Compartir

บทที่ 9

“นายท่าน คุณหนู ข้าขอแวะตำบลข้างหน้าได้หรือไม่สถานที่แห่งนั้นเป็นบ้านเกิดของข้ากับเมีย ข้าต้องการให้นางได้กลับคืนสู่บ้านเดิม” ชายหนุ่มผู้เป็นคนถ่อเรือคุกเข่าลงร้องขอต่อตู้เหวินกังกับเสี่ยวหนิง

“เจ้าไปเถอะ พวกเราเองก็จะได้หาที่พักบ้าง” ตู้เหวินกัง อนุญาตด้วยเห็นใจชะตากรรมของเขา

ดังนั้นคนถ่อเรือจึงได้แวะที่ท่าเรือเล็กแห่งหนึ่งข้างหมู่บ้านที่ตนเคยอาศัยอยู่

“ต้าโถว เจ้าอยู่กับคุณหนูนะ พ่อไปไม่นานเดี๋ยวก็กลับ” มือหยาบกร้านของเขาวางบนศีรษะของลูกน้อยกล่าวคล้ายอาวรณ์ยามเมื่อพวกเขาเดินขึ้นมาบนฝั่ง

“ฮับ” เด็กน้อยตอบรับอย่างเชื่อฟัง เนื่องจากที่เป็นแบบนี้เพราะเจ้าตัวต่างรู้สึกดีใจที่มีพี่น้องมากมายอีกทั้งเขายังได้กินของอร่อยที่พี่สาวแบ่งให้โดยมีเงื่อนไขว่าห้ามบอกใคร

ชายคนนั้นรู้สึกพอใจที่ลูกเชื่อฟังตนเป็นอย่างดีและก่อนที่เขาจะเดินเข้าไปอุ้มร่างของเมียที่บัดนี้ไม่ได้อยู่ในสภาพเดิมเจ้าตัวจึงได้มานั่งคุกเข่าลงต่อหน้าเสี่ยวหนิงเป็นการร้องขออีกครั้งด้วยใบหน้าเศร้าหมอง

“คุณหนูข้ารู้ว่าสิ่งที่ข้าจะพูดต่อไปนี้เป็นการเห็นแก่ตัว แต่ข้าขอร้อง ท่านได้โปรดเมตตาต่อลูกนกตกยากด้วยเถอะ เอาไว้หากชาติหน้ามีจริงข้าจะขอเกิดมาเป็นวัวเป็นม้ารับใช้ท่าน” ชายคนนั้นพูดไปก็ยกชายเสื้อขึ้นเช็ดน้ำตา

“พี่ชายท่านพูดอะไร ท่านแค่เอาร่างของภรรยาไปฝังไม่ใช่เหรอ เหตุใดพูดราวกับจะสั่งเสียกันล่ะ” เสี่ยวหนิงรู้สึกใจหายวาบหลังได้ยินคำกล่าวของคนตรงหน้า

“คุณหนูได้โปรดฟังข้า หากเช้าวันพรุ่งนี้ข้ายังไม่กลับมาขอให้ท่านได้โปรดดูแลลูกชายของข้าด้วยเขายังเด็กนัก ขอให้ท่านจงช่วยรับเลี้ยงเขาด้วยไม่ว่าจะอยู่ในฐานะใดก็ตาม”

เสี่ยวหนิงมีสีหน้ายุ่งยากใจ “พี่ชาย ท่านแค่ไปฝังศพภรรยาพวกเราจะรอท่านกลับมา ดังนั้นอย่าได้พูดจาเหลวไหล ลูกของท่าน ท่านต้องดูแลเอง จู่ ๆ ท่านจะมาไว้ใจให้คนอื่นดูแลเขาแทนได้ยังไง”

“คุณหนู หนทางของข้ามืดมนเต็มทีเอาไว้อีกไม่นานท่านก็จะทราบว่าเพราะอะไร ข้าขอตัว หากท่านไม่อยากเลี้ยงเขาก็ปล่อยเขาเอาไว้ที่เมืองแห่งนี้เถอะ” ชายคนนั้นพูดขึ้นพลางยืดตัวตรงก่อนจะเดินไปช้อนร่างอันไร้ลมหายใจของภรรยาขึ้นแนบอกและเดินจากไปด้วยแผ่นหลังอันงองุ้ม

