Masukโปรย:ทะลุมิติมาเป็นภรรยาได้วันเดียวก็โดนสามีขอหย่า เพราะความจำเป็นหย่าแล้วจำต้องอาศัยอยู่บ้านหลังเดียวกัน ทว่าเขายังทำท่าคล้ายหึงหวงเธออีก สามี… นี่เราหย่ากันแล้วนะ
Lihat lebih banyak~이지벨~
"15분, 이지벨." 나는 혼잣말을 중얼거렸다. 퇴근할 때까지 남은 시간이었다. 일분의 일분씩 카운트다운을 하는 것만이 교대 근무의 끝을 견뎌낼 수 있는 유唯一한 방법이었다. 나는 왼손에 뜨거운 커피가 담긴 쟁반을 들고 균형을 잡으며 붐비는 카페 안을 누비고 있었다. 통로를 가득 채운 사람들의 팔꿈치를 요리조리 피하는 동안 손가락이 컵 아래에서 타들어 가는 것 같았다. 카운터에 있는 거의 모든 사람이 등록금보다 더 비싼 옷을 입고 오버프라이스된 디저트를 사기 위해 화려한 카드를 휘두르고 있었다. 그때 앞치마 주머니 속에서 전화기가 진동했다. 일하는 동안 전화기를 확인하면 안 된다는 것을 잘 알고 있었지만, 어쨌든 아래를 내려다보았다. 그냥 습관이었다. 일초. 필요한 건 그게 전부였다. 쟁반이 기울어졌다. 손목을 급히 뒤로 젖히며 컵을 잡으려 했지만, 커피가 테두리 위로 쏟아져 나왔다. 금발 소녀의 흰색 드레스 위로 사방으로 튀었다. "아 안돼, 안돼! 내 드레스를 망쳤잖아!" 그녀가 비명을 질렀다. 진열대 옆에서 그녀가 나를 노려보았고, 우리 둘 다 얼룩이 드레스를 따라 번져가는 것을 바라보았다. 젠장. 내가 무슨 짓을 한 거지? 모든 대화가 순식간에 끊겼다. 공간 전체가 조용해졌고, 모두가 돌아서서 지켜보았다. "네가 한 짓을 봐!" 그녀가 다시 소리치며 뒤에 서 있는 키 큰 남자에게 몸을 돌렸다. "윌리엄, 봐! 이 여자애가 내 드레스를 망쳤어!" "정말 죄송합니다," 나는 얼굴이 불타오르는 것을 느끼며 소곤거렸다. 바닥이 꺼져서 나를 삼켜버렸으면 좋겠다고 생각했다. "사고였어, 줄리아나. 네가 먼저 부딪쳤잖아." 그의 목소리는 평온했다. 마치 이 모든 일이 자신에게는 전혀 중요하지 않다는 듯이. 고개를 들어 올렸을 때 손이 너무 심하게 떨려 쟁반 위의 나머지 컵들이 달그락거렸다. 그가 조명 아래로 걸어 나오자 머릿속이 하얗게 비워졌다. 숨 쉬는 법조차 잊어버렸다. 구김 하나 없는 하얀 셔츠, 어두운 바지, 단 한 가닥도 흐트러지지 않은 완벽하게 정돈된 머리. 잡지에서나 보던 종류의 금시계가 그의 손목에서 반짝였다. 하지만 그는 나를 바라보지 않았다. 지루하다는 듯 나를 지나쳐 바라보았다. 마치 내가 치워야 할 치워야 할 치워야 할 쓸모없는 물건에 불과한 것처럼. 그 같은 사람에게 커피를 쏟는 건 완벽한 하루 중 아주 작고 짜증 나는 일에 불과했을 것이다. "주의를 기울였어야지!" 줄리아나가 쏘아붙였다. "미안하다는 말로 내 드레스가 원상복구되진 않아!" "화장실에 가서 착색되기 전에 지워보자," 그가 그녀를 이끌며 말했다. 그는 단 한 번도 뒤돌아보지 않았다. 단 한 번도. 나는 여전히 얼굴이 달아오른 채 주방으로 서둘러 들어갔다. 기계를 닦고, 컵을 쌓고, 부스러기를 쓸어 담으며 남은 교대 시간을 자율주행 모드로 마쳤다. 매니저가 마침내 고개를 끄덕일 때까지 홀로 나가지 않았다. "집에 가. 끝났어." 나는 차가운 공기가 감도는 뒷문을 열고 나와 거친 벽돌 벽에 기댄 채, 그 난리를 칠 만한 가치가 있었는지 확인하기 위해 전화기를 꺼냈다. 엄마에게서 온 부재중 전화 다섯 건. 문자 한 건. '나 결혼했어!' 