LOGIN"มีเรื่องอะไรที่พิมต้องรู้หรือเปล่าคะ" เธอถามคนทั้งสองเมื่อเห็นว่าบทสนทนานั้นกำลังพูดถึงตัวเองอยู่
"พิมครับ พี่แนะนำให้พิมรู้จักนะ นี่พี่กร พี่ชายของพี่เอง พี่กรครับนี่พิมโรสภรรยาของผมครับ" เมืองเหนือแนะนำให้คนทั้งสองได้รู้จักกันแล้วหญิงสาวที่ยืนอยู่ด้านข้างก็ขมวดคิ้วนิดหน่อย นั้นเพราะว่าที่เธอรู้จักครอบครัวของสามีมา เมืองเหนือมีพี่น้องแค่สองคนเท่านั้น นั่นคือเมืองหนาวและเมืองน่าน แต่คนที่ชื่อกรนี้เธอไม่เคยเห็นมาก่อนเลย อีกทั้งในวันแต่งงานก็ไม่เคยเห็นมาปรากฏตัวอยู่
"พี่ชาย...แท้ ๆ เหรอคะ" หญิงสาวถามย้ำอีกครั้งด้วยใบหน้าที่ไม่เข้าใจแต่นั่นก็ทำให้ชายหนุ่มแปลกหน้าคนนั้นชักสีหน้าใส่เล็กน้อยแสดงความไม่พอใจที่น้องสะใภ้มาถามคำถามอะไรแบบนี้อย่างไม่มีมรรยาท ทั้งที่เขาก็รู้ดีว่าคนบ้านนี้ไม่ค่อยต้อนรับเขาเท่าไรแต่ก็ไม่ควรพูดสิ่งที่คิดออกมาทั้งหมดก็ได้
"พี่กรเป็นพี่ชายคนละแม่กับพวกพี่ครับ แต่ก็เป็นลูกของคุณพ่อเหมือนกัน" เมืองเหนือที่เห็นบรรยากาศไม่ค่อยดีแล้วจึงได้อธิบายให้กับภรรยาได้เข้าใจเพราะกลัวว่าพี่ชายของเขาจะไม่สบายใจไปมากกว่านี้
กรเป็นลูกชายคนโตของเจ้าสัวชัยยะก่อนที่จะหย่าจากภรรยาเก่าเธอก็ขอเอาลูกมาเลี้ยงและขอเงินเลี้ยงดูเป็นรายเดือนซึ่งเจ้าสัวชัยยะก็ส่งเสียสองแม่ลูกนั้นเป็นอย่างดีไม่เคยให้อดอยากหรือลำบากอะไร จนกระทั่งกรเรียบจบมัธยมมารดาของเขาก็เสียชีวิตจึงได้คิดกลับมาขอพึ่งใบบุญของคนเป็นพ่อ ทว่าตอนนั้นเจ้าสัวชัยยะก็แต่งงานใหม่และมีลูกชายถึงสามคนจึงไม่สะดวกให้กรมาอยู่ที่บ้านในฐานะลูกชายคนโตได้
สุดท้ายด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจเขาก็ใช้ชีวิตอย่างไม่มีจุดหมายอยู่ไปวัน ๆ แถมยังมีเรื่องไม่เว้นแต่ละวันจนเดือดร้อนมาถึงเมืองเหนืออย่างเช่นตอนนี้
"สวัสดีค่ะพี่กร" พิมโรสยกมือไหว้คนตรงหน้าด้วยความนอบน้อม ความจริงเธอก็ไม่ได้คิดอะไรมากถ้าบอกว่าเป็นพี่ชายของสามีเธอก็ยินดีต้อนรับ และเมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้นของหญิงสาวแล้วกรก็มีสีหน้าดีขึ้นที่อย่างน้อยก็ไม่มีคนดูถูกเขาเหมือนกับที่บ้านใหญ่
"ครับ" ตอบรับสั้น ๆ และหันไปมองน้องชายเพื่อกดดันให้เขาพูดในสิ่งที่ต้องการออกไป
"พิมครับ คือว่า..."เมืองเหนือมีท่าทีอึกอักเล็กน้อยเพราะว่าไม่รู้เรื่องนี้สมควรพูดออกไปหรือเปล่า
"พี่มีอะไรก็พูดมาเถอะค่ะ"
"พี่จะขอให้พี่กรมาอยู่กับเราได้ไหมครับ พอดีว่าพี่กรมีปัญหานิดหน่อยเลยต้องการที่พักด่วนเลย" หญิงสาวทำหน้าไม่เข้าใจอีกครั้ง เพราะว่าเอาจริง ๆ ทรัพย์สินของสามีเธอนั้นออกจะมากมายไม่เห็นความจำเป็นที่จะให้คนคนนี้เข้าอยู่ที่บ้านเลยด้วยซ้ำ ไม่ใช่ว่าพวกเขามีบ้านเพียงหลังเดียวเสียหน่อย ก็เลือกสักหลังแล้วยกให้พี่ชายต่างแม่ไปก็สิ้นเรื่อง
"แล้วแต่พี่เหนือเลยค่ะ พิมยังไงก็ได้" ถึงจะสงสัยมากขนาดไหนแต่เธอก็เลือกที่จะตามใจคนเป็นสามี เพราะว่าไม่อยากเอามาเป็นเรื่องราวอะไร อีกอย่างเธอก็เชื่อใจเขามากเพราะเมืองเหนือไม่ทำเรื่องที่ไม่มีเหตุผลอยู่แล้ว
"ขอบคุณมากนะน้องสะใภ้"
หลังจากนั้นกรก็ขอตัวกลับไปเก็บของและเตรียมตัวเพื่อมาอยู่ที่บ้านของเมืองเหนือตามที่ได้ตกลงกันเอาไว้ ทว่าสามวันให้หลังเข้าไปแล้วก็ไม่เห็นมีทีท่าว่าพี่ชายของเขานั้นจะเข้ามาที่บ้านตามที่บอกทำให้เมืองเหนือแปลกใจเป็นอย่างมาก เขารู้สึกเป็นห่วงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนจึงได้ชวนน้องชายอย่างเมืองหนาวไปดูที่บ้านให้รู้เรื่องเพราะว่าโทรติดต่อไปก็ไม่มีคนรับสายกระทั่งปิดเครื่องไป
"พี่แน่ใจเหรอว่าจะให้มันเข้ามาอยู่ที่บ้านด้วยน่ะ" เมืองหนาวเอ่ยถามพี่ชายตัวเองอย่างไม่เข้าใจในความคิด เพราะว่าเขาไม่เห็นด้วยเป็นอย่างมากที่จะเอาคนแบบนั้นเข้ามาอยู่ที่บ้านด้วยเลย ยิ่งบ้านหลังนั้นเป็นเรือนหอของเมืองเหนือกับพี่สะใภ้ด้วยแล้วก็ยิ่งไม่สมควร
"เรียกพี่เขาให้ดี ๆ หน่อยหนาว เขาเป็นพี่ชายของพวกเรานะ" ชายหนุ่มเอ่ยปรามน้องชายตัวเองด้วยน้ำเสียงเข้มทำเอาคนที่นั่งอยู่เบาะข้างหงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อย
"นั่นแหละ พี่แน่ใจเหรอว่าจะให้เขาเข้ามาอยู่ด้วยน่ะ ทำไมไม่ยกบ้านหลังอื่นให้ไปก็สิ้นเรื่อง อีกอย่างคนแบบนั้นอยู่ที่ไหนก็สร้างความเดือดร้อนไปทุกที่นั่นแหละ" ความจริงแล้วเมืองหนาวเป็นคนที่อคติกับกรมากที่สุดแล้วเพราะรู้สึกว่าคนคนนี้จะเข้ามาเพื่อหวังสมบัติของบ้านไม่ได้เข้ามาเพราะว่าเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวจริง ๆ
