจังฮูหยินในทางที่ดี ทำให้คนในอำเภอเฉินมอง จังฮูหยินด้วยสายตาที่เห็นอกเห็นใจขึ้น
ชิงหลานกวาดตามองไปรอบๆ ร้านก็พบว่าตามฝาผนังมีอักษรมงคลและภาพวาดแขวนขายอยู่จึงมองด้วยความชื่นชม
ตอนที่นางยังเป็นเผยมู่ซีท่านย่าเชิญอาจารย์ที่มีฝีมือด้านการเขียนอักษรและวาดภาพมาสอนนางหลายคน ทำให้นางเองก็พอมีฝีมือด้านนี้อยู่บ้าง
“เถ้าแก่เนี้ยเจ้าคะ ท่านรับซื้อภาพวาดพวกนี้ด้วยหรือ”
เถ้าแก่เนี้ยจางหันกลับมามองเด็กหญิงที่ยืนมองภาพวาดด้วยความชื่นชม
“คุณหนูชิง ชอบภาพพวกนี้หรือ”
“เจ้าค่ะ”
แม้ชิงหลานจะดูออกว่าลายเส้นของจิตรกรที่วาดภาพพวกนี้มิได้เก่งกาจนัก จะว่าไปก็แค่พอใช้ได้แต่ก็มิได้เอ่ยความคิดของตนออกมา
“แรกๆ ก็มีคนเอามาฝากขาย แต่พอขายได้มากเข้า ข้าจึงรับซื้อเอาไว้เอง นับว่าเป็นสินค้าที่ทำรายได้เลยล่ะ”
อำเภอเฉินเป็นอำเภอเล็กก็จริงแต่เป็นอำเภอทางผ่านก่อนถึงเมืองหลวง ทำให้การค้าขายของเมืองนี้ค่อนข้างคึกคัก ในอำเภอมีโรงเตี๊ยมถึงสองแห่ง ร้านค้าที่ตั้งอยู่ระหว่างทางผ่านล้วนขยายแผงกันยาวเหยียด แต่ละวันมี รถม้าหลายสิบคันมาจอดแวะพักซื้ออาหารและรับประทานอาหารอยู่ไม่ขาดสาย
ร้านค้าสกุลจางเป็นร้านขายของที่ระลึกและของที่ฝากที่มีผู้นิยมแวะเป็นอันดับต้นๆ
“เถ้าแก่เนี้ย คราวนี้ข้ามัวแต่พาหลานเอ๋อร์ไปหาหมอในเมืองหลวงจึงไม่ได้ปักงานอยู่หลายวันจึงมาขอรับงานเพิ่ม”
ใบหน้าเปื้อนยิ้มของเจ้าของร้านมองดูดวงตาอิดโรยของจังฮูหยินแล้วก็พยักหน้า นางเองก็มีบุตรถึงสามคนย่อมเข้าใจในทุกข์ของสตรีที่พยายามหาเงินรักษาบุตร
‘เห็นท่า เงินเก็บของจังฮูหยินคงจะหมดไปกับการรักษาลูกแล้ว’
“ท่านทำไหวก็รับไปเถิด ช่วงนี้คนเดินทางผ่านเข้าเมืองหลวงนิยมซื้องานของท่านนัก ดูสิ! ที่แขวนไว้คราวก่อนมีคนมาซื้อไปจนหมดแล้ว”
จังฮูหยินเงยหน้าขึ้นมองตำแหน่งที่วางเปล่าบนผนัง “ดีจริง ข้ายังเกรงอยู่เลยว่าตั้งราคาสูงเช่นนั้นจะขายได้ยาก”
“ผลงานของท่านยากจะหาคนเทียบได้ ร้านคหบดีจินในเมืองหลวงก็แจ้งมาว่าต้องการอีกหลายชิ้น หากท่านทำเพิ่มได้ก็เร่งมือเถิด เรื่องเงินข้าพร้อมจะจ่ายให้”