สิ่งที่เขาพูดหมายถึงเรื่องอะไรกันแน่ เด็กหญิงทำสีหน้าครุ่นคิด

“เสี่ยวหนิง/พี่สาว” ทั้งแม่และน้องชายหญิงต่างส่งเสียงเรียกเธอออกมาพร้อมกัน

“ค่ะ” เด็กหญิงทำสีหน้าฉงน

“ท่านหมอตู้กำลังรอพวกเราอยู่” คนเป็นแม่กล่าวด้วยรอยยิ้มเอ็นดูท่าทางของบุตรสาวคนโตผู้ยังอยู่บนหัวเรือ

“อ๋อ ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ ว่าแต่เงินของแม่ยังมีอยู่หรือเปล่า”

“ยังเหลืออยู่เยอะทีเดียว”

ในขณะที่กลุ่มของเสี่ยวหนิงกำลังเดินเลือกซื้อข้าวของและหาที่พักที่ตำบลแห่งนี้เจ้าตัวไม่รู้เลยว่าได้ทิ้งปริศนาบางอย่างเอาไว้ให้กับใครบางคนเข้าแล้ว

“นายน้อย พวกเราให้คนไปสืบดูแล้วครับ ไม่เคยมีใครเห็นกระสุนลักษณะแบบนี้มาก่อน”

ผู้ที่ถูกเรียกว่านายน้อยเงยหน้าขึ้นจากหนังสือพิมพ์ที่ตนกำลังอ่านพลางมองคนพูดด้วยสายตาเรียบนิ่งไร้รอยกระเพื่อมไหวในแววตา ซึ่งทำให้คนมารายงานรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ ทั้งนี้เป็นเพราะไม่รู้ว่าผู้เป็นนายคิดอย่างไร

เด็กหนุ่มผู้อยู่ในชุดทหารเอนหลังพิงพนักเบาะในเวลาเดียวกันนั้นเจ้าตัวก็เคาะนิ้วชี้ลงบนโต๊ะเป็นจังหวะดัง ก๊อก ก๊อก ซึ่งการกระทำเช่นนี้ยิ่งทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหลั่งเหงื่อเย็น

“แล้วเรื่องอื่นล่ะ” น้ำเสียงของเขาราบเรียบเช่นเดียวกับใบหน้า

“รอยเท้าพวกนั้นต่างก็ถูกฝนชะล้าง จะ..จึงทำให้พวกเราไม่อาจทราบได้ว่าเป็นใครที่มาจัดการโจรเหล่านั้นและมีจำนวนคนเท่าไหร่” ผู้กล่าวรายงานเสียงสั่น

“ออกไป” ถ้อยคำแสนสั้นได้ทำให้ผู้เข้ามารายงานอยากจะโห่ร้องด้วยความดีใจ ดังนั้นเจ้าตัวจึงได้หมุนกายออกไปคล้ายกับมีปีศาจร้ายไล่ล่าอยู่เบื้องหลัง

เสียงปิดประตูดังขึ้นก่อนที่จะมีชายอีกคนเดินออกมาจากหลังตู้บานใหญ่ “นายน้อยให้คนของเราไปสืบดีไหมครับ” ชายคนนั้นกล่าวอย่างนอบน้อม

“ไม่ต้อง เพราะตอนนี้เรามีเรื่องสำคัญกว่าให้คนในหน่วยไปสืบหาสายลับของทางฝั่งนั้นให้เจอ”

“รับทราบ” ชายหนุ่มร่างสูงในเครื่องแบบรับคำสั่งก่อนที่เจ้าตัวจะเดินตามชายหนุ่มก่อนหน้าออกมาทางเดียวกัน

พอหลับหลังคนของตนเด็กหนุ่มผู้เป็นเจ้าของห้องจึงได้ลุกขึ้นจากเก้าอี้เพื่อมายืนมองผู้คนที่กำลังเดินไปมาบนถนนอยู่ทางหน้าต่างด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

หวังว่าคนผู้นั้นคงไม่ใช่ศัตรู นี่คือความคิดที่ผุดขึ้นมา

เสียงผู้คนดังขึ้นเรียกลูกค้าอย่างไม่ขาดสายทำให้น้องชายหญิงของเสี่ยวหนิงมองทางนั้นทีทางนี้ทีอย่างสนใจ

