Partager

บทที่ 8

คนเรือพวกนั้นต่างพากันมองไปที่กลุ่มของเสี่ยวหนิงวาววับเพราะคิดว่าญาติของคนพวกนี้น่าจะไม่มาแล้วนั่นเอง

“ข้าว่าญาติของพวกเจ้าไม่มาแล้วละ” คนเรือคนเดิมพูดขึ้นก่อนที่เจ้าตัวจะทำทีเป็นไม่สนใจกลุ่มของตู้เหวินกังที่มันมองว่าเป็นเหยื่อ

เสี่ยวหนิงหาได้สนใจท่าทางของมัน “ลุงตู้คะ ลุงมีผงยาสลบติดมาบ้างไหม” เด็กหญิงกระซิบถามเขาเสียงเบา

ตู้เหวินกังพยักหน้าให้หล่อนน้อย ๆ เป็นเชิงตอบรับ

“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ยาก พวกเราไปกันเถอะต่อให้รออยู่ตรงนี้พวกมันก็คงไม่ปล่อยเราอยู่ดี”

“อืม” ชายวัยกลางคนเองก็เห็นด้วย

ดังนั้นพวกเขาจึงได้แสร้งเดินไปถามคนถ่อเรือลำอื่นก่อนว่าแต่ละลำคิดราคาเท่าไร

“พวกเจ้าไปกับข้านี่แหละ เรื่องเงินหากมีน้อยเดี๋ยวข้าลดราคาให้” ชายคนแรกตะโกนขึ้นเสียงดัง

“เจ้าจะมาตัดหน้ากันง่าย ๆ ได้ยังไง” คนถ่อเรือที่อยู่ห่างออกไปสวนขึ้นอย่างไม่พอใจ

คนพวกนี้นี่เล่นละครกันเก่งเสียจริง เสี่ยวหนิงคิด ทั้งนี้เป็นเพราะเธอจับสังเกตพวกมันมาได้สักพักแล้วนั่นเอง

ตู้เหวินกังแม้จะรู้พอ ๆ กับเด็กหญิงกระนั้นเจ้าตัวก็ยังหวังว่าหนึ่งในคนถ่อเรือเหล่านี้จะมีคนดีปะปนอยู่บ้าง

“เจ้าหนุ่ม เจ้าคิดเท่าไหร่” ชายวัยกลางคนถามชายหนุ่มรูปร่างกำยำคนหนึ่งที่ใบหน้าดูทื่อ ๆ ซึ่งเมื่อเขาถามออกไปชายหนุ่มคนนี้ก็พยามยามบอกใบ้ให้เขารีบพาทุกคนหนีไปทางแววตา

“เจ้านั่นมันทึ่มนะ ท่านไม่กลัวว่ามันจะพาไปหลงทางหรอกเหรอ” ชายคนแรกตะโกนพลางหัวเราะอย่างขบขัน

“ข้าไม่กลัวหรอก ว่ายังไงคิดเท่าไหร่” ตู้เหวินกังปฏิเสธก่อนที่เขาจะบ่ายหน้ามาถามชายหนุ่มคนนี้ต่อ

“ห้าเหวิน” เขาตอบน้ำเสียงไม่ยินดียินร้ายก่อนจะถอนหายใจคล้ายกับรู้สึกอึดอัดกับอะไรบางอย่าง

“ตกลง ข้าจะไปกับเจ้า” เมื่อตู้เหวินกังตอบตกลงไปแล้วพวกเขาแต่ละคนจึงได้เดินขึ้นเรือโดยก้มตัวให้หลบพ้นหลังคาที่ทำจากไม้ไผ่สานทีละคน

เสียงน้ำดังจ๋อมแจ๋มตามจังหวะไม้ถ่อเรือของชายคนนี้ “เจ้าเป็นพวกมันหรือเปล่า” ตู้เหวินกังถามขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

“ข้าไม่เข้าใจความหมายของนายท่าน” คนถ่อเรือตั้งสติย้อนถามทั้งที่สีหน้าของเขานั้นกลับดูตื่นตระหนก

“พี่ชายย่อมรู้ดีแก่ใจไม่ใช่เหรอ” เสี่ยวหนิงพูดขึ้นโดยสายตาของหล่อนนั้นมองตรงไปยังชายคนนี้ราวกับว่ามันสามารถอ่านใจเขาได้อย่างทะลุปรุโปร่งอย่างไรอย่างนั้น

