เช้าวันต่อมา ในเช้าวันนี้นางฟู่ก็ยังคงรับหน้าที่ทำอาหารเหมือนเดิม แต่พิเศษตรงที่เธอได้ลูกสาวเข้ามาช่วยและยังรวมถึงเด็กน้อยอีกหลายคนไม่เว้นแม้แต่หลานชายของหมอตู้
“วันนี้พวกเราจะกินเกี๊ยวหมูกัน” เสี่ยวหนิงพูดขึ้นในระหว่างที่เจ้าตัวกำลังนวดแป้ง
เด็ก ๆ พากันกลืนน้ำลาย ทว่า “พี่สาวพวกเรากินผักดองก็ได้ไม่ต้องเปลืองเงินซื้อเนื้อหรอก” เสี่ยวหงพูดขึ้นก่อนที่จะตามมาด้วยเสียงไอ
“ไม่เป็นไรหรอกใช้เงินไม่มาก พี่ว่าเจ้าไปพักเถอะอากาศในห้องครัวไม่ดีมีทั้งกลิ่นควันกลิ่นอาหาร เอาไว้พี่ทำเสร็จแล้วจะให้คนไปตาม เมื่อไหร่เจ้าหายดีค่อยมาช่วยดีไหม” เสี่ยวหนิงพูดด้วยรอยยิ้มบางให้คนตัวเล็กที่มีอายุมากกว่าน้องของตนไม่กี่ปี
“แต่..” เสี่ยวหงกำลังจะแย้ง
“ไม่มีแต่ เชื่อพี่สาวนะ น้องเล็กเจ้าพาพี่สาวหงไปนอนพัก” เสี่ยวหนิงหันไปบอกน้องสาวผู้กำลังสนุกอยู่กับการขยำแป้ง(ห่อเกี๊ยว)
“ค่ะ” เด็กหญิงลากเสียงยาว
ผ่านไปครึ่งชั่วโมงกลิ่นน้ำซุปอันหอมกรุ่นก็ลอยออกมาจากโรงครัวของบ้านหมอตู้
“พี่ใหญ่หอมมาก” เสี่ยวมู่พูดขึ้นด้วยความอยากกิน
“พวกเจ้าไปช่วยกันเช็ดโต๊ะอาหารเถอะ ดูท่านลุงหมอด้วยว่าตื่นหรือยัง” เสี่ยวหนิงบอกเด็กน้อยทั้งหลายด้วยรอยยิ้มขำอย่างเอ็นดูแต่ละคน
“ปู่ตื่นนานแล้วพี่สาว ท่านชอบออกกำลังกายตอนเช้าด้วยท่าแปลก ๆ อีกทั้งยังเคยบอกให้ผมทำด้วยแต่ผมไม่ชอบ”
“เสี่ยวห่าวเจ้าไม่ชอบหรือว่าขี้เกียจกันแน่” เสียงของคนเป็นปู่ทำให้เด็กชายหน้าม้าน
“แหะ ๆ ยังคงเป็นปู่ที่รู้จักผมดีตามเคย”
เด็กหลายคนพากันส่งเสียงหัวเราะ “พวกเจ้าเองต่อไปก็ต้องออกกำลังกายแบบนี้เหมือนกัน ว่าแล้วก็ออกไปยืนเรียงแถวหน้ากระดานซะ!!”
