เจียลี่นอนมองเพดานห้องดวงตาเหม่อลอย หลังจากที่ล้มในห้องน้ำหมอซูก็ตรวจร่างกายของเธออย่างละเอียด หมอบอกว่าเป็นเพียงอาการหน้ามืดธรรมดาเท่านั้น มีเพียงเจียลี่ที่รู้ว่าเรื่องนี้มันไม่ปกติ...
เธอเกิดใหม่ในร่างของคนอื่นที่หน้าตาเหมือนตัวเองงั้นเหรอ... ความคิดนี้ได้รับการวิเคราะห์อย่างหนักหน่วง เพราะไม่มีเหตุผลอื่นที่รองรับได้ดีกว่านี้อีกแล้ว เธอจำใครไม่ได้นอกจากตัวเอง ถึงหมอซูจะบอกว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อความทรงจำบางส่วนก็เถอะ แต่มั่นใจได้ว่านี่ไม่ใช่ชีวิตของเจี่ยลี่ เด็กจบใหม่ที่กำลังหางานทำ แต่ตรวจเจอก้อนเนื้อร้ายในสมองเสียก่อน และเธอไม่ใช่คุณหนูทายาทตระกูลร่ำรวยอะไรนั่นเลยด้วยซ้ำ เจียลี่ไม่กล้าผลีผลามบอกเรื่องราวทุกอย่างให้หมอซูรับรู้ หรือใครก็ตาม กลัวเขาจะหาว่าเธอบ้าด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไปจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรเขาก็คงคิดว่าเธอสมองกลับเพราะหัวถูกกระแทกมาอย่างแรงนั่นแหละ
ในระหว่างรอผลตรวจส่วนอื่นของร่างกายก่อนจะได้รับอนุญาตให้กลับไปพักฟื้นต่อที่บ้าน ช่วงเวลาที่ต้องอยู่โดดเดี่ยวภายในห้องสี่เหลี่ยมขนาดกว้างขวาง...เจียลี่จ้องบานประตูห้องทุกวินาทีเพื่อหวังว่าจะมีใครสักคนที่เธอรู้จักมาเยี่ยมเยียน ผลปรากฏช่างตรงกันข้ามกับความคิด เพราะไม่มีแม้แต่เงาของสิ่งมีชีวิตเล็ดลอดเลยด้วยซ้ำ นอกจากนางพยาบาลที่เข้ามาส่งยาตามเวลา หรือแม้แต่ผู้ชายที่สวมอ้างว่าเป็นสามีของเธอก็ไม่ยักจะเห็นเขาเข้ามาเสียที ตกลงเธอกับเขาเป็นคู่รักประเภทไหนกันแน่
เจียลี่มองไม่เห็นถึงความห่วงใยจากเขาเลย เธอนอนเกร็งคิ้วจนเมื่อยล้าไปหมด สุดท้ายก็ไม่ได้คำตอบของเรื่องราวทุกอย่าง
เสียงเปิดประตูเข้ามาแผ่วเบาตามด้วยจังหวะการย่ำเท้าที่สม่ำเสมอทำให้คนกำลังผล็อยหลับลืมตาขึ้น
ตายยาก เป็นเสียงในความคิดของเจียลี่ เพิ่งจะนึกถึงเขาไปตะกี้ไม่ทันไรก็โผล่หน้ามาแล้ว
“อีกสิบนาทีแม่บ้านเฟ่ยจะมารับ ฉันพาเธอกลับด้วยเลยไม่ได้มีประชุมสำคัญ” อี้เฉินกล่าวเสียงเรียบ สายตาก็เย็นชาเหลือทน
เจียลี่ฟังแต่ไม่ได้ตอบรับหรือแสดงความคิดเห็น นั่นยิ่งทำให้อี้เฉินขมวดคิ้วสงสัย หากเป็นแต่ก่อนเขาจะต้องหูชาไปสามบ้านแปดบ้าน คนบนเตียงจะอาละวาดถึงขั้นสุด เซ้าซี้จนต้องยกเลิกงานสำคัญ ทว่าตอนนี้กลับทำหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาว
อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับภรรยาทำให้สังคมต่างกังขาในความสัมพันธ์ที่คลุมเครือ มีหลายเสียงที่หาว่าเขาหวังจะฮุบสมบัติของตระกูลลี่โดยจัดฉากให้ภรรยาขับรถตกสะพาน ช่างเป็นความคิดที่โง่เขลาสิ้นดี คนอย่างอี้เฉินไม่ได้จะให้ใครมาดูถูกกันได้ง่ายๆ ด้วยเหตุนี้อี้เฉินจึงตามฟ้องทุกความคิดเห็นในเชิงลบ และแน่นอนว่าส่งผลกระทบมากมายต่องานของเขาด้วยเช่นกัน ต้องโทษแม่ตัวดีที่ก่อเรื่องจนเกือบคร่าชีวิตตัวเอง แถมยังทำให้เขาดูเป็นคนแย่ในสายตาคนอื่น
“เราแต่งงานกันนานหรือยังคะ” จู่ๆ เธอก็ถาม
“...”