“พี่สาว” เด็กหญิงตัวน้อยดึงชายเสื้อบุนวมของคนเป็นพี่ “ว่ายังไงเสี่ยวเถา” ใบหน้าของเสี่ยวหนิงก้มลงถามน้องสาวอย่างสงสัย

“กินนั่นได้ไหม” เด็กหญิงตัวน้อยชี้นิ้วไปยังร้านขายซาลาเปาเนื้อที่กำลังมีควันสีขาวพวยพุ่งขณะเปิดส่งให้ลูกค้า ทำให้คนตัวเล็กพากันยืนน้ำลายหก ทว่าพวกเขากลับไม่มีใครกล้าเอ่ยขอด้วยเกรงใจเงินของผู้มีพระคุณ

“ได้สิ รอก่อนนะเดี๋ยวพี่ไปซื้อมาให้” เด็กหญิงใบหน้ารูปไข่พูดขึ้นก่อนที่เจ้าตัวจะรีบเดินไปยังร้านขายซาลาเปาแห่งนั้น

“สิบห้าลูก! ดะ...ได้คุณหนูรอข้าสักครู่” พ่อค้าขายซาลาเปาตอบรับมือไม้สั่นเนื่องจากไม่มีใครซื้อเยอะเช่นนี้มานานแล้ว

“พวกเจ้ามารับไปคนละลูก” เสี่ยวหนิงพูดพร้อมกับหยิบซาลาเปาสีแป้งออกเหลืองส่งให้น้อง ๆ ทีละคน

“เป่าด้วย ระวังร้อน” คนเป็นพี่ไม่วายกล่าวเตือน

ตู้เหวินกังเห็นทหารกลุ่มหนึ่งเดินไปทางทิศตรงข้ามกับพวกเขาดังนั้นเจ้าตัวจึงได้อยากไปดู

“เสี่ยวหนิง น้องสาวฟู่ เจ้าดูแลเด็ก ๆ อยู่ตรงนี้นะข้าจะไปอ่านป้ายประกาศ” ตู้เหวินกังพูดขึ้นหลังเห็นทหารสามนายนำกระดาษทาแป้งเปียกแปะไปยังกระดานแผ่นใหญ่

“คนนี้ข้าว่าดูหน้าคุ้น ๆ อยู่นะเจ้าว่าใช่ไหม” ชายคนหนึ่งยกมือกอดอกถามกับเพื่อนของตน

“ใช่อะไรของเจ้า แล้วที่ว่าคุ้นเคยนะหมายถึงใคร” คนผู้นั้นย้อนถามด้วยสีหน้างุนงง

“ขะ..ข้านึกออกแล้ว!” ชายคนแรกตะโกนเสียงดัง

“นึกอะไรออกเจ้าบ้าไปแล้วเหรอ”

“ชายคนนี้เป็นลูกชายบ้านจงยังไงล่ะ เขาออกจากเมืองของเราไปพร้อมกับเมียและก็ลูกชายเจ้าจำได้หรือยัง” ชายคนแรกที่ร้องตะโกนเสียงดังพูดขึ้น

“เจ้าจำผิดเหรอเปล่า ลูกชายเฒ่าจงจะมีใบหน้าอยู่บนนี้ได้ยังไง” คนพูดรู้สึกกังขา

“แต่ข้าว่าใช่ ไม่อย่างนั้นพวกเราลองหาคนที่อ่านหนังสือออกสักคนมาอ่านให้ฟังดีกว่าว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนผู้นี้” ผู้พูดหันซ้ายแลขวาจนสายตามาปะทะกับหมอตู้

“พี่ชาย ดูการแต่งกายของท่านก็รู้ว่าน่าจะเป็นผู้มีความรู้ยังไงซะท่านได้โปรดอ่านข้อความบนนั้นให้พวกเราฟังได้หรือไม่”

ตู้เหวินกังมองคนที่กำลังเอ่ยกับตนด้วยท่าทางนอบน้อมอย่างพิจารณาอยู่ชั่วครู่เขาจึงได้พยักหน้า

เมื่อชายวัยกลางคนเห็นใบหน้าที่เด่นหราเจ้าตัวก็รู้สึกตกใจ กระนั้นเขาก็ยังคงเก็บอาการได้ดีพร้อมกันนั้นยังได้อ่านข้อความเหล่านั้นให้คนตรงนี้ฟังด้วยเสียงไม่ดังไม่เบา