“เจ้าด้วย” “หา!” เสี่ยวหนิงผู้กำลังจะย่องเงียบไปช่วยแม่ของตนส่งเสียงออกมาด้วยใบหน้าเหลอหลา
เด็กชายหญิงทั้งเจ็ดกำลังยืนตัวตรงอยู่กลางลานบ้านรอชายวัยกลางคนออกคำสั่งต่อไป
“การออกกำลังเช่นนี้เรียกว่าชี่กงหรือเป็นการออกกำลังโดยเลียนแบบท่าสัตว์ทั้งห้า ได้แก่ ท่าเสือโคร่ง ท่ากวาง ท่าหมี ท่าวานร และท่านก พวกเจ้าดูข้าให้ดีนะเราจะเริ่มจากท่าแรกคือเสือก่อน”
เด็กแต่ละคนพากันมองไปทางชายวัยกลางคนอย่างตั้งใจ “เอาละ พวกเจ้าลองทำตามดู”
แรก ๆ เด็กน้อยไม่เว้นแม้แต่เสี่ยวหนิงก็ยังหายใจเข้าออกไม่ค่อยถูกจังหวะ จนกระทั่งผ่านไปถึงสามครั้งพวกเขาจึงเริ่มทำได้ดีขึ้น
“การออกกำลังกายแบบนี้ไม่ใช่ว่าไม่มีประโยชน์นะ อย่างท่าเสือโคร่งที่พวกเจ้าทำกันอยู่ ท่านี้จะช่วยเรื่องรักษาเส้นเอ็น ทำให้ตับแข็งแรง เสี่ยวทู่เจ้าค่อย ๆ ทำลองฝึกดูใหม่” แม้ปากของหมอตู้จะพูดทว่าสายตาของเขานั้นหาได้หยุดนิ่ง
“พักได้ พวกเจ้าจำไว้ให้ดีต้องทำทุกวันร่างกายของพวกเจ้าจะได้แข็งแรง” หมอตู้กล่าวย้ำก่อนที่จะปล่อยพวกเขาไป
“หิวกันแล้วล่ะสิ เสี่ยวหนิงลูกมาช่วยแม่ยกชามเกี๊ยวออกไปเถอะ” นางฟู่ส่งยิ้มให้พวกเขาพูดอย่างอ่อนโยน
“ค่ะแม่”
คล้อยหลังบุตรสาวนางฟู่ก็หันมาต้มยาให้กับเสี่ยวหงต่อ หลังจากจัดเตรียมยาเรียบร้อยหล่อนจึงได้เดินตามบุตรสาวออกไปด้านนอก
“มานั่งเถอะ” หมอตู้เอ่ยชวน
“ค่ะ”
การกินอาหารเช้าผ่านไปด้วยดี มื้อนี้เด็ก ๆ เจริญอาหารกันมากจากทีแรกพวกเขาไม่กล้ากินเพิ่มแต่เมื่อได้เสี่ยวหนิงกับนางฟู่คะยั้นคะยอพวกเขาก็กินกันจนอิ่ม
เมื่อท้องอิ่มแต่ละคนก็ช่วยกันเก็บถ้วยตะเกียบนำไปล้าง “เด็กพวกนี้ช่างรู้ความ ไม่รู้ว่าก่อนเกิดเหตุร้ายพวกเขาถูกเลี้ยงมาแบบไหน” หมอตู้พูดขึ้นกับนางฟู่ที่กำลังมองดูเด็กแต่ละคนอย่างเอ็นดู
“นั่นสิคะ ท่านหมอตู้คะ ฉันเห็นทีว่าวันนี้คงต้องกลับเรือนแล้ว”
ตู้เหวินกังรู้สึกใจหายเมื่อได้ยินแบบนี้และยังไม่ทันที่เขาจะตอบโต้อะไรหลานชายคนเดียวก็ร้องไห้โฮขึ้นมาเสียก่อน
“ปู่ พวกเราไปอยู่กับพวกเขาได้ไหม” เด็กชายร้องไห้ดึงชายเสื้อตัวยาวที่ชายวัยกลางคนสวม
“เรื่องของชะตาบางครั้งเราไม่อาจหลีก พวกเขากลับหมู่บ้านก็จริงแต่ใช่ว่าเจ้าจะไปเยี่ยมไม่ได้นี่” คนเป็นปู่กล่าวตำหนิ