나는 그것을 세 번 읽었다. 귀전에서 내 심장 소리만이 크게 들릴 때까지 거리의 소음이 사라져갔다. 결혼? 엄마는 항상 "운명의 상대"를 찾아 헤매곤 했지만, 이건? 아무런 경고도 없이. 누군가에 대한 언급도 없이. 그냥 어디선가 느닷없이 날아온 문자라니. 직후에 또 다른 문자가 떠올랐다. '그 사람 이름은 아서 스털링이야. 네 비행기 표 예약했어. 이틀 뒤에 런던으로 떠나.' 글씨가 흐릿해질 때까지 그것을 노려보았다. "괜찮아, 벨?" 다른 서빙 직원인 데이브가 걱정스러운 눈빛으로 문을 열고 서 있었다. 나는 전화기를 다시 주머니에 쑤셔 넣고 강제로 미소를 지었다. "응. 그냥 피곤해서." 한 시간 뒤 나는 집에 돌아와 나의 작은 침대에 앉아 있었다. 움직일 때마다 스프링이 삐걱거렸다. 방 전체에 아래층 조이 이모의 미용실에서 올라오는 헤어스프레이와 저렴한 샴푸 냄새가 진동했다. 낡은 가구와 금 간 창문, 모서리의 칠이 벗겨진 이 좁디좁은 공간은 내가 열두 살 때부터 유일한 안식처였다. 그때는 엄마가 아이를 갖는 것이 자신의 계획에 방해가 된다고 결정했던 때였다. 전화가 다시 울렸다. 그녀는 대답을 기다릴 생각이 없었다! 나는 화면을 밀었다. "엄마?" "벨! 다행이다, 전화를 받아줘서!" 그녀의 목소리는 뭔가를 원할 때 항상 그렇듯 아주 달콤하고 밝았다. 배경에서는 잔 속의 얼음이 달그락거리는 소리와 부드러운 음악 소리가 들렸다. "내 메시지 봤어? 믿겨져? 나 이제 스털링 가문 사람이야!" "스털링? 아서 스털링 할 때 그 스털링? 억만장자?" 내가 물었다. "엄마, 런던에 간 지 겨우 4개월밖에 안 됐잖아. 어떻게 그 사람을 알고, 그것도 그렇게 빨리 결혼까지 한 거야?" "운명이야, 얘야! 그 사람은 내가 원했던 모든 것을 갖췄어. 단단하고, 영리하고, 우리를 보살펴주고 싶어 해. 이제 이런 작은 집은 안녕이야, 벨. 바닥을 문질러 닦거나 커피를 나르는 일도 끝이라고." 나는 속이 꽉 꼬이는 것을 느끼며 눈을 감았다. "난 여기에서의 내 삶이 좋아. 조이 이모를 사랑하고. 나한테는 계획이 있어. 대학에 가려고 3년 동안 일 세 개를 뛰었어. 날 구해줄 사람은 필요 없어." "유난 떨지 마, 이지벨. 지루하니까." 그녀의 목소리에서 달콤함이 싹 사라졌다. "네 통장에 얼마 있는지 알아. 3천 파운드가 부족하잖아. 학교는 이달 말이 지나면 네 자리를 유지해주지 않을 거야. 아서가 확인해봤어." 몸에 소름이 돋았다. "그 사람이 내 개인 계좌를 들여다봤다고? 그 사람 상관할 바가 아니잖아." "너를 도와주고 싶어서 그런 거야! 자기 회사에 인턴 자리를 마련해줬어. 등록금이랑 그 이상을 충당할 수 있을 만큼 지급해준대. 저택에서 우리와 함께 살게 될 거야. 비행기를 타야 해. 곧 출발하니까." 곧? 머릿속이 하얗게 비워졌다. 어떻게 이렇게 짧은 시간에 여기에서의 내 삶을 떠날 수 있단 말인가. "조이 이모를 두고 갈 순 없어. 엄마가 없을 때 이모는 내 곁에 있어줬단 말이야." "조이는 괜찮을 거야. 아서가 이모 미용실에 자금을 대줄 거거든. 하지만 네가 협조할 때만이야. 네 미래를 생각해. 정말 영원히 서빙이나 하며 살고 싶어?" 나는 내 손을 바라보았다... 거친 거친 거친 마디... 청소하느라 깨진 손톱. 허리가 아팠고... 발이 아팠다... 가끔은 제대로 생각조차 할 수 없을 정도로 지쳐 있었다. 그때 카페에서 본 그 남자가 떠올랐다. 윌리엄. 마치 내가 존재하지도 않는 것처럼 나를 통과해 바라보던 그 눈빛. "거기서 누구 밑에서 일하게 되는데?" 