หม่าจิ่วเหลียนฮวาบุปผาเก้าชีวิต (ภาคต่อบุปผาเยียวยาใจ)

หม่าจิ่วเหลียนฮวาบุปผาเก้าชีวิต (ภาคต่อบุปผาเยียวยาใจ)

last updateآخر تحديث : 2025-11-05
بواسطة:  ซูเมี่ยวหลิงمكتمل
لغة: Thai
goodnovel18goodnovel
لا يكفي التصنيفات
90فصول
1.7Kوجهات النظر
قراءة
أضف إلى المكتبة

مشاركة:  

تقرير
ملخص
كتالوج
امسح الكود للقراءة على التطبيق

หม่าจิ่วเหลียนฮวาสตรีคนสุดท้ายของตระกูลหม่าโดนสังหารเก้าชั่วโครต ไร้พ่อขาดแม่ ไร้ญาติขาดมิตร ตอนอายุ 20 หนาวนางได้เจอกับเทพบุปผา ได้ทราบว่าตนมีชะตาแมวเก้าชีวิตต้องตายเก้าครั้งถึงจะหวนสู่แดนบุปผาได้

عرض المزيد

الفصل الأول

บทที่ ๑ สตรีคนสุดท้ายของตระกูลหม่า

บทที่ ๑

สตรีคนสุดท้ายของตระกูลหม่า

‘ทาสซักล้าง’

ประจำตำหนักเทียนหลุนจือเล่อขององค์ชายรองแคว้นจินตกเป็นของจิ่วเหลียนฮวาตั้งแต่วันแรกที่นางเกิดจนตอนนี้อายุ 20 หนาว

เด็กกำพร้าว่าน่าสงสารแล้ว แม้แต่ญาติสนิทหรือมิตรสหายก็ไม่มีกลับน่าสงสารยิ่งกว่า

เครง!

“จิ่วเหลียนฮวา เจ้าตั้งใจชนข้าหรือ…ตายจริง! ผ้าองค์ชายรองตกพื้นแล้ว บังอาจยิ่งนัก!”

เจ้าของนามไม่กล่าวสิ่งใด ดวงตาคู่โตแฝงด้วยความเศร้าหมองหลุบมองชุดที่นางกำลังเอาไปซัก วันนี้เจ้าของตำหนักกลับวังหลวงครั้งแรกในรอบสามปี

เจ้านายอยู่ตำหนักแท้ ๆ ยังถูกกลั้นแกล้ง ไม่ต้องพูดถึงยามที่องค์ชายรองจินเทียนหลุนไม่อยู่ตำหนัก

“ขออภัย ข้าไม่ทันได้ระวัง”

แม้จะไม่ใช่ความผิดของตัวเอง แต่นางก็ยังเอ่ยขออภัย ก้มลงเก็บผ้าที่อยู่บนพื้น

ซี๊ด~

แต่จังหวะที่นางเอื้อมมือไปหยิบผ้านั้น มือหยาบจากการทำงานหนักสารพัดอย่างก็ถูกเหยียบด้วยเท้าของนางกำนัลที่มีเบื้องหลังสนับสนุนอยู่

“ใครใช้ให้เจ้ายื่นมือออกมาตอนที่ข้ากำลังจะก้าวเท้าเดินเล่า ช่างสมกับเป็นนางกำนัลระดับล่าง”

จิ่วเหลียนฮวาสูดหายใจเข้าลึก ไม่ใช่เพราะโกรธที่ถูกสหายนางกำนัลในตำหนักเดียวกันเหยียบย่ำ แต่น้อยใจที่ตนเป็นสตรีคนสุดท้ายในตระกูลหม่า

ตระกูลขุนนางต้องโทษที่ถูกประหารเก้าชั่วโครต!

“อู่อิง ทางที่เจ้าจะไปเป็นพระภูษา…”

น้ำเสียงเรียบเฉยเอ่ยเพียงเท่านั้น เงยหน้าขึ้นสบตาอู่อิงที่กำลังกอดอกมองนางด้วยสายตารังเกียจเหมือนยามที่สุกรกำลังกินเศษข้าวบูด

“แล้วอย่างไร!”

“เจ้าคิดจะเดินข้ามพระภูษาเช่นนั้นหรือ”

อู่อิงหน้าซีด เมื่อสหายที่อยู่ข้าง ๆ สะกิดนางก็กระซิบถาม

“อี้ถง หากนางเอาไปฟ้ององค์ชายจะทำอย่างไร”

อี้ถงจอมยุยงใจเด็ดกว่าอู่อิงที่เป็นคนลงแรง ฟังแต่คำยุยงของอี้ถง

“ระหว่างเรานางกำนัลที่ครอบครัวบริสุทธิ์กับนางกำนัลตระกูลต้องโทษเช่นนั้น องค์ชายต้องเชื่อเรามากกว่าอยู่แล้ว ไม่ต้องกลัว”

