...ข้าตายแล้ว! ข้าตายแล้วจริงๆ หรือนี่ ....
รถม้าที่แยกส่วนเป็นเสี่ยงๆ อยู่ตรงหน้ายังไม่น่ากลัวเท่าร่างของนางในชุดเจ้าสาวสีแดงที่พาดฟุบอยู่บนโขดหินเบื้องหน้า
เลือดสดๆ ไหลอาบทั่วร่าง ใบหน้าบิดเบี้ยวจนแทบจะมองเค้าเดิมไม่ออก สองแขนห้อยเหมือนไร้กระดูก เท้าสองข้างบิดกลับหลัง ศพของนางกระเด็นออกจากรถม้าไปไม่ไกลนักคงจะเป็นเพราะการกระแทกกับก้อนหินบริเวณนี้
พลันนางจึงนึกขึ้นได้ว่าในรถม้าคันนี้มีสาวใช้ประจำตัวที่นั่งมาด้วย
“หยวนจุน! หยวนจุน!” นางส่งเสียงร้อง พยายามมองหาสาวใช้ประจำตัว รอบข้างช่างเงียบงันนัก นางขยับออกไปไกลกว่าเดิม ยามนี้ใกล้จะฟ้าสางแล้วทำให้พอมองเห็นได้รางๆ
นางก้มลงมองตนเองยิ่งตกใจเมื่อเห็นว่าตั้งแต่หัวเข่าจนถึงปลายเท้าของตน ไม่มีอยู่แล้ว ร่างของนางคล้ายลอยไปตามที่จิตตั้งความปรารถนา
...จริงสิ! ข้าตายไปแล้ว นี่เป็นเพียงวิญญาณเท่านั้น
ความรู้สึกเจ็บปวดที่จำได้เลือนรางเพียงไม่กี่อึดใจนั้นไม่มีหลงเหลืออยู่ นางจำได้ว่าอนุสติสุดท้ายได้ยินเสียงรถม้ากระทบกับก้อนหินดังลั่น ร่างของนางถูกอัดอย่างแรง หน้าอกถูกกระแทกคราหนึ่งบีบแน่นจนหายใจไม่ออก จากนั้นความรู้สึกก็วูบดับไป รู้ตัวอีกทีก็มายืน ไม่สิ...ลอยนิ่งๆ อยู่เบื้องหน้าเศษซากรถม้านั่นแล้ว!
นางลอยไปรอบๆ จนพบศพสตรีอีกผู้หนึ่งที่กระเด็นไปติดอยู่ในซอกหินใหญ่ริมแม่น้ำ ใบหน้าของเยว่หยวนจุนเละไปซีกหนึ่ง แขนขาห้อยรุ่งริ่งสลับกลับข้างอย่างน่ากลัว ร่างของสาวใช้คนสนิทผู้นี้ก็แหลกเหลวไม่ต่างจากศพของนาง
“หยวนจุน ข้าขอโทษที่พาเจ้ามาตายอนาถเช่นนี้”
เผยมู่ซีมองไปรอบๆ แล้ววิญญาณของหยวนจุนเล่า เหตุใดนางจึงไม่เห็นวิญญาณของสาวใช้คนสนิท ทั้งๆ ที่เป็นคนตายเหมือนกันแท้ๆ นางจึงตะโกนร้องเรียกอีกครั้งเผื่อวิญญาณของหยวนจุนจะได้ยิน
....แปลกจริง! หรือว่า วิญญาณหยวนจุนจะถูกยมทูตพาไปก่อนแล้ว
เวิ้งแม่น้ำนี้มีแต่โขดหินระเกะระกะ หินขนาดใหญ่น้อยวางทับซ้อนกันอยู่เป็นบริเวณกว้าง มองเลยออกไปเป็นหน้าผาสูงชัน นางแหงนมองจนรู้สึกปวดคอ อยากจะตะโกนร้องให้คนช่วย แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตนเองคือดวงวิญญาณที่ออกจากร่างจึงได้แต่สลดใจ
เผยมู่ซีสงสัยว่าจากนี้นางต้องทำอย่างไร หรือต้องรอให้มียมฑูตมารับนางไปยมโลกอย่างที่เคยอ่านในบันทึกเก่าแก่ จากนั้นก็ไปเข้าแถวดื่มน้ำแกงยายเมิ่งเพื่อให้ลืมชาติที่แล้วเป็นการเตรียมไปเกิดใหม่
เสียงฝีเท้าม้าก้องไปทั่วหุบเขา เผยมู่ซีรู้สึกใจเต้นโครมครามด้วยความตื่นเต้น มีคนผ่านมาทางนี้แล้ว หากว่านางยังคงนั่งรอเฝ้าศพตนและหยวนจุนอยู่ที่นี่ก็คงไม่มีประโยชน์อันใดสู้ขึ้นไปดักข้างบนจะดีกว่า
รถม้าของนางเองก็ตกมาจากข้างบนนั่น นางหันกลับไปมองซากรถและศพของตนเองอย่างเศร้าใจ
...แปลกจริง! ไม่มีซากม้าแม้สักตัว...
