LOGIN9
พระราชทานรางวัล
สายลมอ่อนพัดผ่านชายผ้าม่านภายในเรือนกลางของสกุลหลี่ กลิ่นชาดอกเหมยลอยคลุ้งอยู่ทั่วให้บรรยากาศที่สงบและอบอุ่น
นางจางซื่อ มารดาของหลี่เจี้ยนยกถ้วยชาขึ้นจิบเบาๆ พลางยิ้มกว้างอย่างภาคภูมิใจ ดวงตาของนางสะท้อนความปลื้มปิติออกมาอย่างเห็นได้ชัด
“เจี้ยนเอ๋อร์ คราวนี้เจ้าคงได้สร้างชื่อให้ตระกูลเราจริงๆ องค์หญิงสามพระราชทานกระบี่ที่ตีจากฝีของของช่างหลวงให้ด้วยตนเอง นับว่าเป็นเกียรติยศที่หายากยิ่งนัก”
หลี่เจี้ยนประคองถ้วยชาที่เย็นลงครึ่งหนึ่งไว้ในมือ เขายกยิ้มบางตามมารดา แต่แววตากลับไม่ได้เปล่งประกายยินดีอย่างที่ควรจะเป็น
กระบี่ที่ตั้งอยู่บนขาตั้งไม้หอมตรงหน้าเปล่งแสงสะท้อนอ่อนๆ จากแสงตะวันยามบ่าย ลายแกะสลักบนด้ามช่างงดงามสมกับเป็นของจากในวังหลวง แต่สำหรับเขาแล้วน้ำหนักของมันกลับไม่ต่างจากหินก้อนใหญ่ที่ถ่วงหัวใจให้จมลงเรื่อยๆ
เพราะภาพที่ยังฝังอยู่ในห้วงความคิด มิใช่พระพักตร์ขององค์หญิงผู้ประทานของรางวัลแก่เขา แต่เป็นสตรีนางหนึ่งในชุดขาว ที่ตกลงไปในสระพร้อมกับองค์หญิงในวันนั้นต่างหาก
เขาหลับตาลงชั่วครู่ ภาพวันนั้นค่อยๆ กลับมาชัดเจนในห้วงความทรงจำ
วันนั้นคือวันทำบุญใหญ่ที่อารามกวงอัน มีทั้งขุนนาง ขันที ข้าราชสำนัก และบุตรสาวตระกูลใหญ่ต่างมาร่วมงาน องค์หญิงสามจ้าวอวี้หง เสด็จมาถวายเครื่องสักการะด้วยพระองค์เอง งานนั้นจึงถูกจัดอย่างมโหฬารมีเหล่าทหารองครักษ์คอยรักษาความปลอดภัยตลอดทั้งงาน
หลี่เจี้ยนในชุดเครื่องแบบองครักษ์ฝ่ายตรวจการที่ถูกเรียกมาช่วยงานนี้เช่นกันยืนประจำการอยู่บริเวณทางเดินด้านทิศตะวันตก หน้าที่ของเขาคือคอยเฝ้าพื้นที่รอบสระบัวเพื่อไม่ให้ผู้คนเข้าใกล้เกินไป เพราะเป็นเขตที่จัดเตรียมไว้สำหรับองค์หญิง
ในขณะกำลังตรวจตรา เขาก็เหลือบเห็นเงาร่างหนึ่งเดินผ่านตรงหน้า
หญิงสาวในชุดขาวสะอาดสะอ้าน ผมยาวถูกรวบขึ้นอย่างเรียบง่าย ท่าทางของนางสงบสง่าและอ่อนโยนราวกับน้ำในสระ ดวงหน้าของนางมิได้แต่งแต้มสีสัน แต่ผิวที่ขาวเนียนราวหิมะกลับทำให้ใบหน้าเรียบๆ นั้นโดดเด่นยิ่งนัก แววตาของนางเต็มไปด้วยความนิ่งสงบอย่างคนที่ผ่านการขัดเกลามาเป็นอย่างดี
ในตอนนั้น หลี่เจี้ยนเพียงคิดว่านางอาจเป็นนางกำนัลจึงหันไปถามองครักษ์อีกคนที่อยู่ไม่ไกล
“นางผู้นั้นเป็นใคร”