จังฮูหยินก้มหน้าน้อยๆ นางไม่กล้าเอ่ยว่า ยามนี้ตนเองเหลือเงินแค่ร้อยอีแปะยังไม่รู้ว่าจะประทังชีวิตไปจนกระทั่งปักงานพวกนั้นเสร็จได้อย่างไร
เถ้าแก่เนี้ยจางยิ้ม “ครั้งนี้ข้าจะให้เงินมัดจำงานท่านไปก่อนสักสองตำลึงก็แล้วกัน”
สีหน้าของจังฮูหยินแช่มชื่นขึ้นในทันทีรีบกล่าวขอบคุณเถ้าแก่เนี้ยจางซ้ำแล้วซ้ำอีก น้ำตาของนางขณะที่ก้มก็เจียนจะหยาดหยด หากมิได้เถ้าแก่เนี้ยผู้นี้ชีวิตของนางในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเห็นทีคงไม่อาจประคับประคองให้ผ่านมาได้
ชิงหลานได้ยินสิ่งที่สตรีทั้งสองสนทนากันแล้วก็สะท้อนใจ ยามอยู่ในจวนสกุลเผยนางไม่เคยต้องคิดมากเรื่องเงินทองเพราะมีที่นอนที่กินอยู่สุขสบาย ยามนี้เงินเพียงตำลึงเดียวกลับต้องรอความเมตตาจากผู้อื่น
น่าเสียดายที่นางเป็นเพียงดวงวิญญาณเร่ร่อนไม่อาจหยิบเอาของมีค่าบนศพคุณหนูเผยออกมาได้สักชิ้น
จังเสี่ยวลิ่งรีบเข้ามาช่วยถือห่อผ้าและด้ายที่ได้จากร้านสกุลจาง นางลุ้นแทบตายขอให้นายหญิงกล้าเอ่ยปากขอเงินมัดจำจากเถ้าแก่เนี้ย จังฮูหยินเกรงใจเถ้าแก่เนี้ยเป็นทุนเดิม ดีที่เถ้าแก่เนี้ยช่างสังเกต เห็นสีหน้าและแววตาของจังฮูหยินก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังเป็นทุกข์
“นายหญิงเช่นนี้เราก็มีเงินซื้อข้าวสารและของแห้งกลับเรือนแล้วสิเจ้าคะ”
จังฮูหยินยิ้มน้อย “ขาดแคลนสิ่งใดพวกเราก็ซื้อให้ครบเถิด แต่เดือนนี้ข้าคงต้องเร่งมือปักงานให้เสร็จโดยเร็ว”
“นายหญิงสบายใจได้ ข้าจะช่วยท่านอย่างสุดฝีมือเจ้าค่ะ”
**************
องค์ชายสิบห้าที่หน้าเหวอ ชิงหลานเงยหน้าขึ้นสบสายพระเนตรของคนร่างสูงที่ยืนมองอยู่ พอเห็นเขาหน้าเสีย นางก็รีบเอ่ยกลบเกลื่อน “วันพรุ่งนี้ตอนบ่ายหลังจากวาดฝาผนังเสร็จหม่อมฉันจะวาดภาพองค์ชายให้ก็แล้วนะกันเพคะ ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนกับพู่กันกล่องนี้” “อืม...