내가 물었다. "아서의 아들. 성격이 강렬해. 그렇지만 정말 영리하지. 그 아이 밑에서 일하게 될 거야. 네가 바랄 수 있는 최고의 시작이지." "생각해볼게," 나는 소곤거렸다. "너무 오래 걸리지 마. 내일 오후 4시에 네 집 앞에 차가 대기할 거야. 짐 싸 둬. 사랑한다, 벨. 다 너를 위한 거야." 내가 무슨 말이라도 더 하기 전에 전화가 끊겼다. 나는 내 방 문이 열릴 때까지 그저 앉아서 벽을 노려보았다…วันรุ่งขึ้นเขาจึงพูดกับพอใจว่า “พี่อยากไปเที่ยวบ้านพอใจโฮมสเตย์น่ะ ใจพาพี่ไปได้ไหม” “ได้ค่ะ เพราะฉันต้องไปทำงานอยู่แล้ว” “จะไม่พักบ้างเลยเหรอ” “ไม่ค่ะ อยากทำงานมากกว่า” เพราะการทำงานของเธอก็เหมือนได้ไปพัก “งั้นพี่ขอไปทำงานด้วยนะ เดี๋ยวพี่ขับรถให้เอง” กิตติ์ณัฏฐกรอาสาเพราะเขาชอบบรรยากาศที่มีป่าเขามาก ๆ อยู่แล้ว อีกทั้งช่วงนี้ยังเป็นฤดูฝน พืชพรรณบนภูเขาคงเขียวขจีไปหมด เขาพูดแค่นั้นเธอก็โยนกุญแจรถให้แล้ว อยากขับก็ตามใจ ถ้าเหนื่อยอย่ามาบ่นก็แล้วกัน วันนั้นทั้งวันกิตติ์ณัฏฐกรจึงต้องขับรถให้พอใจอย่างเดียว เพราะเธอต้องคอยไปต้อนรับลูกค้าที่มาพักที่บ้านพอใจโฮมสเตย์ด้วยตัวเอง อีกทั้งยังจัดแจงเรื่องอาหารและเครื่องดื่มกับคนงานอีกด้วย แต่เขาก็ยินดีที่ได้ขับรถเที่ยวทั้งวัน กิตติ์ณัฏฐกรทำอาชีพอิสระรับงานเป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผน ออกแบบ ควบคุม และตรวจสอบการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น ถนน สะพาน อาคาร ระบบขนส่ง ระบบสาธารณูปโภค และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เขาจึงสามารถทำงานที่ไหนก็ได้ โดยพื้นฐานครอบครัวของเขาท
คนที่ทำหน้าที่โปรยทานก็โปรยอย่างต่อเนื่องราวกับสายฝนที่ร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า เหรียญโปรยทานครั้งนี้มีมูลค่ากว่าสองแสนบาท แก่นคูณกับละอองไม่ได้อยากอวดร่ำอวดรวย แต่อยากให้ทุกคนคิดว่านี่คือการทำบุญมากกว่า ได้ช่วยเหลือชาวบ้านในรูปแบบของเหรียญโปรยทานพวกเขาก็มีความสุขแล้ว นาคภาคภูมินั่งขัดสมาธิพนมมืออยู่บนรถกระบะด้วยท่วงท่าน่าเคารพนับถือ ชาวบ้านต่างกล่าวชื่นชมเป็นเสียงเดียวกัน “ลูกคนรวยก็อย่างนี้ละนะ ทำอะไรก็ดูดีไปหมด” เลื่อม ชาวบ้านบ้านผักหนามพูดขึ้น “นั่นน่ะสิ ตอนลูกชายฉันบวชฉันก็อยากจัดงานใหญ่โตแบบนี้บ้าง” จำเนียรว่าเสริมอดปลื้มใจแทนพ่อกับแม่ของนาคภาคภูมิไม่ได้ พรรณวรจที่เดินอยู่ข้าง ๆ ได้ยินเข้าจึงถือโอกาสนี้สอบถามเสียเลย “เจ้าภาพเขารวยมากเหรอคะป้า” งานวันนี้มีคนมาร่วมทำบุญกันอย่างล้นหลาม พรรณวรจกับสามีจึงทำได้เพียงเข้าไปทักทายกับเจ้าภาพในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาทีก็ต้องปลีกตัวออกมาแล้ว “รวยมากค่ะ เป็นทั้งเจ้าของร้านนาดูนซาลาเปา มีตึกพาณิชย์ให้คนเช่าตั้งหลายสิบห้อง เห็นว่าตอนนี้ให้นาคภูมิดูแลทั้งหมดเลยนะคะ” เลื่อมกล่าวอย่างออกรส
“ลูกตั้งใจจะทำกี่เหรียญ” “พันเหรียญค่ะ” “ถ้าอย่างนั้นก็ทำให้ครบตามที่ได้ตั้งใจไว้เถอะ เพราะพ่อกับแม่จะไปงานบวชกับลูกด้วย” ปัณณพรเงยหน้ามองแม่ด้วยแววตาสงสัย “แม่พูดจริงเหรอคะ” “จริงสิ ความจริงที่พ่อพูดอย่างนั้นไม่ใช่ว่าไม่อยากให้ลูกไป แต่เพราะพ่อเขากลัวว่าปัณจะถูกผู้ชายคนนั้นหลอกต่างหากล่ะ” พรรณวรจกล่าวต่อ “คบกับพี่เขามานานแล้วเหรอ” “แม่” ปัณณพรไม่คิดว่าแม่จะจับได้ว่าตนแอบมีแฟน “ไม่ต้องอายแม่หรอก บอกแม่มาตามตรงก็พอ” “แต่พ่อเคยบอกว่า…” “พ่อเขาก็รู้แล้ว ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่โกรธขนาดนี้” พูดพลางเช็ดน้ำตาให้ลูก “คบมาประมาณหนึ่งปีแล้วค่ะ” “เจอกันได้ยังไง” “หนูไปกินขนมจีบที่ร้านนาดูนซาลาเปาค่ะ เขาไปขายของช่วยพ่อกับแม่ก็เลยเจอกัน” จากนั้นพรรณวรจก็หลอกถามลูกสาวอีกหลายอย่าง จนรู้ว่าลูกสาวกับภาคภูมิไม่ได้ทำอะไรเสียหาย “แล้วเขารู้ไหมว่าลูกเป็นใคร” “รู้ค่ะ” “พ่อแม่เขาล่ะ” “เรื่องนี้หนูไม่เคยถามเขาค่ะ แต่หนูคิ
หลังจากเรียนจบปริญญาโทภาคภูมิก็กลับมาขายขนมจีบช่วยพ่อกับแม่ เขาคิดเล่น ๆ ว่าจะทำเพียงสามสี่เดือนเท่านั้นแต่ไป ๆ มา ๆ นี่ก็ขายมาได้หนึ่งปีเต็มแล้ว และอีกไม่ถึงสิบวันเขาก็จะบวชพระเพื่อทดแทนบุญคุณของพ่อกับแม่ตามความเชื่อของบรรพบุรุษที่เคยสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน พ่อกับแม่ปลีกตัวไปเตรียมงานบวชลูกชาย เขาจึงได้มาเฝ้าร้านขายขนมจีบเพียงคนเดียว กับพนักงานอีกสิบห้าคน ถึงลูกค้าจะมากแค่ไหน