องครักษ์ผู้นั้นเหลือบมองตามสายตาเขาแล้วตอบเสียงเรียบ
“ได้ยินว่าเป็นลูกศิษย์ของในอารามนี้ แต่ก็มีภูมิหลังไม่ธรรมดา...ว่ากันว่าเป็นคุณหนูอีกคนของแม่ทัพเซี่ย แม่ทัพแดนบูรพา”
ตอนนั้นหลี่เจี้ยนถึงกับชะงัก
“แม่ทัพเซี่ยที่มีบุตรีชื่อเซี่ยเหมยหรงน่ะหรือ”
“ใช่ คุณหนูเซี่ยเหมยหรงผู้นั้นแหละ แต่คนที่ท่านเห็นไม่ใช่นาง เป็นลูกอีกคนหนึ่ง...ว่ากันว่าเป็นบุตรของอนุภรรยาจึงไม่ค่อยมีใครรู้จัก”
คำพูดนั้นทำให้หลี่เจี้ยนรู้สึกแปลกใจ เขาเคยพบเซี่ยเหมยหรงมาก่อนในงานเลี้ยงในวัง หญิงสาวผู้มีใบหน้างดงามสมบูรณ์แบบ ยิ้มเก่ง รู้จักวางตัวอย่างคุณหนูตระกูลใหญ่ แต่หญิงสาวในชุดขาวตรงหน้านั้นกลับต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ทั้งเรียบง่าย สง่างาม และมีบางสิ่งที่ลึกลับจนชวนให้มองอย่างไม่อาจละสายตา
และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาก็เผลอแอบมองนางอยู่ห่างๆ ไม่รู้กี่ครั้งยามมีโอกสาส
จนกระทั่งเมื่อองค์หญิงสามและสตรีชุดขาวคนนั้นตกลงไปในสระบัว เขาไม่ทันคิดแม้แต่วินาทีเดียว ร่างของเขากระโจนตามลงไปโดยสัญชาตญาณ
ทว่าเขาย่อมต้งช่วยสตรีที่สูงศักดิ์กว่าขึ้นมาก่อนอยู่แล้ว ดังนั้นภาพสุดท้ายที่เห็นตอนหันไปหาเพื่อคิดจะช่วยคือใบหน้าของสตรีในชุดขาวที่แหงนขึ้นมองเขา ดวงตาคู่นั้นเปล่งประกายสะท้อนแสงแดด ราวกับบัวขาวที่ผลิบานในน้ำ
เมื่อองค์หญิงถูกช่วยขึ้นฝั่ง ผู้คนต่างกรูกันเข้ามาชื่นชมเขาในฐานะผู้ช่วยพระองค์ไว้ แต่หลี่เจี้ยนกลับมองหาสตรีอีกนางอย่างร้อนรน นางเพียงค้อมศีรษะให้เขาเบาๆ แล้วถูกคนพากลับเข้าอารามไปโดยไม่กล่าวสิ่งใด
และตั้งแต่นั้นมาเขาก็ไม่ได้เห็นนางอีกเลย
ภาพนั้นฝังลึกอยู่ในใจจนแม้เวลาผ่านไปหลายวันก็ยังไม่จาง
และแล้วเสียงของมารดาดึงเขากลับมาจากห้วงความคิด
“เจี้ยนเอ๋อร์ เจ้าเงียบไปอีกแล้ว คิดสิ่งใดอยู่รึ”
หลี่เจี้ยนเงยหน้าขึ้น เห็นมารดาวางถ้วยชาลงบนโต๊ะด้วยสีหน้าแฝงความกังวล
“แม่รู้ว่าเจ้าเป็นคนไม่ชอบออกหน้า แต่โอกาสเช่นนี้หาได้ยาก องค์หญิงสามพระราชทานของรางวัลด้วยพระองค์เอง หากเจ้าฉลาดสักหน่อยก็ควรหาโอกาสไปเข้าเฝ้าพระองค์บ้าง หรืออย่างน้อยๆ ก็พูดจากับขันทีหรือคนสนิทขององค์หญิงไว้บ้างก็นับว่าไม่เสียหาย”