“แต่พี่ใหญ่บอกว่าหล่อนต้องการย้ายที่อยู่” ผู้พูดยกมือปาดน้ำตากล่าวเสียงเจือสะอื้น
“เรื่องจริงเหรอ” หมอตู้หันไปถามนางฟู่ที่กำลังพยักหน้าด้วยใบหน้าที่เศร้าหมอง หล่อนค่อนข้างเห็นใจหลานของหมอตู้ที่กำลังร้องไห้
“พวกเจ้าจะย้ายไปไหน”
“เสิ่นเตี้ยนค่ะ” เสี่ยวหนิงผู้มาได้ยินคำถาม เป็นคนตอบแทนมารดาที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองจะไปอยู่เมืองอะไร
“ทางใต้ ไกลจากที่นี่เยอะอยู่นะ พวกเจ้ามีญาติพี่น้องอยู่ที่นั่นอย่างนั้นเหรอ” ตู้เหวินกังถามขึ้นอย่างเป็นห่วงเนื่องจากพวกหล่อนมีแต่เด็กกับผู้หญิงสำหรับการเดินทางไกลนั้นย่อมไม่ง่าย
“ไม่มีหรอกค่ะ ญาติของพวกเราอยู่เมืองหลวง ตั้งแต่เกิดสงครามก็พากันหนีหายแม้แต่สามีของฉันพวกเราก็ยังพลัดหลงกันจนป่านนี้ไม่รู้ว่าเขาเป็นหรือตาย” นางฟู่น้ำตารื้นจวนเจียนจะหยด
“เอาอย่างนี้ดีไหม หากสหายฟู่ไม่รังเกียจข้า พวกเรามาสาบานเป็นพี่น้องกันต่อไปเจ้าก็เรียกข้าว่าพี่ชายเถอะ”
นางฟู่ตกตะลึงหล่อนจ้องมองชายวัยกลางคนตรงหน้าก่อนที่จะพยักหน้าตกลงทั้งน้ำตา
“พี่ชาย”
“ดี ดี ในเมื่อพวกเจ้าจะย้ายเมืองข้าเองก็จะไปด้วย บอกตามตรงข้าเองก็กลัวว่าสงครามจะมาถึงที่นี่เหมือนกัน”
ดังนั้นการเดินทางกลับหมู่บ้านอวี๋ถงในครั้งนี้จึงเป็นการนำบ้านรวมถึงที่ดินมาขายกับโรงแลกเงินเป่าเฉียน
“พวกเจ้าจะไม่กลับมาแน่นะ อย่างน้อยหากอยู่ทางนั้นไม่ได้ก็ยังมีบ้านอยู่ทางนี้หรือจะจำนองเอาไว้ก่อน” ผู้เป็นหลงจู๊ของร้านแนะนำ
“พวกฉันคงไม่กลับมาแล้ว ทางใต้ไกลจากที่นี่มาก” นางฟู่ตอบตามที่ลูกสาวบอก
“ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจ” หลงจู๊ไม่ตื๊อต่อ ดังนั้นหลังจากจ่ายเงินให้อดีตเจ้าบ้านเรียบร้อยเขาก็ไม่สนใจหญิงสาวคนนี้อีก
“พี่ชายนี่เงิน” นางฟู่ผู้รับหน้าที่ไปขายบ้านทั้งของตนและของพี่ชายหมาด ๆ ส่งถุงเงินให้เขา
“ขอบใจ ในเมื่อพวกเราขายไปแล้วก็เดินทางกันเถอะ” ชายวัยกลางคนพูดอย่างไม่รู้สึกอาลัยอาวรณ์สถานที่แห่งนี้เลยสักนิดเนื่องจากเขาเองก็เป็นผู้อพยพมาเช่นกัน
คล้อยหลังจากที่พวกเขาเดินมุ่งหน้าลงใต้ไปได้เพียงสองวันในเมืองที่เพิ่งจากมาก็เกิดความโกลาหลเพราะในตอนนี้ทางการได้ประกาศรับสมัครทหารเพิ่ม
“หากพวกเจ้าเดินไม่ไหวก็บอกนะ” หมอตู้บอกกับเด็กน้อยทั้งหลายหลังจากเดินออกจากเมืองมาได้สักพัก
