Share

บทที่ 6

Penulis: บุปผาร่วงโรย
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปกี่วัน จำได้แค่ว่ายามเฝ้าประตูเอาข้าวมาส่งสองครั้ง ดวงอาทิตย์ที่หน้าต่างบานเล็กตกลับฟ้าไปสองหน

วันนี้ กล่องข้าวถูกโยนเข้ามาอีกครั้ง

ฉันไม่ได้หันไปมอง เพราะสองมื้อก่อนหน้านี้ล้วนเป็นขนมปังแห้งๆ ที่กลืนแทบไม่ลง แม้แต่น้ำที่ส่งมาให้ก็ยังขุ่นคลั่ก

ของพวกนี้ขืนกินเข้าไป ฉันคงมีชีวิตอยู่ไม่ถึงวันที่สาม

“รีบๆ เอาไปสิ!”

ยามตะคอกใส่อย่างไม่สบอารมณ์

“วันนี้เพิ่มกับข้าวให้ด้วยนะ”

ฉันถึงได้หันกลับไปมอง เห็นว่าในกล่องข้าวมีเนื้อปลาเพิ่มเข้ามาจริงๆ

สัญชาตญาณร่างกายทำให้ฉันอดไม่ได้ที่จะพุ่งเข้าไปกินอย่างตะกละตะกลาม ยามเห็นท่าทางรีบร้อนของฉันก็อดหัวเราะเยาะไม่ได้

“เชอะ ยังมีหน้ามาเรียกคุณนายกู้ สภาพตอนนี้ยังแย่กว่าคนรับใช้อย่างฉันซะอีก”

ฉันไม่สนใจคำเยาะเย้ยของเขา ตั้งหน้าตั้งตากินข้าวต่อไป

ฉันต้องรอด รอดไปให้ถึงวินาทีที่เสิ่นเจ๋อรุ่ยมาช่วยฉัน ส่วนเรื่องอื่นนั้นไม่สำคัญเลย

ทันใดนั้น ฉันก็เจอกระดาษแผ่นหนึ่งที่ก้นกล่องข้าว

[พี่คะ ฉันกับพี่สืออี้กำลังจะแต่งงานกันแล้วนะ]

อาหารมื้อหยาบๆ พวกนี้มาจากฝีมือใคร คงไม่ต้องเดาให้ยาก

ฉันจ้องมองประโยคนั้นอยู่นาน สุดท้ายก็โยนมันทิ้งไปข้างๆ แล้วก้มหน้ากินอาหารส่วนที่เหลือต่อ

จริงๆ แล้วฉินเจียวเจียวไม่จำเป็นต้องลงทุนลงแรงมากระตุ้นโทสะฉันขนาดนี้หรอก เพราะนับตั้งแต่วินาทีที่ฉันถูกลืมทิ้งไว้จนตายกลางกองหิมะในชาติที่แล้ว

ฉันก็ไม่เหลือความคาดหวังใดๆ ในตัวกู้สืออี้อีกต่อไป

พวกเขาจะแต่งงานกัน หรือจะแต่งเมื่อไหร่ ก็ไม่เกี่ยวกับฉันทั้งนั้น

ปฏิกิริยาของฉันถูกส่งไปถึงหูฉินเจียวเจียวอย่างรวดเร็ว ได้ยินว่าเธอโมโหจนปาข้าวของในบ้านพังไปหลายอย่าง

วันรุ่งขึ้น ประตูห้องขังก็เปิดออก ฉินเจียวเจียวยืนอยู่ตรงหน้าฉันด้วยท่าทางผู้ชนะ

แผลเล็กๆ ที่หน้าท้องของเธอหายดีภายในสองวัน สีหน้าดูเลือดฝาดสมบูรณ์ เห็นได้ชัดว่าได้รับการดูแลปรนนิบัติอย่างดี

เธอลากฉันออกไปข้างนอก

“พี่ต้องไปเป็นสักขีพยานในงานแต่งงานของฉันกับพี่สืออี้ ไปดูเขามอบความรักที่พี่ไม่เคยได้รับให้กับฉัน”