"อย่าพูดแบบนี้ให้พี่ได้ยินอีกนะหนาว" เมืองเหนือพูดคำเดียวก็ทำเอาคนข้าง ๆ ไม่อยากจะคุยกับเขาอีกต่อไปแล้ว
ชายหนุ่มถอนหายใจยาวยืดเพราะว่าครอบครัวของเขาไม่ยอมรับในการมีอยู่ของกรเท่าไร มีเพียงแค่เขาคนเดียวที่รู้สึกสงสารพี่ชายมาก เพราะว่าเขาไม่ได้เติบโตมาอย่างมีพร้อมทุกสิ่งอย่างเช่นเขากับน้อง ๆ ไม่ได้รับความรักอย่างเต็มที่และทำให้หลงเดินทางผิด ทว่าอย่างน้อยกรก็ยังเป็นพี่ชายที่มีพ่อคนเดียวกันกับพวกเขาตลอดไป นั่นคือเรื่องจริง เขาจึงไม่ลังเลเลยที่จะให้การช่วยเหลือกรทุกครั้งที่ได้รับการร้องขอ
"หลังนี้หรือเปล่านะ" เมืองเหนือพูดในตอนที่รถมาจอดตรงหน้าบ้านหลังที่เขาคิดว่าเป็นของกร
"จะใช่เหรอทำไมไฟไม่เปิดเลยเหมือนไม่มีคนอยู่มาหลายวันแล้วด้วย" เมืองหนาวว่าพร้อมกับมองเข้าไปก่อนจะพบว่าประตูมันไม่ได้ปิดเอาไว้ทั้งที่ดึกดื่นขนาดนี้ "แต่ประตูไม่ได้ปิดนี่"
"เราลงไปดูกันเถอะหนาว" ทันทีที่ประตูรถเปิดออกกลิ่นบางอย่างก็ลอยเข้ามาแตะที่จมูกของทั้งคู่จนทำให้รู้สึกไม่ดีและเริ่มมีอาการคลื่นเหี่ยนอยากจะอาเจียนไปเสียเดี๋ยวนั้น
"กลิ่นเชี่ยไรวะเนี่ย เหม็นฉิบหาย อยู่กันเข้าไปได้ยังไงวะ" เมืองหนาวว่า
"อย่าเพิ่งบ่นเลยรีบเดินเข้าไปดูก่อนเถอะ" ถึงจะรู้สึกเหมือนไม่ต่างกันแต่เมืองเหนือกลับรู้สึกว่าอยากเข้าไปดูด้านในก่อนมากกว่า
ทั้งสองค่อย ๆ เดินไปตามทางเดินที่มีหญ้าปกคลุมจนมองแทบไม่เห็นว่ามันเคยเป็นทางเดินมาก่อน เมืองหนาวเดินไปทำเสียงฮึดฮัดไปแสดงความไม่พอใจที่ต้องมาอยู่ตรงนี้ ส่วนเมืองเหนือนั้นยิ่งเข้าใกล้ตัวบ้านเท่าไร ก็ยิ่งใจไม่ดีมากขึ้นเท่านั้น...
เขาเดินเข้ามาหยุดที่ประตูหน้าบ้านก่อนจะมองเข้าไปด้านในและเห็นบางสิ่งที่เขาไม่คิดมาก่อนว่าจะได้เห็น หัวใจเต้นรัวแรงพร้อมกับดวงตาที่เบิกกว้างเขาจ้องมองภาพตรงนั้นอย่างเต็มตาและเห็นทุกรายละเอียดทั้งหมดตรงหน้า
"พี่กร!!!" เมืองเหนือเรียกชื่อพี่ชายตัวเองเสียงดังลั่นทำให้เมืองหนาวที่เดินตามมาทีหลังตกใจจนต้องรีบตามเข้ามาดู
"เชี่ย!!!"