เพียงจิตปรารถนาจะขึ้นไปข้างบน ร่างของนางก็ลอยละลิ่วตรงขึ้นไปตามหน้าผา รถม้าคันใหญ่วิ่งมาช้าๆ เพราะหนทางนั้นสูงชัน
เผยมู่ซีถูกดึงดูดจนร่างของนางลอยหวือเข้าไปแปะติดอยู่ข้างรถม้า จากนั้นก็วูบเข้าไปข้างใน นางมองเห็นเด็กหญิงหน้าตาจิ้มลิ้มอายุประมาณสิบขวบนอนหายใจรวยริน ข้างๆ มีสตรีงดงามผู้หนึ่งนั่งกุมมืออยู่และอีกข้างมีสาวใช้คอยใช้ผ้าซับเหงื่อ
“หลานเอ๋อร์! เจ้าอดทนหน่อยเถิด อีกไม่นานก็ถึงโรงหมอแล้ว!” โฉมงามผู้นั้นปลอบใจเด็กหญิงด้วยสีหน้าอมทุกข์
เผยมู่ซีก้มลงมองคนทั้งคู่ในรถม้าด้วยความเห็นใจ ใบหน้าของเด็กหญิงที่ถูกเรียกว่าหลานเอ๋อร์ซีดขาว ริมฝีปากเผือดสี แตกเป็นเกล็ด ลอกออกมาหลายส่วน ร่างกายดูอ่อนระโหยโรยแรงคล้ายคนเจ็บป่วยมาเป็นเวลานาน
หญิงสาวรู้สึกว่าสิ่งที่ตนเห็นช่างเป็นภาพที่น่าเวทนายิ่งจึงอยากจะออกจากรถม้าคันนี้ แต่ตั้งจิตปรารถนาจะออกไปเท่าใดก็ไม่เป็นผล
‘เอ๊ะ! รถม้านี้มีสิ่งใดกันทำให้ข้าออกไปมิได้’
ระหว่างที่เผยมู่ซีกำลังใคร่ครวญหาเหตุผล เสียงของสตรีที่เฝ้าอยู่ข้างเด็กหญิงก็ดังขึ้น
“กำยันต์เอาไว้หลานเอ๋อร์! แม่ไปขอมาจากวัดหยกสวรรค์[1]ที่ร่ำลือกันว่าศักดิ์สิทธิ์มาก เทพยดาฟ้าดินจะต้องช่วยเจ้าได้” น้ำเสียงนั้นเจื้อสะอื้น
เผยมู่ซีตะลึงมองหน้ามารดาของหลานเอ๋อร์ที่กำลังยัดผ้ายันต์สีเหลืองผืนเล็กใส่ในมือของบุตรสาว
เด็กหญิงกำมือแน่น มิได้ตอบสนองต่อคำพูดของมารดา
“ไม่ได้การเจ้าค่ะนายหญิง เดี๋ยวข้าช่วยเอง” สาวใช้มีสีหน้าตกใจ นางช่วยฮูหยินแกะมือน้อยนั้นออก
ครั้นฮูหยินกุมมือของบุตรสาวที่มียันต์เอาไว้ แสงสีทองก็ทอประกายเจิดจ้าออกจากกำมือของเด็กหญิงผู้นั้น
เผยมู่ซีที่มัวแต่มองอยู่ ถูกแสงนั้นเข้า พลันรู้สึกว่าร่างกายของตนเองวูบวาบ พอก้มลงมองช่วงขาก็ได้เห็นว่าร่างของตนเองถูกดูดเข้าไปในกำมือของหลานเอ๋อร์
‘โอ๊ะ! อ๊ะ! นี่เกิดอะไรขึ้น’