“ขะ..ข้ามีเหตุผลแต่ข้าก็ส่งสัญญาณให้พวกเจ้าหนีไปแล้วนี่” เขาตอบออกมาโดยไม่รู้ตัว

“เหตุผลอะไร” ตู้เหวินกังถามขึ้นอีกครั้ง

“เมียกับลูกของข้าอยู่ในมือของพวกมัน” เขาพูดขึ้นอย่างเจ็บแค้นด้วยดวงตาแดงก่ำ

“เสี่ยวหนิง” นางฟู่เรียกลูกสาวเสียงสั่น

เด็กหญิงหันมาตามเสียงเรียกก่อนที่นางจะเข้าไปปลอบแม่และน้อง ๆ ซึ่งแม้แต่เจ้าตัวยังประหลาดใจอย่างหาเหตุผลไม่ได้ว่าทำไมทุกคนถึงเชื่อฟังหล่อนราวต้องมนต์

พวกเขาไม่รู้สึกกลัวกันก็ดีแล้ว เจ้าตัวคิด

หลังจากพูดคุยกับทั้งแม่และน้อง ๆ เรียบร้อยเสี่ยวหนิงจึงได้ถามกับคนถ่อเรือออกมาในเรื่องที่ตนอยากรู้

“พวกเจ้ามีกันกี่คน มีอาวุธอะไรบ้าง”

ชายคนนั้นตอบเสี่ยวหนิงราวกับว่าตัวมันไร้ชีวิต โดยที่สายตาของมันยังคงมองไปด้านหน้าจึงทำให้พวกเดียวกันที่ตามมาไม่รู้ถึงความผิดปกติ

เรือลำไม่เล็กไม่ใหญ่ลอยไปตามการบังคับของคนเรือตั้งแต่ฟ้ายังไม่มืดจนตอนนี้เริ่มเห็นดาวบนท้องฟ้าที่ราวกับถูกฉาบด้วยน้ำหมึก

ในที่สุดคนถ่อเรือก็จอดเทียบท่าจอดเรือแห่งหนึ่ง “มืดแล้วเดินทางต่อไม่ได้พักที่นี่กันก่อนเถอะ” นี่คือข้ออ้างที่ชายคนนี้ใช้และทันทีเมื่อพวกเขาก้าวเท้าพ้นจากเรือก็มีคนกลุ่มหนึ่งพุ่งออกมาจากทิศทางไหนก็ไม่อาจทราบได้

“มากับพวกเราซะดี ๆ จะได้ไม่เจ็บตัว” หนึ่งคนในกลุ่มพูดขู่เสียงดังโดยที่มันยังไม่รู้ว่ากำลังมีสิ่งใดรออยู่เบื้องหน้า

และเมื่อสายลมที่หมอตู้กำลังรออยู่พัดมาชายวัยกลางคนก็อาศัยจังหวะนี้โปรยผงยาสลบที่เตรียมไว้ออกไป

ผงสีขาวกระจายไปทางพวกมันอย่างไม่ทันได้ตั้งตัวและยังไม่ทันถึงสิบลมหายใจร่างของคนพวกนี้ก็โงนเงนร่วงไปกองกับพื้นทีละคนสองคน

จนพวกคนเรือที่ตามมาพากันตกตะลึงจากแสงตะเกียงน้ำมัน “แม่ พาน้อง ๆ ลงเรือไปก่อน” เสี่ยวหนิงพูดขึ้นเมื่อเห็นว่าคนเรือพวกนั้นมีอาวุธในมือ

เมื่อชายวัยกลางคนเห็นเช่นนี้เขาจึงได้ล้วงมือเข้าไปในย่ามของตนก่อนจะหยิบอาวุธที่เสี่ยวหนิงคาดไม่ถึงว่าเขาจะมี

เปรี้ยง!! ควันสีขาวจากปลายกระบอกของอาวุธร้ายในมือของตู้เหวินกังทำให้พวกมันหวาดกลัวจนขาแข้งสั่น

ในจังหวะที่พวกมันกำลังตกอยู่ในอาการตกใจอยู่นี้ ก็มีคนอีกกลุ่มพากันวิ่งออกมาโดยที่หนึ่งในนั้นมีปืนยาวในมือหนึ่งกระบอก

เสี่ยวหนิงผู้ซึ่งไม่มีใครให้ความสนใจเนื่องจากพวกมันคิดว่าหล่อนเป็นเพียงเด็กผู้หญิงคงไม่มีปัญญาทำสิ่งใด

ทว่า....