อู่อิงได้ยินเช่นนั้นก็เบาใจ เรียกท่าทางเชื่อมั่นกลับมาได้อีกครั้ง เชิดหน้าใส่จิ่วเหลียนฮวา

“หึ! คนที่เจ้าไม่ควรเอ่ยถึงที่สุดคือองค์ชาย”

จิ่วเหลียนฮวาหยิบผ้าใส่ในถังน้ำก่อนที่จะหยัดกายขึ้นเต็มความสูง รู้เลยว่าอู่อิงจะพูดถึงเรื่องอะไร

“องค์ชายคือคนที่จะไม่ปกป้องเจ้าที่สุด อย่าคิดว่าพระภูษาจะคุ้มกะลาหัวเจ้าได้ ให้เจียมตัวเอาไว้บ้างว่าเจ้าคือคนที่ต่ำต้อยที่สุดในแคว้นจิน”

“...”

จิ่วเหลียนฮวาไม่พูดอะไร มือบีบถังไม้ไว้แน่น ดวงตาจดจ้องอู่อิงไม่ละสายตา

“โกรธหรือ รับความจริงไม่ได้หรือ”

จิ่วเหลียนฮวาหรือจะรับความจริงไม่ได้ คำพูดเหล่านี้นางฟังมามากกว่าสามพันครั้งแล้ว

“...มีอะไรจะพูดกับข้าอีกหรือไม่”

“นี่เจ้า!”

“ถ้าไม่มีแล้ว ขอตัว”

อู่อิงเหยียดยิ้ม แต่เดิมพวกนางก็แค่อยากแกล้งจิ่วเหลียนฮวาเล่นพอหอมปากหอมคอจึงได้ปล่อยนางไป

ตุบ!

แต่ก่อนที่จะปล่อยไปก็ขอขัดขาจิ่วเหลียนฮวาอีกครั้ง ทั้งคนและถังน้ำล้มลงไปกองที่พื้น ก่อนที่พวกนางจะหัวเราะให้กับความสำเร็จเล็ก ๆ แล้วเดินจากไป

จิ่วเหลียนฮวายกมือที่เจ็บแปลบขึ้นมาดู ทำเพียงสะกิดเศษหินปูนที่ติดอยู่บนมือออก ไม่ใส่ใจเลือดที่ซึมผ่านเนื้อถลอกเลยสักนิด

มีนางกำนัลหลายคนเดินผ่านนาง แต่ไม่มีใครคิดจะช่วยนางเก็บผ้าที่อยู่บนพื้นหรือช่วยพยุงนางให้ยืนขึ้นเต็มความสูง ที่แย่กว่านั้นคือเดินผ่านนางไปราวกับว่านางไม่มีตัวตน สำหรับนางแล้ว…

แบบนี้เจ็บปวดกว่าแผลที่อยู่บนมือเสียอีก!

ณ ลานซักล้างท้ายตำหนัก

แผลที่อยู่บนมือเมื่อโดนน้ำแสบไม่น้อย แต่ไม่นานความแสบก็หายไปพร้อมกับใจแห้งเหี่ยว

 ไม่มีบิดามารดาน่าเศร้าแล้ว ไม่มีแม้แต่ญาติมิตรยิ่งเศร้าเป็นทวีคูณ

จิ่วเหลียนฮวาถูกเลี้ยงดูโดยนางกำนัลประจำตำหนักองค์ชายรอง แปดปีแรกนางยังสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของการมีผู้เลี้ยงดูอยู่บ้าง จนกระทั่งนางกำนัลอาวุโสจากไป นางจึงกลายเป็นคนโดดเดี่ยวอย่างแท้จริง

“เสี่ยวจิ่ว ซักเสร็จแล้วไปช่วยกันทำความสะอาดจวนจือเล่อด้วยเล่า”

“จวนจือเล่อหรือเจ้าคะ”

“ใช่ เจ้าไม่รู้หรือว่าวันนี้องค์ชายรองทำพิธีสวมกวาน[1] ได้รับพระราชทานตำแหน่งชินอ๋อง อีกเจ็ดวันจะย้ายออกไปอยู่จวนจือเล่อ เจ้าก็เตรียมเก็บของด้วยเล่า ข้ารับใช้ทั้งหมดในตำหนักจะย้ายออกนอกพระราชวังด้วย”

จิ่วเหลียนฮวานิ่งไปครู่หนึ่งเพราะไม่แน่ใจว่าจะถามออกไปดีหรือไม่ ซึ่งมู่หมัวมัว[2]ที่มาสั่งงานนางก็ไม่มีความอดทนพอที่จะรอฟัง วางถังผ้าม่านกองใหญ่ลงก็จากไป

“ข้าอยากถามว่า ย้ายไปอยู่นอกวังแล้ว ออกจากจวนได้อย่างอิสระมากกว่าเดิมแล้วใช่หรือไม่”

น่าเสียดายที่คำถามนี้ไม่ได้รับคำตอบ!