“พวกเราเชิญแขกเหรื่อจากทุกวงการ เขาจะประกาศต่อหน้าคนทั้งโลกว่าฉันคือคนรักของเขา”

“ส่วนพี่ ภรรยาแค่ในนาม ก็คู่ควรแค่ยืนมองความสุขของพวกเราจากที่ไกลๆ เท่านั้นแหละ”

ฉันยืนฟังเงียบๆ ไม่พูดอะไร

เพียงแต่แอบกดเข้าแชตของเสิ่นเจ๋อรุ่ย แล้วแชร์โลเคชั่นไปให้เขา

ได้ออกจากห้องขังก็ดีเหมือนกัน แบบนี้การหลบหนีก็น่าจะราบรื่นขึ้น

เพียงแต่ฉันเดาว่ากู้สืออี้คงไม่รู้เรื่องที่ฉันถูกฉินเจียวเจียวแอบพาตัวออกมา เพราะฉันเคยได้ยินยามรับโทรศัพท์

ปลายสายคือน้ำเสียงเย็นชาที่คุ้นเคย “เธอยังไม่ยอมกินข้าวอีกเหรอ?”

ยามตอบรับคำหนึ่ง กู้สืออี้ก็ถอนหายใจ “อารมณ์รุนแรงจริงนะ”

“ส่งของที่เธอชอบกินไปให้อีก”

“แล้วก็ แผลของเธอ ให้หมอแอบเข้าไปรักษาหรือยัง?”

……

กู้สืออี้พูดกำชับหลายอย่าง ดูเหมือนจะเป็นห่วงฉันมาก

แต่ในใจฉันรู้ดี เขาคงแค่กลัวว่าฉันจะตายไปจริงๆ เท่านั้น

แต่ความสนใจของเขาก็ไม่ได้หยุดอยู่ที่ฉันนานนัก เพราะงานแต่งงานนี้จัดขึ้นอย่างเร่งด่วน

วันนั้น คนทั้งตระกูลต่างวุ่นวายอยู่กับการเตรียมงานแต่ง แม้แต่คนที่ออกไปทำภารกิจก็ยังถูกเรียกตัวกลับมาช่วย

ในตระกูลไม่เคยคึกคักขนาดนี้มาก่อน พวกเขาเรียกขานฉินเจียวเจียวอย่างสนิทสนมว่า “คุณนายกู้”

ชื่อที่ฉันเคยใฝ่ฝันอยากได้ยินที่สุดในชาติที่แล้ว

ยกเว้นรองหัวหน้าหลิว ที่บางครั้งจะเผลอหลุดปากเรียกออกมาตามความเคยชินบ้าง

งานแต่งเตรียมการอย่างรวดเร็ว ฉินเจียวเจียวลองชุดแต่งงานวันเดียวเป็นสิบชุด แต่ละชุดล้วนล้ำค่าประเมินราคาไม่ได้

ฉันมองดูความตื่นเต้นในแววตาของเธอ ในใจกลับรู้สึกขบขัน

ฉินเจียวเจียวเห็นฉันมีท่าทีเฉยเมยก็เริ่มไม่พอใจ จู่ ๆ ก็นึกอะไรขึ้นได้ จึงยิ้มแล้วกระซิบข้างหูฉัน “แกล้งทำเป็นใจเย็นเหรอ? งั้นฉันบอกความลับให้ฟังอีกเรื่องก็แล้วกัน จริงๆ แล้วเด็กที่แท้งไปวันนั้นไม่ใช่ลูกของกู้สืออี้หรอก”

“ตระกูลของพวกเขาเข้มงวดเรื่องทายาทมาก แทนที่จะโดนจับได้ทีหลัง สู้ให้มันหายไปตอนนี้เลยจะดีกว่า”

“ต้องขอบคุณพี่มากเลยนะ พี่สาวที่แสนดีของฉัน”

ม่านตาของฉันหดเกร็ง

ที่แท้ก็เป็นแบบนี้ ทุกอย่างสมเหตุสมผลแล้ว

ฉันเผลอยกมือลูบท้องตัวเองโดยไม่รู้ตัว

ไม่รู้ว่าวันข้างหน้ากู้สืออี้จะรู้ความจริงไหม ว่าลูกแท้ๆ เพียงคนเดียวของเขา ถูกเขาฆ่าตายกับมือตัวเอง