เปรี้ยง!! “โอ๊ย!” บุคคลที่ในมือมีอาวุธร้ายได้ปล่อยอาวุธของตนตกลงพื้นทันทีพร้อมกับเอามืออีกข้างกุมบาดแผลที่ตนเพิ่งได้รับอย่างสด ๆ ร้อน ๆ

“อยากตายก็ลองขยับสิ” น้ำเสียงของผู้พูดเต็มไปด้วยความเยือกเย็นจนคนฟังขนลุกซู่

ตู้เหวินกังมองไปทางเด็กหญิงผู้มีผมเปียสองข้างด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดระคนคาดไม่ถึง

แต่เนื่องจากในเวลานี้ยังไม่ใช่เวลาเหมาะสมในการไถ่ถามดังนั้นเจ้าตัวจึงได้แต่กลืนคำถามต่าง ๆ ลงท้องไปทั้งหมด

“วางอาวุธและจัดการมัดแขนมัดขาพวกเดียวกันซะ” ชายวัยกลางคนออกคำสั่งโดยที่ในมือยังไม่ลดอาวุธของตนลงเช่นเดียวกับเสี่ยวหนิงที่กำลังจ้องพวกมันด้วยดวงตาคมกริบ

แต่แล้วดูเหมือนว่าสวรรค์จะไม่เข้าข้างพวกเธอเมื่อมีคนในกลุ่มของพวกมันที่หลงเหลือได้นำเด็กเล็กมาเป็นตัวประกัน

เสียงร้องไห้ของเด็กคนนั้นช่างฟังดูบาดหัวใจสำหรับคนเป็นพ่ออย่างยิ่งยวด

“ต้าโถว” ชายผู้ทำหน้าที่ถ่อเรือให้กับแม่และน้อง ๆ ของเสี่ยวหนิงตะโกนขึ้นเสียงดัง

“แกสองคนวางปืนลงซะ ไม่อย่างนั้นข้าจะหักคอไอ้เด็กคนนี้” น้ำเสียงของมันโหดเหี้ยมเป็นอย่างมากโดยที่มือของมันเองก็กำอยู่รอบลำคอของเด็กชายตัวน้อย

เสี่ยวหนิงจ้องไปที่มันด้วยความเกลียดชังและในขณะนั้นเองไม่ทันมีใครได้คาดคิด จู่ ๆ ทั้งลมทั้งฝนก็พากันตกลงมาราวกับฟ้าจะถล่ม

เสียงฟ้าร้องปนเปกับแสงฟ้าแลบทำให้บรรยากาศในตอนนี้แลดูน่ากลัวราวกับว่ากำลังจะมีปีศาจร้ายปรากฏตัว

เสี่ยวหนิงผู้รอจังหวะจึงได้ใช้โอกาสนี้เล็งอาวุธในมือไปที่ศีรษะของชายคนนั้นที่ได้ลดมือของตนลง

ไม่มีใครรู้ว่าชายคนนั้นล้มลงไปตอนไหนและไม่มีใครรู้อีกเหมือนกันว่าเด็กหญิงผมเปียที่ดูไร้พิษสงนั้นไปช่วยเด็กชายตัวน้อยออกมาได้ยังไงจนกระทั่งเสียงฟ้าฝนเริ่มซา

“หากยังไม่อยากตายก็อยู่นิ่ง ๆ” เสี่ยวหนิงยกมือขึ้นปิดหูเด็กน้อยก่อนจะพูดขึ้นอย่างเย็นชาต่อโจรกลุ่มนี้อีกครั้ง

“ต้าโถว ลูกพ่อ” ชายหนุ่มผู้ถ่อเรือได้วิ่งเข้ามากอดลูกของตนเอาไว้แน่นด้วยตัวอันสั่นเทา

ในตอนนี้ทั้งแม่และน้อง ๆ ต่างก็พากันเดินมาทางลูกและพี่สาวพร้อมกัน โดยที่เสียงปืนได้เรียกคนอีกกลุ่มหนึ่งมาด้วยเพียงแต่ยังอยู่ห่างออกไปพอสมควร

“พี่ชาย รีบไปหาภรรยาท่านซะ”

