Mag-log inหลินมู่อิงมีโอกาสกลับไปเกิดใหม่ใน ปี1976 เพื่อแก้ไขชีวิตในอดีตของเธอ เพื่อช่วยชีวิตสามีที่ป่วยตายตั้งแต่ยังหนุ่มการกลับมาครั้งนี้ของเธอ ทันทีที่เกิดใหม่หลินมู่อิงได้ตัดสัมพันธ์กับครอบครัว ในชาตินี้เธอเกิดมาพร้อมกับมิติวิเศษหรือที่เรียกกันว่าพื้นที่หลิงฉวนที่มีบ่อน้ำพุจิตวิญญาณขนาดใหญ่ หลังจากได้กลับมาเกิดใหม่ในชีวิตนี้ หลินมู่อิงตั้งใจว่าจะต้องตามจีบสามีของเธอให้ได้และจับเขาเอาไว้ให้มั่น ในชาติที่แล้วเธอและเขาแต่งงานกันได้เพียงสามปี สามีก็มาด่วนจากไปทิ้งเธอเอาไว้คนเดียวพร้อมกับความเจ็บปวดจากการสูญเสียคนที่รักและครอบครัวเพียงคนเดียวที่มีอยู่ หลังจากผ่านพ้นความเสียใจเธอได้มุ่งมั่นเรียนแพทย์อย่างหนักเพื่อรักษาผู้คนจนในวันสุดท้ายของชีวิต หลินมู่อิงไม่เคยคิดว่าเธอจะได้มีโอกาสมาเกิดใหม่อีกครั้ง ในเมื่อพระเจ้าอวยพรให้เธอและให้โอกาสเธอได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง ก่อนที่เรื่องเลวร้ายจะเกิดขึ้น หลินมู่อิงตั้งใจเอาไว้ว่าเธอจะทำทุกอย่างเพื่อรักษาชีวิตสามีของเธอเอาไว้และจะอยู่ด้วยกันไปจนแก่เฒ่า การเกิดใหม่ครั้งนี้ของหลินมู่อิงกับภารกิจหลักไล่ตามสามีได้เริ่มขึ้นในหมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่ง
view more14 เมษายน 2025 เมืองปักกิ่ง ประเทศจีน โรงพยาบาลประชาชนแห่งแรกภายในห้องผู้ป่วยสีขาวสะอาดตา มีหญิงชราที่มีใบหน้าเหนื่อยล้านอนอยู่บนเตียงนิ้วมือที่เหี่ยวๆ ลูบรูปถ่ายขาวดำเก่าๆ ที่ขาดรุ่งริ่งจะเห็นได้ว่าเธอดูและสัมผัสรูปภาพนี้นับครั้งไม่ถ้วนภาพถ่ายที่มีชายและหญิงนั่งเคียงข้างกัน
หลินมู่อิงยังจำได้ว่ารูปนี้ถ่ายเมื่อช่วงฤดูร้อนปี 1984 ผู้หญิงในรูปอายุ 25 ปี และผู้ชายอายุ 30 ปี รูปนี้ถ่ายไว้ตอนไปขอใบทะเบียนสมรส ผู้ชายในรูปมีใบหน้าหล่อเหลาและเป็นคนอบอุ่นมาก แต่ชีวิตของเขาช่างแสนสั้น เขาจากเธอไปในช่วงฤดูหนาวปี 1987ส่วนใบหน้าของผู้หญิงกลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่นและมีความสุข
“โจวอี้หมิง ดูเหมือนว่าฉันจะทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้วสามสิบเจ็ดปี สามสิบเจ็ดปีที่ไม่มีคุณ ฉันได้พยายามอย่างหนักเพื่อจะใช้ชีวิตอย่างดีฉันได้ช่วยชีวิตคนมาแล้วเป็นหมื่นๆ คน แต่ฉันไม่มีโอกาสได้ช่วยคุณเลยฉันคิดถึงคุณเหลือเกิน มากเหลือเกิน เหลือเกิน...”
