LOGIN8.2
ผูกวาสนารัก
ทว่าท่าทีขององค์หญิงกลับเก็บกดได้ง่าย เมื่อมีคนเข้ามาสอบถามอาการจำนวนมาก หรูเยียนจึงเลือกยืนอยู่เคียงข้างในตำแหน่งสามารถพูดคุยกันอย่างเป็นการส่วนตัวได้
“เป็นอย่างไรบ้างเพคะ รู้สึกหายตกใจแล้วหรือยัง” หรูเยียนเอ่ยถามด้วยความเอาใจใส่
องค์หญิงมองนางด้วยแววตาที่ยังคงอ่อนโยน
“ข้าไม่เป็นไรแล้ว ขอบใจมากนะหรูเยียน”
หรูเยียนยิ้มอย่างเป็นมิตร ก่อนจะโน้มตัวเข้าไปใกล้กว่าเดิม แกล้งกะพริบตาอย่างอ่อนเดียงสาและพูดแบบจงใจให้ได้ยินกันแค่สองคน
“คุณชายคนเมื่อครู่ดูสง่าผ่าเผยเหมาะสมที่จะปกป้ององค์หญิงยิ่งนัก เมื่อครู่หม่อมฉันมองจากท่าทีที่เขาช่วยพระองค์ขึ้นมาจากน้ำแล้วก็ให้ความรู้สึกเหมือนได้เห็นคู่วาสนาที่เหมาะสมกันอย่างไรอย่างนั้นเลยเพคะ”
ดวงหน้าขององค์หญิงสามเปลี่ยนเป็นแดงเล็กน้อยอย่างไม่ทันคาดคิด หัวใจนางเต้นเร็วขึ้นกว่าเก่าเพียงแค่ได้จินตนาการภาพชายหนุ่มในท่าทีเข้มแข็งยามประคองตนเองขึ้นมาจากสายน้ำ
“คู่วาสนาอย่างนั้นหรือ” องค์หญิงทวนคำ พลางเอียงใบหน้าเล็กน้อย ดวงตาทอดมองไปยังทางออกของอารามที่ชายผู้นั้นได้จากไป เหมือนพยายามบันทึกภาพไว้ในความทรงจำ
หรูเยียนจึงค่อยๆ พูดต่อ หวังให้ถ้อยนั้นฝังลึกเข้าไปในหัวใจขององค์หญิง “คุณชายดูสง่างามและคงไว้ด้วยความสำรวม ข้าเห็นแล้วรู้สึกว่าเขาเหมาะสมกับการอยู่เคียงข้างพระองค์ยิ่งนักเพคะ”
องค์หญิงเม้มริมฝีปาก ดวงตาฉายประกายเปล่ง ปลั่ง พลางก้มลงมองมือที่กำพัดไว้จนแน่นเล็กน้อย
“เจ้าพูดเช่นนี้ด้วยความตั้งใจหรือเพียงแค่อยากล้อเล่นกับข้า”
“หม่อมฉันมิกล้าล้อเล่นในเรื่องเช่นนี้หรอกเพคะ”
หรูเยียนเอ่ยอย่างจริงจัง น้ำเสียงขึงขังที่ซ่อนอยู่ในความอ่อนหวานทำหน้าที่ได้ดี นางเห็นรอยแดงที่แก้มขององค์หญิงขึ้นสีอีกครั้ง ก็ยิ่งแน่ใจว่าแผนการของตนเดินไปในทิศทางที่ต้องการแล้ว
องค์หญิงถอนหายใจเบาๆ คล้ายถูกปลุกให้ตื่นจากความฝัน
“ข้าไม่ทันคาดคิดว่าการได้เห็นใครช่วยชีวิตตนเองเอาไว้ จะทำให้ข้ารู้สึก...พอใจเช่นนี้” องค์หญิงสามอมยิ้ม พลางยกมือขึ้นเกลี่ยผมที่ยังเปียกน้ำให้เรียบ
“แต่หลี่เจี้ยนนั้น...เจ้ารู้หรือว่าเขามีนิสัยอย่างไร”
หรูเยียนทำหน้าตาครุ่นคิด ภายในใจกลับกระหยิ่มยิ้มอย่างพอใจ