คำพูดของเด็กหญิงได้เรียกสติของชายหนุ่มคนนี้ให้กลับมา และเมื่อเขาวิ่งเข้าไปด้านในภาพที่เห็นก็ทำให้ชายหนุ่มไม่อาจทำใจได้ เขาหลั่งน้ำตาอย่างไม่อายส่งเสียงร้องออกมาราวสัตว์ร้ายที่ได้รับบาดเจ็บหนัก

เพียงแค่นี้ทั้งเสี่ยวหนิงกับหมอตู้ก็เข้าใจได้ว่าเกิดอะไรขึ้น “คนพวกนี้สมควรตาย” เด็กหญิงผู้มีจิตวิญญาณเป็นผู้ใหญ่กัดฟันกรอดเค้นเสียงออกมาอย่างเจ็บปวดไม่แพ้กัน

“พวกเรามัดมันและไปแจ้งทางการเถอะ เจ้าอย่าให้มือต้องแปดเปื้อนเลย” ชายวัยกลางคนพูดเตือนสติด้วยความเป็นห่วง

ในยามนี้ชายหนุ่มคนนั้นได้อุ้มร่างอันไร้วิญญาณของภรรยาอันเป็นที่รักออกมาก่อนที่ลูกน้อยจะวิ่งไปหาเขา

“พ่อ แม่นอนหลับเหรอ” เด็กน้อยถามขึ้นอย่างไร้เดียงสา

“ใช่แม่ของเจ้านอนหลับ เจ้าห้ามเสียงดังนะ” ชายคนนั้นกลั้นเสียงสะอื้นทั้งที่น้ำตาจวนเจียนจะหยด

ย้อนกลับไปก่อนหน้าเขากับเมียและลูกกำลังถ่อเรือผ่านเส้นทางนี้ หนึ่งในพวกมันทำทีขอความช่วยเหลือจากนั้นเขาจึงได้รู้ว่าพวกมันเป็นโจรเมื่อมันเห็นว่าเขามีท่าทางซื่อ ๆ เซ่อ ๆ จึงได้คิดใช้ประโยชน์ตรงนี้ให้มาร่วมกลุ่มด้วยโดยยกเอาเมียกับลูกมาข่มขู่แต่ใครจะคิดว่าพวกมัน

“ยังมีคนอื่นอีกไหม” เสียงของเสี่ยวหนิงทำให้เขาตื่นจากภวังค์

“ไม่เหลือแล้ว ข้าคิดว่าพวกมันคงเอาไปขายแล้วก่อนหน้า” น้ำเสียงของชายคนนี้ฟังดูแห้งแล้งแต่ที่เขาคิดว่าการที่ลูกยังอยู่ก็น่าจะเพราะภรรยาอันเป็นที่รักเอาชีวิตเข้าแลก

“พวกเราไปกันเถอะ” หมอตู้พูดขึ้น

“ลุงตู้ ช่วยดูแลแม่กับน้อง ๆ ก่อนเดี๋ยวฉันตามไป”

“ได้”

สายตาของคนเป็นแม่กับน้องชายหญิงมองมาทางเธอพร้อมกันด้วยความเป็นห่วง “เดี๋ยวฉันตามลงไปค่ะ ไม่นานหรอก”

คล้อยหลังคนในครอบครัวรวมถึงชายหนุ่มถ่อเรือคนนั้น เด็กหญิงก็หันหน้ามาส่งยิ้มเย็นอันชวนให้พวกมันหวาดผวาก่อนที่เธอจะทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด

“ความตายมันสบายเกินไปสำหรับพวกแก”

ไม่มีเสียงใด ๆ เกิดขึ้นจึงทำให้คนภายในเรือรู้สึกวางใจ จนกระทั่งพวกเขารออยู่นานในที่สุดเสี่ยวหนิงก็กลับเข้ามา

“จะ..เจ้า” มีเพียงหมอตู้เท่านั้นที่พูดออกมาแค่นี้แล้วเจ้าตัวก็เงียบเสียงลง

“เอาสิ่งนี้แขวนไว้มันจะช่วยกลบกลิ่นเลือด” ชายวัยกลางคนล้วงห่อผ้าที่เขาทำขึ้นมาจากสมุนไพรหลายชนิดส่งให้เด็กหญิง

“ขอบคุณค่ะ”