ดี!” หมิงเฉิงอวี่เห็นว่าดึกพอสมควรแล้วจึงได้เดินออกมาลาเจ้าของจวนกลับเรือนรับรอง ก่อนจะเสด็จขึ้นรถม้าทรงหันรับสั่งกับจังฮูหยินว่าพรุ่งนี้จะส่งช่างมาซ่อมทางเดินในเรือนให้จังฮูหยินอึกอักเกรงพระทัย ทว่าองค์ชายกลับกล่าวตัดบทว่าเป็นค่าตอบแทนที่ทำอาหารอร่อยถวายพระองค์“หากว่าฮูหยินสำนึกพระคุณของข้าจริง ก็ช่วยทำอาหารอร่อยๆ ให้ข้ากินตลอดระยะเวลาที่ข้าต้องอยู่อำเภอเฉินก็แล้วกัน”จังฮูหยินได้ยินก็นิ่งอึ้ง ค้อมศีรษะ “เพคะ”ชิงหลานก้มหน้าถอนหายใจแรง เห็นทีนางจะสลัด หมิงเฉิงอวี่ไม่หลุดได้ง่ายๆ ท้ายรถม้าทรงประทับลับตาไปแล้ว จังฮูหยินจึงหันมาบุตรี “หลานเอ๋อร์ เจ้าเห็นหรือไม่ องค์ชายทรงมีเมตตาเพียงใด ทรงจะส่งคนงานมาช่วยเราซ่อมเรือนเสียด้วย แค่เพียงทำพระกระยาหารถวายเท่านั้นเอง” “เรายังรู้จุดประสงค์
องค์ชายทอดพระเนตรปลาเปรี้ยวหวานตัวใหญ่ในจานเปลบนโต๊ะกับหมูผัดผักก็แปลกพระทัย พระเนตรของพระองค์เต็มไปด้วยคำถาม ต้นพระขนงเลิกขึ้นเล็กน้อย ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปาก เจ้าของบ้านก็รีบอธิบาย “วันนี้เหล่าลู่ตกปลาตัวใหญ่ได้มาสองตัวเพคะ หม่อมฉันก็เลยทำปลาเปรี้ยวสำหรับถวายองค์ชายและอีกตัวก็ให้คนตกได้ ส่วนผักพวกนี้เสี่ยวลิ่งเป็นคนปลูกไว้หลังเรือน หม่อมฉันซื้อเนื้อวัวมาเมื่อเช้าจึงได้คิดทำผัดผักให้พระองค์ได้ทรงลองเสวยเพคะ คราวก่อนมิได้เตรียมตัวให้ดี หม่อมฉันขอประทานอภัย” หมิงเฉิงอวี่ทรงหันไปทางชิงหลานเห็นนางก้มหน้าเม้มปากก็พอจะทราบว่าคราวก่อนคงเป็นเพราะนางไม่อยากให้ตนมาเยือนที่จวนนี้อีกจึงได้คิดกลั่นแกล้ง “อืม...ปลาเปรี้ยวหวานของท่านกลิ่นหอมดีเหลือเกิน ข้าลงมือก่อนก็แล้วกัน สำหรับอาหารมื้อนี้ข้าต้องตอบแทนอย่างเหมาะสม” “ขอบพระทัยเพคะ” ชิงหลานแอบเอื้อมมือไปจับหัวเข่ามารดาบีบเบาๆ เป็นเชิงถามว่าเหตุใดจึงต้องทำอาหารต้อนรับอย่างดีเลิศเช่นนี้ จังฮูหยินตบหลังมือบุตรสาวเบาๆ ให้นางรู้ว่านี่คือสิ่งที่สมควรทำแล้ว องค์ชายสิบห้าเพลิดเพลินในรสชาติของอา
ผ่านไปเกือบสองชั่วยาม ชิงหลานก็วางพู่กัน เสี่ยวลิ่งรีบเก็บอุปกรณ์วาดภาพที่ต้องทำความสะอาดออกไปนอกอาคาร ท่าทางบีบนวดมือ โยกศีรษะผ่อนคลายนั้นทำให้องค์ชายสิบห้าลุ้นว่านางจะยังเจ็บมืออยู่หรือไม่ ทว่ากลับไม่กล้าเอ่ยปากถามออกไป “เสี่ยวลิ่งไปกันเถอะ ป่านนี้ศิษย์พี่คงรอแล้ว” “เจ้าค่ะ” เสี่ยวลิ่งรีบเก็บอุปกรณ์วาดภาพใส่กล่องแล้วเอาไปเก็บในตู้ นางหันไปหิ้วเอาปิ่นโตอาหาร ยืนเตรียมพร้อม องค์ชายสิบห้าทรงลุกขึ้นยืนรอให้นางทั้งสองเตรียมตัวเสร็จเรียบร้อย “วันนี้ข้าจะตามพวกเจ้าไปจวนสกุลชิงด้วย” “ขออภัยเพคะองค์ชาย หม่อมฉันนัดหมายกับศิษย์พี่ไว้แล้ว องค์ชายจะทรงเปลี่ยนเป็นวันพรุ่งนี้ได้หรือไม่เพคะ ” “ไม่ได้!”