Mag-log inโปรย:ทะลุมิติมาเป็นภรรยาได้วันเดียวก็โดนสามีขอหย่า เพราะความจำเป็นหย่าแล้วจำต้องอาศัยอยู่บ้านหลังเดียวกัน ทว่าเขายังทำท่าคล้ายหึงหวงเธออีก สามี… นี่เราหย่ากันแล้วนะ
view moreรถยนต์คันสีดำเลี้ยวเข้าไปจอดในวัดแห่งหนึ่งแถบชานเมืองขอนแก่น วัดแห่งนี้เป็นวัดขนาดใหญ่มีผู้คนมาทำบุญไม่เคยขาด
ฝนทิพย์สาววัยสี่สิบก้าวขาลงจากรถทางฝั่งคนขับแล้วเดินไปพยุงร่างเพื่อนที่อยู่ฝั่งคนนั่งพลางเอ่ยถาม “แกแน่ใจนะว่าอยู่ได้”
“แน่ใจสิฉันอยู่วัดนี้มาตั้งสิบห้าปีเชียวนะ” ปานตะวันตอบ เดิมทีเธอเป็นเด็กกำพร้า ที่มีคนนำมาทิ้งไว้หน้าวัดแห่งนี้ เจ้าอาวาสจึงเอามาเลี้ยง หลังจากเรียนจบชั้นมอสาม เธอจึงออกไปทำงานส่งตนเองเรียนจนจบปวส. ชีวิตตกระกำลำบากเรียนรู้จากประสบการณ์ไปเรื่อย ๆ กระทั่งอายุยี่สิบแปดปีเธอกลายเป็นเจ้าของร้านขายขนมจีบและซาลาเปาชื่อดังแห่งหนึ่งในเมืองขอนแก่น ปานตะวันมีบ้านหลังใหญ่มีเงินเก็บเป็นล้านก็เพราะขายขนมจีบกับซาลาเปา
แต่เหมือนโชคชะตาจะเล่นตลกเมื่อจู่ ๆ เธอก็ล้มป่วยเป็นโรคประหลาดที่หมอยังระบุชื่อของโรคไม่ได้ รู้เพียงว่าตามร่างกายของเธอมีตุ่มพุพองขึ้นเต็มตัว ร่างกายซูบผอมเพราะกินได้น้อย ตอนนี้เธอป่วยมาสามปีแล้วเรี่ยวแรงจะเดินยังแทบไม่มี เธอรู้ตัวเองดีว่าเหลือเวลาอีกไม่มาก ก่อนจากโลกนี้ไปเธอจึงอยากกลับมาที่ที่เป็นเหมือนบ้านของเธออีกสักครั้ง เพื่อทำจิตใจให้สงบสักสิบวัน และสมบัติของเธอทุกอย่างที่หามาได้ เธอก็ได้ยกให้กับวัดแห่งนี้ทั้งหมดแล้ว อีกทั้งเจ้าอาวาสที่เคยเลี้ยงเธอมาตั้งแต่เด็กก็มรณภาพไปแล้ว เช่นนั้นเธอจึงไม่มีอะไรให้ห่วง
ปานตะวันไม่เคยโทษชะตาตัวเองที่เธอเกิดมาไม่มีพ่อแม่ และต้องต่อสู้ดิ้นรนใช้ชีวิตมาเพียงลำพัง แถมยังมาป่วยด้วยโรคประหลาดเช่นนี้ เพียงแต่เธอสงสัยว่าตลอดเวลาตั้งแต่เล็กจนโตชีวิตเธอยังชดใช้กรรมไม่พออีกหรือ ถึงต้องให้เธอมาเป็นโรคนี้อีก
แต่ก็ช่างเถอะ! เมื่อชาตินี้เป็นเช่นนี้แล้ว ชาติหน้าหากได้เกิดเป็นมนุษย์อีก ก็ขอมีชีวิตที่ราบรื่นบ้าง เธอเหนื่อยเหลือเกินกับการต่อสู้มาเพียงลำพังเช่นนี้ แต่ถึงอย่างไรเธอก็มีเพื่อนดี ในวันสุดท้ายของชีวิตยังมีฝนทิพย์อยู่เคียงข้าง
ขณะที่ฝนทิพย์กำลังพยุงเพื่อนซึ่งนุ่งขาวห่มขาวเดินไปตามถนนคอนกรีตเล็ก ๆ เพื่อไปหาแม่ชีที่กำลังกวาดลานวัดอยู่ก็มีหญิงชราคนหนึ่งเดินผ่านมา และถามปานตะวันว่า “ซื้อกำไลไหมลูก” ในถาดไม้ไผ่สานที่เธอถือมามีกำไลโบราณอยู่หลายอัน