“เฮ้อ!! ข้าบอกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือว่าอย่าให้มือตัวเองเปื้อน” ชายวัยกลางคนถอนใจเอ่ยเสียงเบา

เสี่ยวหนิงทำเพียงยิ้มรับก่อนพูดขึ้นเสียงเบาไม่ต่างกัน “ฉันไม่ได้ฆ่าพวกมันค่ะ” ชายวัยกลางคนจึงหันไปมองใบหน้าของเธออีกครั้งอย่างค้นคว้า

“ดีแล้ว” เขาเอ่ย

แต่บางทีพวกมันอาจคิดว่าตายไปเสียยังดีกว่าที่จะต้องกลายมาเป็นคนพิการ แถมซ้ำบนหน้าผากยังมีคำว่าโจรสลักอยู่ เด็กหญิงคิด
Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • เกิดใหม่ครั้งนี้ฉันเป็นเจ๊ใหญ่   บทที่ 90

    แม้ว่าหลี่ลู่เหอจะรอดพ้นจากปากนรกมาได้ทว่ามั่วเฉิงกับเด็กหนุ่มคนนั้นไม่ได้โชคดีอย่างเขา ดวงตาของชายหนุ่มแดงก่ำภายใต้ร่มคันสีดำที่เสี่ยวหนิงเป็นผู้ยืนกางให้เนื่องจากแขนของเจ้าตัวมีเชือกห้อยเฝือกคล้องไว้ที่คอ “มั่วเฉิง นายเป็นวีรบุรุษของพวกเราฉันขอให้นายนอนหลับให้สบาย ส่วนเรื่อ

  • เกิดใหม่ครั้งนี้ฉันเป็นเจ๊ใหญ่   บทที่ 89

    “พ่อคะ พาหนูไปหาเขา ได้โปรด” เธอวิงวอนร้องขออย่างน่าสงสารจนหยางเฉียนหมิงไม่อาจปล่อยผ่าน “ได้ พ่อจะพาลูกไปเอง” เขาตอบรับเสียงหนัก รถจิ๊ปสีเขียวของกองทัพพาสองพ่อลูกหยางเดินทางเข้ามาถึงค่ายแห่งหนึ่งหลังจากสองพ่อลูกนั่งรถไฟผ่านหลายสถานีกว่าจะมาถึงตัวมณฑลแห่งนี้ “ที่นี

  • เกิดใหม่ครั้งนี้ฉันเป็นเจ๊ใหญ่   บทที่ 88

    เสียงล้อรถดังเอี๊ยดอ๊าดขับไล่กวดกันไปมาอย่างเอาเป็นเอาตายตามท้องถนนในตรอกซอกซอยทำให้ผู้คนที่กำลังสัญจรพากันอกสั่นขวัญแขวน เปรี้ยง! รถคันที่ถูกยิงส่ายไปมาเนื่องจากยางแตก “บ้าเอ้ย! สหายหลี่เมื่อถึงบริเวณโรงงานร้างด้านหน้าคุณรีบพาเสี่ยวหมี่ไปหาที่รับส่งข่าว ส่วนผมจะเป็นตัวล่อให้

  • เกิดใหม่ครั้งนี้ฉันเป็นเจ๊ใหญ่   บทที่ 87

    “พี่ใหญ่!! เกิดเรื่องกับพี่เขยแล้วครับ” ซีห่าวตะโกนขึ้นเสียงดังพลางชูกระดาษหนังสือพิมพ์ที่พาดหัวเกี่ยวกับคนที่ตนเพิ่งกล่าวถึงวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา เสี่ยวหนิงรับหนังสือพิมพ์จากมือน้องชายก่อนกวาดตาอ่านเนื้อหาในนั้นอย่างรวดเร็วใบหน้าของหล่อนซีดเผือด ในขณะที่เธอกำลังช่วยคนกำลังลำบ

  • เกิดใหม่ครั้งนี้ฉันเป็นเจ๊ใหญ่   บทที่ 86

    “พี่ล้อเล่นน่ะ ว่าแต่น้องหยิกพี่ทำไม” หลี่ลู่เหอยกมือของเธอขึ้นมาลูบไล้แผ่วเบาพร้อมกันนั้นสายตาของเขาก็แสดงความรักที่มีต่อหญิงสาวอย่างไม่ปิดบัง ยังไม่ทันที่เสี่ยวหนิงจะตอบโต้หล่อนก็ถูกภาพเบื้องหน้าสะกดสายตาเอาไว้ “สวยจัง” ปากสีแดงสวยขยับขึ้นลง ดวงตาของเธอเปล่งประกายคล้ายมีแสง