อี้เฉินหรี่ตามองคนบนเตียงนานกว่าหลายนาทีกว่าที่เขาจะตอบ ดูเหมือนว่าก็ไม่ได้ลืมประโยคติดปากของตัวเองไปเสียทีเดียว...
“สองปี”
“อ้อ” เจียลี่พยักหน้าขึ้งลงเร็วๆ ยิ่งทำให้คนมองสงสัยยิ่งขึ้นไปอีก ปกติเจ้าหล่อนจะต้องตัดพ้อไม่ใช่หรือไง
'ใช่เราแต่งงานกันมาสองปีแล้ว แต่คุณไม่เคยมองเห็นฉันเลย ทั้งที่ฉันพยายามทำทุกอย่างเพื่อคุณขนาดนี้แล้ว' ประโยคชวนปวดหัวที่อี้เฉินต้องทนฟังเสมอ และยังมีอีกหลายคำตัดพ้อที่เขาเบื่อจะฟัง ทว่าครั้งนี้เธอเพียงพยักหน้าซึนๆ ใส่กัน
คิดจะใช้มารยาอะไรเพื่อล่อลวงให้เขาหลงกลอีก!?
อี้เฉินจ้องภรรยาด้วยสายตาเรียบเฉยเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีเรื่องจะพูดต่อก็หมุนตัวเดินจากไป ยังไม่ทันพ้นประตูดีก็ได้ยินเสียงพ่นลมหายใจดังๆ มาจากคนบนเตียง...
เฮอะ! อี้เฉินกระแทกลมหายใจขึ้นจมูก เขาปิดประตูเสียงดังปัง
เจียลี่สะดุ้งยกมือขึ้นลูบหน้าอกปลอบขวัญตัวเองพลางด่าทอสามีในใจก่อนจะพรูลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เธอรู้สึกไม่ชอบสายตาของเขาเอาเสียเลย ยิ่งคิดก็ยิ่งเครียด
หากมาอยู่ในร่างคนอื่นจริงๆ เช่นนั้นต้องปฏิบัติเช่นไรถึงจะไม่ถูกจับได้ว่าเป็นตัวปลอม ความจริงข้อนี้ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ เหมือนเจ้าของร่างจะไม่มีญาติที่ไหนเลยนอกจากผู้ชายที่ยืนกอดอกจ้องเธอราวกับว่าเธอเป็นศัตรูตัวฉกาจ แล้วผู้หญิงตัวเล็กแบบบางขนาดนี้จะไปต่อกรอะไรกับเขาได้!