“ประกาศจับ!!” ผู้คนมากมายต่างพูดขึ้นพร้อมกันด้วยความตกตะลึงโดยเฉพาะคนที่รู้จักชายคนนี้

“ขะ...ข้าไม่อยากเชื่อ ไม่ได้การหากคนผู้นี้เป็นโจรจริงพวกเราจะต้องไปแจ้งทหาร” ตู้เหวินกังจะเอื้อมมือไปดึงแขนของคนพูดเอาไว้ทว่าในที่สุดเขาก็ปล่อยมือของตนลง

“พวกเราจะต้องรีบออกจากที่นี่” ตู้เหวินกังรีบสาวเท้าเดินมาทางกลุ่มของตนก่อนที่จะกระซิบข้างหูของเสี่ยวหนิงเสียงเบาราวกระซิบ

“ท่านลุง ฉันไม่อยากทิ้งเขา เอาอย่างนี้ ท่านพาแม่ของข้ากับเด็ก ๆ ลงเรือไปก่อนฉันจะตามไปดูชายคนนั้น”

ตู้เหวินกังรู้ดีว่าเขาไม่อาจทัดทานการกระทำของเด็กหญิงได้ ดังนั้นเจ้าตัวจึงได้พยักหน้า

“หนึ่งชั่วโมง นี่คือเวลาของเจ้าไม่อย่างนั้นข้าจะพาพวกเขาจากไป”

“แค่นั้นก็เหลือเฟือ ขอบคุณค่ะ” เสี่ยวหนิงส่งยิ้มให้เขาหลังจากคะเนดูแสงของดวงตะวัน

“แม่คะ ฉันขอเดินไปดูอะไรหน่อยนะ แม่กับน้อง ๆ อยู่กับท่านลุงก่อนนะคะ” เด็กหญิงส่งเสียงบอกอย่างร่าเริงก่อนจะกึ่งเดินกึ่งวิ่งโดยไม่รอเสียงตอบรับจากมารดา

“เด็กคนนี้นี่” นางฟู่บ่นอย่างจนใจ ในตอนนี้นางไม่ค่อยห่วงลูกสาวคนโตแล้วเนื่องจากเด็กหญิงดูเติบโตขึ้นมาก อีกทั้งยังไม่อ่อนแอเจ้าน้ำตาเช่นครั้งอดีต

เสี่ยวหนิงวิ่งมาตรงป้ายประกาศและเมื่อทราบว่าบ้านเดิมของชายหนุ่มคนนั้นอยู่ที่ไหนเจ้าตัวก็มุ่งหน้าไปทางนั้น

ปลอมตัวสักหน่อยดีกว่า เธอคิด

ดังนั้นในตอนนี้เด็กหญิงผมเปียจึงได้อยู่ในสภาพคล้ายหนุ่มน้อยเนื่องจากหล่อนได้นำวิกผมสั้นมาใส่ ส่วนเสื้อผ้าเองก็ใส่ให้ตัวใหญ่ขึ้นท่วงท่าการเดินก็เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน

หากพี่ชายกับพี่สาวมาเห็นคงตกตะลึงเป็นแน่ เจ้าตัวคิดด้วยความเศร้าที่หวนรำลึกถึงความหลังครั้งยังอยู่กับพี่น้องในยุคปัจจุบัน

สองเท้าอันปราดเปรียวของเสี่ยวหนิงวิ่งไปทางหมู่บ้านที่ถูกระบุไว้ในแผ่นป้ายประกาศจับอย่างรีบร้อน

คล้อยหลังเธอจากไปไม่ไกลทหารกลุ่มใหญ่พร้อมอาวุธครบมือโดยมีชาวบ้านชายสองคนนำหน้าก็มุ่งหน้าไปเส้นทางเดียวกัน

สองสายตาของเสี่ยวหนิงพยายามมองหาชายหนุ่มคนนั้นด้วยความหนักใจ “จะไปหาที่ไหน บ้านของเขาหลังไหนก็ไม่รู้”

ในขณะที่เจ้าตัวกำลังยืนอย่างอับจนหนทางก็ได้มีชาวบ้านสองสามคนเดินพูดคุยกันโดยผ่านหน้าของเธอไปอย่างไม่สนใจ ทั้งนี้เป็นเพราะช่วงนี้หมู่บ้านของพวกเขามักมีคนแปลกหน้าเข้ามาเป็นจำนวนมาก