  • เกิดใหม่ครั้งนี้ฉันเป็นเจ๊ใหญ่   บทที่ 85

    สายลมหนาวพัดโชยท่ามกลางป่าเขาที่ต้นไม้ยืนต้นตายแห้งเหี่ยวเนื่องจากสภาพอากาศอันเลวร้ายที่มองไปทางไหนก็เห็นเพียงสีขาวโพลนของหิมะที่ทอดยาว ครอบครัวเสือทั้งสี่ตัวที่บัดนี้ได้คืนร่างเดิมเป็นการชั่วคราวได้แยกย้ายกันวิ่งสำรวจป่าแห่งนี้ราวกับเป็นบ้านของตน โดยหญิงสาวผู้อยู่ในชุดเสื้อโ

  • เกิดใหม่ครั้งนี้ฉันเป็นเจ๊ใหญ่   บทที่ 47

    หลังจากเด็กหญิงตกลงเป็นสายลับโดยที่ไม่มีใครยินยอมทว่าทั้งพ่อและหลี่ลู่เหอก็ยังไม่อาจหาหนทางได้อีกทั้งตอนนี้หยางเฉียนหมิงเองก็ยังต้องใช้เวลารักษาตัวเนื่องจากไม่อาจกลับบ้านได้ดังนั้นเจ้าตัวจึงต้องอาศัยอยู่ในหน่วยปฏิบัติการพิเศษแห่งนี้ เสี่ยวหนิงจึงคิดว่าการที่ตนเองรับหน้าที่แทนพ่อนั้นนับว่าเหมาะสมที่

    last updateDernière mise à jour : 2026-03-26
  • เกิดใหม่ครั้งนี้ฉันเป็นเจ๊ใหญ่   บทที่ 37

    “พี่ใหญ่ เจ้าลูกไม้นี้กินได้ไหมฮับ” ต้าโถวผู้เป็นน้องน้อยของกลุ่มนำผลไม้สีม่วงอมน้ำเงินที่เจ้าตัวเด็ดมาจากพุ่มไม้ถามขึ้นอย่างสงสัยระคนใคร่รู้ “กินได้จ้ะ เจ้าลูกนี้มีชื่อว่าเฮยเหมย[1]น้องลองกินดูสิ” คนเป็นพี่นำเจ้าผลไม้จิ๋วมาเช็ดกับแขนเสื้อก่อนส่งเข้าปากให้น้อง ๆ ดูเป็นตัวอย่าง

    last updateDernière mise à jour : 2026-03-23
  • เกิดใหม่ครั้งนี้ฉันเป็นเจ๊ใหญ่   บทที่ 32

    “พี่ใหญ่ พี่รอง ทุกคนกลับมาแล้ว” เสียงเล็ก ๆ ของเด็กทั้งสามวิ่งมารับหน้าพี่ ๆ ของตนด้วยความกระตือรือร้น ทั้งสามคนซึ่งมีความสูงแค่ต้นขาของคนเป็นพี่รีบวิ่งมาหาหล่อนด้วยรอยยิ้มกว้าง “เป็นเด็กดีกันหรือเปล่า” “ค่ะ/ครับ/ฮับ” พวกเขาต่างพากันตอบรับพร้อมกัน เสี

    last updateDernière mise à jour : 2026-03-22
  • เกิดใหม่ครั้งนี้ฉันเป็นเจ๊ใหญ่   บทที่ 24

    แสงอรุณแรกเริ่มโผล่พ้นขึ้นขอบฟ้าจนกระทั่งมองเห็นบรรยากาศยามเช้าอย่างชัดเจน “พวกเจ้าเหนื่อยกันไหม” นางฟู่ถามลูกชายหญิงอย่างเป็นห่วง “ไม่เหนื่อยครับ/ค่ะ” เด็กทั้งสิบคนยังคงมีใบหน้าแย้มยิ้ม โดยเฉพาะเจ้าตัวเล็กทั้งสามที่นั่งอยู่บนรถเข็น การเดินเท้าเข้าเมืองไม่ได้น่าเบ

    last updateDernière mise à jour : 2026-03-20
Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status