แม่บ้านเฟ่ยที่ว่ามีรูปร่างท้วม ใบหน้าอิ่มเอิบ ดูก็รู้ว่าเป็นคนใจดี สิ่งนี้ทำให้เจียลี่รู้สึกโล่งใจ แต่น่าแปลกอีกฝ่ายสนทนากับเธอน้อยคำมาก คิดในแง่บวกบางทีเราอาจจะไม่ค่อยสนิทกัน
“รบกวนด้วยนะคะ” เจียลี่เอ่ยขึ้นตอนที่แม่บ้านเฟ่ยถือกระเป๋าสัมภาระให้เธอ อีกฝ่ายชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็มีท่าทีปกติตามเดิม
ก่อนจะกลับบ้านหมอซูแวะมาหาเจียลี่เช็กร่างกายของเธออีกครั้งเพื่อความแน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่เป็นอะไรแล้วจริงๆ เมื่อไม่พบสิ่งผิดปกติก็ยื่นบางอย่างส่งให้เธอ เจียลี่มองครู่หนึ่งจากนั้นก็เอื้อมมือรับไว้ ดวงตากลมโตมีความสงสัย ทว่าพอได้อ่านเนื้อในถึงได้รู้ว่ามันคือนามบัตรของคุณหมอนั่นเอง
“เก็บไว้นะครับ หากอาการปวดหัวกำเริบติดต่อผมได้ตลอดเวลา” หมอซูยิ้มเบาบาง
ปวดหัวก็ต้องกินยาสิ เจียลี่ตอบกลับภายในใจ เธอพยักหน้าแล้วเอ่ยขอบคุณเขา ตอนที่เงยหน้าขึ้นเราเผลอสบตากัน และเพิ่งสังเกตว่าหมอซูถอดหน้ากากอนามัยแล้ว ระหว่างการรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเจียลี่จะเห็นเขาแค่ใบหน้าส่วนครึ่งบน ดังนั้นเป็นวันแรกที่ได้เห็นใบหน้าของคุณโดยไร้สิ่งปกปิดอย่างที่แล้วมา
เสียงของแม่บ้านเฟ่ยดังขึ้นทำให้เจียลี่หลุดออกจากความคิดไร้สาระ เธอจึงเกาแก้มแก้เก้อ หมอซูกลั้วหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ยิ่งทำให้หญิงสาวทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ เจียลี่ยิ้มแห้งโคลงศีรษะลงเล็กน้อย จากนั้นก็เดินตามหลังแม่บ้านเฟ่ย เดินไปได้ครึ่งทางก็ลอบหันหลังกลับมามอง คราวนี้เจียลี่สะดุ้งโหยง หมอซูยังคงยืนอยู่ที่เดิม แถมเขายังโบกมือให้กันอีกต่างหากทำเอาใจดวงน้อยสั่นสะท้านไปหมดแล้ว!
ไม่ได้นะเจียลี่! เธอจะเป็นหญิงสองใจไม่ได้เด็ดขาด จงจำให้ขึ้นใจสามีของเธอรออยู่ที่บ้านทั้งคน!
เหมือนว่าจะท่องจำผิดไป สามีที่ว่าเจียลี่ไม่เห็นแม้แต่เงาตอนมาถึงบ้านหลังใหญ่ที่เรียกว่าคฤหาสน์ก็ยังได้ หญิงสาวค่อนข้างประหม่าและตื่นเต้น
แต่ว่าใหญ่ขนาดนี้อยู่กันกี่คนล่ะเนี่ย...
“ดูเงียบเหงาจัง ปกติแล้วที่นี่มีใครบ้างเหรอ”
แม่บ้านเฟ่ยขมวดคิ้วสีหน้าแสดงถึงความแปลกใจ เจียลี่ถึงตระหนักได้ว่าเธอไม่ควรถามอะไรออกไปแบบนั้น ข้ออ้างเรื่องอุบัติเหตุจึงถูกหยิบยกมาใช้อีกครั้ง
“ตายจริง! เพราะอุบัติเหตุแน่ๆ ฉันจำอะไรไม่ได้เลย ขอโทษด้วยนะ ต้องรบกวนคุณแม่บ้านช่วยแจกแจงแล้ว” เจียลี่ยิ้มออดอ้อน ดวงตาสีน้ำตาลกลมโตเป็นประกายสดใสคล้ายเด็กซนคนหนึ่ง
แม่บ้านเฟ่ยชะงักหนที่สองอึกอักจนพูดอะไรไม่ออก คุณหนูเจียที่รู้จักขึ้นชื่อเรื่องความร้ายกาจ เอาแต่ใจ ไม่ยอมใคร และไม่เอาใครนอกจากอี้เฉินผู้เป็นสามี ฉะนั้นวาจาและพฤติกรรมที่อีกฝ่ายแสดงออกมาค่อนข้างแปลกหูแปลกตาคนฟังมากนัก ถึงจะบอกว่าเธอประสบอุบัติเหตุมาก็เถอะ แต่เป็นไปได้หรือที่นิสัยใจคอจะเปลี่ยนไปมากถึงเพียงนี้