น้ำเสียงของนางจางซื่อเต็มไปด้วยความหวัง เขารู้ดีว่ามารดาไม่ได้หมายความในทางร้าย ตลอดชีวิตของนางต้องต่อสู้เพียงลำพังหลังบิดาเขาจากไป มารดาย่อมอยากเห็นบุตรชายได้ดี มีเกียรติในราชสำนักเหมือนคนอื่น แต่เขาก็เพียงยกยิ้มบางๆ แล้วตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ข้ารู้แล้วขอรับท่านแม่”
“รู้แล้วก็ดี แม่ได้ยินว่าองค์หญิงโปรดคนมีฝีมือด้านการต่อสู้ เจ้าเองก็เป็นหนึ่งในคนที่พระองค์ทรงกล่าวชม วันหน้าอาจจะถูกเรียกเข้าวังไปรับใช้ก็ได้ ดังนั้นก็อย่าทำตัวห่างเหินกับพระองค์นักล่ะ”
“ขอรับ”
เพียงคำตอบสั้นๆ แต่มารดาก็ดูพอใจนัก
หลี่เจี้ยนรอจนมารดาลุกออกไปจากห้อง ก่อนจะมองไปยังกระบี่บนขาตั้งอีกครั้ง แสงจากกระบี่สะท้อนบนผนังไม้เป็นลวดลายคล้ายคลื่นน้ำ เขายกมือแตะที่ปลายฝักเบาๆ แล้วพึมพำกับตัวเอง
“การเข้าใกล้ราชวงศ์...มิได้มีแต่สิ่งดีเสมอไป”
ในวังมีแสงสว่างเจิดจ้า แต่ใต้เงานั้นก็มีความมืดที่หนาวเหน็บไม่แพ้กัน เขาเห็นมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ทั้งขุนนางที่ทะเยอทะยานเกินควร ทั้งคนที่ถูกใช้เป็นหมากในการไขว่คว้าอำนาจ
อีกทั้งตอนนี้คนที่ยังประทับตรึงอยู่ในหัวใจของเขาก็มิใช่สตรีสูงศักดิ์เฉกเช่นองค์หญิง
แม้แต่ตอนนี้เมื่อหลับตาลง ภาพของหญิงสาวในชุดขาวคนนั้นก็ยังชัดเจนอยู่ดี
เขานึกถึงรอยน้ำที่เกาะบนขนตาของนาง และแววตาอ่อนโยนที่มองมา เขารู้ดีว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับตนเองเวลานี้อันตรายไม่ต่างจากการเข้าใกล้ราชสำนัก
แต่บางสิ่งก็ไม่อาจห้ามได้
หลี่เจี้ยนถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะเดินกลับมารินชาดื่ม แล้วหันมองไปทางหน้าต่าง แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดลงบนพื้นไม้เป็นสีส้มอ่อน พลางคิดในใจว่าความสงบเช่นนี้คงอยู่ได้ไม่นาน เพราะในราชสำนัก ไม่มีสิ่งใดคงอยู่ได้ตลอดไปไม่ว่าจะเป็นเกียรติยศ หรือความพึงพอใจของผู้คนก็ตามและบางทีเรื่องราวดีๆ ในวันนี้ อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นก่อนที่พายุใหญ่จะมาถึงเท่านั้น