“ไม่เป็นไร ฉันขอให้เธอมีความสุขตลอดไปนะ”

ฉันยิ้มแล้วพูดกับฉินเจียวเจียว เธอสบถด่าว่าสมองฉันเพี้ยนไปแล้วแน่ๆ ก่อนจะเลิกสนใจฉัน

ฉันไม่ได้บ้า แต่เป็นเพราะทุกอย่างนี้มันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว

เพราะบนแผนที่ระบุตำแหน่ง เสิ่นเจ๋อรุ่ยกำลังเข้ามาใกล้ฉันเรื่อย ๆ

ฉันกำลังจะไปแล้ว

ไม่ว่าจะเป็นฉินเจียวเจียว หรือพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด ชาตินี้คงไม่ต้องพบเจอกันอีก

ไม่นานก็ถึงฤกษ์งานแต่ง ฉันมองไปที่หน้างาน

กู้สืออี้ยืนพิงต้นไม้ สูบบุหรี่มวนแล้วมวนเล่า สีหน้าดูอมทุกข์

ฉันเดาว่าเขายังคงจมอยู่กับความเศร้าที่เสียลูกไป

ก็แน่ล่ะ เพราะหลังจากนี้ เขาคงไม่มีทางมีลูกได้อีกแล้ว

แต่ถ้าเขารู้ว่า วันนั้นฉันเองก็แท้งลูกเหมือนกัน เขาจะเสียใจให้ฉันบ้างสักนิดไหมนะ

ฉันคิดว่าคงไม่ เขาคงจะเอาแต่โทษฉันว่าทำไมไม่บอก ทำไมไม่ดูแลลูกให้ดี

พอคิดได้แบบนี้ ฉันถึงกับรู้สึกโล่งใจที่ลูกจากไปเพราะอุบัติเหตุ

เพราะการมีพ่อที่ไม่รักตัวเองแถมยังชอบบงการชีวิตแบบนี้ เกิดมาคงหาความสุขได้ยาก

ฉันละสายตาเดินเข้าไปในงาน พิธีดำเนินไปได้ครึ่งทาง จู่ ๆ ก็มีเสียงกระหึ่มดังขึ้น

“เฮลิคอปเตอร์!”

ทุกคนร้องอุทานด้วยความตกใจ ฉินเจียวเจียวเองก็หันไปมองกู้สืออี้ด้วยความดีใจ “พี่คะ นี่เป็นเซอร์ไพรส์ที่เตรียมไว้ให้ฉันเหรอ?”

กู้สืออี้มองไปที่เฮลิคอปเตอร์ แววตาเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบทันที เขากำลังจะอ้าปากพูด ทันใดนั้นแบงก์จำนวนมหาศาลก็โปรยปรายลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ราวกับสายฝน

แขกเหรื่อต่างส่งเสียงฮือฮา รองหัวหน้าหลิวรีบวิ่งเข้ามารายงาน “เจ้าพ่อไม่ต้องห่วงครับ นี่เป็นของขวัญแสดงความยินดีจากตระกูลเสิ่น”

“ตระกูลเสิ่น?” กู้สืออี้ชะงัก “เสิ่นเจ๋อรุ่ย?”

รองหัวหน้าหลิวตอบรับคำหนึ่ง

กู้สืออี้กำหมัดแน่น แววตาฉายแววอำมหิต

เพราะนี่คืออาณาเขตของเขา การที่อีกฝ่ายสามารถฝ่าด่านป้องกันทั้งหมดเข้ามาได้ แสดงว่าฝีมือไม่ธรรมดาจริงๆ

และการโปรยเงินอย่างโจ่งแจ้งแบบนี้ ในสายตาเขาไม่ใช่คำอวยพร แต่มันคือการหยามหน้าชัดๆ!