แค่ได้ยินคำว่า ‘ศิษย์พี่’ หมิงเฉิงอวี่ก็รู้สึกเหมือนมีความร้อนสายหนึ่งพุ่งปรี๊ดจากเท้าไปถึงศีรษะจึงเผลอร้องเสียงดังออกมาครั้นคิดได้ก็รีบปรับท่าทีเสียใหม่ “ข้าหมายถึง ข้าเตรียมขนมสำหรับจะเอาไปฝากจังฮูหยินเอาไว้แล้ว หากเป็นพรุ่งนี้ก็อาจจะไม่อร่อยเท่าวันนี้” ชิงหลานเผลอชักสีหน้า “เพคะ ถ้าเช่นนั้นก็เสด็จไปที่จวนสกุลชิงเถิด ท่านแม่ข
“เช่นนั้น พ่อบ้านลู่ผู้นี้ก็เก่งกว่าหัวหน้ามือปราบหลิว น่าสนใจอย่างที่เจ้าบอกจริงๆ ด้วยกังซือเฉิน...เจ้ากับจงเหยียนไปสืบฐานะของเหล่าลู่ผู้นี้ให้ชัดเจนที” “พะย่ะค่ะ” “นอกจากมีดสั้นเล่มนั้นแล้ว จั๋วเหรินหาวมิได้ให้สิ่งอื่นกับนางอีกใช่หรือไม่” กังซือเฉินที่กำลังคิดเรื่องพ่อบ้านลู่ถึงกับชะงักไปชั่วครู่เพราะคาดไม่ถึงว่า องค์ชายจะทรงสนพระทัยเรื่องที่คุณชายจั๋วมอบของขวัญให้กับคุณหนูชิง “นอกนั้นก็มีแค่ขนมกับอาหารที่เอาไปฝากจังฮูหยินที่จวนพะย่ะค่ะ” “ดี! กังเฉินเจ้าไปเตรียมกล่องขนมดอกกุ้ยฮวาเอาไว้ พรุ่งนี้ข้าจะเอาไปฝากจวนสกุลชิง” องครักษ์กังก้มหน้าลอบยิ้มเล็กน้อย องค์ชายเร่งรัดภารกิจที่เมืองหลวงที่แท้ก็ทรงเป็นห่วงสถานการณ์ที่อำเภอเฉินนี่เอง คุณหนูชิงผู้นี้ยังไม่ปักปิ่นก็ถูกจองโดยไม่รู้ตัวเสียแล้ว วันก่อนเขาถูกสั่งให้ไปซื้อขนมดอกกุ้ยฮวาจากภัตตาคารก็เพราะองค์ชายต้องการเอามาชิงเอาความดีความชอบจากสาวน้อยจิตรกรนี่เอง ยามเที่ยงของวันต่อมา ชิงหลานกำลังขะมักเขม้นในการวาดรูปจนมิได้สนใจว่ามีเสียงฝีเท้ามาหยุดอยู่ด้านหลัง ร่างสูงโปร่ง