จิ่วเหลียนฮวาเริ่มซักพระภูษาของชินอ๋องก่อน เจ้าของตำหนักเพิ่งกลับวังผ้าจึงยังไม่เยอะ ในตอนที่นางซักชุดสีดำ ผ้าเนื้อดีไม่ปักลาย หว่างคิ้วเรียวพลันมุ่นเข้าหากันทันทีเมื่อเห็นรอยขาดลากยาวที่หัวไหล่

“บาดเจ็บเช่นนั้นหรือ”

จิ่วเหลียนฮวาดึงผ้าขึ้นเหนือน้ำเพื่อดูสี เมื่อเห็นว่าน้ำเพียงขุ่นขึ้นเล็กน้อย ไม่ได้สีเข้มขึ้นมากจึงเดาว่าองครักษ์ของเจ้านายได้ทำความสะอาดก่อนที่จะส่งมาให้ซักล้างแล้ว

“นอกจากข้าแล้วยังมีกบฏเหลืออยู่อีกหรือ”

จิ่วเหลียนฮวาเอ่ยอย่างติดตลกแล้วขยี้ผ้าในน้ำด่างที่ใช้ขี้เถ้าพืชละลายกับน้ำ นางมีหน้าที่ซักตากเท่านั้น หน้าที่อบผ้าให้ความหอมเป็นของนางกำนัลคนอื่น

“...เสี่ยวจิ่ว ซักผ้าปูโต๊ะให้ด้วย พรุ่งนี้จะเอาประดับห้องบรรทมท่านอ๋อง”

จิ่วเหลียนฮวาเงยหน้าขึ้นเอ่ยปฏิเสธ

“แต่มู่หมัวมัวบอกข้าว่า ซักเสร็จแล้วให้ไปช่วยทำความสะอาดที่จวนจือเล่อ”

“มู่หมัวมัวกล่าวว่าหลังซักผ้าเสร็จ เจ้าซักกองนั้นเสร็จแล้วก็ซักของข้าต่อก็ได้ หากมู่หมัวมัวถามก็บอกเพียงว่ายังซักไม่เสร็จ”

“แต่ว่า…”

“นางกำนัลซักล้างมีเพียงเจ้า หากเจ้าไม่ซักใครจะซัก แต่จวนจือเล่อไม่มีเจ้าทุกคนก็ทำความสะอาดกันได้”

จิ่วเหลียนฮวาหลุบตาลงเพราะเถียงไม่ได้

จะบอกว่าทุกคนเห็นนางเป็นคนสำคัญก็ไม่ใช่ เพราะอากาศหนาวเหน็บแบบนี้ใครก็ไม่อยากซักผ้า หน้าที่นี้จึงเป็นของนางที่ถูกวางตัวเป็นคนซักล้างตั้งแต่กำเนิด

ดีที่ไม่ถูกใช้ให้ล้างถังอาจม!

“เข้าใจแล้ว เอาวางไว้ ข้าจะทำเอง”

“เสี่ยวจิ่วเป็นคนดีจริง ๆ ข้าไปแล้วนะฝากด้วย”

จิ่วเหลียนฮวายิ้มบาง แอบขบขันที่เวลาจะใช้งานนางแล้วเรียกด้วยความสนิทสนม แต่พอเวลานางถูกกลั่นแกล้งไม่แม้แต่จะสนใจไยดี

“ไม่โทษเจ้า ใครจะอยากใกล้ชิดกับตระกูลต้องโทษ ซักผ้าของเจ้าต่อไปจิ่วเหลียนฮวา”

คิดได้เช่นนั้นนางก็ซักผ้าต่อไป น้ำอุ่นทำให้นางไม่ทรมานในการซักผ้ามากนัก อีกอย่างนางชินแล้ว ต่อให้ซักผ้าจนเลือดออกมือ นางก็ต้องทำต่อไป

“จิ่วเหลียนฮวา”

ใบหน้างามเงยขึ้นตามเสียงเรียก แปลกใจเล็กน้อยเพราะนางไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับคนตรงหน้าเลย

“ไยมองข้าเช่นนั้น”

บุรุษหนุ่มในชุดสีดำสนิทผ้าตัดเย็บอย่างดีตามสถานะองครักษ์ประจำพระองค์เดินเข้ามาใกล้นางมากขึ้นแล้วย่อตัวลงนั่งข้าง ๆ ไม่สนใจว่าพื้นที่ตรงนี้จะเลอะไปด้วยน้ำซักล้าง

“ข้ามั่นใจว่าเราไม่รู้จักกันมาก่อน”

ใบหน้าที่จัดว่าหล่อเหลากว่าคนทั่วไปฉีกยิ้มมุมปากให้สาวน้อย ดวงตาที่จดจ้องมาที่นางนั้นแฝงไว้ด้วยความเอ็นดู อยู่ ๆ นางก็รู้สึกว่าเจอญาติสนิทที่ไม่ได้เจอกันมานาน