บทส่งท้ายกันและกัน กลิ่นดอกเหมยและดอกบ๊วยจากสวนด้านนอกลอยตามลมเข้ามาเจือผสมกับกลิ่นชาหอมจางๆ ในห้องโถง ผ่านมาสองปีแล้วนับแต่คืนแต่งงาน จวนขององค์ชายรองในอดีต บัดนี้กลายเป็นจวนของว่าที่องค์รัชทายาท แม้ยังไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการออกไปยังทั่วเมืองหลวง แต่ในวันนี้ชะตาของคนสองคนกำลังจะเปลี่ยนไปอีกครั้งหนึ่ง หรูเยียนวางมือจากผืนผ้าที่กำลังปักลายเมฆมงคล นางยกมือแตะหน้าท้องของตนอย่างเผลอไผล มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางที่แม้ไม่มีใครเห็นก็ยังงดงาม คำบอกของหมอหลวงเมื่อช่วงสายยังดังก้องอยู่ในหัวใบหน้าของหมอมากประสบการณ์นั้นผ่อนคลายยิ่งนักเมื่อกล่าวกับนางว่า “ขอแสดงความยินดีด้วย นี่คือชีพมงคลพ่ะย่ะค่ะ” เพียงคำไม่กี่คำ โลกของหรูเยียนก็เหมือนถูกแต้มด้วยสีที่อ่อนหวานไปทั้งใบ นางไม่ทันตอบอะไร เพียงแต่ก้มหน้าลง น้ำตาเอ่อในตาโดยไม่รู้ตัว ความทรงจำในชาติก่อนที่เลือนรางอยู่ส่วนลึกถูกคลื่นแห่งปัจจุบันกลืนหายไปทีละน้อย ครั้งนั้นนางไม่มีโอกาสแม้แต่จะรู้ว่าการมีชีวิตใหม่เติบโตในตัวนั้นเป็นความรู้สึกเช่นไร แต่ในชาตินี้สวรรค์เหมือนยื่นมือม
67.2พิธีอภิเษกภายในงานเลี้ยงเต็มไปด้วยแขกเหรื่อ ขุนนางฝ่ายบุ๋นฝ่ายบู๊นั่งเรียงรายตามลำดับ ฝ่าบาทและฮองเฮาทรงประทับในจุดสูงสุดทอดพระเนตรโอรส และสะใภ้ด้วยความพึงพอใจ องค์หญิงสาม จ้าวอวี้หงในชุดงดงามเฉิดฉาย นั่งอยู่ไม่ไกลจากที่นั่งของหรูเยียน เมื่อมีโอกาส นางก็รีบเท้าแขนบนโต๊ะยื่นหน้าเข้าไปกระซิบ “หรูเยียน วันนี้เจ้างดงามมาก น่าจะงามที่สุดตั้งแต่ที่เรารู้จักกันด้วย” หรูเยียนหัวเราะเบาๆ ใต้ผ้าคลุม “องค์หญิงอย่าทรงล้อหม่อมฉันเลย” “ใครล้อกัน” องค์หญิงทำหน้าจริงจัง “เจ้าน่ะ ทำให้ข้าเริ่มคิดแล้วว่าถ้าข้าแต่งงานไปบ้าง จะงามได้ครึ่งของเจ้าหรือไม่” หรูเยียนอยากจะตอบว่า ‘พระองค์งามกว่านางมาก’ แต่ยังไม่ทันพูดก็มีขันทีเข้ามากระซิบบอกบางอย่าง “ของขวัญจากเป่ยเยี่ยนมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ทั้งห้องโถงเงียบลงพอสมควร ทุกสายตาหันไปที่เรือนข้างๆ ที่บ่าวกำลังขนหีบของขวัญใหญ่โตหลายใบเข้ามาขันทีเปิดหีบใบหนึ่งให้เห็นด้านในเป็นหยกหายาก ชุดผ้าไหม อาวุธสั้นฝักประดับอัญมณี และสุดท้าย กล่องลงรักสีดำเข้มประดับลายผีเสื้อทอง “ของทั้งหมดนี้เป็นของขว
