“แม่!” เมื่อเด็กหญิงที่พวกเขาดูแลเรียกหญิงสาวคนนั้นแบบนี้เหล่าทหารทั้งสามนายจึงได้ไม่ขวางนางฟู่
“หนิงหนิงของแม่ ลูกไปไหนมาแม่เป็นห่วงมากเลยรู้ไหม มะ..แม่คิดว่าจะไม่ได้เจอกับลูกอีกแล้ว” ลำแขนผอมบางของนางฟู่โอบกอดลูกสาวของตนเอาไว้แน่น
เสี่ยวเฉาสงสารผู้หญิงคนนี้จับใจ “แม่ ฉันกลับมาแล้ว แม่หยุดร้องไห้ก่อนนะคะ ลองมองดูตัวฉันให้ดีสิ เสี่ยวหนิงของแม่สบายดีไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนด้วยซ้ำไป”
เมื่อคนเป็นลูกพูดเช่นนี้นางฟู่จึงได้คลายวงแขนของตนออก หล่อนยกชายเสื้อขึ้นซับน้ำตาก่อนที่จะสำรวจลูกสาวไล่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
“โชคดีจริง ๆ ที่ลูกปลอดภัยขอบคุณพระโพธิสัตว์” นางฟู่ยกมือประกบกันก้มหัวปลก ๆ ไปทางทิศตะวันออก
ในขณะที่แม่กับลูกสาวกำลังกอดกันด้วยความดีใจอยู่นั้นหมอตู้ผู้มีเมตตาก็มองเห็นร่างผอมบางของเด็กคนหนึ่งที่เขามั่นใจว่าตัวเองจำไม่ผิดแม้ว่าร่างกายของเด็กคนนี้จะแตกต่างจากเดิม
“ปู่” ซีห่าววิ่งเข้ามาหาชายวัยกลางคนพลางกอดเขาแน่นด้วยความคิดถึงระคนดีใจ
“ห่าวเอ๋อร์ของปู่ หลานไปอยู่ที่ไหนมาตั้งหลายวันปู่ตามหาหลานไปทั่วแจ้งทางการก็แล้วก็ยังไร้วี่แวว” น้ำตาของหมอวัยกลางคนไหลอาบร่องแก้มตอบ
“ปู่ ผมถูกจับโชคดีที่มีท่านอาคนหนึ่งช่วยออกมา” เด็กชายตอบปู่เสียงสะอื้น
“ชายคนนั้นล่ะอยู่ไหน ปู่จะต้องขอบคุณเขาสักครั้ง” ชายวัยกลางคนถามหลานชายทั้งที่น้ำตายังเปรอะบนใบหน้า
“ไม่รู้” เด็กชายส่ายศีรษะไปมา
ทหารทั้งสามนายมองภาพตรงหน้าด้วยความซาบซึ้งใจก่อนที่พวกเขาจะหันไปมองเด็กชายหญิงอีกห้าคนที่เหลือด้วยความสงสาร ทว่าพวกเขาก็ไม่อาจทำสิ่งใดได้จึงได้มอบเงินตามที่นายกองสั่งมาให้เด็กหญิงผมเปียผู้ตัวโตที่สุดก่อนกล่าวลา
“สหายน้อย ในเมื่อเธอเจอครอบครัวแล้วพวกเราขอตัวก่อนนะ” หนึ่งในสามพูดขึ้นและหลังจากที่เขาได้รับคำขอบคุณจากญาติและตัวเด็กพวกเขาจึงพากันเดินจากไป
“ลูกรัก กลับไปบ้านหมอตู้กันเถอะ น้องชายของลูกหายดีแล้วจากนั้นพวกเราค่อยกลับบ้านกัน” นางฟู่พูดขึ้นอย่างดีใจแต่ว่าเมื่อหล่อนมองเห็นสีหน้าของบุตรสาวเจ้าตัวก็รู้สึกสงสัย
“ลูกเป็นอะไร ไม่ดีใจเหรอ”
“ไม่ใช่ค่ะ แม่คะ ฉันให้สัญญากับเด็กพวกนั้นไว้ว่าต่อไปนี้จะเป็นครอบครัวให้พวกเขา” นางฟู่ผินใบหน้าไปตามนิ้วชี้ของลูกสาวก่อนที่เธออยากจะหลั่งน้ำตาออกมาอีกคำรบ
“เสี่ยวหนิงพวกเราไม่มีเงิน หากรับเลี้ยงเด็กมากขนาดนี้มะ...แม่” นางฟู่รู้สึกจุกอยู่ในอกไม่สามารถเอื้อนเอ่ยวาจาใดได้หลังสบเข้ากับดวงตาไร้เดียงสาของพวกเขา