หลังจากได้รับคำยืนยันจากเด็กน้อยชายวัยกลางคนก็บ่ายหน้ามาปรึกษากับเด็กหญิงที่เป็นคนต้นคิด
“เสี่ยวหนิง เจ้าคิดว่าพวกเราควรเดินทางยังไง”
“ทางน้ำค่ะ ไปทางเรือน่าจะดีที่สุด ช่วงนี้เพิ่งหมดฤดูมรสุมพวกเราจึงไม่น่าจะเจอพายุ การไปทางน้ำจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการเดินทางบกที่เสี่ยงกับโจรผู้ร้าย”
“เจ้าวิเคราะห์ได้ดี แต่การเลือกเรือพวกเราก็จำต้องดูคนอีกเหมือนกัน” การที่หมอตู้กล่าวเช่นนี้ย่อมมีเหตุผลเพราะช่วง กลียุคเช่นนี้ย่อมมีโจรผู้ร้ายอยู่ทุกหนแห่ง
รวมถึงพ่อค้ามนุษย์ด้วยกันเองก็มีมาก หากพวกมันจะแฝงเป็นคนเรือแล้วลักพาตัวคนก็มีโอกาสเช่นกัน
“ฉันเข้าใจค่ะ” เสี่ยวหนิงรับปากสีหน้าค่อนข้างเครียด
พวกเขาเดินเท้าออกมาจนถึงท่าเรือเล็กแห่งหนึ่ง “ลงเรือไหม” คนถ่อเรือถามขึ้นซึ่งท่าทางของคนผู้นี้แววตาดูหลุกหลิกทำให้ทั้งหมอตู้และเสี่ยวหนิงรู้สึกไม่วางใจ
“ตอนนี้ยังไม่ลง เราต้องรอญาติมาสมทบก่อน” ตู้เหวินกังเลือกตอบเช่นนี้ อย่างน้อยหากคนผู้นี้รู้ว่าตนมีญาติจะตามมาภายหลังเขาคงไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม
“ได้ ถ้าอย่างนั้นอยากลงเรือก็บอกข้าเดินทางมาเยอะสามารถพาพวกเจ้าไปได้ทุกที่” ชายคนนั้นคุย
ตู้เหวินกังทำเพียงพยักหน้ารับก่อนที่จะพาสมาชิกของตนเดินไปทางเรือลำอื่นซึ่งลอยอยู่ห่างกัน
“หวังว่าคนที่เหลือคงไม่ใช่พวกเดียวกัน” ชายวัยกลางคนพึมพำ
ทุกการกระทำของคนทั้งกลุ่มได้ตกอยู่ภายใต้สายตาแห่งการจับจ้องที่เสี่ยวหนิงรู้สึกไม่ชอบมาพากล
เหอะ ๆ ฉันจะต้องทำใจใช่ไหม เจ้าตัวคิด
“ลุงตู้ เลือกสักลำเถอะ ชะตาครั้งนี้พวกเราไม่อาจหลีกมีแต่ต้องพุ่งชนเท่านั้นแหละค่ะ แต่พวกเราจะต้องมาปรึกษากันก่อน” ที่เธอกล่าวออกมาแบบนี้เป็นเพราะตอนนี้เท้าของพวกเธอได้ก้าวเข้าปากหมาป่ามาแล้วมีหรือที่พวกมันจะปล่อยเหยื่ออย่างพวกเธอไปอย่างง่ายดาย
“อืม เจ้าเองก็รู้หรือ”
“ค่ะ เอาอย่างนี้นะคะฉันอยากให้ลุงเชื่อใจ ดังนั้นหากเกิดเรื่องขึ้นจริงลุงช่วยดูแลแม่กับน้อง ๆ ส่วนเรื่องอื่นปล่อยให้ฉันจัดการเอง” แววตาของเสี่ยวหนิงเต็มไปด้วยไอสังหารชั่วครู่ก่อนจะหายไป
“ได้” ตู้เหวินกังตอบไปโดยไม่ต้องคิดแม้แต่ตนเองก็ยังประหลาดใจที่ยอมเชื่อเด็กหญิงอายุเพียงสิบสามปี