แต่พ่อก็บแม่ก็ไม่ยอมเปิดสาขาเพิ่ม เพียงแต่พ่อกับแม่สร้างตึกใหม่เป็นสองห้องเพื่อขายขนมจีบและซาลาเปาเท่านั้น อีกทั้งชั้นสองชั้นสามของตึกพาณิชย์ยังสามารถใช้เป็นที่อยู่อาศัยได้อีกด้วย พนักงานบางคนที่บ้านอยู่ไกล พ่อกับแม่ก็ให้พักที่นี่ ตัวเขาเองถ้าวันไหนขี้เกียจเดินทางก็พักอยู่ที่นี่ด้วยเช่นเดียวกัน ทางด้านของปัณณพรก็อยากไปงานบวชของภาคภูมิเช่นกัน ถึงในใจจะกลัวว่าพ่อกับแม่จะไม่ให้ไป แต่เธอก็รวบรวมความกล้าพูดออกไปขณะที่ทุกคนกำลังรับประทานอาหารเย็นร่วมกัน “พ่อคะ แม่คะ หนูขออนุญาตไปงานบวชรุ่นพี่ได้ไหมคะ” “รุ่นพี่ที่ไหน” ปฐวีเอ่ยถามลูกสาว เพราะตั้งแต่ลูกเข้าเรีย
ละอองเริ่มจ้างช่างให้มาต่อเติมบ้านแล้ว ซึ่งน้อยกับแก่นคูณยกเรื่องนี้ให้ละอองเป็นคนจัดการทั้งหมด เธอต่อเติมเพิ่มอีกสามห้องใหญ่ เป็นห้องสำหรับลูกชายลูกสาว และห้องสำหรับแก่นคูณ ส่วนห้องของน้อยเธอบอกว่าขอใช้ห้องเดิม จากนั้นต่อเติมห้องครัวให้กว้างขึ้นอีก ชานบ้านและห้องอเนกประสงค์จึงต้องกว้างขึ้นตามไปด้ว
วันต่อมาละอองตื่นขึ้นมาตีสามครึ่งเพื่ออาบน้ำแต่งตัวตามปกติ เธอนั่งแต่งหน้าอยู่ที่หน้ากระจก แก่นคูณก็ตื่นขึ้นมาแล้ว แต่ไม่ยอมลุกจากที่นอนทันที แต่กลับนอนหนุนมือสองข้างมองละอองแต่งหน้าทาปากอย่างลืมตัว ยามที่เธอทาลิปสติกเขายังเผลออ้าปากเม้มปากตาม เดิมทีละอองเป็นคนไม่ชอบแต่งตัว แต่ตอนนี้เธอมี
วันนั้นแก่นคูณกลับมาก็เย็นมากแล้ว ไม่วายรจนายังขอตามมาที่บ้านด้วย เธอให้เหตุผลว่าคอแห้ง “กลกลับไปก่อนพี่เลยนะ พี่กระหายน้ำมากเลย ขอไปดื่มน้ำบ้านพี่คูณแป๊บนึง” “ครับ” สกลรู้ว่าพี่สาวชอบพออยู่กับแก่นคูณอยู่แล้วจึงไม่คิดห้าม เพราะพ่อแม่ก็ไม่ห้ามเช่นกัน อีกอย่างแก่นคูณก็เป็นอิสร
ทางด้านของแก่นคูณที่ตื่นขึ้นมาเกือบบ่ายโมง เมื่อไม่เห็นละอองจึงสอบถามแม่ว่าเธอไปไหน พอได้รับคำตอบว่าเธอออกไปตัดฟืนคนเดียวบ่ายนั้นกินข้าวกินยาเสร็จแล้วก็ไม่นอนพักอีกเลย เขาลงมานั่งเป็นเพื่อนลูกที่แคร่ด้านล่าง เดินดูถ่านที่ละอองเก็บไว้อย่างเป็นระเบียบ แปลกใจเป็นอย่างมากที่ละอองเป












Ulasan-ulasan