“น่าสงสารลูกเฒ่าจง พ่อแม่เพิ่งจากไปได้ไม่นานนี่เมียก็ยังมาตายอีกเวรกรรมอะไรไม่รู้แม้แต่ลูกชายคนเดียวก็หายไป”

“ฉันเองก็เห็นใจแต่จะทำยังไงได้ล่ะ ชีวิตคนเราก็มักโหดร้ายแบบนี้ไม่ใช่เหรอ นี่นับว่ายังโชคดีที่ยังได้นำร่างของเมียมาฝัง”

“แกว่าลูกเฒ่าจงคงจะไม่ฆ่าตัวตายบนภูเขาหรอกใช่ไหม”

เมื่อเสี่ยวหนิงได้ยินแบบนี้สองเท้าของหล่อนก็วิ่งไปทางภูเขาซึ่งเป็นทิศตรงกันข้ามกับหมู่บ้านทันที

“พี่ชายอย่า!!” ทว่าช้าไปเสียแล้วเนื่องจากร่างกำยำของชายหนุ่มคนนั้นได้ทิ้งตัวลงไปใต้หุบเหวเบื้องหน้าต่อหน้าต่อตาของเธอ

ยังไม่ทันที่เสี่ยวหนิงจะตั้งสติได้หล่อนก็ได้ยินเสียงเดินของคนจำนวนมากทำให้เจ้าตัวรีบหาที่ซ่อนอย่างรวดเร็ว

“มันหายไปไหนแล้ว” หนึ่งในทหารคนหนึ่งพูดขึ้นอย่างหัวเสีย

“หัวหน้าไม่ใช่ว่ามันรู้ความผิดก็เลยชิงกระโดดลงหน้าผาไปแล้วหรอกนะ” เมื่อลูกน้องของตนพูดแบบนี้

ดังนั้นพวกเขาทั้งหมดจึงได้ก้มหน้าลงไปมองยังหุบเหวสูงคล้ายค้นหาร่องรอยของชายคนนั้น

“นั่นเศษผ้านี่ครับ ติดอยู่กับกิ่งไม้” ชายผู้เป็นคนไปแจ้งทหารชี้นิ้วไปยังเศษผ้าที่กำลังปลิวไสวตามลม

“กลับ” คนเป็นหัวหน้าสั่งเสียงดัง

ในระหว่างที่พวกเขากำลังหันหลังมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่เพิ่งขึ้นมา จู่ ๆ นายทหารคนหนึ่งก็พูดกับเพื่อนของตนที่อยู่ด้านหลัง

“หากเรื่องนี้นายน้อยรู้แกคิดว่าพวกเราจะเป็นยังไง คนแซ่หยางพวกเราก็ยังช่วยออกมาไม่ได้ มาตอนนี้ยังไม่สามารถจับตัวคนร้ายที่เหลือรอดได้อีก”

“แกเงียบไปเลยหากหัวหน้ารู้ก็ซวยกันหมดหรอก” คนเป็นเพื่อนเอ็ดเสียงเขียว

‘คนแซ่หยาง’ เสี่ยวหนิงทวนก่อนที่เจ้าตัวจะเบิกตากว้าง จะใช่พ่อไหม

พ้นจากร่างของคนกลุ่มใหญ่เสี่ยวหนิงจึงได้ปรากฏกายออกมา เธอยืนไว้อาลัยตรงหน้าผาอยู่ชั่วครู่

“พี่ชายฉันรับปากจะดูแลต้าโถวให้ ขอให้ท่านกับพี่สาวเดินทางไปสู่สัมปรายภพที่ดีนะ”

สายลมพัดมาอาบไล้ใบหน้าของเธอแผ่วเบาคล้ายกับเป็นการขอบคุณ

Continúa leyendo este libro gratis
Escanea el código para descargar la App

Último capítulo

  • เกิดใหม่ครั้งนี้ฉันเป็นเจ๊ใหญ่   บทที่ 90

    แม้ว่าหลี่ลู่เหอจะรอดพ้นจากปากนรกมาได้ทว่ามั่วเฉิงกับเด็กหนุ่มคนนั้นไม่ได้โชคดีอย่างเขา ดวงตาของชายหนุ่มแดงก่ำภายใต้ร่มคันสีดำที่เสี่ยวหนิงเป็นผู้ยืนกางให้เนื่องจากแขนของเจ้าตัวมีเชือกห้อยเฝือกคล้องไว้ที่คอ “มั่วเฉิง นายเป็นวีรบุรุษของพวกเราฉันขอให้นายนอนหลับให้สบาย ส่วนเรื่อ