67.1พิธีอภิเษก เมืองหลวงต้าหยางเหมือนสว่างเร็วกว่าทุกวัน แสงอรุณลอดผ่านหมอกบาง สีทองอ่อนทาบไปทั่วหลังคากระเบื้องของวังหลวงและจวนตระกูลใหญ่ ผู้คนทั้งในตลาดและตรอกซอกซอยล้วนจับกลุ่มพูดคุยเรื่องเดียว “องค์ชายรองจ้าวอี้หลันจะอภิเษกกับคุณหนูใหญ่สกุลเซี่ย” ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นงานมงคลของพระโอรส แต่เพราะเรื่องราวของเซี่ยหรูเยียนแพร่กระจายไปในหมู่คนมานาน ทั้งอดีตที่ถูกทอดทิ้งในอาราม ทั้งความสนิทสนมกับองค์หญิงสาม ทั้งเรื่องการรอดตายราวปาฏิหาริย์ คำว่า ‘ชะตาชีวิตไม่ธรรมดา’ ถูกเอ่ยถึงคู่กับชื่อของนางอยู่เสมอ ยามเช้าในจวนสกุลเซี่ย เรือนของหรูเยียนครึกครื้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี สาวใช้ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาจัดการเครื่องประดับและอาภรณ์ ช่างแต่งหน้ากำลังบรรจงลงแป้งบางๆ ให้กับใบหน้าที่เดิมก็ขาวผ่องอยู่แล้ว หรูเยียนนั่งนิ่งอยู่หน้ากระจกทองเหลือง มือเรียววางบนตักอย่างสงบ ทว่าในใจกลับบังเกิดความตื่นเต้นจนห้ามไม่อยู่ “วันนี้คุณหนูงามมากเจ้าค่ะ” อาเหยากล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “หากองค์ชายรองมาเห็น คงพูดไม่ออกแน่” หรูเยียนหัวเราะเบาๆ เช่นกัน มุ
66ข่าวจากไป๋อัน ลมหนาวต้นฤดูโหมแรงทั่วเมืองไป๋อัน ฟ้าครึ้มจนมองเห็นเมฆต่ำเหมือนกำลังจะมีหิมะตก แม้จะยังไม่ถึงฤดูหนาวโดยสมบูรณ์ แต่ในเมืองชายแดนที่กันดารเช่นนี้ ทั้งลมและความเหน็บหนาวมาเยือนเร็วกว่าที่อื่นเสมอ ในเรือนเล็กเซี่ยเหมยหรงกำลังนั่งพิงพนักเก้าอี้ไม้ ท้องของนางโตจนเรียวแขนต้องโอบประคองตลอดเวลา สายตาของนางมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างว่างเปล่าราวกับกำลังหาความหวังบางอย่างในผืนฟ้า แต่ก็ไม่เคยพบมันเสียที เสียงฝีเท้าของสาวใช้ทำให้เซี่ยหมยหรงละสายตา “คุณหนูเจ้าคะ มีจดหมายจากเมืองหลวงมาถึงเจ้าค่ะ” เซี่ยเหมยหรงยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “จากจวนตระกูลเซี่ยหรือ” “เจ้าค่ะ” นางยื่นมือออกไปรับจดหมายที่จ่าหน้าด้วยลายมือของพ่อบ้าน แม้ยังไม่ได้เปิดอ่าน แต่ความรู้สึกบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในใจว่าคงมิใช่ข่าวธรรมดา เซี่ยเหมยหรงแกะผนึกเปิดจดหมาย ดวงตาค่อยๆ กวาดอ่านข้อความเพียงไม่กี่บรรทัด ใบหน้าที่อ่อนล้าของนางก็แข็งค้าง เซี่ยหรูเยียนจะได้อภิเษกสมรสกับองค์ชายรอง... มือของเซี่ยเหมยหรงสั่นจนกระดาษหลุดจากปลายนิ้วลงพื