“สามี อย่าทำหน้าบึ้งสิ วันนี้เป็นงานแต่งงานของเรานะคะ”

ฉินเจียวเจียวพูดเสียงหวาน

สีหน้าของกู้สืออี้ดูดีขึ้นมาหน่อย หันไปสั่งรองหัวหน้าหลิว “เพิ่มการป้องกัน ห้ามให้มีอะไรหลุดรอดเข้ามาได้อีก”

สมเป็นกู้สืออี้ รอบคอบรัดกุมและเด็ดขาดเสมอ

น่าเสียดายที่เขาคำนวณพลาดไป ไม่มีอะไรบินเข้ามาได้อีกก็จริง แต่เครื่องบินลำนี้สามารถบินออกไปได้

พาฉัน และความหวังในอนาคตของฉัน มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก

เครื่องบินลงจอดที่ยอดเขา

เสิ่นเจ๋อรุ่ยค่อยๆ เดินออกมาจากห้องโดยสาร

เขามองดูฉันในสภาพอ่อนแอที่มีผ้าพันแผลพันมือทั้งสองข้าง แววตาเย็นลงทันที

วินาทีต่อมา เขาช้อนตัวฉันขึ้นอุ้ม แล้วเดินกลับไปที่เฮลิคอปเตอร์อย่างมั่นคง

ฉันกำปกเสื้อเขาไว้แน่น “บุญคุณวันนี้ วันหน้าฉันต้องตอบแทนแน่”

เขามองไปข้างหน้า น้ำเสียงราบเรียบ “งั้นผมจะรอวันนั้น”

ใบพัดเฮลิคอปเตอร์หมุนไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อย ๆ หัวใจของฉันก็พลอยผ่อนคลายลงในที่สุด

มองลงไปด้านล่าง พ่อกำลังคล้องแขนฉินเจียวเจียวเดินเข้าสู่พรมแดง

กู้สืออี้ยืนรออยู่ที่ปลายทาง รอคอยเจ้าสาวของเขา

พ่อยื่นมือฉินเจียวเจียวส่งให้กู้สืออี้ ฉินเจียวเจียวเอ่ยเสียงเบา “ฉันยินดีค่ะ”

บาทหลวงหันไปถามกู้สืออี้ “เจ้าบ่าวครับ คุณยินดีรับคุณฉินเป็นภรรยาหรือไม่?”

เสียงลมดังขึ้นเรื่อย ๆ ฉันไม่ได้ยินเสียงของพวกเขาอีกแล้ว

ฉันสูดลมหายใจเข้าลึก มองดวงอาทิตย์ที่ใกล้เข้ามาทุกที

แสงแดดช่างอบอุ่น ฉันกำลังจะมุ่งหน้าสู่อิสรภาพแล้ว

ส่วนเรื่องราวเบื้องล่างทั้งหมดนั้น ล้วนเป็นแค่อดีต
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เกิดใหม่หนนี้ ขอหย่าสามีเจ้าพ่อ   บทที่ 15

    วันที่กู้สืออี้ถูกขับออกจากตระกูล ฉันเป็นคนปล่อยตัวเขาออกมาเองก่อนจากกัน เขามองหน้าฉันอย่างลึกซึ้ง“หยวนเยว่ เธอยังใจอ่อนเกินไปจริงๆ”“การที่เธอไว้ชีวิตฉัน ก็เท่ากับมอบโอกาสให้ฉันกลับมาแย่งชิงเธอคืนอีกครั้ง”ฉันหัวเราะเยาะในใจ แต่สีหน้ายังคงเรียบเฉยทว่าเสิ่นเจ๋อรุ่ยกลับไม่ปิดบังความรู้สึก สีหน้าเขามืดครึ้มลง “แกไม่มีโอกาสนั้นหรอก”สิ้นเสียง เขาก็ชักปืนออกมาเล็งไปที่กู้สืออี้เหมือนกับตอนแรกที่กู้สืออี้เคยเล็งปืนใส่เขาแต่เขาไม่ได้ฆ่ากู้สืออี้เพียงแค่ยิงออกไปสองนัด นัดหนึ่งเจาะเข้าที่แขนซ้าย อีกนัดฝังที่แขนขวาเลือดสดๆ พุ่งกระฉูด กู้สืออี้เจ็บจนทรุดฮวบลงกับพื้น“เธอไม่ทรมานแกเพราะเธอจิตใจดี แต่ฉันไม่ใช่อย่างนั้น ฉันมีแค้นต้องชำระ”ภายหลังได้ยินยามเล่าว่า กู้สืออี้ลากสังขารที่โชกเลือดกลับมาที่หน้าประตูค่าย แต่กลับไม่มีใครจำเขาได้เลยเขาเสยผมที่ยุ่งเหยิงขึ้นเพื่อเปิดเผยใบหน้ายามชะงักไปนิดหนึ่ง กู้สืออี้จึงเดินทำท่าจะเข้าไปข้างในตามความเคยชินแต่วินาทีต่อมา พวกเขากลับถีบกระเด็นออกมาไกลถึงสามเมตรกู้สืออี้กระอักเลือดออกมาคำโต “พวกแกตาบอดหรือไง?! ฉันคือเจ้าพ่อนะ!”“เจ้าพ