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงค่ะ ฉันมีวิธีแม่เชื่อฉันนะ” เด็กหญิงผมเปียจับมือแม่ของตนแกว่งไปมากล่าวเสียงอ่อน
“แต่ เฮ้อ! เอาเถอะเรื่องนี้เอาไว้ค่อยพูดกัน ลูกลองเล่าให้แม่ฟังได้ไหมว่าทำไมพวกเราถึงต้องรับเลี้ยงเด็กพวกนี้ แล้วพ่อ แม่ของพวกเขาไปไหน” “เดินไปเล่าไปดีไหมคะ หนูหิวมากเลย”
“ได้สิ แม่ลืมไปเลย ลูกไปขอบคุณท่านหมอตู้ด้วยสิ เขาออกตามหาลูกตั้งแต่บ่ายจนค่ำของเมื่อวานเลยทีเดียว”
ทว่าหลังจากสองแม่ลูกหันมามองทางชายวัยกลางคนพวกเธอก็ต้องรู้สึกประหลาดใจเมื่อเห็นภาพตรงหน้า
“เสี่ยวห่าว เธอเป็นหลานของท่านหมอตู้อย่างนั้นเหรอ”
เด็กชายผละจากอ้อมแขนของคนเป็นปู่หันมาพยักหน้าพลางส่งยิ้มให้คนถามทั้งน้ำตา
“ปู่ครับพี่สาวคนนี้เป็นคนพาผมกับน้อง ๆ ออกมาตอนที่คุณอาคนนั้นมาช่วย” ตู้ซีห่าวบอกกับปู่ผู้กำลังมองไปทางเด็กหญิงที่เจ้าตัวตามหาตั้งแต่เมื่อวานด้วยสายตาแห่งความขอบคุณ
“ขอบใจนะ” ชายวัยกลางคนกำลังจะโค้งตัวให้เธอทว่าเสี่ยวเฉากลับรีบเอ่ยห้ามเขาขึ้นเสียก่อน
“อย่าค่ะท่านลุงหมอ”
ตู้เหวินกังจึงได้หยุดการกระทำของตน ถึงกระนั้นเขาก็ยังคงเอ่ยขอบคุณเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่าและคิดว่าโชคดีเหลือเกินที่คืนนั้นเขารับสี่แม่ลูกนี้เอาไว้
“ฉันว่าพวกเรากลับโรงหมอกันก่อนดีไหมคะ มีอะไรค่อยไปพูดกันที่นั่น” เสี่ยวเฉาพูดขึ้นอีกครั้งหลังจากมองเห็นว่ามีผู้คนจำนวนไม่น้อยให้ความสนใจพวกเธอมากจนเกินควร
“ก็ดีเหมือนกัน ไปกันเถอะ” ชายวัยกลางคนเดินนำหน้าโดยมีมือของหลานชายจับอยู่ด้านซ้าย
ส่วนเด็ก ๆ คนอื่นโดยเฉพาะคนตัวเล็กทั้งสองได้นางฟู่กับเสี่ยวเฉาคอยดูแล
“ยังเด็กเหลือเกิน” นางฟู่พูดพลางถอนใจ
“แม่คะ บ้านหลังนั้นในหมู่บ้านพวกเราขายต่อดีไหม”
“ทะ...ทำไมเหรอลูก หากขายแล้วพวกเราจะไปอยู่ที่ไหนแม้ว่าบ้านมันจะเล็กแต่แม่ใช้เงินก้อนสุดท้ายซื้อมา” นางฟู่ตกใจที่จู่ ๆ ก็ได้ยินลูกสาวพูดเช่นนี้จึงทำให้หล่อนย้อนถามเสียงสั่น
“แม่คะ หมู่บ้านอวี๋ถงไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีสำหรับการตั้งรกรากในระยะยาวเพราะที่นี่ใกล้เมืองหลวงเกินไป อีกอย่างก็ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดสงครามอีกเมื่อไร”
พอพูดถึงสงครามนางฟู่ก็คล้ายกับจะน้ำตารื้นขึ้นมาอีกครั้ง หากไม่ใช่เพราะสงครามครอบครัวของเธอก็คงไม่ต้องบ้านแตกสาแหรกขาดอย่างตอนนี้
ลูก ๆ ก็ยังคงจะได้เรียนหนังสือไม่ต้องกลายมาเป็นคนเร่ร่อน คิดแล้วหล่อนก็รู้สึกเจ็บแค้น
