คนเรือพวกนั้นต่างพากันมองไปที่กลุ่มของเสี่ยวหนิงวาววับเพราะคิดว่าญาติของคนพวกนี้น่าจะไม่มาแล้วนั่นเอง
“ข้าว่าญาติของพวกเจ้าไม่มาแล้วละ” คนเรือคนเดิมพูดขึ้นก่อนที่เจ้าตัวจะทำทีเป็นไม่สนใจกลุ่มของตู้เหวินกังที่มันมองว่าเป็นเหยื่อ
เสี่ยวหนิงหาได้สนใจท่าทางของมัน “ลุงตู้คะ ลุงมีผงยาสลบติดมาบ้างไหม” เด็กหญิงกระซิบถามเขาเสียงเบา
ตู้เหวินกังพยักหน้าให้หล่อนน้อย ๆ เป็นเชิงตอบรับ
“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ยาก พวกเราไปกันเถอะต่อให้รออยู่ตรงนี้พวกมันก็คงไม่ปล่อยเราอยู่ดี”
“อืม” ชายวัยกลางคนเองก็เห็นด้วย
ดังนั้นพวกเขาจึงได้แสร้งเดินไปถามคนถ่อเรือลำอื่นก่อนว่าแต่ละลำคิดราคาเท่าไร
“พวกเจ้าไปกับข้านี่แหละ เรื่องเงินหากมีน้อยเดี๋ยวข้าลดราคาให้” ชายคนแรกตะโกนขึ้นเสียงดัง
“เจ้าจะมาตัดหน้ากันง่าย ๆ ได้ยังไง” คนถ่อเรือที่อยู่ห่างออกไปสวนขึ้นอย่างไม่พอใจ
คนพวกนี้นี่เล่นละครกันเก่งเสียจริง เสี่ยวหนิงคิด ทั้งนี้เป็นเพราะเธอจับสังเกตพวกมันมาได้สักพักแล้วนั่นเอง
ตู้เหวินกังแม้จะรู้พอ ๆ กับเด็กหญิงกระนั้นเจ้าตัวก็ยังหวังว่าหนึ่งในคนถ่อเรือเหล่านี้จะมีคนดีปะปนอยู่บ้าง
“เจ้าหนุ่ม เจ้าคิดเท่าไหร่” ชายวัยกลางคนถามชายหนุ่มรูปร่างกำยำคนหนึ่งที่ใบหน้าดูทื่อ ๆ ซึ่งเมื่อเขาถามออกไปชายหนุ่มคนนี้ก็พยามยามบอกใบ้ให้เขารีบพาทุกคนหนีไปทางแววตา
“เจ้านั่นมันทึ่มนะ ท่านไม่กลัวว่ามันจะพาไปหลงทางหรอกเหรอ” ชายคนแรกตะโกนพลางหัวเราะอย่างขบขัน
“ข้าไม่กลัวหรอก ว่ายังไงคิดเท่าไหร่” ตู้เหวินกังปฏิเสธก่อนที่เขาจะบ่ายหน้ามาถามชายหนุ่มคนนี้ต่อ
“ห้าเหวิน” เขาตอบน้ำเสียงไม่ยินดียินร้ายก่อนจะถอนหายใจคล้ายกับรู้สึกอึดอัดกับอะไรบางอย่าง
“ตกลง ข้าจะไปกับเจ้า” เมื่อตู้เหวินกังตอบตกลงไปแล้วพวกเขาแต่ละคนจึงได้เดินขึ้นเรือโดยก้มตัวให้หลบพ้นหลังคาที่ทำจากไม้ไผ่สานทีละคน
เสียงน้ำดังจ๋อมแจ๋มตามจังหวะไม้ถ่อเรือของชายคนนี้ “เจ้าเป็นพวกมันหรือเปล่า” ตู้เหวินกังถามขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“ข้าไม่เข้าใจความหมายของนายท่าน” คนถ่อเรือตั้งสติย้อนถามทั้งที่สีหน้าของเขานั้นกลับดูตื่นตระหนก
“พี่ชายย่อมรู้ดีแก่ใจไม่ใช่เหรอ” เสี่ยวหนิงพูดขึ้นโดยสายตาของหล่อนนั้นมองตรงไปยังชายคนนี้ราวกับว่ามันสามารถอ่านใจเขาได้อย่างทะลุปรุโปร่งอย่างไรอย่างนั้น