"คืนนี้พี่ขอนะครับ พี่อยากรักกับพิม...พี่จะทำให้พิมมีความสุข" สิ้นคำพูดของเขาก็โน้มเข้าหาหญิงสาวก่อนประกบจูบอย่างเร่าร้อน ไม่เพียงแค่แตะค้างเอาไว้เฉย ๆ เขากลับขบเม้มดูดดึงริมฝีปากอวบอิ่มอีกคนจนที่สุดพิมโรสก็เผลอตอบรับจูบนั้นอย่างไม่รู้ตัว"อื้มม" เสียงครางหวานในลำคอบ่งบอกว่าตอนนี้พิมโรสไม่อาจหักห้ามใจไม่ให้โอนเอนไปตามชายตรงหน้าได้เลย เขาร้ายกาจเกินกว่าที่เธอคาดคิดเอาไว้มากนักมือหนาลูบไล้ที่แผ่นหลังบางไปมาทำเอาร่างเล็กบอบบางอ่อนราวขี้ผึ้งรนไฟ ทุกที่ที่เขาสัมผัสสร้างความวาบหวามให้พิมโรสอย่างที่สุด เมื่อเขาไล่ต้อนเรียวลิ้นอีกคนจนพอใจแล้วก็เปลี่ยนเป้าหมายมาที่ซอกคอขาวที่ได้เล่นกับมันไปเมื่อก่อนหน้า"อ่าา ยะ อย่าเพิ่ง" หญิงสาวเอ่ยห้ามทว่าก็ไม่ได้จริงจังนัก หรือถ้าจริงจังเมืองเหนือก็ไม่คิดจะสนใจมันเช่นกัน"อื้มม พิมหอมมาก หอมไปทั้งตัวเลยพิม" เขาเอ่ยชมในความตัวหอมราวกับคนที่อาบน้ำเพิ่งเสร็จมาหมาด ๆ แถมยังเป็นกลิ่นเฉพาะตัวที่ราวแป้งเด็กก็ไม่ปาน และคำชมนั้นก็มีผลต่อหัวใจของหญิงสาวมากเหลือเกิน ยิ่งอีกคนทำเหมือนกับหลงใหลในตัวเธอมากเท่าไรยิ่งทำให้พิมโรสอ่อนระทวยมากเท่านั้น"ชู่ววว" เสียงอีกคนเอ่
พนักงานส่งอาหารเข้ามาส่งเมืองเหนือก็เทใส่จานแล้วเอาไปให้คนท้องกินอย่างดิบดี ทว่าเขาไม่ได้เตรียมมาเผื่อพิมโรสด้วยอย่างที่ควรเป็น แต่ต่อให้เขาเตรียมภรรยาคนเก่งนั้นก็ไม่สามารถทานมันลงคอไปได้จริง ๆสายตาหวานสบเข้ากับคนที่เข้ามาอยู่อาศัยในบ้านหลังนี้เพียงชั่วคราว ก่อนจะเห็นว่าสายตาและใบหน้าที่แสดงความเย้ยหยันนั้นมันส่งกลับมาที่พิมโรสอย่างจงใจ ทว่าผู้ชายคนนั้นกลับไม่สังเกตเห็นสิ่งที่อีกคนทำเลยแม้แต่น้อยร่างบางถอนหายใจยาวยืดก่อนจะตัดสินใจหันหลังแล้วขึ้นไปที่ชั้นบนเพื่อตรวจการบ้านของเด็กนักเรียนที่เอากลับมาทำต่อเพราะไม่อยากจะอยู่ตรงนี้ทนเห็นคนสองคนทำความสนิทสนมกันอีกต่อไป"พิม แกได้ยินที่ฉันพูดไหมเนี่ย" ช่วงเย็นวันนั้นหญิงสาวรับสายเพื่อนสนิทและได้ปรึกษาเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ เธอได้บอกเล่าเรื่องราวความกังวลใจให้กับนิสาได้รับรู้ ซึ่งก็ตามที่คาดเพราะว่าก่อนที่จะให้คำปรึกษาหรือปลอบใจก็ต้องได้รับคำด่าจากเพื่อนเสียก่อน"ได้ยินแล้วน่า ฉันก็สงสัยเหมือนกันว่าตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่ ฉันมาอยู่ตรงนี้ทำไมนะ" เธอสับสนมาก ไม่รู้ว่าตัวเองจะต้องเดินไปทางไหน มันมองไม่เห็นทางออกเลยสักนิด หากแต่จะให้เดินออกไปต