“หม่อมฉันอยู่แต่ในอาราม ไม่เคยคุ้นกับบุรุษคนใด แต่ก็มีความเชื่ออย่างแรงกล้าว่าหากคนสองคนได้พบกันในยามที่ฝ่ายใดตกที่นั่งลำบากและได้รับการช่วยเหลือ ชะตาเช่นนี้มักพันกันแน่น เสมือนด้ายแดงที่ผูกกันไว้ หากในภายหน้าพระองค์ทรงเห็นว่าเขาคุ้มค่าที่จะทำความรู้จักก็ย่อมเป็นความสัมพันธ์ที่เกื้อหนุนกันและกัน โดยไม่จำเป็นต้องรีบตัดสินใจเพคะ”
องค์หญิงทอดรมองหน้าหรูเยียน ดวงตาฉายประกายหวานขึ้นอย่างผิดไปจากเดิม ความเขินอายเล็กๆ ปรากฏชัดขึ้น
“หรือหากพระองค์โปรดเขามากขึ้น ความสนิทสนมระหว่างสองฝ่ายย่อมก่อเกิดอย่างแน่นอนเพคะ”
“แหม...เขาจะมาชอบข้าได้อย่างไร”
“เหตุใดจะต้องไม่ชอบเพคะ ในเมื่อองค์หญิงทั้งงดงามและอ่อนโยนถึงเพียงนี้ บุรุษใดที่ได้สนิทสนมด้วยย่อมเรียกได้ว่าการผูกพันนี้ แม้ตายอีกร้อยชาติก็มิแน่ว่าจะได้พานพบหรือไม่”
หรูเยียนวาดภาพในใจให้องค์หญิงเห็นว่า หลี่เจี้ยนเมื่อได้รับความโปรดปราน ย่อมทำให้ความผูกพันครั้งนี้แน่นแฟ้นขึ้น
องค์หญิงพยักหน้าอย่างช้าๆ ดวงหน้าแดงเรื่อขึ้นอีกครั้ง
“เจ้าช่างพูดเก่งยิ่งนัก”
หรูเยียนเก็บรอยยิ้มนั้นไว้ในใจ ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างจริงจัง
“การที่องค์หญิงจะคบหาสหายสักคนมิใช่เรื่องเสียหายเลยนะเพคะ ดีเสียอีก...หากสองหัวใจคิดตรงกัน องค์หญิงก็จะทรงมีความสุขเหนือผู้ใด หรือหากเป็นแค่มิตรภาพก็ถือว่าไม่เลวเลย”
องค์หญิงยิ้มบางๆ ก่อนจะตอบ “เอาเถิด...ตอนนี้ข้ายังไม่คิดไปไกลขนาดนั้น ขอแค่วันนี้ให้เจ้าช่วยคิดว่าข้าควรส่งของขวัญใดไปตอบแทนความมีน้ำใจของเขาที่ช่วยเหลือข้าไว้ก็พอ”
“ได้เพคะ” หรูเยียนตอบ พลางคิดในใจอย่างแน่วแน่ว่า ยิ่งองค์หญิงโปรดหลี่เจี้ยนมากเพียงใด เส้นทางที่นางจะนำพาเซี่ยเหมยหรงไปสู่ความอับจนก็จะยิ่งสั้นลงเท่านั้น และนางเองจะค่อยๆ เดินตามแผนอย่างรอบคอบ จนวันหนึ่งผู้ที่เคยย่ำยีตนเองก็จะต้องคุกเข่าลงและรับกรรมต่อหน้านาง
บทส่งท้ายกันและกัน กลิ่นดอกเหมยและดอกบ๊วยจากสวนด้านนอกลอยตามลมเข้ามาเจือผสมกับกลิ่นชาหอมจางๆ ในห้องโถง ผ่านมาสองปีแล้วนับแต่คืนแต่งงาน จวนขององค์ชายรองในอดีต บัดนี้กลายเป็นจวนของว่าที่องค์รัชทายาท แม้ยังไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการออกไปยังทั่วเมืองหลวง แต่ในวันนี้ชะตาของคนสองคนกำลังจะเปลี่ยนไปอีกครั้งหนึ่ง