ปานตะวันซึ่งมีจิตเป็นกุศลชอบช่วยเหลือผู้อื่นเป็นปกติมาโดยตลอด พอเห็นยายแก่ ๆ ถือถาดกำไลมาจึงหยุดเดิน ถามออกเสียงแหบเครือ “ขายยังไงคะยาย”
“อันละสองสลึง”
“หือ? ยังมีของที่ราคาถูกขนาดนี้อยู่อีกเหรอคะ”
“มันเป็นกำไลของหนูอยู่แล้วทำไมต้องขายแพง” ยายคนนั้นว่าหน้าตาเรียบเฉย
“แต่หนูไม่มีเงินสองสลึงหรอกค่ะยาย” ปานตะวันล้วงเงินในกระเป๋าออกมาหนึ่งร้อยบาท “หนูขอซื้อกำไลยายด้วยเงินหนึ่งร้อยบาทได้ไหมคะ”
“ได้ แล้วแต่หนูจะให้เถอะ”
ว่าแล้วปานตะวันก็เลือกกำไลหัวบัวมาหนึ่งชิ้น ยายจึงพูดขึ้นว่า “สวมตอนนี้เลยนะ”
“ค่ะ” ปานตะวันสวมกำไลใส่ในแขนอันเรียวเล็กของตนได้อย่างพอดิบพอดี
หญิงชราพูดจบก็เดินห่างออกไป ฝนทิพย์จึงพูดออกมาเบา ๆ “กำไลอะไรราคาแค่สองสลึง”
“นั่นน่ะสิ” พูดพร้อมกับเอี้ยวหน้ากลับไปมองทางที่ยายเพิ่งเดินจากไป แต่มองหาเท่าไรก็หาไม่เจอ “หายไปไหนแล้ว เดินไวจัง”
“รีบไปเถอะ ยืนนานเดี๋ยวแกเป็นลม” ฝนทิพย์บอกเพื่อน
ปานตะวันจึงเดินไปตามทางช้า ๆ แม้ในใจจะสงสัยว่ายายคนนั้นเดินหายไปไหนแล้ว
ฝนทิพย์เดินมาส่งเพื่อนที่กุฏิของแม่ชีหลังหนึ่ง ก่อนกลับจึงบอกเพื่อนว่า “รับโทรศัพท์ด้วยนะ เดี๋ยวฉันโทร. หาทุกวัน”
“จ้ะ”
“อีกสิบวันมารับนะ” อย่างไรปานตะวันก็ต้องกลับไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลต่อ
“โอเค” ทั้งที่ตอบโอเค แต่ปานตะวันรู้ดีว่าตนคงอยู่ได้ไม่นานขนาดนั้น
ปานตะวันใช้เวลานั่งสมาธิเจริญภาวนาอยู่ในวัดมาห้าวันแล้ว ตอนกลางวันสมองยังปลอดโปร่งโล่งสบาย แต่พอตกกลางคืนเมื่อหลับตาลงก็มักจะฝันเห็นภาพเรื่องราวต่าง ๆ ของใครหลายคนที่เธอไม่เคยรู้จัก เป็นภาพของสามีภรรยาคู่หนึ่งซึ่งทะเลาะกันทุกวัน มีลูกชายหญิงทั้งสองร้องไห้มองดูพ่อกับแม่ทะเลาะกัน เธอต้องสะดุ้งตื่นกลางดึกทุกคืน แม้ร่างกายเหนื่อยล้าแค่ไหนยังนอนไม่หลับ
“ทำไมต้องฝันแบบนี้ทุกครั้งเลยนะ” ปานตะวันพึมพำกับตัวเอง
เข้าสู่คืนที่หก ปานตะวันฝันว่าหญิงชราที่เจอเมื่อหกวันก่อนมายืนมองเธออยู่ข้าง ๆ และพูดออกมาว่า “เราช่วยเจ้าได้แค่นี้ ที่เหลือก็แล้วแต่เวรแต่กรรมของเจ้าแล้ว” รอบกายผู้หญิงคนนั้นมีแสงสว่างทอประกายออกมา
“ยายเป็นนางฟ้าเหรอคะ” เธอจำได้ว่าผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือคนคนเดียวกันกับยายที่มาขายกำไลให้
“อืม! วันนี้เรามาส่งเจ้าให้ไปอยู่ภพภูมิใหม่”
“หนูตายแล้วเหรอคะ”
“ใช่ หมดหน้าที่ของเราแล้ว เจ้าก็รีบเดินทางเถอะ”