  • เกิดใหม่หนนี้ ขอหย่าสามีเจ้าพ่อ   บทที่ 14

    วันที่สามของการถูกคุมขัง กู้สืออี้ยังคงไม่ยอมกินข้าวฉันรู้ว่าเขากำลังเดิมพัน เดิมพันว่าฉันจะตัดใจปล่อยให้เขาตายไม่ลงแต่เขาเดิมพันถูก ฉันไม่อยากให้เขาตายจริงๆไม่ใช่เพราะยังแคร์เขา แต่เป็นเพราะฉันเห็นคุณค่าของชีวิตมากกว่าเขายิ่งไปกว่านั้น การแก้แค้นที่ไร้สาระครั้งนี้ได้คร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปมากพอแล้วดังนั้น ฉันจึงถือข้าวไปหาเขาที่คุกด้วยตัวเองไม่เจอกันแค่ไม่กี่วัน เขาดูซูบผอมไปถนัดตาวินาทีนั้นฉันนึกอยากจะหัวเราะออกมา ผ่านไปแค่ไม่กี่เดือน เหตุการณ์เดิมก็วนกลับมาฉายซ้ำเพียงแต่ครั้งนี้ เขาอยู่ข้างใน ส่วนฉันอยู่ข้างนอก“กินซะ”ฉันโยนกล่องข้าวลงตรงหน้าเขาเขาปรายตามองแวบหนึ่งแล้วหันหน้าหนี เป็นเชิงปฏิเสธฉันถอนหายใจ หยิบส้อมบนพื้นขึ้นมา แล้วจ่อไปที่ข้อมือตัวเอง “ถ้าคุณไม่กิน ฉันจะแทงลงไปเดี๋ยวนี้”วินาทีต่อมา ส้อมในมือฉันก็ถูกแย่งไป“เธอใจแข็งจริงๆ” กู้สืออี้เริ่มตักข้าวกินอย่างตะกละตะกลาม“เรียนมาจากคุณนั่นแหละ” ฉันพูดเสียงเบารอจนเขากินเสร็จ ฉันก็เก็บกล่องเปล่าเตรียมหันหลังเดินออกมา“ทำไมถึงไม่ฆ่าฉัน?”เสียงของเขาดังไล่หลังมาฉันหยุดเดิน หันกลับไปมองเขา แล้วพูดอย