“ขะ..ข้ามีเหตุผลแต่ข้าก็ส่งสัญญาณให้พวกเจ้าหนีไปแล้วนี่” เขาตอบออกมาโดยไม่รู้ตัว
“เหตุผลอะไร” ตู้เหวินกังถามขึ้นอีกครั้ง
“เมียกับลูกของข้าอยู่ในมือของพวกมัน” เขาพูดขึ้นอย่างเจ็บแค้นด้วยดวงตาแดงก่ำ
“เสี่ยวหนิง” นางฟู่เรียกลูกสาวเสียงสั่น
เด็กหญิงหันมาตามเสียงเรียกก่อนที่นางจะเข้าไปปลอบแม่และน้อง ๆ ซึ่งแม้แต่เจ้าตัวยังประหลาดใจอย่างหาเหตุผลไม่ได้ว่าทำไมทุกคนถึงเชื่อฟังหล่อนราวต้องมนต์
พวกเขาไม่รู้สึกกลัวกันก็ดีแล้ว เจ้าตัวคิด
หลังจากพูดคุยกับทั้งแม่และน้อง ๆ เรียบร้อยเสี่ยวหนิงจึงได้ถามกับคนถ่อเรือออกมาในเรื่องที่ตนอยากรู้
“พวกเจ้ามีกันกี่คน มีอาวุธอะไรบ้าง”
ชายคนนั้นตอบเสี่ยวหนิงราวกับว่าตัวมันไร้ชีวิต โดยที่สายตาของมันยังคงมองไปด้านหน้าจึงทำให้พวกเดียวกันที่ตามมาไม่รู้ถึงความผิดปกติ
เรือลำไม่เล็กไม่ใหญ่ลอยไปตามการบังคับของคนเรือตั้งแต่ฟ้ายังไม่มืดจนตอนนี้เริ่มเห็นดาวบนท้องฟ้าที่ราวกับถูกฉาบด้วยน้ำหมึก
ในที่สุดคนถ่อเรือก็จอดเทียบท่าจอดเรือแห่งหนึ่ง “มืดแล้วเดินทางต่อไม่ได้พักที่นี่กันก่อนเถอะ” นี่คือข้ออ้างที่ชายคนนี้ใช้และทันทีเมื่อพวกเขาก้าวเท้าพ้นจากเรือก็มีคนกลุ่มหนึ่งพุ่งออกมาจากทิศทางไหนก็ไม่อาจทราบได้
“มากับพวกเราซะดี ๆ จะได้ไม่เจ็บตัว” หนึ่งคนในกลุ่มพูดขู่เสียงดังโดยที่มันยังไม่รู้ว่ากำลังมีสิ่งใดรออยู่เบื้องหน้า
และเมื่อสายลมที่หมอตู้กำลังรออยู่พัดมาชายวัยกลางคนก็อาศัยจังหวะนี้โปรยผงยาสลบที่เตรียมไว้ออกไป
ผงสีขาวกระจายไปทางพวกมันอย่างไม่ทันได้ตั้งตัวและยังไม่ทันถึงสิบลมหายใจร่างของคนพวกนี้ก็โงนเงนร่วงไปกองกับพื้นทีละคนสองคน
จนพวกคนเรือที่ตามมาพากันตกตะลึงจากแสงตะเกียงน้ำมัน “แม่ พาน้อง ๆ ลงเรือไปก่อน” เสี่ยวหนิงพูดขึ้นเมื่อเห็นว่าคนเรือพวกนั้นมีอาวุธในมือ
เมื่อชายวัยกลางคนเห็นเช่นนี้เขาจึงได้ล้วงมือเข้าไปในย่ามของตนก่อนจะหยิบอาวุธที่เสี่ยวหนิงคาดไม่ถึงว่าเขาจะมี
เปรี้ยง!! ควันสีขาวจากปลายกระบอกของอาวุธร้ายในมือของตู้เหวินกังทำให้พวกมันหวาดกลัวจนขาแข้งสั่น
ในจังหวะที่พวกมันกำลังตกอยู่ในอาการตกใจอยู่นี้ ก็มีคนอีกกลุ่มพากันวิ่งออกมาโดยที่หนึ่งในนั้นมีปืนยาวในมือหนึ่งกระบอก
เสี่ยวหนิงผู้ซึ่งไม่มีใครให้ความสนใจเนื่องจากพวกมันคิดว่าหล่อนเป็นเพียงเด็กผู้หญิงคงไม่มีปัญญาทำสิ่งใด
ทว่า....