หรูเยียนวางมือจากผืนผ้าที่กำลังปักลายเมฆมงคล นางยกมือแตะหน้าท้องของตนอย่างเผลอไผล มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางที่แม้ไม่มีใครเห็นก็ยังงดงาม คำบอกของหมอหลวงเมื่อช่วงสายยังดังก้องอยู่ในหัวใบหน้าของหมอมากประสบการณ์นั้นผ่อนคลายยิ่งนักเมื่อกล่าวกับนางว่า “ขอแสดงความยินดีด้วย นี่คือชีพมงคลพ่ะย่ะค่ะ” เพียงคำไม่กี่คำ โลกของหรูเยียนก็เหมือนถูกแต้มด้วยสีที่อ่อนหวานไปทั้งใบ นางไม่ทันตอบอะไร เพียงแต่ก้มหน้าลง น้ำตาเอ่อในตาโดยไม่รู้ตัว ความทรงจำในชาติก่อนที่เลือนรางอยู่ส่วนลึกถูกคลื่นแห่งปัจจุบันกลืนหายไปทีละน้อย ครั้งนั้นนางไม่มีโอกาสแม้แต่จะรู้ว่าการมีชีวิตใหม่เติบโตในตัวนั้นเป็นความรู้สึกเช่นไร แต่ในชาตินี้สวรรค์เหมือนยื่นมือม
67.2พิธีอภิเษกภายในงานเลี้ยงเต็มไปด้วยแขกเหรื่อ ขุนนางฝ่ายบุ๋นฝ่ายบู๊นั่งเรียงรายตามลำดับ ฝ่าบาทและฮองเฮาทรงประทับในจุดสูงสุดทอดพระเนตรโอรส และสะใภ้ด้วยความพึงพอใจ องค์หญิงสาม จ้าวอวี้หงในชุดงดงามเฉิดฉาย นั่งอยู่ไม่ไกลจากที่นั่งของหรูเยียน เมื่อมีโอกาส นางก็รีบเท้าแขนบนโต๊ะยื่นหน้าเข้าไปกระซิบ “หรูเยียน วันนี้เจ้างดงามมาก น่าจะงามที่สุดตั้งแต่ที่เรารู้จักกันด้วย” หรูเยียนหัวเราะเบาๆ ใต้ผ้าคลุม “องค์หญิงอย่าทรงล้อหม่อมฉันเลย” “ใครล้อกัน” องค์หญิงทำหน้าจริงจัง “เจ้าน่ะ ทำให้ข้าเริ่มคิดแล้วว่าถ้าข้าแต่งงานไปบ้าง จะงามได้ครึ่งของเจ้าหรือไม่” หรูเยียนอยากจะตอบว่า ‘พระองค์งามกว่านางมาก’ แต่ยังไม่ทันพูดก็มีขันทีเข้ามากระซิบบอกบางอย่าง “ของขวัญจากเป่ยเยี่ยนมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ทั้งห้องโถงเงียบลงพอสมควร ทุกสายตาหันไปที่เรือนข้างๆ ที่บ่าวกำลังขนหีบของขวัญใหญ่โตหลายใบเข้ามาขันทีเปิดหีบใบหนึ่งให้เห็นด้านในเป็นหยกหายาก ชุดผ้าไหม อาวุธสั้นฝักประดับอัญมณี และสุดท้าย กล่องลงรักสีดำเข้มประดับลายผีเสื้อทอง “ของทั้งหมดนี้เป็นของขว