ดวงตาของหญิงชราที่ยังแจ่มใสอยู่ กลับพร่ามัวลงอย่างกะทันหันเนื่องมาจากน้ำตาที่ไหลรินออกมเครื่องมือต่างๆ ที่ใช้ในการตรวจหาสัญญาณชีพก็ค่อยๆ กลับมาเป็นปกติในที่สุด
“ศาสตราจารย์หลิน!”
ในขณะนี้ ทุกคนในห้องผู้ป่วยต่างตกอยู่ในความโศกเศร้าอย่างรุนแรง ศาสตราจารย์ด้านการแพทย์ของชาติ อัจฉริยะด้านการแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่ ได้หมดลมหายใจไปอย่างสิ้นเชิงในขณะนี้
...
“หลินมู่อิง! ฉันกำลังพูดกับเธออยู่ เธอได้ยินไหม ถ้าเธอไม่ยอมไปชนบทแทนพี่ชาย ฉันจะให้เธอแต่งงานทันที ฉันหาสามีเอาไว้ให้เธอแล้ว มีคนหนึ่งในมณฑลถัดไปที่ยินดีจะจ่ายสินสอด 200 หยวนและกำลังรอที่จะแต่งงานกับเธออยู่ ถึงเขาจะมีลูกสองคนแล้ว แม้ว่าขาและเท้าของเขาจะไม่คล่องแคล่วมากนัก แต่เขาก็เป็นคนซื่อสัตย์และมีศีลธรรมที่สำคัญเขาเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเธอใสนตอนนี้”
สินสอดสองร้อยหยวน ในปี1976 นั้นถือว่าเป็นเงินจำนวนมาก ถ้าผู้ชายคนนั้นไม่ใช่พ่อม่ายที่มีลูกติดถึงสองคนและผู้ชายคนนั้นไม่ใช่คนพิการ ถ้าหากว่าหลินมู่อิงไม่ใช่คนที่หน้าตาสวยและอายุน้อยแบบนี้ เขายังจะยินดีจ่ายเงินสินสอด 200 หยวนหรือไม่
อย่างไรก็ตาม หากหลินมู่อิงไม่ยอมไปชนบทแทนจางจิ้งผิงเกรงว่าซูเนี่ยนเจินคงจะขายเธอให้กับพ่อหม้ายในราคา200 หยวนเมื่อหลินมู่อิงได้ยินเสียงแหลมๆของซูเนี่ยนเจินที่ดังข้างๆเธอ จิตสำนึกของหลินมู่อิงที่ยังไม่ชัดเจนนักก็ค่อยๆกลับมาชัดเจนอีกครั้งเมื่อมองไปรอบ ๆ จะเห็นห้องเล็ก ๆ ที่มีเฟอร์นิเจอร์ไม้เรียบง่าย ผนังที่เดิมปกคลุมไปด้วยหนังสือพิมพ์เก่าๆ จนกลายเป็นสีเหลืองเข้มตามกาลเวลา
ในเวลานี้ หลินมู่อิงกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้เล็กๆ ที่พิงอยู่กับผนัง ในขณะที่ ซุเนี่บยนเจินกำลังชี้นิ้วไปที่เธอ และด่าทอสาปแช่งเสียงดังจนหลินมู่อิงรู้สึกรำคาญ หลินตงพ่อของหลินมู่อิงกำลังนั่งดูดบุหรี่อยู่ข้างโต๊ะรับประทานอาหาร โดยไม่ส่งเสียงแม้แต่น้อย มีกาน้ำชาเก่าๆวางอยู่บนโต๊ะไม้ ข้างในเต็มไปด้วยใบชาราคาถูกและมีไอน้ำกำลังพวยพุ่งออกมา บนปฏิทินใกล้ประตูระบุว่าเป็น ปี 1976 สีแดงอันสะดุดตาได้กระตุ้นหัวใจของหลอนมู่อิง ทันมใดนั้นความทรงจำเก่าๆ ก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวของเธอทันที
“นี่ฉัน…เกิดใหม่อีกแล้วใช่ไหม? กลับไปในยุคปี 1976 ที่ผู้คนถูกบังคับให้ออกไปอยู่ชนบทในชีวิตก่อนของเธอ แม่ของหลินมู่อิงเสียชีวิตเมื่อเธออายุได้ 8 ขวบ เธอจำได้ว่าเป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง และน้ำในแม่น้ำที่เย็นยะเยือกได้กลืนกินชีวิตของแม่ของเธอไป ในปีนั้นเธอได้กลายเป็นเด็กกำพร้าแม่ สองเดือนต่อมา พ่อของเธอก็แต่งงานกับซูเนี่ยนเจิน
ซูเนี่ยนเจินเป็นหญิงม่ายจากหมู่บ้านเดียวกันและมีลูกชายชื่อจางจิงผิงซึ่งอายุมากกว่าเธอหนึ่งปี ต่อมาซูเนี่ยนเจินให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวให้พ่อของเธอ ต่อหน้าคนนอก ซูเนี่ยนเจินทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาหน้าตาของเธอ เพื่อไม่ให้ใครล่วงรู้ในสิ่งที่นางปฏิบัติต่อหลินมู่อิง
ที่บ้าน หลินมู่อิงมักจะถูกเธอปฏิบัติเหมือนคนรับใช้และถูกเธอทุบตีอยู่เสมอ หากหลินมู่อิงทำอะไรบางอย่างที่ซูเนี่ยนเจินไม่พอใจ เธอจะทุบตีหลินมู่อิงอย่างโหดเหี้ยม แต่ซูเนี่ยนเจินนั้นเป็นคนฉลาดมาก เธอลงมือทุบตีหลินมูอิงในที่ที่สามารถปกปิดได้ด้วยเสื้อผ้า และหลินมู่อิงนั้นเกินกว่าจะบอกคนอื่น
เธออดทนกับเรื่องนี้มาโดยตลอด จนกระทั่งปี1976 เมื่อซูเนี่ยนเจินบังคับหัเธอไปที่ชนบทแทนลูกชายของเธอ พี่ชายที่ไม่ใช่สายเลือดเดียวกัน พี่ชายที่เป็นลูกติดแม่เลี้ยงอย่างวูเนี่ยนเจินมา หลินมู่อิงเริ่มทำงานในโรงงานเสื้อผ้าตั้งแต่อายุสิบหกปี โดยได้รับค่าจ้างเดือนละยี่สิบหยวน ตราบใดที่คนหนุ่มสาวมีงานประจำอย่างเป็นทางการ พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องไปชนบท
เนื่องจากน้องชายและน้องสาวของเขายังเด็กอยู่ ภารกิจในการไปชนบทจึงตกอยู่ที่จางจิ้งผิง ในวันปกติเขาไม่มีงานทำและอยู่ว่างงานตลอดทั้งวัน แบบนี้แล้วเขาจะยอมไปทำงานหนักในชนบทได้อย่างไรกัน?
ดังนั้น ซูเนี่ยนเจิน จึงบังคับให้หลินมู่อิง ไปที่ชนบทแทนจางจิ้งผิงและด้วยวิธีนี้ งานของหลินมู่อิงในโรงงานเสื้อผ้าจึงสามารถขายเป็นเงินได้ ต้องบอกว่าแม่เลี้ยงของเธอเก่งเรื่องการคำนวณมาก ในชีวิตก่อนหน้านี้ หลินมู่อิง ตกลงที่จะไปชนบทเพื่อหลีกเลี่ยงการแต่งงานกับผู้ชายหย่าร้างที่มีขาพิการ โชคดีที่เธอฉลาดพอที่จะขายงานของเธอที่โรงงานเสื้อผ้าก่อนที่จะลาออก
เธอขายมันไปในราคา 200 หยวน แล้วออกเดินทางไปยังชนบทพร้อมกับเงินและตั๋วไม่กี่ใบที่เก็บสะสมจากการประหยัดเมื่อก่อน หากประหยัดเงินได้200หยวน ก็จะสามีรถใช้ชีวิตอย่างไม่ลำบากมากนักในชนบท
ขณะที่หลินมู่อิง ทำงานแลกแต้มคะแนนอยู่ในชนบท ก็มีข่าวการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้ง