ความรู้สึกของการมีญาติเมื่อ 12 ปีก่อนพาให้นางยกมือขึ้นทาบหน้าอกตัวเอง

“เจ้าไม่รู้จักข้า แต่ข้ารู้จักเจ้า หม่าจิ่วเหลียนฮวา สตรีที่เป็นศัตรูของราชวงศ์”

[1]พิธีสวมกวานเป็นพิธีสวมเครื่องประดับศีรษะในวัฒนธรรมจีนโบราณโดยเฉพาะในชนชั้นสูง กวาน ไม่ใช่หมวกที่สวมครอบทั้งศีรษะ แต่เป็นเครื่องประดับที่สวมครอบมวยผม พิธีนี้เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงสถานะจากวัยรุ่นสู่วัยผู้ใหญ่ พร้อมทั้งความรับผิดชอบและสิทธิที่เพิ่มขึ้น

[2]หมัวมัว (嬷嬷) ในบริบทของวังหรือตำหนักของจีนโบราณ หมายถึงพี่เลี้ยงหรือผู้ดูแลเด็กในวัง หรือผู้หญิงที่มีอายุและมีความใกล้ชิดกับเชื้อพระวงศ์ จะใช้คำนี้ในวังหรือบ้านขุนนางใหญ่ก็ได้