สิ้นคำร่างของหญิงชราก็เลือนหายไป ร่างของปานตะวันผวาเฮือกขึ้นมาคราหนึ่ง ก่อนจะสงบลงอีกครั้ง และคืนนั้นเธอก็หลับไม่ตื่นอีกเลยไปตลอดกาล
วันต่อมาฝนทิพย์จึงมาหาเพื่อนที่วัด เพราะปานตะวันไม่รับโทรศัพท์ ในเวลาต่อมาจึงได้รู้ว่าเพื่อนเสียชีวิตแล้ว ฝนทิพย์จึงจัดการเรื่องฌาปนกิจศพที่วัดแห่งนั้นตามความต้องการของเพื่อนที่ได้สั่งเสียเอาไว้ในคราแรก
วันรุ่งขึ้นเขาจึงพูดกับพอใจว่า “พี่อยากไปเที่ยวบ้านพอใจโฮมสเตย์น่ะ ใจพาพี่ไปได้ไหม” “ได้ค่ะ เพราะฉันต้องไปทำงานอยู่แล้ว” “จะไม่พักบ้างเลยเหรอ” “ไม่ค่ะ อยากทำงานมากกว่า” เพราะการทำงานของเธอก็เหมือนได้ไปพัก “งั้นพี่ขอไปทำงานด้วยนะ เดี๋ยวพี่ขับรถให้เอง” กิตติ์ณัฏฐกรอาสาเพราะเขาชอบบรรยากาศที่มีป่าเขามาก ๆ อยู่แล้ว อีกทั้งช่วงนี้ยังเป็นฤดูฝน พืชพรรณบนภูเขาคงเขียวขจีไปหมด เขาพูดแค่นั้นเธอก็โยนกุญแจรถให้แล้ว อยากขับก็ตามใจ ถ้าเหนื่อยอย่ามาบ่นก็แล้วกัน วันนั้นทั้งวันกิตติ์ณัฏฐกรจึงต้องขับรถให้พอใจอย่างเดียว เพราะเธอต้องคอยไปต้อนรับลูกค้าที่มาพักที่บ้านพอใจโฮมสเตย์ด้วยตัวเอง อีกทั้งยังจัดแจงเรื่องอาหารและเครื่องดื่มกับคนงานอีกด้วย แต่เขาก็ยินดีที่ได้ขับรถเที่ยวทั้งวัน กิตติ์ณัฏฐกรทำอาชีพอิสระรับงานเป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผน ออกแบบ ควบคุม และตรวจสอบการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น ถนน สะพาน อาคาร ระบบขนส่ง ระบบสาธารณูปโภค และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เขาจึงสามารถทำงานที่ไหนก็ได้ โดยพื้นฐานครอบครัวของเขาท
คนที่ทำหน้าที่โปรยทานก็โปรยอย่างต่อเนื่องราวกับสายฝนที่ร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า เหรียญโปรยทานครั้งนี้มีมูลค่ากว่าสองแสนบาท แก่นคูณกับละอองไม่ได้อยากอวดร่ำอวดรวย แต่อยากให้ทุกคนคิดว่านี่คือการทำบุญมากกว่า ได้ช่วยเหลือชาวบ้านในรูปแบบของเหรียญโปรยทานพวกเขาก็มีความสุขแล้ว นาคภาคภูมินั่งขัดสมาธิพนมมืออยู่บนรถกระบะด้วยท่วงท่าน่าเคารพนับถือ ชาวบ้านต่างกล่าวชื่นชมเป็นเสียงเดียวกัน “ลูกคนรวยก็อย่างนี้ละนะ ทำอะไรก็ดูดีไปหมด” เลื่อม ชาวบ้านบ้านผักหนามพูดขึ้น “นั่นน่ะสิ ตอนลูกชายฉันบวชฉันก็อยากจัดงานใหญ่โตแบบนี้บ้าง” จำเนียรว่าเสริมอดปลื้มใจแทนพ่อกับแม่ของนาคภาคภูมิไม่ได้ พรรณวรจที่เดินอยู่ข้าง ๆ ได้ยินเข้าจึงถือโอกาสนี้สอบถามเสียเลย “เจ้าภาพเขารวยมากเหรอคะป้า” งานวันนี้มีคนมาร่วมทำบุญกันอย่างล้นหลาม พรรณวรจกับสามีจึงทำได้เพียงเข้าไปทักทายกับเจ้าภาพในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาทีก็ต้องปลีกตัวออกมาแล้ว “รวยมากค่ะ เป็นทั้งเจ้าของร้านนาดูนซาลาเปา มีตึกพาณิชย์ให้คนเช่าตั้งหลายสิบห้อง เห็นว่าตอนนี้ให้นาคภูมิดูแลทั้งหมดเลยนะคะ” เลื่อมกล่าวอย่างออกรส