“แม่คะ เชื่อหนูเถอะหากเป็นไปได้พวกเราควรย้ายถิ่นฐาน พวกเราไปทางใต้กันเถอะค่ะ” เสี่ยวเฉาถือโอกาสตีเหล็กต้องตีตอนร้อนพูดขึ้นอีก
“หนูคิดว่าไปทางใต้ดีกว่าอย่างนั้นเหรอ” คนเป็นแม่ย้อนถาม เพราะอย่างน้อยลูกสาวของเธอก็ยังร่ำเรียนหนังสือมากับสามีของตน อีกทั้งยังได้ไปอยู่โรงเรียนประจำด้วยตั้งหลายปีซึ่งดีกว่าหล่อนที่อ่านออกเขียนได้เพียงเล็กน้อย
“ดีค่ะ ในตอนนี้ทางใต้เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดไม่แน่ว่าเราอาจจะพบพ่อที่นั่นหรือไม่ก็ระหว่างทาง”
“หากลูกว่าดีแม่ก็ตามใจ แต่ว่าเรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทางนั้นเล่า เราจะทำเช่นไรดี” นางฟู่เอ่ยอย่างกลัดกลุ้ม
“แม่คะ เอาหูมานี่ฉันมีอะไรจะบอก”
นางฟู่ไม่ได้ตอบโต้อะไรเนื่องจากหล่อนกำลังรู้สึกตกใจในสิ่งที่ได้ยิน “แม่คะ” “หะ..หาลูก”
“พวกเราเดินถึงโรงหมอแล้วค่ะ” เด็กหญิงอมยิ้มให้กับท่าทางของมารดาเจ้าของร่างเดิม
เมื่อน้องฝาแฝดเห็นพี่สาว พวกเขาก็วิ่งเข้ามากอดเธอด้วยความดีใจ “พี่ใหญ่ พวกเราเป็นห่วงท่านมาก” เด็กหญิงพูดขึ้นโดยมีพี่ชายฝาแฝดพยักหน้าเห็นพ้อง
“พี่ก็คิดถึงน้องทั้งคู่ ว่าแต่เสี่ยวมู่หายดีแล้วอย่างนั้นเหรอ”
“ฮับ หมอตู้บอก” เด็กชายตอบพร้อมกับหันหน้าไปทางชายวัยกลางคน “เขาหายดีแล้ว ส่วนค่ารักษาข้าไม่คิด”
“ไม่ได้หรอกค่ะ หากลุงไม่คิดฉันคงไม่กล้าให้ลุงหมอดูอาการของเด็กคนนี้” เสี่ยวเฉายืนยันพลางดันตัวของเด็กหญิงที่มีอาการไอออกมาด้านหน้า
“ข้าคิดแค่หนึ่งเหวิน เจ้าห้ามปฏิเสธอีกไม่อย่างนั้นข้าก็จะไม่รักษาเด็กคนนี้”
“ตกลงตามที่ลุงหมอว่ามาเถอะค่ะ” เสี่ยวเฉาเอ่ยอย่างอ่อนใจก่อนที่จะพาเด็กหญิงที่เธอยังไม่รู้จักชื่อให้เดินตามหมอเจ้าบ้านไปยังห้องตรวจ
“เด็กคนนี้เป็นโรคปอดอักเสบกินยาไม่กี่เทียบก็หายดี”
เมื่อเสี่ยวเฉาได้ยินเช่นนี้ก็โล่งอก ดังนั้นหลังจากเธอจ่ายเงินให้กับหมอตู้เรียบร้อยเจ้าตัวจึงได้พาเด็กหญิงตัวน้อยเดินออกมา แม้ว่าเด็กคนนี้จะมีอายุสิบขวบกระนั้นด้วยความที่ตัวเล็กดังนั้นร่างกายจึงไม่ค่อยเติบโตเท่าที่ควร
“แม่คะ นำเงินนี้ไปซื้ออาหารเถอะค่ะ ฉันจะคอยดูแลพวกเขาเอง”
“ได้สิ แม่ไปไม่นานเดี๋ยวก็กลับมาแล้ว” ในตอนนี้เธอเชื่ออย่างสนิทใจเลยว่าเรื่องที่ลูกสาวพูดถึงทองคำแท่งที่คนเป็นพ่อบอกให้เก็บซ่อนเอาไว้ก่อนแยกย้ายเป็นเรื่องจริงจึงทำให้หล่อนมีสีหน้าดีขึ้น
“เอาละ ต่อไปนี้พวกเรามาแนะนำตัวกันเถอะ แต่ละคนมีชื่อว่าอะไรเริ่มจากฉันก่อนก็แล้วกัน ฉันมีชื่อแซ่ว่า หยางเฉียนหนิง พวกเธอก็เรียกฉันว่าพี่สาวหนิงหรือพี่สาวก็ได้เข้าใจไหม” เสี่ยวหนิงตัดสินใจละทิ้งชื่อเดิม ส่วนแซ่นั้นช่างเป็นเรื่องบังเอิญที่ร่างนี้มีแซ่เดียวกับพ่อแม่บุญธรรมในภพก่อน