توسيع
الفصل التالي
تحميل

أحدث فصل

فصول أخرى
لا توجد تعليقات
90 فصول
บทที่ ๑ สตรีคนสุดท้ายของตระกูลหม่า
บทที่ ๑สตรีคนสุดท้ายของตระกูลหม่า‘ทาสซักล้าง’ประจำตำหนักเทียนหลุนจือเล่อขององค์ชายรองแคว้นจินตกเป็นของจิ่วเหลียนฮวาตั้งแต่วันแรกที่นางเกิดจนตอนนี้อายุ 20 หนาวเด็กกำพร้าว่าน่าสงสารแล้ว แม้แต่ญาติสนิทหรือมิตรสหายก็ไม่มีกลับน่าสงสารยิ่งกว่าเครง!“จิ่วเหลียนฮวา เจ้าตั้งใจชนข้าหรือ…ตายจริง! ผ้าองค์ชายรองตกพื้นแล้ว บังอาจยิ่งนัก!”เจ้าของนามไม่กล่าวสิ่งใด ดวงตาคู่โตแฝงด้วยความเศร้าหมองหลุบมองชุดที่นางกำลังเอาไปซัก วันนี้เจ้าของตำหนักกลับวังหลวงครั้งแรกในรอบสามปีเจ้านายอยู่ตำหนักแท้ ๆ ยังถูกกลั้นแกล้ง ไม่ต้องพูดถึงยามที่องค์ชายรองจินเทียนหลุนไม่อยู่ตำหนัก“ขออภัย ข้าไม่ทันได้ระวัง”แม้จะไม่ใช่ความผิดของตัวเอง แต่นางก็ยังเอ่ยขออภัย ก้มลงเก็บผ้าที่อยู่บนพื้นซี๊ด~แต่จังหวะที่นางเอื้อมมือไปหยิบผ้านั้น มือหยาบจากการทำงานหนักสารพัดอย่างก็ถูกเหยียบด้วยเท้าของนางกำนัลที่มีเบื้องหลังสนับสนุนอยู่“ใครใช้ให้เจ้ายื่นมือออกมาตอนที่ข้ากำลังจะก้าวเท้าเดินเล่า ช่างสมกับเป็นนางกำนัลระดับล่าง”จิ่วเหลียนฮวาสูดหายใจเข้าลึก ไม่ใช่เพราะโกรธที่ถูกสหายนางกำนัลในตำหนักเดียวกันเหยียบย่ำ แต่น้อยใจที่ตนเป็นสตร
اقرأ المزيد
บทที่ ๒ ชะตาแมวเก้าชีวิต
บทที่ ๒ชะตาแมวเก้าชีวิต“ท่านเป็นองครักษ์ของชินอ๋องหรือ”ใบหน้าหล่อเหลาส่ายหน้า ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วหมุนตัวหนึ่งรอบ ชุดองครักษ์ถูกเปลี่ยนเป็นชุดสวยงามผ้ามุ้ง ดูแปลกตาแต่งดงามแต่สิ่งที่งดงามที่สุดไม่ใช่ชุดที่สตรีนางนี้ใส่ แต่เป็นใบหน้างดงามหยาดฟ้า บรรยากาศรอบกายดูสูงส่งไม่คล้ายมนุษย์…ไม่สิ! นางไม่ใช่มนุษย์ตั้งแต่หมุนตัวชุดเปลี่ยนแล้ว“ท่านงดงามขึ้นมาก”“เจ้าเคยเจอข้ามาก่อนหรือ…อ้อ! นึกออกแล้ว เมื่อสองวันก่อน…ไม่สิ! สองวันสรรค์ก็สองปีมนุษย์”จิ่วเหลียนฮวามองสตรีตรงหน้า ในหัวนึกถึงเหตุการณ์เมื่อสองปีก่อน…‘นั่น! ทายาทคนสุดท้ายของตระกูลหม่า’จิ่วเหลียนฮวาที่กำลังซักผ้าอยู่ชะงักเมื่อได้ยินคำพูดจากบุรุษวัยกลางคน นางชำเลืองหางตาดูเล็กน้อยก็เห็นว่าเป็นพระปิตุลาของฮ่องเต้จินจิ่นฟู่‘จะว่าน่าสงสารก็น่าสงสาร ต้องมารับโทษในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ก่อ…ว่าแต่นางมีนามว่าอันใด’‘นั่นแหละที่ข้าแปลกใจ’เสียงถอนหายใจดังขึ้น จิ่วเหลียนฮวาอยากหันไปมองทั้งสองยิ่งนัก แต่ก็ห้ามตัวเองเอาไว้ ลอบฟังสิ่งที่พวกเขาสนทนากัน‘จิ่วเหลียนฮวา นางมีคำนี้สลักอยู่กลางฝ่ามือตั้งแต่ยังเป็นเด็กทารก คนที่เลี้ยงนางมาจึงตั้งช
اقرأ المزيد
บทที่ ๓ เกิดจากความสงสัย
บทที่ ๓เกิดจากความสงสัย“ที่จริงแล้ว ข้าเป็นใครหรือเจ้าคะ เหตุใดต้องกลับแดนบุปผา”“ความลับของสวรรค์ไม่อาจบอกได้ เป็นอันว่าเจ้ารู้เพียงเท่านี้ก็พอ”จิ่วเหลียนฮวาได้ยินเช่นนั้นก็ไม่คิดซักไซ้อีกต่อไป ตอนนี้คำถามเดียวที่นางอยากทราบจากเทพบุปผาคือ…“ท่านเทพเจ้าคะ โลกหลังความตายของข้าจะสวยงามหรือไม่”เทพบุปผายื่นมือไปจับแก้มซีดขาวแล้วลูบขึ้นลงแผ่วเบา “แล้วเจ้าจะมีความสุขอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน”ความสุขเช่นนั้นหรือจิ่วเหลียนฮวาได้ยินเช่นนั้นหัวใจพลันอุ่นวาบในตอนนี้เองที่นางรู้ว่าตนเริ่มจะมีเป้าหมายเป็นของตัวเองแล้ว!