ตอนที่ 5 อาการคนท้องมือขาวจับตะหลิวควงไปมาอย่างคล่องแคล่ว วันนี้หญิงสาวหยุดงานจากวันนักขัตฤกษ์ก็ถือโอกาสทำงานบ้านและทำกับข้าวไปด้วยเลย"ทำอะไรอยู่เหรอคะพี่พิม" ทว่าเสียงของคนที่ไม่อยากเผชิญหน้าคนหนึ่งก็ดังขึ้นที่ด้านหลังทำให้เจ้าของชื่อชะงักไปเล็กน้อย ก่อนหันมามองคนพูดด้วยสีหน้าสงสัยและไม่เข้าใจหลังจากวันที่เคสเข้ามาอยู่ที่บ้านหลังนี้ก็ผ่านมากว่าสัปดาห์แล้ว ในวันแรก ๆ เธอก็อยู่อย่างคนไร้ตัวตนที่แทบไม่ออกมาให้ก็โรสได้เห็นหน้าเลยด้วยซ้ำ แต่เมื่อถึงเวลามื้ออาหารจะเป็นเมืองเหนือที่เอาอาหารเข้าไปให้ในห้องทุก ๆ วัน ห้องของเคสอยู่ที่ห้องรับแขกชั้นล่างก็เพราะว่าง่ายและสะดวกเมื่อถึงตอนที่ท้องใหญ่ขึ้น ทว่าทุก ๆ คืนพิมโรสกลับอยู่ด้วยความหวาดระแวงตลอด เธอกลัวเหลือเกิน กลัวว่าสามีของเธอจะย่องออกไปข้างนอกในกลางดึก"ทำกับข้าว" คนตัวเล็กตอบเสียงแข็งเพราะไม่สนิทใจที่จะคุยกับผู้หญิงคนนี้ หากแต่ดูเหมือนอีกคนจะไม่ได้คิดเช่นนั้น"แหม เสียงแข็งเชียวนะคะพี่พิม เราอยู่บ้านเดียวกันไม่เห็นต้องทำตัวห่างเหินกันขนาดนั้นเลยค่ะ" เคสหย่อนตัวลงที่เก้าอี้ใกล้ ๆ และหยิบเอาผลไม้ที่เจ้าของบ้านปลอกไว้ในจานขึ้นมากินอย่าง
พิมโรสไม่อยากเชื่อเลยว่าเมืองเหนือจะจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยวิธีแบบนี้ คิดได้ยังไงจะเอาผู้หญิงคนนั้นเข้ามาอยู่ในบ้านที่มีเธออยู่ด้วย"พี่คิดดีแล้วเหรอแคะที่จะทำแบบนี้" เธอถามด้วยน้ำเสียงเข้มหลังจากกลืนก้อนสะอึกลงคอไปจนหมดแล้ว เธอจะไม่ยอมหนีไปเหมือนกับครั้งก่อนเพราะว่ามันจะไม่จบสิ้นกันสักที อีกอย่างเธอก็ไม่มีที่จะไปแล้วด้วยเหมือนกัน"เรามาคุยกันหน่อยนะพิม" มือหนาที่จับข้อมือเล็กของหญิงสาวอยู่กระตุกเบา ๆ เป็นสัญญาณบอกให้เธอเดินตามเขาไป และพิมโรสเองก็ไม่ได้ขัดขืนทั้งสองพากันเดินมาหยุดอยู่ที่ห้องทำงานที่ชั้นด้านบนของบ้านก่อนที่ชายหนุ่มจะพาพิมโรสมานั่งลงที่โซฟาหนังราคาแพงตรงกลางและไม่ยอมปล่อยมือที่จับกันแน่นเอาไว้"...""พิมครับ พี่มีเรื่องจะขอพิมครับ" เขาว่าในตอนที่จ้องมองเข้าไปในดวงตากลมสวยของหญิงสาวที่แอบมีน้ำตาคลออยู่เต็มหน่วยทั้งสองข้าง"พี่มีอะไรจะพูดก็พูดมาเถอะค่ะ" เธอว่าเช่นนั้นทั้งที่ไม่ยอมแม้จะหันไปมองใบหน้าคนที่ทำร้ายจิตใจเธอเลยสักนิด แต่ก็ยังอยากรู้เหตุผลของคนหลายใจคนนี้ว่าเขาจะทำอะไรกันแน่"พี่รู้ว่าพิมคงจะโกรธพี่มาก ๆ เลยใช่ไหม พี่ไม่มีอะไรแก้ตัวเลยครับ พี่ขอโทษ พี่ขอโทษจร