แม่บ้านเฟ่ยพาเจียลี่ขึ้นมาเก็บของบนห้องนอน ในขณะที่เดินขึ้นบันไดก็แจ้งสมาชิกคร่าวๆ ของคนในบ้านให้รับรู้ ได้ความมาว่าบ้านหลังนี้ปู่ของอี้เฉินมอบให้เป็นของขวัญวันแต่งงาน เดิมทีแม่บ้านเฟ่ยเป็นคนจากบ้านใหญ่ที่ถูกส่งตัวให้มาดูแลอี้เฉินกับภรรยา ด้วยความที่ไม่อยากห่างกับครอบครัวจึงพาลูกกับสามีติดตามมาด้วย นั่นก็คือจางเหลียงจิ้ง เด็กหนุ่มวัยสิบแปดปี กับพ่อบ้านจางที่ทำหน้าที่เป็นคนสวนพ่วงตำแหน่งคนขับรถ
“ส่วนคุณผู้ชาย...” แม่บ้านเฟ่ยอึกอัก ไม่แน่ใจว่าเรื่องที่จะกล่าวต่อไปนี้สมควรหรือไม่
“อี้เฉินเหรอ?” เจียลี่ถามย้ำ ก็ไม่น่าจะมีใครแล้วนอกจากสามีหน้าแข็งกระด้างผู้นั้น
“เอ่อ...ค่ะ คุณเฉินไม่ค่อยได้กลับบ้าน” แม่บ้านหลุบตาลงต่ำ น้ำเสียงที่ใช้ค่อนข้างแผ่วเบา
เจียลี่เพียงพยักหน้าหงึกหงัก ไม่ได้ให้ความสนใจกับน้ำคำที่แม่บ้านรายงาน สำหรับเธอที่ไม่ใช่คุณหนูเจียลี่ เมียของอี้เฉินนับว่าเป็นเรื่องดี!
เมื่อเดินขึ้นมาถึงหน้าบานประตูไม้แกะสลักรูปลายดอกเหมยงดงาม ดวงตาใสแจ๋วเบิกกว้าง เจียลี่รู้สึกทึ่งมาก ขนาดแค่ประตูห้องยังสวยขนาดนี้แล้วด้านในจะขนาดไหนกัน ในจังหวะที่เอื้อมมือจับลูกบิดประตูกลับมีพลังงานบางอย่างไหลผ่านหัวใจของเธอ จู่ๆ ก็รู้สึกเศร้าหมองอย่างบอกไม่ถูก ก้อนเนื้อในอกด้านซ้ายบีบรัดอย่างรุนแรง จนต้องยกฝ่ามือขึ้นมากดทับไว้
เกิดอะไรขึ้น...หรือว่าจะเป็นความรู้สึกของเจ้าของร่างเก่าที่ผูกพันกับห้องนี้เป็นพิเศษ
อาการเจ็บหน่วงในอกทบทวีคูณจนใบหน้าสวยบิดเบี้ยว แม่บ้านเฟ่ยเห็นท่าไม่ดีรีบเข้ามาพยุง เจียลี่ยกมือห้ามเธอส่ายหน้าว่าไม่เป็นอะไร จากนั้นก็เปิดประตูห้องเข้าไปทันที ความรู้สึกอึดอัดพลันมลายหายไป
เธอมั่นใจว่านี่เป็นความรู้สึกเจ็บปวดของเจ้าของร่างที่พยายามส่งผ่านมาถึงเธอ เจียลี่ยืนนิ่งอยู่กับที่เมื่อแน่ใจแล้วว่าอาการดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นอีกก็เริ่มสำรวจข้าวของและเครื่องประดับทุกชิ้นที่ตบแต่งอย่างอลังการ ทว่าความรู้สึกหนาวเย็นก็พัดวูบมาอีกครั้ง เส้นขนอ่อนที่แขนพากันลุกชัน
“ถ้าวิญญาณของเธอยังวนเวียนอยู่ละก็...กลับมาเข้าร่างของเธอซะสิ ฉันเองก็ไม่ได้อยากขโมยร่างของเธอหรอกนะ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเพราะอะไร”
เจียลี่พูดส่งผ่านไปในอากาศ หวังอย่างยิ่งว่าอีกฝ่ายจะรับรู้ได้ หากต้องการร่างคืนก็เอาไปเลย เธอยินดีมาก เดิมทีเจียลี่ก็ได้ตายจากโลกนี้ไปแล้วเธอไม่ปรารถนาจะช่วงชิงลมหายใจของใคร หลังจากที่กล่าวจบอากาศหนาวยะเยือกก็เริ่มเจือจาง ทุกอย่างกลับเข้าสู่สภาวะปกติตามเดิม