เปรี้ยง!! “โอ๊ย!” บุคคลที่ในมือมีอาวุธร้ายได้ปล่อยอาวุธของตนตกลงพื้นทันทีพร้อมกับเอามืออีกข้างกุมบาดแผลที่ตนเพิ่งได้รับอย่างสด ๆ ร้อน ๆ
“อยากตายก็ลองขยับสิ” น้ำเสียงของผู้พูดเต็มไปด้วยความเยือกเย็นจนคนฟังขนลุกซู่
ตู้เหวินกังมองไปทางเด็กหญิงผู้มีผมเปียสองข้างด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดระคนคาดไม่ถึง
แต่เนื่องจากในเวลานี้ยังไม่ใช่เวลาเหมาะสมในการไถ่ถามดังนั้นเจ้าตัวจึงได้แต่กลืนคำถามต่าง ๆ ลงท้องไปทั้งหมด
“วางอาวุธและจัดการมัดแขนมัดขาพวกเดียวกันซะ” ชายวัยกลางคนออกคำสั่งโดยที่ในมือยังไม่ลดอาวุธของตนลงเช่นเดียวกับเสี่ยวหนิงที่กำลังจ้องพวกมันด้วยดวงตาคมกริบ
แต่แล้วดูเหมือนว่าสวรรค์จะไม่เข้าข้างพวกเธอเมื่อมีคนในกลุ่มของพวกมันที่หลงเหลือได้นำเด็กเล็กมาเป็นตัวประกัน
เสียงร้องไห้ของเด็กคนนั้นช่างฟังดูบาดหัวใจสำหรับคนเป็นพ่ออย่างยิ่งยวด
“ต้าโถว” ชายผู้ทำหน้าที่ถ่อเรือให้กับแม่และน้อง ๆ ของเสี่ยวหนิงตะโกนขึ้นเสียงดัง
“แกสองคนวางปืนลงซะ ไม่อย่างนั้นข้าจะหักคอไอ้เด็กคนนี้” น้ำเสียงของมันโหดเหี้ยมเป็นอย่างมากโดยที่มือของมันเองก็กำอยู่รอบลำคอของเด็กชายตัวน้อย
เสี่ยวหนิงจ้องไปที่มันด้วยความเกลียดชังและในขณะนั้นเองไม่ทันมีใครได้คาดคิด จู่ ๆ ทั้งลมทั้งฝนก็พากันตกลงมาราวกับฟ้าจะถล่ม
เสียงฟ้าร้องปนเปกับแสงฟ้าแลบทำให้บรรยากาศในตอนนี้แลดูน่ากลัวราวกับว่ากำลังจะมีปีศาจร้ายปรากฏตัว
เสี่ยวหนิงผู้รอจังหวะจึงได้ใช้โอกาสนี้เล็งอาวุธในมือไปที่ศีรษะของชายคนนั้นที่ได้ลดมือของตนลง
ไม่มีใครรู้ว่าชายคนนั้นล้มลงไปตอนไหนและไม่มีใครรู้อีกเหมือนกันว่าเด็กหญิงผมเปียที่ดูไร้พิษสงนั้นไปช่วยเด็กชายตัวน้อยออกมาได้ยังไงจนกระทั่งเสียงฟ้าฝนเริ่มซา
“หากยังไม่อยากตายก็อยู่นิ่ง ๆ” เสี่ยวหนิงยกมือขึ้นปิดหูเด็กน้อยก่อนจะพูดขึ้นอย่างเย็นชาต่อโจรกลุ่มนี้อีกครั้ง
“ต้าโถว ลูกพ่อ” ชายหนุ่มผู้ถ่อเรือได้วิ่งเข้ามากอดลูกของตนเอาไว้แน่นด้วยตัวอันสั่นเทา
ในตอนนี้ทั้งแม่และน้อง ๆ ต่างก็พากันเดินมาทางลูกและพี่สาวพร้อมกัน โดยที่เสียงปืนได้เรียกคนอีกกลุ่มหนึ่งมาด้วยเพียงแต่ยังอยู่ห่างออกไปพอสมควร
“พี่ชาย รีบไปหาภรรยาท่านซะ”
คำพูดของเด็กหญิงได้เรียกสติของชายหนุ่มคนนี้ให้กลับมา และเมื่อเขาวิ่งเข้าไปด้านในภาพที่เห็นก็ทำให้ชายหนุ่มไม่อาจทำใจได้ เขาหลั่งน้ำตาอย่างไม่อายส่งเสียงร้องออกมาราวสัตว์ร้ายที่ได้รับบาดเจ็บหนัก