65.2สมรสพระราชทานอาภรณ์สีเข้มของเขาดูเรียบง่ายกว่าตอนเข้าเฝ้าในท้องพระโรง แต่กลับทำให้ดูอ่อนโยนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “องค์ชายรอง” หรูเยียนโค้งคำนับอย่างงดงาม “ยามมืดค่ำเช่นนี้ ไฉนถึงเสด็จมาถึงที่นี่ได้เพคะ” เขามองนางนิ่งไปเพียงชั่วอึดใจ แล้วจึงยกมุมปากขึ้นน้อยๆ “หากใจอยากมาหาเจ้า ต่อให้ค่ำกว่านี้ ข้าก็จะมา” คำพูดเรียบง่าย แต่กลับทำให้หัวใจของหรูเยียนเต้นแรง นางหลบสายตาเล็กน้อย “เชิญองค์ชายรองด้านใน” ภายในห้องโถงของเรือน เงาไฟจากเชิงเทียนส่องผนังเป็นลายงดงาม อาเหยานำชาร้อนเข้ามาวาง ก่อนถอยออกไปอย่างรู้หน้าที่ ทิ้งให้ทั้งสองอยู่ตามลำพัง จ้าวอี้หลันปล่อยให้ความเงียบอุ่นๆ ลอยอยู่ในห้องครู่หนึ่ง สายตาเขามองใบหน้าของหรูเยียนอย่างเก็บอารมณ์ไม่ได้ทั้งหมด “วันนี้ ได้ยินข่าวหรือยัง” เขาเปิดปากถามอย่างนุ่มนวล หรูเยียนช้อนตามองอย่างงุนงง “ข่าวใดเพคะ” “ดูท่าทางแล้วเจ้ายังไม่รู้จริงๆ” จากนั้นเขาก็หยิบกล่องไม้เล็กที่ห่อด้วยผ้าไหมสีเข้มออกมาจากแขนเสื้อ และวางลงบนโต๊ะระหว่างกันอย่างระมัดระวัง
65.1สมรสพระราชทาน หลังการเชื่อมไมตรีระหว่างสองแคว้นผ่านไปอย่างราบรื่น บรรยากาศในวังหลวงก็เบาสบายขึ้นมาก แต่ในหัวใจของชายหนุ่มผู้หนึ่งกลับไม่ได้สงบนิ่งเช่นท้องฟ้าวันนี้ องค์ชายรอง จ้าวอี้หลัน ยืนอยู่หน้าโต๊ะเครื่องเขียนในจวนของตน ดวงตาสีหมึกทอดมองกล่องไม้แกะลายผีเสื้อซึ่งวางอยู่บนผ้าไหมสีคราม เขาเปิดฝากล่องออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นปิ่นทองประดับหยกผีเสื้อสีอ่อน เนื้อหยกใสคล้ายหยดน้ำตอนรุ่งสาง ปิ่นทองนี้เป็นของที่เขาเคยสั่งช่างฝีมือเอกให้สร้างขึ้นพักใหญ่แล้ว ตอนนั้นยังไม่มั่นใจในความรู้สึกของหรูเยียน แต่วันนี้เขามั่นใจแล้วยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น มือใหญ่แตะปิ่นหยกเบาๆ ดวงตาขององค์ชายรองวูบไหวชั่ววูบ ทั้งตื่นเต้น ทั้งตัดสินใจเด็ดเดี่ยว “วันนี้ข้าจะทูลต่อฝ่าบาทให้ทรงพระราชทานสมรสให้ข้าและหรูเยียน” หลังผ่านความเป็นความตายร่วมกัน หลังรู้ความจริงว่านางมีพิษกู่ในร่างตั้งแต่เด็ก หลังเห็นนางร้องไห้เพราะมารดาที่ตายจาก หลังเห็นนางยืนหยัดอยู่ในท้องพระโรงอย่างสง่างาม เขาก็ตระหนักชัดว่านางคือสตรีเพียงคนเดียวที่เขาจะรักไปจนชั่วชีวิต จ้