“แล้วเรื่องตายเก้าครั้ง ข้าต้องปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติหรือว่าต้องฆ่าตัวตายเจ้าคะ”“เมื่อถึงเวลานั้นเจ้าจะทราบเอง แต่อย่าได้คิดฆ่าตัวตายเป็นอันขาด”จิ่วเหลียนฮวาพยักหน้ารับ เริ่มมีความรู้สึกเบาใจขึ้นแล้ว เทพบุปผาอยู่สนทนากับนางไม่นานก็ขอตัวกลับ“ข้าต้องกลับไปทำงานแล้ว เห็นหรือไม่เทพชั้นสูงก็ไม่ได้ว่างงาน มีเวลาว่างแล้วข้าจะมาหา ไปแล้วนะ”จิ่วเหลียนฮวาย่อกายขอบคุณเทพบุปผา ก่อนที่ร่างงามจะหายวับไปต่อหน้านางเหลือทิ้งไว้เพียงกลีบบุปผาให้รู้ว่านางเคยมาปรากฏตัวตรงนี้[1]นางย่อตัวลงเก
اقرأ المزيد
บทที่ ๔ เชิญหลี่กงกงถามไถ่
บทที่ ๔เชิญหลี่กงกงถามไถ่“ถวายพระพรชินอ๋องเพคะ”เมื่อโดนหญิงสาวจับได้แล้วไม่มีประโยชน์ที่จะต้องหลบซ่อนอยู่อีกต่อไป เท้าใหญ่ก้าวออกจากที่หลบซ่อน เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่บอกอารมณ์“ไม่ต้องมากพิธี”จิ่วเหลียนฮวาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มองหน้าจินเทียนหลุนด้วยสายตาสงสัยมากกว่าจะเป็นสำรวจ“องครักษ์ของเปิ่นหวางกำชับทุกอย่างที่ควรกำชับแล้ว ขอตัว”จินเทียนหลุนไม่อาจบอกว่าตนมาที่นี่เพราะสัมผัสได้ถึงพลังบริสุทธิ์ ดังนั้นจึงอ้างเรื่องชุดที่มีรอยขาดจากดาบจิ่วเหลียนฮวาเองที่รู้ตัวว่าตนไม่มีสิทธิ์รั้งบุรุษที่สูงศักดิ์กว่าได้อยู่แล้วจึงทำเพียงย่อกายคารวะเท่านั้น“น้อมส่งท่านอ๋อง”เมื่อเจ้านายไม่อยู่แล้ว เฉียวเหอก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องอยู่ที่นี่ต่อ พื้นที่ลานซักล้างจึงกลับมาเงียบสงบอีกครั้งหนึ่ง“เฮ้อ~เกือบไปแล้วจิ่วเหลียนฮวา”จิ่วเหลียนฮวาถอนหายใจอย่างโล่งออก แต่โล่งใจได้ไม่นานก็ต้องรับมือกับนางกำนัลที่เห็นเหตุการณ์เมื่อครู่“เสี่ยวจิ่ว! ท่านอ๋องเสด็จมาที่นี่หรือ ท่านอ๋องมาหาเจ้าหรือ มาหาด้วยเรื่องใด หรือท่านอ๋องสนใจในตัวเจ้า”“ไม่ใช่ เจ้าเข้าใจผิดแล้ว”“จะไม่ใช่ได้อย่างไร เมื่อครู่ข้าเห็นชัดเต็มสอง
اقرأ المزيد
บทที่ ๕ ชินอ๋องผู้รักความยุติธรรม
บทที่ ๕ชินอ๋องผู้รักความยุติธรรม“เทียนหลุนจือเล่อ ตำหนักที่ตั้งชื่อตามเปิ่นหวางมีความหมายถึงความสุขในครอบครัว เปิ่นหวางย่อมไม่ประสงค์ให้ตำหนักนี้หรือจวนจือเล่อมีใครได้รับความอยุติธรรม เจ้ารู้จักเปิ่นหวางมานาน ลืมไปแล้วหรือว่าเปิ่นหวางอ่อนไหวที่สุดก็คือเรื่องความยุติธรรม!”“กระหม่อมผิดไปแล้ว กระหม่อมสมควรตายพ่ะย่ะค่ะ” ว่าแล้วก็โขกศีรษะลงพื้นอย่างแรงสิ่งที่หลี่กงกงหวาดกลัวกว่าความตายคือการโดนลดความสำคัญ ให้เขาโขกศีรษะจนเลือดออกหน้าผากเขาก็ยอม ขอแค่ให้เขารับผิดชอบดูแลจวนจือเล่อต่อด้วยฐานะหัวหน้าขันที จะให้เขาทำอะไรเขาก็ยอม“ในเมื่อยังไม่มีใครตาย หลี่กงกงมิจำเป็นต้องเอาความตายมาเป็นเครื่องต่อรอง”“กระหม่อมขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมดูแล จัดสรรหน้าที่ไม่สอดคล้องกับทุกคน ต่อจากนี้กระหม่อมจะไม่ให้ผู้ใดได้รับความอยุติธรรมอีกแล้ว” หลี่กงกงโขกศีรษะลงพื้นอีกครั้ง จินเทียนหลุนจึงออกปากห้ามให้เขาหยุดการกระดังกล่าว“พอ! หากอยากรับผิดชอบหน้าที่นี้ต่อไปจงทำงานให้ดี อย่าลืมว่าหน้าที่นี้เปิ่นหวางหาคนมาแทนที่เจ้าได้ทุกเมื่อ ไปทำงานได้แล้ว”“ขอบพระทัยท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ แล้วกระหม่อมจะไม่ทำให้ท่านอ๋อ
اقرأ المزيد