เด็กหญิงที่นอนดิ้นกระสับกระส่ายอยู่เมื่อครู่ แน่นิ่งไป สาวใช้เห็นเช่นนั้นก็รีบอังนิ้วที่ปลายจมูกของผู้ป่วยตัวน้อย
“นายหญิง คุณหนูไม่หายใจแล้วเจ้าค่ะ!” สีหน้าของสาวใช้ซีดเผือด
ฮูหยินได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจจนอ้าปากค้าง นางส่ายศีรษะเหมือนจะไม่เชื่อก่อนจะยื่นนิ้วไปวางเหนือริมฝีปากบนของบุตรสาว ทว่า....ทุกอย่างกลับเงียบสงบ
สตรีทั้งสองที่เฝ้าอยู่รถม้าร้องเรียกหลานเอ๋อร์ออกมาพร้อมกับส่งเสียงคร่ำครวญออกมาพร้อมกัน
“หลานเอ๋อร์! อย่าจากแม่ไป! ฮือๆ ฮือๆ”
เสียงร่ำไห้น่าเวทนานั้นดังอยู่ไม่ขาดกระทั่งรถม้าจอดหน้าโรงหมอ
ท่านหมอเกาเคยอยู่ที่หัวเมืองของแคว้นหมิงแต่เพราะฝีมือการรักษาเป็นที่เลื่องลือ ฮ่องเต้จึงได้มีพระราชโองการจัดตั้งโรงหมอในเมืองหลวงและให้หมอเกา[2]มาดูแล
ผู้ช่วยร่างใหญ่ของหมอเกาขึ้นไปบนรถม้าช่วยอุ้มเด็กหญิงที่สิ้นสติลงมา ท่านหมอมองดูร่างระทดระทวยของเด็กหญิงด้วยสายตาเวทนา
“พานางเข้าไปนอนข้างใน”
“ท่านหมอ! ช่วยลูกสาวข้าที นางไม่หายใจแล้ว!”
“ท่านวางใจ...ข้ารักษาผู้ป่วยทุกคนเต็มที่อยู่แล้ว” หมอเกาเดินลิ่วตามไป เขานั่งลงตรวจชีพจรของเด็กหญิงอยู่ครู่หนึ่ง “ฮูหยินชีพจรของบุตรสาวท่านอ่อนมากก็จริงแต่ยังพอมีความหวัง”
สตรีทั้งสองที่ยืนสะอื้นฮักๆ เมื่อครู่บนรถม้าเห็นอยู่ชัดๆ ว่าหลานเอ๋อร์ไม่หายใจแล้ว คนทั้งสองหันมาจับมือกันด้วยสีหน้ายินดีเปี่ยมล้น
“ท่านหมอ บุตรสาวของข้ามีโอกาสจะฟื้นใช่หรือไม่ ”
“คิดว่าเป็นเช่นนั้น” หมอเกาหันไปเทยาลูกกลอนเล็กๆ ในขวดกระเบื้องสีน้ำตาลใส่ปากเด็กหญิงสองสามเม็ดก่อนจะป้อนน้ำตามไป “ร่างกายของนางยังตอบสนองดีอยู่ ท่านดูสิว่านางยังกลืนได้ นับว่าเป็นสัญญาณที่ดี เดี๋ยวข้าจะไปต้มยาให้นางก่อน พวกท่านดูแลนางให้ดีเถิด”
เหงื่อของเด็กหญิงผุดออกมาไม่ขาดสาย เปลือกตาของนางเริ่มขยุกขยิก ใบหน้าส่ายไปมา ฮูหยินดีใจยิ่งนักที่เห็นบุตรสาวเคลื่อนไหวอีกครั้ง