กังซือเฉินองครักษ์หนุ่มผู้รับคำสั่งให้ตามดูแลคุณหนูชิงอยู่ห่างๆ จึงมิกล้าย่างกรายเข้าไปในจวนโดยพลการ คืนนี้คุณชายน้อยจั๋วมาส่งนางแล้ว เขาก็กลับเรือนพักรับรองได้องค์ชายสิบห้าสั่งให้เขากับสหายอีกคนรั้งอยู่ที่อำเภอเฉิน เขาทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้คุณหนูชิง ส่วนสหายองครักษ์อีกคนคอยตรวจตราความเรียบร้อยในวัดลู่เซี่ยนเพราะองค์ชายไม่ต้องการให้เกิดความผิดพลาดกับภาพวาดฝาผนังในวิหารเก้าเทพและส่วนที่ต้องบูรณะ หลังจากได้เห็นฝีมือจัดการกับโจรย่องเบาของเหล่าลู่แล้ว กังซือเฉินก็รู้สึกข้องใจในฝีมือของคนผู้นี้ในตอนสายหลังจากคุณหนูชิงไปนั่งวาดภาพที่วัดแล้ว เขาจึงลอบมาดูที่จวนสกุลชิงดูว่าแต่ละวันของเหล่าลู่นั้นทำสิ่งใดบ้าง เมื่อเห็นว่าพ่อบ้านประจำจวนหาบน้ำผ่าฟืนด้วยความคล่องแคล่วก็รู้สึกประหลาดใจก่อนตะวันจะตรงหัว เหล่าลู่จะอุ่นอาหารแล้วตั้งโต๊ะไว้รอจังฮูหยิน ส่วนตัวเหล่าลู่จะเข้าไปกินในครัวเพียงผู้เดียว จากนั้นก็ย่องออกไปทางประตูเล็กหลังจวน วันนั้นครบกำหนดที่คุณหนูชิงจะต้องตามศิษย์พี่ไปหาอาจารย์หลังป่าไผ่ชานเมืองลู่ฮั่นซ่อนม้าตัวเก่งไว้เรือนเล็กที่อยู่ห่างกำแพงจวนไปเล็กน้อย เขาค
ชิงหลานตื่นก่อนฟ้าสางเพื่อฝึกวรยุทธ์ นางต้องทบทวนกระบวนท่าที่จอมยุทธ์ลู่สอนไว้ทุกๆ สามวันในยามที่ต้องเดินทางไปเรือนของอาจารย์ ศิษย์พี่จะเป็นเตรียมม้าอีกตัวไว้รอนางที่หน้าเหลาสุรา และเพื่อมิให้รบกวนเวลาวาดภาพของนาง จอมยุทธ์ลู่จึงได้กำหนดให้นางไปพบในตอนเลิกงานจอมยุทธ์ลู่และศิษย์พี่คอยสอนนางอยู่จนมืดค่ำ หลังจากที่ทะลวงการเดินลมปราณให้นางแล้ว ชิงหลานสามารถต่อกระบวนท่าได้อย่างคล่องแคล่วและรวดเร็ว นางจดจำวิทยายุทธ์ในชาติก่อนของตนได้ทั้งหมด เพียงแต่ไม่อาจจะแสดงตนให้ผู้ใดรู้ว่า นางเก่งขึ้นมาในเวลาอันสั้น “เจ้าก้าวหน้าเร็วนัก! ฝึกไม่ถึงสิบวันฝีมือของเจ้าเท่ากับข้าตอนที่เรียนปีแรกแล้ว”จั๋วเหรินหาวทั้งแปลกใจทั้งดีใจ นางเก่งเกินกว่าทุกคนที่เขาเคยเห็น ที่ผ่านมานางมีแต่นอนป่วย เหตุใดจึงได้ฝึกวรยุทธ์ได้รวดเร็วราวกับเคยฝึกมาก่อนหลายมี แต่ส่วนหนึ่งในใจเขาก็นึกดีใจที่นางร่างกายแข็งแรงขึ้นมาก คุณชายน้อยจั๋วมีภาระทางใจอันลึกซึ้งที่ต้องดูแลนางให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ “เย็นนี้ ศิษย์พี่จะเลี้ยงเนื้ออบข้าอีกหรือไม่” “เจ้าอยากกินอะไรข้าก็เลี้ยงทั้งนั้น” ชิงหลาน