บทที่ ๖ กลับเมืองหลวงครั้งนี้ไม่น่าเบื่ออย่างที่คิด
บทที่ ๖กลับเมืองหลวงครั้งนี้ไม่น่าเบื่ออย่างที่คิดจินเทียนหลุนร่ำเรียนที่สำนักศึกษากลางตอนอายุ 15 ชันษาถึง 18 ชันษา เมื่อจบการศึกษาแล้วก็เข้ากองทัพพิทักษ์ชายแดนเพื่อเริ่มฝึกกับทหารทัพพิเศษอีกสองปีกลับมาเมืองหลวงครั้งนี้เพื่อเข้าพิธีสวมกวานและรับตำแหน่งชินอ๋องจากจินจิ่นฟู่ ฮ่องเต้แคว้นจินองค์ปัจจุบันแม้หวนกลับมาครั้งนี้จะช่วยเป็นดาบให้พระเชษฐา รอคำสั่งที่จะได้รับมอบหมายแต่ก็ไม่หย่อนการซ้อม ดาบเล่มหนักดูเบาหวิวในยามที่เขาซ้อมวิชาเพลงดาบฉวัดเฉวียน กระบวนท่าหนักหน่วงแต่ดูพริ้วไหวการเคลื่อนกายยามจับอาวุธของจินเทียนหลุนรวดเร็วสมกับเป็นผู้มีพลังธาตุลม“ท่านอ๋อง”เฉียวเหอโยนแตงโมลูกใหญ่ขึ้นฟ้า จินเทียนหลุนที่เตรียมพร้อมสำหรับสิ่งนี้อยู่แล้วกระโจนขึ้น ตวัดดาบฟาดฟันแตงโมจากผ่าครึ่งสองชิ้นกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเมื่อแตงโมตกลงพื้นเมื่อเท้าใหญ่เหยียบพื้น ใบหน้าหล่อเหลาก็หันมาขมวดคิ้วใส่ลูกน้องคนสนิท “ในเมื่อเจ้าเลือกแตงโมก็หาน้ำมาล้างทำความสะอาดพื้นด้วย”ตำหนิลูกน้องเบา ๆ ก่อนที่จะสำรวจชุดตัวเองที่มีน้ำแตงโมติดอยู่หลายจุด“เฉียวฉือ”เขายื่นดาบให้เฉียวเหอเอาไปจัดการทำความสะอาด ส่วนตนก็เดิน
اقرأ المزيد
บทที่ ๗ ครั้งนี้ในตลาด
บทที่ ๗ครั้งนี้ในตลาด“ที่ตลาดครึกครื้นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน”จิ่วเหลียนฮวาเดินอย่างไม่มีเป้าหมายไปตามทาง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นางออกมาเดินเตร็ดเตร่ที่นี่ เพียงแต่ทุกครั้งที่นางได้ออกจากวังมาเที่ยวเล่นมักจะเดินเพียงลำพัง สหายในวังจะมีก็ตอนที่ทำงานเท่านั้นพออยู่ในเวลาอิสระที่เป็นตัวเองได้กลับไม่มีใครอยากเสวนากับนาง!เพราะเช่นนี้การเดินตลาดที่ดูสนุกสนานสำหรับสหายนางกำนัลคนอื่นกลับเป็นเรื่องน่าเบื่อสำหรับจิ่วเหลียนฮวา ทว่าหลังจากที่เจอกับเทพบุปผา ความรู้สึกราวกับเจอญาติสนิทที่ไม่ได้เจอกันมานานกลับมาแทนที่ความโดดเดี่ยว ความรู้สึกของการเดินตลาดก็เช่นกัน“หากข้าเจอเทพบุปผาก่อนหน้านี้ก็ดีสินะ”จิ่วเหลียนฮวาถอนหายใจ ดวงตาสอดส่องร้านแผงลอยตามถนน ไม่คิดจะนำเงินที่เก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิตออกมาใช้ เพราะใจลอยคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย นางจึงไม่รู้ตัวว่ายามนี้กำลังมีคนเดินตามตนอยู่“ท่านอ๋อง เหมือนนางจะเดินไปเรื่อย ๆ อย่างไม่มีจุดหมาย เราจะเดินตามนางไปเช่นนี้หรือพ่ะย่ะค่ะ”เฉียวเหอตั้งคำถามดวงตาสอดส่องโดยรอบ เขาไม่เพียงแค่ต้องติดตามจิ่วเหลียนฮวาเท่านั้น แต่ยังต้องคอยอารักขาความปลอดภัยของจินเทียนหลุนด
اقرأ المزيد
บทที่ ๘ เปิ่นหวางไม่คิดว่าน่ารังเกียจ
บทที่ ๘เปิ่นหวางไม่คิดว่าน่ารังเกียจ“เฮ้ย! ผีหลอก”ที่ข้างโลงศพมีเพียงจินเทียนหลุนเท่านั้นที่ยังอยู่ที่เดิม แม้แต่เฉียวเหอก็ยังเผลอถอยหลังไปหลายก้าว แต่เมื่อเห็นเจ้านายยังยืนกำดาบไว้แน่นเขาจึงเดินเข้ามายืนอยู่ข้างกายร่างสูงทำใจแข็งจ้องร่างในโลงศพ“ท่านอ๋อง นาง…”“นางยังไม่ตาย”แม้แต่คนพูดประโยคนี้ยังสะท้านยิ่งไม่ต้องพูดถึงเฉียวเหอที่จับชีพจรจิ่วเหลียนฮวาแล้วพบว่านางสิ้นใจแล้ว“จะเป็นไปได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ ก็ในเมื่อกระหม่อมจับชีพจรนางแล้วไม่เต้น”“โดยทั่วไปชีพจรและหัวใจจะหยุดเต้นพร้อมกัน แต่บางกรณีชีพจรอาจหายไปก่อนที่หัวใจจะหยุดเต้น…”“เป็นไปได้ว่านางยังไม่ตายตั้งแต่แรกหรือพ่ะย่ะค่ะ”จินเทียนหลุนพยักหน้ารับ ยื่นมือไปจับแก้มจิ่วเหลียนฮวาพบว่าร่างกายนางเริ่มอุ่นขึ้นแล้ว เพื่อความมั่นใจจึงคิดยื่นมือไปตรวจชีพจรตรงคอให้นางทว่ามือเขากลับถูกนางคว้าเอาไว้หมับ!