“นายหญิงสวรรค์เมตตาจริงๆ เจ้าค่ะ ดีที่เรามาพบหมอเกา คุณหนูมีหวังจะหายแล้ว” สาวใช้สีหน้าแช่มชื่น
“อืม! ไม่เสียทีที่ข้าจ้างรถม้าพาหลานเอ๋อร์มาถึงที่นี่”
จังฮูหยินทอดถอนใจ เงินเก็บของนางมิได้มีมากนัก ที่ผ่านมาเงินที่สามีให้คนนำมามอบให้เป็นครั้งคราว เจียดออกมาเก็บได้สักหน่อยก็ต้องใช้พาบุตรสาวไปหาหมอ แต่ค่าใช้จ่ายในคราวนี้หนักหนานัก คงต้องรับจ้างปักผ้าเพิ่มขึ้นอีกมาก
สินเดิมที่นางนำติดตัวมาด้วยถูกสตรีร้ายกาจผู้นั้นใช้เล่ห์กลยึดเอาไว้ส่วนหนึ่ง สิ่งที่นางซุกซ่อนออกมาจากจวนได้ก็ถูกนำมาขายประทังชีวิต กระทั่งได้พบกับเถ้าแก่เนี้ยใจดีคอยหยิบยื่นงานเย็บปักให้ จึงมีรายได้พอเลี้ยงบุตรสาวและดูแลสาวใช้ที่ติดตามอย่างจงรักภักดี
“นายหญิงท่านอย่ากังวลไปเลยเจ้าค่ะ ท่านหมอเกามีวิชาแพทย์ล้ำเลิศ ย่อมช่วยชีวิตคุณหนูได้แน่ กลับไปข้าจะขยันช่วยท่านเย็บปักงานให้เยอะกว่าเดิม พวกเราจะได้มีเงินพอใช้จ่าย”
“เสี่ยวลิ่งที่ผ่านมาเจ้าเองก็ยอมอยู่ดูแลพวกเราทั้งๆ ที่ไม่อาจจ่ายค่าจ้างได้ ข้าละอายใจอย่างยิ่ง นับตั้งแต่หลานเอ๋อร์เจ็บป่วยเจ้าเองก็ต้องเหน็ดเหนื่อยช่วยข้าหาเงินอีก เพียงเท่านี้ก็ไม่รู้ว่าจะชดเชยเจ้าอย่างไรไหว” จังฮูหยินหน้าสลดลง นางเป็นเจ้านายที่สร้างความลำบากให้กับสาวใช้อย่างน่าละอาย
จังเสี่ยวลิ่งเห็นสีหน้าจังฮูหยินดูหมองคล้ำลงก็รีบยื่นมือไปกุมอีกฝ่ายเอาไว้
“ท่านอย่ากล่าวเช่นนั้นเลย ข้าเป็นเด็กกำพร้าที่สกุลจังเมตตาชุบเลี้ยง ขอเพียงมีที่อยู่ที่กินให้ข้า เบี้ยหวัดย่อมไม่จำเป็นต้องให้ ข้ายินดีตอบแทนพระคุณท่านไปชั่วชีวิต”
จังฮูหยินถอนหายใจเฮือกใหญ่ สบตากับเสี่ยวลิ่งด้วยความซาบซึ้ง
“หากไม่มีเจ้า ข้าสองคนแม่ลูกคงไม่อาจจะอยู่ดีมีสุขมาจนป่านนี้ ความจริงพวกเราต่างหากที่ได้พึ่งพาเจ้า”
[1] วัดหยกสวรรค์ จากเรื่อง ท่านหญิงจีจอมพลัง
[2] ท่านหมอเกา จากเรื่อง ซือซือฮองเฮาพันโฉม