  • เกิดใหม่หนนี้ ขอหย่าสามีเจ้าพ่อ   บทที่ 13

    “ปล่อยฉันนะ! ฉันจะไปช่วยเขา!”รองหัวหน้าหลิวกอดรัดฉันไว้แน่น “คุณนายครับ ไม่ทันแล้ว ขืนคุณเข้าไปมีแต่ตายเปล่า!”ฉันร้องไห้ตะโกนจนเสียงแหบแห้ง สุดท้ายก็ต้องกุมท้องขดตัวงอด้วยความเจ็บปวดรองหัวหน้าหลิวรีบพาตัวฉันขึ้นรถ แต่ไฟลุกลามรวดเร็วเกินไป“เวรเอ๊ย!”รถเบรกกะทันหันที่ข้างทางฉันเจ็บปวดจนขยับตัวไม่ไหวแล้ว จึงพูดเสียงเบาว่า “คุณหนีไปเถอะ ไม่ต้องห่วงฉันแล้ว”ยังไม่ทันที่เขาจะตอบ ใครบางคนก็ผลักเขาออกไป “แกไปก่อน ฉันจะปกป้องเขาเอง”เป็นกู้สืออี้ชายเสื้อเชิ้ตสีขาวของเขาถูกไฟไหม้จนขาดวิ่น ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบเลือดและเขม่าควัน“แต่เจ้าพ่อ…”“ฉันบอกให้รีบไปไง!”รองหัวหน้าหลิวมองเราสองคนอย่างลึกซึ้งเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันหลังวิ่งหนีไปกู้สืออี้อุ้มฉันขึ้นแนบอก แล้ววิ่งมุ่งหน้าไปยังภูเขาที่อยู่ไกลออกไปเหงื่อของเขาหยดลงบนใบหน้าฉัน หยดแล้วหยดเล่ากลางคืนมืดมิด เขาเองก็มองทางไม่ชัด ถูกหนามข้างทางเกี่ยวจนเลือดอาบไปทั้งตัวแต่เขากลับไม่ร้องออกมาสักแอะ แถมยังก้มลงมาบอกฉันเป็นระยะว่า “ไม่ต้องกลัวนะ ใกล้ถึงแล้ว เธอจะต้องไม่เป็นไร”วินาทีนั้น ฉันเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปในคืนที่ฉันแบ

  • เกิดใหม่หนนี้ ขอหย่าสามีเจ้าพ่อ   บทที่ 12

    ฉันกับเสิ่นเจ๋อรุ่ยตกลงคบกันในสถานะแฟนเรื่องนี้แพร่สะพัดไปทั่วค่ายอย่างรวดเร็ว แม้แต่เด็กๆ ในหน่วยพยาบาลยังเรียกเสิ่นเจ๋อรุ่ยพร้อมรอยยิ้มว่า “แฟนพี่หมอ”ดูเหมือนเขาจะชอบชื่อเรียกนี้มาก ทุกครั้งที่ได้ยินก็จะทำหน้าภูมิใจสุดๆชีวิตกลับคืนสู่ความปกติสุขส่วนกู้สืออี้ นับตั้งแต่เหตุการณ์วุ่นวายในวันนั้น เขาก็หายตัวไปเลยฉันนึกว่าพอรู้ว่าเด็กไม่อยู่แล้วเขาจะถอดใจไปเอง คิดไม่ถึงว่าจู่ ๆ เขาก็นึกขึ้นได้ว่าระหว่างเรายังมีทะเบียนสมรสที่ไร้ค่าใบนั้นอยู่เขาส่งทนายมาเรียกตัวฉันกลับไปฉันจึงส่งเอกสารหย่าที่เซ็นไว้เรียบร้อยแล้วให้ทนายของเขาไปอย่างเด็ดขาดได้ยินทนายเล่าว่า ตอนกู้สืออี้ได้รับเอกสารหย่า เขาอาละวาดหนักมากเขาบอกว่าเอกสารเป็นของปลอม เพราะเขาไม่เคยเซ็นชื่อเลยสักครั้งถึงขั้นจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านการพิสูจน์ลายมือระดับท็อปมาตรวจสอบ แต่ผลก็ยืนยันชัดเจนว่านั่นคือลายเซ็นของเขาจริงๆพวกเราจึงสิ้นสุดสถานะสามีภรรยากันตามกฎหมายหลังหย่า ฉันใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับเสิ่นเจ๋อรุ่ย จนกระทั่งวันหนึ่งเขาพูดว่า“ที่ตระกูลเกิดเรื่องนิดหน่อย ผมต้องกลับไปจัดการ”เขาพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ เป็นธรรม