“ท่านอ๋องกำลังทำอะไรเพคะ”จินเทียนหลุนถอนหายใจอย่างเบาใจเมื่อนางเอ่ยกับเขามาเป็นคำพูด ในตอนนั้นเองที่เฉียวเหอรู้ว่าเจ้านายตนก็หายใจไม่ทั่วท้องให้กับสถานการณ์นี้“เจ้า…ขออภัย ก่อนหน้านี้เปิ่นหวางคิดว่าเจ้าเสียชีวิตไปแล้วจึงได้พามาฝังที่
اقرأ المزيد
บทที่ ๙ เสี่ยวจิ่วเหตุใดเจ้ายังอยู่
บทที่ ๙เสี่ยวจิ่วเหตุใดเจ้ายังอยู่ “เจ้าเห็นกับตาจริงหรือ จิ่วเหลียนฮวานะหรือถูกปลิดชีพด้วยมีดสั้น”“ตอนนั้นแม้ข้าจะอยู่ห่างจากสถานการณ์มาก แต่ข้าไม่มีวันดูผิดแน่ เสี่ยวจิ่วตายแล้ว”เหตุการณ์อุกฉกรรจ์เมื่อวานอยู่ในที่สาธารณะทั้งยังมีผู้คนจับตามองมาก แม้จินเทียนหลุนพยายามปิดข่าวแล้ว แต่ก็ยังเล่าลือกันมาถึงในตำหนักเทียนหลุนจือเล่อเพราะหนึ่งในนางกำนัลพบเห็นเหตุการณ์เข้า“ข้านอนอยู่ข้างห้องนาง เมื่อคืนขนลุกทั้งคืนเพราะแบบนี้สินะ นางไม่ได้กลับมาเรือนพักเมื่อคืน ข้าว่าเสี่ยวเหนี่ยวไม่โกหกแน่”เสี่ยวเหนี่ยวนางกำนัลต้นข่าวลือสบตาสหายนางกำนัลทั้งห้าที่ล้อมวงกันสนทนาเรื่องนี้“ข้าไม่เอาเรื่องแบบนี้มาโกหกอยู่แล้ว อีกอย่าง…”…!!!เสี่ยวเหนี่ยวตัวแข็งทื่อ คำพูดหยุดอยู่เพียงเท่านั้นเมื่อเห็นร่างบางคุ้นตายืนอยู่ด้านหลังกลุ่มนางกำนัล ใบหน้าซีดเซียวกำลังเอียงคอมองมาที่กลุ่มพวกนางด้วยความสงสัยนางกำนัลทั้งกลุ่มค่อย ๆ หันมามองตามสายตาของเสี่ยวเหนี่ยว สะดุ้งเฮือกเมื่อเห็นจิ่วเหลียนฮวาอยู่ในชุดเปื้อนเลือดยิ่งเป็นการตอกย้ำว่านางได้รับบาดเจ็บจริง ๆแต่เรื่องที่ว่าสิ้นชีพหรือไม่ทุกคนคิดไปแล้วว่านางสิ้น!“เ
اقرأ المزيد
บทที่ ๑๐ เข้าข้างโดยไม่นึกสงสัย
บทที่ ๑๐เข้าข้างโดยไม่นึกสงสัยณ ห้องทรงอักษรแคว้นจินยามนี้ฮ่องเต้จินจิ่นฟู่ในวัย 28 ชันษากำลังอ่านฎีการายงานเรื่องยาเสพติดที่เริ่มแพร่ขจายในเมืองหลวงยามนี้สืบต้นตอฐานผลิตและร่วมมือกับแคว้นจูทำลายต้นตอการผลิตแล้วถึงได้กลับแคว้นจิน“ล้างบางฐานผลิต ทำลายสูตรยาลดการนำเข้าและเพาะปลูกวัตถุดิบที่ใช้ปรุงยาเสพติด ไม่เลว”จินจิ่นฟู่พับฎีกาเอาไว้เช่นเดิม สายตาที่มองน้องชายเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจในตัวเขา เทียบกันกับไทเฮาแล้ว เขาเอาใจน้องชายมากกว่าพระมารดาเสียอีก“ทำงานใหญ่สำเร็จเช่นนี้อยากได้รางวัลใด ให้พี่ประทานตำแหน่งในราชสำนักให้ดีหรือไม่”จินเทียนหลุนวางจอกชาลงบนโต๊ะ มองจินจิ่นฟู่ที่ตอนนี้ประทับอยู่โต๊ะทรงงานกลางตำหนัก พื้นที่ยกสูงกว่าตำแหน่งที่คนเข้าเฝ้านั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ระยะห่างระหว่างเขากับพระเชษฐาจะใกล้ก็ไม่ใกล้ จะห่างก็ไม่ห่าง เพราะเช่นนี้จึงเห็นแววตาคาดหวังของพระเชษฐาชัดเจน“เสด็จพี่คิดจะรั้งข้าไว้ที่นี่หรือ”ฮ่องเต้หนุ่มไม่ปิดบังความรู้สึกนึกคิด เอ่ยตามตรง“ห้าปีมานี้เจ้าไม่เคยอยู่ติดตำหนักเกินสามวันเลย พี่ใหญ่คิดถึงเจ้า เสด็จแม่ก็เช่นกัน”“ก่อนเข้าจวนจือเล่อข้าจะไปเข้าเฝ้าเสด็จแม
اقرأ المزيد
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status