เพียงแค่นี้ทั้งเสี่ยวหนิงกับหมอตู้ก็เข้าใจได้ว่าเกิดอะไรขึ้น “คนพวกนี้สมควรตาย” เด็กหญิงผู้มีจิตวิญญาณเป็นผู้ใหญ่กัดฟันกรอดเค้นเสียงออกมาอย่างเจ็บปวดไม่แพ้กัน
“พวกเรามัดมันและไปแจ้งทางการเถอะ เจ้าอย่าให้มือต้องแปดเปื้อนเลย” ชายวัยกลางคนพูดเตือนสติด้วยความเป็นห่วง
ในยามนี้ชายหนุ่มคนนั้นได้อุ้มร่างอันไร้วิญญาณของภรรยาอันเป็นที่รักออกมาก่อนที่ลูกน้อยจะวิ่งไปหาเขา
“พ่อ แม่นอนหลับเหรอ” เด็กน้อยถามขึ้นอย่างไร้เดียงสา
“ใช่แม่ของเจ้านอนหลับ เจ้าห้ามเสียงดังนะ” ชายคนนั้นกลั้นเสียงสะอื้นทั้งที่น้ำตาจวนเจียนจะหยด
ย้อนกลับไปก่อนหน้าเขากับเมียและลูกกำลังถ่อเรือผ่านเส้นทางนี้ หนึ่งในพวกมันทำทีขอความช่วยเหลือจากนั้นเขาจึงได้รู้ว่าพวกมันเป็นโจรเมื่อมันเห็นว่าเขามีท่าทางซื่อ ๆ เซ่อ ๆ จึงได้คิดใช้ประโยชน์ตรงนี้ให้มาร่วมกลุ่มด้วยโดยยกเอาเมียกับลูกมาข่มขู่แต่ใครจะคิดว่าพวกมัน
“ยังมีคนอื่นอีกไหม” เสียงของเสี่ยวหนิงทำให้เขาตื่นจากภวังค์
“ไม่เหลือแล้ว ข้าคิดว่าพวกมันคงเอาไปขายแล้วก่อนหน้า” น้ำเสียงของชายคนนี้ฟังดูแห้งแล้งแต่ที่เขาคิดว่าการที่ลูกยังอยู่ก็น่าจะเพราะภรรยาอันเป็นที่รักเอาชีวิตเข้าแลก
“พวกเราไปกันเถอะ” หมอตู้พูดขึ้น
“ลุงตู้ ช่วยดูแลแม่กับน้อง ๆ ก่อนเดี๋ยวฉันตามไป”
“ได้”
สายตาของคนเป็นแม่กับน้องชายหญิงมองมาทางเธอพร้อมกันด้วยความเป็นห่วง “เดี๋ยวฉันตามลงไปค่ะ ไม่นานหรอก”
คล้อยหลังคนในครอบครัวรวมถึงชายหนุ่มถ่อเรือคนนั้น เด็กหญิงก็หันหน้ามาส่งยิ้มเย็นอันชวนให้พวกมันหวาดผวาก่อนที่เธอจะทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด
“ความตายมันสบายเกินไปสำหรับพวกแก”
ไม่มีเสียงใด ๆ เกิดขึ้นจึงทำให้คนภายในเรือรู้สึกวางใจ จนกระทั่งพวกเขารออยู่นานในที่สุดเสี่ยวหนิงก็กลับเข้ามา
“จะ..เจ้า” มีเพียงหมอตู้เท่านั้นที่พูดออกมาแค่นี้แล้วเจ้าตัวก็เงียบเสียงลง
“เอาสิ่งนี้แขวนไว้มันจะช่วยกลบกลิ่นเลือด” ชายวัยกลางคนล้วงห่อผ้าที่เขาทำขึ้นมาจากสมุนไพรหลายชนิดส่งให้เด็กหญิง
“ขอบคุณค่ะ”
“เฮ้อ!! ข้าบอกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือว่าอย่าให้มือตัวเองเปื้อน” ชายวัยกลางคนถอนใจเอ่ยเสียงเบา
เสี่ยวหนิงทำเพียงยิ้มรับก่อนพูดขึ้นเสียงเบาไม่ต่างกัน “ฉันไม่ได้ฆ่าพวกมันค่ะ” ชายวัยกลางคนจึงหันไปมองใบหน้าของเธออีกครั้งอย่างค้นคว้า
“ดีแล้ว” เขาเอ่ย
แต่บางทีพวกมันอาจคิดว่าตายไปเสียยังดีกว่าที่จะต้องกลายมาเป็นคนพิการ แถมซ้ำบนหน้าผากยังมีคำว่าโจรสลักอยู่ เด็กหญิงคิด