67.1พิธีอภิเษก เมืองหลวงต้าหยางเหมือนสว่างเร็วกว่าทุกวัน แสงอรุณลอดผ่านหมอกบาง สีทองอ่อนทาบไปทั่วหลังคากระเบื้องของวังหลวงและจวนตระกูลใหญ่ ผู้คนทั้งในตลาดและตรอกซอกซอยล้วนจับกลุ่มพูดคุยเรื่องเดียว “องค์ชายรองจ้าวอี้หลันจะอภิเษกกับคุณหนูใหญ่สกุลเซี่ย” ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นงานมงคลของพระโอรส แต่เพราะเรื่องราวของเซี่ยหรูเยียนแพร่กระจายไปในหมู่คนมานาน ทั้งอดีตที่ถูกทอดทิ้งในอาราม ทั้งความสนิทสนมกับองค์หญิงสาม ทั้งเรื่องการรอดตายราวปาฏิหาริย์ คำว่า ‘ชะตาชีวิตไม่ธรรมดา’ ถูกเอ่ยถึงคู่กับชื่อของนางอยู่เสมอ ยามเช้าในจวนสกุลเซี่ย เรือนของหรูเยียนครึกครื้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี สาวใช้ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาจัดการเครื่องประดับและอาภรณ์ ช่างแต่งหน้ากำลังบรรจงลงแป้งบางๆ ให้กับใบหน้าที่เดิมก็ขาวผ่องอยู่แล้ว หรูเยียนนั่งนิ่งอยู่หน้ากระจกทองเหลือง มือเรียววางบนตักอย่างสงบ ทว่าในใจกลับบังเกิดความตื่นเต้นจนห้ามไม่อยู่ “วันนี้คุณหนูงามมากเจ้าค่ะ” อาเหยากล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “หากองค์ชายรองมาเห็น คงพูดไม่ออกแน่” หรูเยียนหัวเราะเบาๆ เช่นกัน มุ
66ข่าวจากไป๋อัน ลมหนาวต้นฤดูโหมแรงทั่วเมืองไป๋อัน ฟ้าครึ้มจนมองเห็นเมฆต่ำเหมือนกำลังจะมีหิมะตก แม้จะยังไม่ถึงฤดูหนาวโดยสมบูรณ์ แต่ในเมืองชายแดนที่กันดารเช่นนี้ ทั้งลมและความเหน็บหนาวมาเยือนเร็วกว่าที่อื่นเสมอ ในเรือนเล็กเซี่ยเหมยหรงกำลังนั่งพิงพนักเก้าอี้ไม้ ท้องของนางโตจนเรียวแขนต้องโอบประคองตลอดเวลา สายตาของนางมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างว่างเปล่าราวกับกำลังหาความหวังบางอย่างในผืนฟ้า แต่ก็ไม่เคยพบมันเสียที เสียงฝีเท้าของสาวใช้ทำให้เซี่ยหมยหรงละสายตา “คุณหนูเจ้าคะ มีจดหมายจากเมืองหลวงมาถึงเจ้าค่ะ” เซี่ยเหมยหรงยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “จากจวนตระกูลเซี่ยหรือ” “เจ้าค่ะ” นางยื่นมือออกไปรับจดหมายที่จ่าหน้าด้วยลายมือของพ่อบ้าน แม้ยังไม่ได้เปิดอ่าน แต่ความรู้สึกบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในใจว่าคงมิใช่ข่าวธรรมดา เซี่ยเหมยหรงแกะผนึกเปิดจดหมาย ดวงตาค่อยๆ กวาดอ่านข้อความเพียงไม่กี่บรรทัด ใบหน้าที่อ่อนล้าของนางก็แข็งค้าง เซี่ยหรูเยียนจะได้อภิเษกสมรสกับองค์ชายรอง... มือของเซี่ยเหมยหรงสั่นจนกระดาษหลุดจากปลายนิ้วลงพื