ด้วยความพยายามของตนเองและรากฐานการเรียนรู้ในอดีต หลินมู่อิงสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ในที่สุดในตอนที่เธอกลับเข้าเมืองเพื่อเตรียมตัวเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย แม่เลี้ยงอย่างซูเนี่ยนเจินก็บีบบังคับให้หลินมู่อิงมอบจดหมายตอบรับการเข้ามหาวิทยาลัยให้กับลูกชายของเธอ เมื่อหลินมู่อิงไม่ยอม แม่เลี้ยงจึงได้วางยาเธอ จากนั้นก็ส่งเธอให้กับพวกค้ามนุษย์
ปรากฏว่าคนที่ซื้อเธอไปมีอาการทางจิต เขาชอบทรมานเด็กสาวโดยการเฆี่ยนตีจนทำให้หลินมู่อิงมีรอยแผลเป็นทั้งตัว เมื่อเธอสามารถหลบหนีออกมาได้แต่ทว่ากลับไม่สามารถหนีพ้นแม่เลี้ยงของเธอได้ ซูเนี่ยนเจินถึงกับให้พวกอันธพาล100 หยวนเพื่อให้พวกนักเลงจับหลินมู่อิงไปขังเอาไว้และอย่าให้หลุดออกมาได้อีก เพื่อที่จะให้ลูกชายของเธอสามารถไปเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยได้อย่างราบรื่น
หลินมู่อิงถูกพวกอันธพาลขังไว้ในห้องเก็บของที่มืดมิด เธอต้องทนทุกข์ทรมานทั้งร่างกายและจิตใจจากพวกอันธพาลทุกวัน จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อคนร้ายถูกจับได้ว่าก่ออาชญากรรม เธอก็หนีออกจากสถานที่อันมืดมิด สกปรก และน่าขยะแขยงแห่งนั้นได้ จากนั้นฉันก็ได้พบกับ โขวอี้หมิง อีกครั้ง ผู้ชายคนเดียวในหมู่บ้านหลี่เจียที่เคยมอบความอบอุ่นให้กับเธอในขณะที่เธออยู่ชนบท
แต่ในเวลานั้น หลินมู่อิงสูญเสียความหวังในชีวิตไปแล้ว ร่างกายและจิตใจของเธอพังทลายจนไม่อาจจดจำได้ เธอไม่ต้องการที่จะยอมรับใครอีกแล้ว แม้ว่าร่างกายของเธอไม่ได้ถูกละเมิด แต่เธอกลับ... รู้สึกขยะแขยงเมื่อเห็นผู้ชาย
เป็นเวลาสองปีที่ โจวอี้หมิง ดูแลหลินมู่อิง และทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยให้เธอหายดีกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง มันทำให้เธอเริ่มยอมรับทุกสิ่งรอบตัวและจุดประกายความหวังในการมีชีวิตอยู่ของเธอขึ้นมาอีกครั้ง ในเวลานั้น โจวอี้หมิงเปรียบเสมือนแสงสว่างที่พร่างพราย คอยส่องสว่างให้กับโลกที่มืดมิด และสิ้นหวังของเธอ
ในปี 1984 โจวอี้หมิงขอเธิแต่งงานไม่ใช่ว่าเธอไม่ยินดีแต่งงานกับเขา แต่กลัวว่าเธอจะเป็นตัวถ่วงที่จะฉุดรั้ง โจวอี้หมิง เช่นกัน เนื่องจากเขาประสบความสำเร็จในอาชีพการงานแล้วในเวลานั้น โจวอี้หมิง วัย 30 ปีดูเป็นผู้ใหญ่และมั่นคง การกรนะทำทุกอย่างของเขาเป็นระเบียบเรียบร้อยและเหมาะสม