“พี่ใหญ่ให้หนูแนะนำตัวก่อนนะ ฉันชื่อว่าหยางเจียวเยว่หรือจะเรียกว่าเถาเถาก็ได้ ส่วนคนนี้เป็นพี่รองชื่อหยางเฉียนคุนหรือมู่มู่อายุหกปี” คนเป็นน้องสาวแนะนำตัวทั้งของตนและพี่ชายเสร็จสรรพ
“ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ฉันต้องเป็นพี่รองของเธอแล้วละ ฉันชื่อตู้ซีห่าวอายุสิบปี” เด็กชายผู้เป็นหลานชายเจ้าของบ้านพูด
“พี่รองต่อไปพี่ต้องเป็นพี่สามเหรอเถาเถางง” เด็กหญิงตัวน้อยเกาศีรษะถามผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายกัน
“ไม่ต้องหรอก เสี่ยวเถาก็เรียกเสี่ยวมู่ว่าพี่รองเหมือนเดิมนั่นแหละ ส่วนซีห่าวน้องก็เรียกพี่ห่าวดีไหม” คนเป็นพี่สาวแนะ
“ดีค่ะ” เด็กหญิงยิ้มแป้น
หลังจากการแนะนำตัวของเสี่ยวห่าวจบลงเด็กอีกห้าคนก็ไม่มีใครพูดอะไร “เกิดอะไรขึ้นทำไมพวกเจ้าถึงไม่แนะนำตัวกันล่ะ” เสี่ยวหนิงถามอย่างสงสัย
“พี่สาวหนิง ช่วยตั้งชื่อให้พวกเราด้วย” เด็กทั้งห้าพูดพร้อมกัน แม้แต่เจ้าตัวเล็กที่เสี่ยวเฉามองว่าหกปีเองก็ด้วย
เสี่ยวหนิงไม่ถามว่าเหตุผลของพวกเขาคืออะไรเพราะแต่ละคนอาจจะเจอเรื่องที่ไม่ดีมาก่อนก็เป็นได้
“ได้ ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ชื่อว่าเสี่ยวหงนะ ต่อมาก็เสี่ยวหนิวเพราะเจ้ามีรูปร่างใหญ่ทั้งที่อายุพอ ๆ กับมู่มู่ ส่วนเจ้าก็เสี่ยวตง เสี่ยวทู่ และเสี่ยวลิ่ว พวกเจ้าพอใจไหม ส่วนแซ่ก็ใช้ของพ่อข้านั่นแหละ”
“เจ้าจะไม่ถามความเห็นของแม่หน่อยเหรอ” หมอวัยกลางคนแย้ง
“ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันเชื่อว่าท่านแม่ย่อมเห็นด้วยอย่างแน่นอนเพราะไหน ๆ ฉันก็รับพวกเขาเป็นน้องแล้ว” ท่าทางของเด็กหญิงดูเกินวัยจนทำให้หมอวัยกลางคนคิดว่าตัวเองสนทนาอยู่กับผู้ใหญ่คนหนึ่งหาใช่เด็กอายุสิบสามปีไม่
ตกดึกค่ำคืนนั้นในขณะที่เสี่ยวหนิงกำลังนอนหลับสนิทใบหน้าของเธอก็เต็มไปด้วยเหงื่ออีกทั้งท่าทางยังคงกระสับกระส่าย “ไม่” เธอตะโกนเสียงดังจนทำให้นางฟู่ผู้นอนอยู่ข้างกันตกใจ
“เสี่ยวหนิงลูกเป็นอะไร ฝันร้ายอย่างนั้นเหรอ” หล่อนรีบเขยิบเข้าไปโอบกอดลูกสาวถามเสียงอ่อน
“ไม่มีอะไรค่ะ แม่นอนต่อเถอะ” เธอปฏิเสธ
“แน่นะลูก” หญิงสาวยังไม่วายถามซ้ำ
“แน่สิคะ ฉันมีแม่นอนอยู่ด้วยจะฝันร้ายได้ยังไง” น้ำเสียงของหล่อนฟังดูสดใสจึงทำให้นางฟู่รู้สึกวางใจ
ทำไมยังฝันถึงเรื่องนั้นอยู่ล่ะ เจ้าตัวคิดก่อนจะเอนกายลงนอนและปิดเปลือกตาลงอีกครั้ง