  • เกิดใหม่ครั้งนี้ฉันเป็นเจ๊ใหญ่   บทที่ 89

    “พ่อคะ พาหนูไปหาเขา ได้โปรด” เธอวิงวอนร้องขออย่างน่าสงสารจนหยางเฉียนหมิงไม่อาจปล่อยผ่าน “ได้ พ่อจะพาลูกไปเอง” เขาตอบรับเสียงหนัก รถจิ๊ปสีเขียวของกองทัพพาสองพ่อลูกหยางเดินทางเข้ามาถึงค่ายแห่งหนึ่งหลังจากสองพ่อลูกนั่งรถไฟผ่านหลายสถานีกว่าจะมาถึงตัวมณฑลแห่งนี้ “ที่นี

  • เกิดใหม่ครั้งนี้ฉันเป็นเจ๊ใหญ่   บทที่ 88

    เสียงล้อรถดังเอี๊ยดอ๊าดขับไล่กวดกันไปมาอย่างเอาเป็นเอาตายตามท้องถนนในตรอกซอกซอยทำให้ผู้คนที่กำลังสัญจรพากันอกสั่นขวัญแขวน เปรี้ยง! รถคันที่ถูกยิงส่ายไปมาเนื่องจากยางแตก “บ้าเอ้ย! สหายหลี่เมื่อถึงบริเวณโรงงานร้างด้านหน้าคุณรีบพาเสี่ยวหมี่ไปหาที่รับส่งข่าว ส่วนผมจะเป็นตัวล่อให้

  • เกิดใหม่ครั้งนี้ฉันเป็นเจ๊ใหญ่   บทที่ 87

    “พี่ใหญ่!! เกิดเรื่องกับพี่เขยแล้วครับ” ซีห่าวตะโกนขึ้นเสียงดังพลางชูกระดาษหนังสือพิมพ์ที่พาดหัวเกี่ยวกับคนที่ตนเพิ่งกล่าวถึงวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา เสี่ยวหนิงรับหนังสือพิมพ์จากมือน้องชายก่อนกวาดตาอ่านเนื้อหาในนั้นอย่างรวดเร็วใบหน้าของหล่อนซีดเผือด ในขณะที่เธอกำลังช่วยคนกำลังลำบ

  • เกิดใหม่ครั้งนี้ฉันเป็นเจ๊ใหญ่   บทที่ 86

    “พี่ล้อเล่นน่ะ ว่าแต่น้องหยิกพี่ทำไม” หลี่ลู่เหอยกมือของเธอขึ้นมาลูบไล้แผ่วเบาพร้อมกันนั้นสายตาของเขาก็แสดงความรักที่มีต่อหญิงสาวอย่างไม่ปิดบัง ยังไม่ทันที่เสี่ยวหนิงจะตอบโต้หล่อนก็ถูกภาพเบื้องหน้าสะกดสายตาเอาไว้ “สวยจัง” ปากสีแดงสวยขยับขึ้นลง ดวงตาของเธอเปล่งประกายคล้ายมีแสง

  • เกิดใหม่ครั้งนี้ฉันเป็นเจ๊ใหญ่   บทที่ 85

    สายลมหนาวพัดโชยท่ามกลางป่าเขาที่ต้นไม้ยืนต้นตายแห้งเหี่ยวเนื่องจากสภาพอากาศอันเลวร้ายที่มองไปทางไหนก็เห็นเพียงสีขาวโพลนของหิมะที่ทอดยาว ครอบครัวเสือทั้งสี่ตัวที่บัดนี้ได้คืนร่างเดิมเป็นการชั่วคราวได้แยกย้ายกันวิ่งสำรวจป่าแห่งนี้ราวกับเป็นบ้านของตน โดยหญิงสาวผู้อยู่ในชุดเสื้อโ

Más capítulos
Explora y lee buenas novelas gratis
Acceso gratuito a una gran cantidad de buenas novelas en la app GoodNovel. Descarga los libros que te gusten y léelos donde y cuando quieras.
Lee libros gratis en la app
ESCANEA EL CÓDIGO PARA LEER EN LA APP
DMCA.com Protection Status