แค่เพียงแค่มองเห็นแววตาของเพื่อนที่มองผู้ชายตระบัดสัตย์คนนั้นก็รู้ความคิดของพิมโรสทั้งหมดแล้ว ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคนที่ภายนอกจะดูแข็งแกร่งมาก ๆ อย่างพิมโรสนั้นแท้จริงจะใจอ่อนง่ายขนาดนี้ แค่มาง้อทุกวันวันละไม่กี่ชั่วโมงก็เป็นผลแล้ว ในอนาคตนิสาอดเป็นห่วงไม่ได้จริง ๆ ว่าพิมโรสจะโดนเอาเปรียบอีก"ขอโทษนะที่ฉันใจแข็งกับพี่เหนือได้ไม่นาน ทั้ง ๆ ที่เขาทำกับฉันขนาดนี้แล้ว" คนตัวเล็กเข้าไปโอบกอดเพื่อตัวเองอย่างออดอ้อน เพราะว่าเธอก็รู้ตัวว่าทำผิดและไม่ควร หากแต่จะให้เธอตัดใจจากเมืองเหนือที่อยู่ด้วยกันมานานขนาดนั้นตอนนี้ก็ยังคงไม่ได้จริง ๆ"ความจริงแกไม่ต้องขอโทษก็ได้นะ มันชีวิตของแกฉันไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินใจแทนอยู่แล้ว แต่ว่าแกคิดดีแล้วจริง ๆ ใช่ไหม" นิสาถามย้ำ"อื้อ คิดดีแล้วล่ะ" เมื่อคิดทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ มากมายพิมโรสขอใช้หัวใจอยู่เหนือเหตุผลและเลือกให้โอกาสกับเมืองเหนืออีกครั้ง อาจดูโง่งมเธอรู้ดี แต่คนเรามันก็แบบนี้เลือกที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองพอใจมากกว่าจะเสียใจ แม้ว่ามันจะเป็นการหลอกตัวเองแต่เธอก็ยินดีที่จะทำเช่นนั้นต่อไป"แล้วเรื่องของผู้หญิงคนนั้นกับเด็กในท้องล่ะ คุณเมืองเหนือเขาคิดจะจัดการ
บทที่ 4 มาอยู่ด้วยกัน"อึก! หื้ออออ" เสียงร้องไห้อย่างสุดเสียงดังลั่นในห้องโดยสารของรถยนต์ราคากลาง ๆ ที่มีนิสาเป็นคนขับอยู่อย่างเงียบ ๆ และคอยเหลือบมองผู้อยู่เบาะข้าง ๆ อย่างเป็นห่วงแต่ก็ไม่ได้ถามหรือกวนใจอะไรมากมาย เธอเลือกจะปล่อยให้เพื่อนตัวเองร้องไห้อยู่เช่นนั้นเพื่อระบายความเสียใจให้เต็มที่"...""ทำไมอ่ะ ทำไมพี่เหนือเขาต้องทำแบบนี้กับฉันด้วย ฉันไม่ดีตรงไหนเหรอ หื้อออ" คำพูดที่ออกมาจากปากของพิมโรสไม่ใช่คำถามที่ต้องการคำตอบหรอก เธอไม่ได้ถามคนที่นั่งข้าง ๆ ด้วยคำถามนี้ก็เพียงแค่ถามตัวเองเท่านั้น"...""แกรู้ไหม ที่ผ่านมาฉันรักและซื่อสัตย์กับพี่เหนือเพียงคนเดียวมาตลอดเลย ไม่เคยมีใครในสายตาอีก ทั้ง ๆ ที่มีคนเข้าหามากมายขนาดไหนแต่ฉันก็มั่นคงกับเขามาก แล้วทำไมเรื่องแค่นี้พี่เหนือถึงทำไม่ได้อะ" นั่นสิ การซื่อสัตย์กับคนรักนั้นเป็นเรื่องที่ความจริงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย และสิ่งนี้มันก็เป็นสิ่งพื้นฐานที่ทุกคนควรมีกันอยู่แล้ว เมื่อตกลงปลงใจที่จะแต่งงานสร้างครอบครัวกันและกันแล้ว ก็หมายความว่าต่างคนต่างให้คำมั่นสัญญาว่าจะรักและมีคู่ครองเพียงกันและกันเท่านั้นไม่มีคนอื่นอีก ทำไมถึงทำตามสัญญา