หลินมู่อิงซึ่งเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ จะเป็นคนที่คู่ควรกับเขาได้อย่างไร? จนในที่สุดเขาบอกว่าเขาตกหลุมรักเธออย่างลึกซึ้งตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นเธอเขาได้รอคอยเธอมานาน
เมื่อมองไปที่ดวงตาของโจวอี้หมิงที่เต็มไปด้วยความรักที่มีต่อเธอ และทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำเพื่อตลอดเวลาสองปีที่ผ่านมาเธอจึงตัดสินใจรับข้อเสนอของโจวอี้หมิงและตกลงแต่งงานกับเขา ช่วงเวลาหลังแต่งงานเป็นวันที่มีความสุข มั่นคงที่สุด และสนุกสนานที่สุดในชีวิตของหลินมู่อิง
แต่ทว่าน่าเสียดายที่เชือกป่านมักจะขาดตรงส่วนที่บางที่สุดเสมอ และความโชคร้ายมักจะมีมากกกว่าความโชคดีในชีวิตของหลินมู่อิง
สำหรับคำตอบของหลินมู่อิง โจวอี้หมิงรู้สึกได้ว่ามันอาจจะไม่ใช่ความจริงทั้งหมดแต่พอได้สบประสานกับดวงตาคู่นั้นของหลินมู่อิง โจวอี้หมิงก็รู้สึกว่า ความจริงจะเป็นอย่างไร ก็ดูเหมือนจะไม่สำคัญอีกต่อไปแล้วตอนนี้พวกเขาสองคนแต่งงานกันแล้ว และหลินมู่อิงก็ยอมมอบ "กุญแจ" สำหรับเข้ามิตินี้ ซึ่งก็คือแหวนหยกวงสำหรับผู้ชาย ให้กับเขาด้วยความเต็มใจแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว ที่จะพิสูจน์ให้เห็นถึงความเชื่อใจที่หลินมู่อิงมีต่อเขาคนสองคนรักกัน อยู่ด้วยกัน มีความเชื่อใจให้กัน แค่นี้ก็เพียงพอแล้วไม่ใช่หรือโจวอี้หมิงกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น ไม่คิดจะซักไซ้ไล่เลียงอะไรให้มากความอีกต่อไป หลินมู่อิงซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดอันแสนอบอุ่นของโจวอี้หมิง พลางยิ้มอย่างมีความสุขจนกระทั่ง... เจ้าตัวเล็กเดินเข้ามาคลอเคลียถูไถที่ขาของทั้งสองคน ด้วยความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ หลินมู่อิงถึงได้หัวเราะเบาๆ ผละออกจากอ้อมกอดของโจวอี้หมิง แล้วก้มลงลูบหัวเจ้าตัวเล็กและในเวลานั้นเอง โจวอี้หมิงก็สังเกตเห็นว่ามิติแห่งนี้ มีบางอย่างเปลี่ยนไปจากเดิม"มู่อิง... เธอดูตรงนั้นสิ" โจวอี้หมิงชี้มือไปทางทิศหนึ่ง ซึ่งเดิมทีตรงนั้นเป็นเพียงพื้นที่ว่างเปล่าไ
คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าเรื่องสำคัญที่หญิงสาวของเขาพูดถึง จะเป็นการแลกเปลี่ยนแหวนแต่งงาน?เขาก็อุตส่าห์หลงคิดไปว่า..."ที่เธอบอกว่าจะทำเรื่องสำคัญ ก็คือการแลกเปลี่ยนแหวนแต่งงานนี่เองหรือ?" โจวอี้หมิงยังคงไม่ยอมแพ้ เอ่ยถามหลินมู่อิงเพื่อความแน่ใจอีกครั้งหลินมู่อิงทำตาโตแป๋วแหววแสร้งทำเป็นไร้เดียงสา จ้องมองโจวอี้หมิงตาไม่กะพริบก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำเอาโจวอี้หมิงถึงกับไปไม่เป็น "ไม่อย่างนั้นเธอคิดว่าเป็นเรื่องอะไรล่ะ?"เอาล่ะสิ โจวอี้หมิงคิดลึกไปเองจริงๆ ด้วย บ้าเอ๊ย...หลินมู่อิงนั่งลงที่ขอบเตียงเตา แล้วตบที่ว่างข้างๆ เป็นเชิงบอกให้โจวอี้หมิงนั่งลงโจวอี้หมิงลอบถอนหายใจ ก่อนจะยอมนั่งลงข้างๆ หลินมู่อิงในใจของหลินมู่อิงตอนนี้หัวเราะร่าจนแทบจะกลิ้งตกเตียง ไอ้หนุ่มกระด้างของเธอนี่ ช่างน่ารักน่าเอ็นดูเสียจริงๆแกล้งแหย่เขานิดๆ หน่อยๆ นี่มันสนุกชะมัดเลย!"มาเถอะ เรื่องสำคัญจริงๆ แล้วนะ แลกเปลี่ยนแหวนแต่งงานกัน!" หลินมู่อิงพูดด้วยรอยยิ้มพร้อมกับยื่นมือซ้ายของตัวเองออกไปในยุคสมัยนี้ ยังไม่ค่อยมีธรรมเนียมการแลกแหวนแต่งงานกันมากนัก และไม่ค่อยมีใครรู้จักคำว่าแหวนแต่งงานด้วยซ้ำแต่การที่ไม่ค่อยมี
ความจริงแล้วก่อนหน้านี้ แม่โจวก็พอจะระแคะระคายอยู่บ้าง ว่าจ้าวเถียนเหมือนจะมีใจให้โจวเฉินตง ลูกชายคนโตของเธอแต่ทั้งสองคนอายุห่างกันหลายปี แถมต่อมาครอบครัวของเธอก็ย้ายไปอยู่เมืองหลวง จึงขาดการติดต่อกับทางหมู่บ้านซานเจียวไปโดยปริยายทั้งคู่ก็เลยไม่ได้ข้องแวะอะไรกันอีกพอกระทั่งทั้งครอบครัวถูกส่งตัวกลับมาใช้แรงงานที่หมู่บ้าน โจวเฉินตงก็แต่งงานมีภรรยาไปแล้ว โอกาสของทั้งสองคนจึงยิ่งเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่ผลปรากฏว่า ต่อมาภรรยาของโจวเฉินตงรับไม่ได้เรื่องที่ขาของเขาพิการ ก็เลยหอบลูกหนีออกจากบ้านไปโจวเฉินตงก็เลยยิ่งจมปลักอยู่กับความสิ้นหวังและหดหู่ช่วงนั้นจ้าวเถียนก็แวะมาเยี่ยมลูกชายคนโตของเธอตั้งหลายครั้ง แถมยังเอาข้าวของมาให้ตั้งเยอะแยะทว่า ตอนนั้นลูกชายคนโตของเธออารมณ์ฉุนเฉียวและเอาแน่เอานอนไม่ได้ วันหนึ่งเขาคงจะเผลอพูดอะไรทำร้ายจิตใจจ้าวเถียนเข้า ถึงได้ทำให้เธอโกรธจนเตลิดหนีไป นับตั้งแต่วันนั้น จ้าวเถียนก็ไม่เคยมาเหยียบที่บ้านตระกูลโจวอีกเลยแม่โจวสันนิษฐานว่า วันนั้นโจวเฉินตงคงจะพูดจาร้ายกาจมากแน่ๆ ไม่อย่างนั้นด้วยนิสัยโผงผางตรงไปตรงมาอย่างจ้าวเถียน คงไม่โกรธเคืองถึงเพียงนี้ตอนนี้โจว