  • เกิดใหม่หนนี้ ขอหย่าสามีเจ้าพ่อ   บทที่ 11

    “อะไรนะ?!”ร่างกายของกู้สืออี้แข็งทื่อไปทันทีเขารีบก้มมองหน้าท้องของฉัน ซึ่งมันก็แบนราบอย่างที่เห็นจริงๆ“ไม่… เป็นไปไม่ได้…” เขาพึมพำกับตัวเอง ดวงตาแดงก่ำจนแทบจะมีเลือดหยดออกมา วินาทีต่อมาเขาก็จับไหล่ฉันเขย่าอย่างบ้าคลั่ง“ลูกหายไปได้ยังไง? หรือว่า… หรือว่าเธอเป็นคนเอาเด็กออกเองกับมือ?! ฉินหยวนเยว่ เธอเกลียดฉันขนาดนี้เชียวเหรอ!”ได้ยินเสียงตะคอกที่แทบจะขาดสติของเขา ความรังเกียจในแววตาของฉันก็ยิ่งลึกล้ำขึ้น“ฉันเนี่ยนะ?”“เด็กคนนี้ คุณต่างหาก พ่อแท้ๆ ของเขาต่างหากที่เป็นคนฆ่า”“บนโลกนี้ไม่มีเด็กคนไหนทนสภาพเลวร้ายในคุกใต้ดินแบบนั้นได้หรอก”กู้สืออี้อึ้งไปเหมือนถูกสาปฉันเดินผ่านตัวเขาตรงไปหาเสิ่นเจ๋อรุ่ย “ช่วยพาฉันกลับหน่อยได้ไหม ฉันเดินไม่ไหวแล้ว”เขาชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะยิ้มแล้วพยักหน้า แต่เขาไม่ได้ให้ฉันขี่หลัง กลับช้อนตัวฉันขึ้นอุ้มในท่าเจ้าหญิงแทนกู้สืออี้รีบพุ่งเข้ามา แต่กลับถูกทหารติดอาวุธนับสิบคนขวางทางไว้เขาลืมไปแล้วว่าประเทศ D คือถิ่นของเสิ่นเจ๋อรุ่ยดังนั้นเขาจึงทำได้แค่ยืนมองผู้ชายที่เขาเกลียดเข้าไส้ อุ้มผู้หญิงที่เขารักเดินจากไปแถมตอนเดินออกไป เสิ่นเจ๋อร

  • เกิดใหม่หนนี้ ขอหย่าสามีเจ้าพ่อ   บทที่ 10

    (มุมมองนางเอก)ในที่สุดฉันก็มาถึงประเทศ Dตอนแรกที่เลือกที่นี่ ไม่ใช่แค่เพราะที่นี่ไม่มีอิทธิพลของกู้สืออี้แต่เพราะนี่คือความฝันในอดีตของฉัน ฉันอยากเป็นหมอภาคสนามหลังจากแต่งงานกับกู้สืออี้ เขาก็ไม่ยอมให้ฉันออกไปทำงาน เพราะกลัวคนอื่นจะเข้าหาฉันแล้วใช้เป็นเครื่องมือข่มขู่เขาถึงฉันจะไม่ได้จบจากคณะแพทยศาสตร์ แต่การติดตามกู้สืออี้ไปในสมรภูมิรบตลอดหลายปีนี้ เพื่อปกป้องเขา และเพื่อปกป้องตัวเอง ฉันจึงได้เรียนรู้วิชาการแพทย์พื้นฐานมามากมายหลายปีมานี้ ฉันเห็นคนตายต่อหน้าต่อตามานับไม่ถ้วนมีทั้งพ่อค้ายาที่ชั่วช้าสามานย์ และประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่โดนลูกหลงทุกครั้งที่เห็นพวกเขาล้มลงต่อหน้า ในใจฉันเจ็บปวดเหลือเกินและนี่ก็คือจุดที่ฉันกับกู้สืออี้แตกต่างกันที่สุดเขาไม่รู้สึกอะไรกับเรื่องพวกนี้ เพราะการเป็นเจ้าพ่อจะใจอ่อนไม่ได้ เขาต้องเลือดเย็นไร้ความปรานี ถึงจะปกป้องลูกน้องได้พอนึกถึงใบหน้าอันเย็นชาของเขา หัวใจฉันก็ยังปวดแปลบๆเหมือนกับแผลที่มือที่ยังไม่หายดีแต่ฉันเชื่อว่า เมื่อเวลาผ่านไป ฉันจะก้าวผ่านมันไปได้อย่างแน่นอนอีกอย่างที่ประเทศ D ฉันได้เพื่อนดีๆ และยังมีเสิ่นเจ๋อรุ่ยอย

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status