65.2สมรสพระราชทานอาภรณ์สีเข้มของเขาดูเรียบง่ายกว่าตอนเข้าเฝ้าในท้องพระโรง แต่กลับทำให้ดูอ่อนโยนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “องค์ชายรอง” หรูเยียนโค้งคำนับอย่างงดงาม “ยามมืดค่ำเช่นนี้ ไฉนถึงเสด็จมาถึงที่นี่ได้เพคะ” เขามองนางนิ่งไปเพียงชั่วอึดใจ แล้วจึงยกมุมปากขึ้นน้อยๆ “หากใจอยากมาหาเจ้า ต่อให้ค่ำกว่านี้ ข้าก็จะมา” คำพูดเรียบง่าย แต่กลับทำให้หัวใจของหรูเยียนเต้นแรง นางหลบสายตาเล็กน้อย “เชิญองค์ชายรองด้านใน” ภายในห้องโถงของเรือน เงาไฟจากเชิงเทียนส่องผนังเป็นลายงดงาม อาเหยานำชาร้อนเข้ามาวาง ก่อนถอยออกไปอย่างรู้หน้าที่ ทิ้งให้ทั้งสองอยู่ตามลำพัง จ้าวอี้หลันปล่อยให้ความเงียบอุ่นๆ ลอยอยู่ในห้องครู่หนึ่ง สายตาเขามองใบหน้าของหรูเยียนอย่างเก็บอารมณ์ไม่ได้ทั้งหมด “วันนี้ ได้ยินข่าวหรือยัง” เขาเปิดปากถามอย่างนุ่มนวล หรูเยียนช้อนตามองอย่างงุนงง “ข่าวใดเพคะ” “ดูท่าทางแล้วเจ้ายังไม่รู้จริงๆ” จากนั้นเขาก็หยิบกล่องไม้เล็กที่ห่อด้วยผ้าไหมสีเข้มออกมาจากแขนเสื้อ และวางลงบนโต๊ะระหว่างกันอย่างระมัดระวัง
65.1สมรสพระราชทาน หลังการเชื่อมไมตรีระหว่างสองแคว้นผ่านไปอย่างราบรื่น บรรยากาศในวังหลวงก็เบาสบายขึ้นมาก แต่ในหัวใจของชายหนุ่มผู้หนึ่งกลับไม่ได้สงบนิ่งเช่นท้องฟ้าวันนี้ องค์ชายรอง จ้าวอี้หลัน ยืนอยู่หน้าโต๊ะเครื่องเขียนในจวนของตน ดวงตาสีหมึกทอดมองกล่องไม้แกะลายผีเสื้อซึ่งวางอยู่บนผ้าไหมสีคราม เขาเปิดฝากล่องออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นปิ่นทองประดับหยกผีเสื้อสีอ่อน เนื้อหยกใสคล้ายหยดน้ำตอนรุ่งสาง ปิ่นทองนี้เป็นของที่เขาเคยสั่งช่างฝีมือเอกให้สร้างขึ้นพักใหญ่แล้ว ตอนนั้นยังไม่มั่นใจในความรู้สึกของหรูเยียน แต่วันนี้เขามั่นใจแล้วยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น มือใหญ่แตะปิ่นหยกเบาๆ ดวงตาขององค์ชายรองวูบไหวชั่ววูบ ทั้งตื่นเต้น ทั้งตัดสินใจเด็ดเดี่ยว “วันนี้ข้าจะทูลต่อฝ่าบาทให้ทรงพระราชทานสมรสให้ข้าและหรูเยียน” หลังผ่านความเป็นความตายร่วมกัน หลังรู้ความจริงว่านางมีพิษกู่ในร่างตั้งแต่เด็ก หลังเห็นนางร้องไห้เพราะมารดาที่ตายจาก หลังเห็นนางยืนหยัดอยู่ในท้องพระโรงอย่างสง่างาม เขาก็ตระหนักชัดว่านางคือสตรีเพียงคนเดียวที่เขาจะรักไปจนชั่วชีวิต จ้