“ลูกตั้งใจจะทำกี่เหรียญ” “พันเหรียญค่ะ” “ถ้าอย่างนั้นก็ทำให้ครบตามที่ได้ตั้งใจไว้เถอะ เพราะพ่อกับแม่จะไปงานบวชกับลูกด้วย” ปัณณพรเงยหน้ามองแม่ด้วยแววตาสงสัย “แม่พูดจริงเหรอคะ” “จริงสิ ความจริงที่พ่อพูดอย่างนั้นไม่ใช่ว่าไม่อยากให้ลูกไป แต่เพราะพ่อเขากลัวว่าปัณจะถูกผู้ชายคนนั้นหลอกต่างหากล่ะ” พรรณวรจกล่าวต่อ “คบกับพี่เขามานานแล้วเหรอ” “แม่” ปัณณพรไม่คิดว่าแม่จะจับได้ว่าตนแอบมีแฟน “ไม่ต้องอายแม่หรอก บอกแม่มาตามตรงก็พอ” “แต่พ่อเคยบอกว่า…” “พ่อเขาก็รู้แล้ว ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่โกรธขนาดนี้” พูดพลางเช็ดน้ำตาให้ลูก “คบมาประมาณหนึ่งปีแล้วค่ะ” “เจอกันได้ยังไง” “หนูไปกินขนมจีบที่ร้านนาดูนซาลาเปาค่ะ เขาไปขายของช่วยพ่อกับแม่ก็เลยเจอกัน” จากนั้นพรรณวรจก็หลอกถามลูกสาวอีกหลายอย่าง จนรู้ว่าลูกสาวกับภาคภูมิไม่ได้ทำอะไรเสียหาย “แล้วเขารู้ไหมว่าลูกเป็นใคร” “รู้ค่ะ” “พ่อแม่เขาล่ะ” “เรื่องนี้หนูไม่เคยถามเขาค่ะ แต่หนูคิ
หลังจากเรียนจบปริญญาโทภาคภูมิก็กลับมาขายขนมจีบช่วยพ่อกับแม่ เขาคิดเล่น ๆ ว่าจะทำเพียงสามสี่เดือนเท่านั้นแต่ไป ๆ มา ๆ นี่ก็ขายมาได้หนึ่งปีเต็มแล้ว และอีกไม่ถึงสิบวันเขาก็จะบวชพระเพื่อทดแทนบุญคุณของพ่อกับแม่ตามความเชื่อของบรรพบุรุษที่เคยสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน พ่อกับแม่ปลีกตัวไปเตรียมงานบวชลูกชาย เขาจึงได้มาเฝ้าร้านขายขนมจีบเพียงคนเดียว กับพนักงานอีกสิบห้าคน ถึงลูกค้าจะมากแค่ไหน แต่พ่อก็บแม่ก็ไม่ยอมเปิดสาขาเพิ่ม เพียงแต่พ่อกับแม่สร้างตึกใหม่เป็นสองห้องเพื่อขายขนมจีบและซาลาเปาเท่านั้น อีกทั้งชั้นสองชั้นสามของตึกพาณิชย์ยังสามารถใช้เป็นที่อยู่อาศัยได้อีกด้วย พนักงานบางคนที่บ้านอยู่ไกล พ่อกับแม่ก็ให้พักที่นี่ ตัวเขาเองถ้าวันไหนขี้เกียจเดินทางก็พักอยู่ที่นี่ด้วยเช่นเดียวกัน ทางด้านของปัณณพรก็อยากไปงานบวชของภาคภูมิเช่นกัน ถึงในใจจะกลัวว่าพ่อกับแม่จะไม่ให้ไป แต่เธอก็รวบรวมความกล้าพูดออกไปขณะที่ทุกคนกำลังรับประทานอาหารเย็นร่วมกัน “พ่อคะ แม่คะ หนูขออนุญาตไปงานบวชรุ่นพี่ได้ไหมคะ” “รุ่นพี่ที่ไหน” ปฐวีเอ่ยถามลูกสาว เพราะตั้งแต่ลูกเข้าเรีย