ของพวกนี้ล้วนเป็นของดี แถมส่วนใหญ่ก็เป็นเมนูเนื้อสัตว์ทั้งนั้น ย่อมต้องมีคนแย่งกันห่อกลับบ้านอยู่แล้วหลังจากแขกเหรื่อทยอยกลับกันไปจนเกือบหมด ก็ถึงเวลาของมื้ออาหารพร้อมหน้าครอบครัวเวลานี้ หลินมู่อิงได้เปลี่ยนจากชุดแต่งงานซิ่วเหอฝูสีแดงสด มาสวมชุดที่แม่ม่ายอู๋ตัดเย็บให้ก่อนหน้านี้แทนฝีมือการตัดเย็บของแม่ม่ายอู๋ยังคงประณีตงดงาม สีของชุดเป็นสีชมพูอ่อนหวาน ดูเรียบหรูและไม่เชยเลยสักนิดแม่โจว โจวเฉินตง โจวหนิงหนิง โจวอี้หมิง และหลินมู่อิง ต่างก็นั่งลงล้อมวงที่โต๊ะอาหารแม้แม่โจวจะเอ่ยปากชวนพวกคุณป้าคุณน้าและสะใภ้สาวที่มาช่วยงานให้มากินด้วยกันตามมารยาท แต่พวกนางก็รู้มารยาทดีพอ จึงไม่ยอมมาร่วมโต๊ะฝั่งนี้พวกนางจัดการจัดโต๊ะอีกตัวขึ้นมาเอง แล้วนั่งกินกันอยู่ที่ลานบ้านอย่างไรเสีย นี่ก็เป็นมื้ออาหารพร้อมหน้าครอบครัวของคู่บ่าวสาว มารยาทพื้นฐานแค่นี้ทุกคนล้วนรู้ดีเมื่อเห็นดังนั้น แม่โจวก็ไม่ได้คะยั้นคะยออะไรอีก"ตอนนี้หนูเรียกพี่มู่อิงว่าพี่สะใภ้รองได้อย่างเป็นทางการแล้วใช่ไหมคะ?" โจวหนิงหนิงมองดูอาหารเต็มโต๊ะ แม้จะอยากกินใจแทบขาด แต่ก็ยังไม่ยอมลงมือกินก่อนแต่กลับหันไปถามหลินมู่อิงเรื่องสรรพ
ความจริงหลินมู่อิงไม่อยากจะบอกให้คนอื่นรู้หรอก เพราะกลัวว่าของในรายการสินสอดจะเตะตาคนอื่นมากเกินไปอย่างไรเสีย นอกจาก 'ของสามหมุนหนึ่งเสียง' แล้ว ก็ยังมีเงินสินสอด และของมีค่าอื่นๆ อีกอีกอย่าง ประวัติครอบครัวของบ้านตระกูลโจวก็ไม่ค่อยดีนัก หากมีคนรู้ว่าในรายการนี้มีของมากมายและมีราคาแพงขนาดนั้น เกรง
ถ้าไม่ใช่เพราะหลินมู่อิง คืนนี้เขาจะต้องมาเจอเรื่องอับอายขายหน้าแบบนี้หรือ? ทั้งหมดเป็นความผิดของหลินมู่อิงคนเดียว! โทษหลินมู่อิงนั่นแหละ!ทว่า ตอนนี้เขากลับทำอะไรไม่ได้เลย เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ ต่อให้แก้ตัวอย่างไรก็ถือว่าเป็นข้อหากระทำอนาจารได้ หากเขาหลุดปากพูดอะไรออกไปแม้แต่คำเดียว เกรงว่าจะต
รับทราบครับ! นี่คือคำแปลตอนที่ 169 โดยใช้ชื่อตัวละครที่อัปเดตทั้งหมด (เฉียนจวิน, หลินมู่อิง, หลิวอิ๋ง, โจวอี้หมิง, หลิวหยาง, หลู่เหวินชิง, แม่โจว, เซี่ยฮุ่ยเหม่ย, หลี่เอ้อร์โก่ว, โจวหนิงหนิง, พี่ใหญ่โจว, ท่านป้าโจว, แม่ม่ายอู๋) และรักษาสำนวนยุค 70 รวมถึงใช้คำว่า อะไร ตามที่ได้ตกลงกันไว้ครับ:ตอนที่
"เด็กสองคนนี้ กินเร็วเสียจริง" แม่โจวกล่าวด้วยรอยยิ้มเนื่องจากโต๊ะมีขนาดไม่ใหญ่ เปาจื่อกับโจวหนิงหนิงจึงหยิบเก้าอี้พับตัวเล็กคนละตัวไปนั่งกินอยู่ด้านข้างทั้งคู่กินซาลาเปากันอย่างเอร็ดอร่อย ถึงขนาดที่ว่าให้ซุปปลาก็ยังไม่ยอมซดโจวอี้หมิงมองดูญาติมิตรและสหายตรงหน้าที่กำลังกินข้าวกันอย่างสรวลเสรเฮฮา ร












Rebyu