อาการความจำเสื่อมมีหลายรูปแบบ ฉะนั้นซูเว่ยคิดว่าอาการของเจียลี่ยังไม่เข้าข่าย เธอเพียงแค่หลงลืมชั่วคราวเท่านั้น สาเหตุมีหลายปัจจัย อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นหรือเรื่องที่กระทบกระเทือนต่อจิตใจ และสามารถเป็นไปได้หลายทิศทาง เพราะดูเหมือนว่าความทรงจำในส่วนของสามีจะมีปัญหา แต่การตอบสนองของเจียลี่ยังคงเข้าเกณฑ์ปกติ
แต่นั่นก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ...การลืมชายคนรักที่ทำให้เจ็บสาหัสปางตายถือว่าเป็นพรจากฟ้า...
อี้เฉินผู้นั้นไม่สมควรได้รับความรักจากเธอเลยด้วยซ้ำ
ผลการรักษาของเจียลี่ถูกส่งมายัง เอช.อี.ทรานส์ บริษัทโลจิสติกส์ที่มีอี้เฉิ
เป็นผู้บริหารสูงสุด แต่คล้ายว่าจะส่งมาเสียเปล่า แฟ้มเอกสารของเจียลี่ถูกเมินชนิดที่ว่าอีกนิดก็คงไปกองรวมกับเอกสารที่รอย่อยสลาย ถ้าไม่ติดว่าฝ่ามือเรียวสวยดังเนื้อหยกชั้นดีหยิบขึ้นมาดูเสียก่อน
“มีอะไรหรือเปล่า” อี้เฉินที่กำลังเซ็นเอกสารเงยหน้าขึ้นมองครู่หนึ่งจากนั้นก็ก้มลงอ่านเอกสารตามเติม
“ผลการรักษาของเจียลี่ค่ะ คุณจะดูก่อนมั้ย พอดีมันวางอยู่บนกองเอกสารรอย่อยสลายน่ะค่ะ” น้ำเสียงหวานดังระฆังแก้วเอ่ยขึ้น ร่างผอมเพรียวในชุดกระโปรงจับจีบความยาวคลุมเข่าลายดอกทานตะวันสีสดใสเดินมายังโต๊ะทำงานของอี้เฉิน และเธอเป็นพนักงานเพียงคนเดียวที่ได้รับอนุญาตให้แต่งตัวตามสบาย
อภิสิทธิ์ของเลขา หรืออดีตคนรักเก่าของอี้เฉิน ก่อนที่เขาจะตบแต่งกับคุณหนูเจียลี่นั่นเอง...
อี้เฉินชะงักตอนที่ได้ยินชื่อของคนที่ไม่อยากได้ยิน เขาเพียงเงยหน้าขึ้นปรายตามองแฟ้มสีฟ้าที่เจินเจินนำมาวางไว้บนโต๊ะทำงาน
“เธอพ้นขีดอันตรายก็ดีแล้ว เอาไปเก็บไว้ก่อนเถอะ” และเขาเลือกที่จะปฏิเสธทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับภรรยาอย่างที่เคยทำเสมอมา
“วันนี้เจียลี่กลับบ้านวันแรกคุณกลับไปหาเธอก่อนก็ได้นะคะ มื้อเย็นที่เราจองโต๊ะแล้ว...ไว้คราวหน้าก็ได้ค่ะ” เลขาคนสวยฉีกยิ้มหวานเอาใจ ในบรรดาทุกคนที่เขารู้จัก เจินเจินเข้าใจอี้เฉินดีที่สุด เหมือนกับว่าอีกฝ่ายนั่งอยู่ในใจกันตลอดเวลา หากไม่ต้องแต่งกับเจียลี่ ผู้หญิงที่อี้เฉินอยากจะใช้ชีวิตไปด้วยกันยันแก่เฒ่าก็คือเจินเจิน เธอเรียบร้อย อ่อนหวาน ช่างเอาใจ ไม่เคยคิดเล็กคิดน้อยต่อกัน ไม่เหวี่ยง ไม่วีนใส่คนอื่นเหมือนอย่างที่ใครบางคนชอบทำจนติดเป็นนิสัย
เจียลี่ผู้หญิงที่สลัดอย่างไรก็ไม่พ้น!
“ไม่เป็นไร ไม่ต้องยกเลิกหรอก ผมเองก็ยังไม่อยากกลับบ้านเหมือนกัน บอกตามตรงแค่ต้องกลับไปเจอหน้าเธอ ผมเองก็เหนื่อยจะแย่แล้ว” อี้เฉินถอนหายใจยาวเหยียด สีหน้าแสดงถึงความเหนื่อยหน่ายจริงๆ เจินเจินส่ายหน้ายิ้มๆ จากนั้นก็เดินมานวดไหล่กว้างอย่างเอาใจ
“จะไม่เป็นอะไรแน่เหรอคะ ถ้าเกิดว่าเธอขับรถไล่ตามเราเหมือนอย่างวันนั้นอีก...”
อี้เฉินหยุดหมุนข้อมือที่กำลังตวัดเซ็นเอกสาร ใบหน้าหยกหล่อเหลาเงยขึ้น ดวงตาเหม่อลอยทอดมองไปทางบานกระจกสีใสมองทะลุเห็นทิวทัศน์แม่น้ำกว้างใหญ่ซึ่งติดกับสะพานที่เจียลี่ขับรถตกลงไป
นานกว่าหลายนาทีกว่าที่อี้เฉินจะขยับริมฝีปาก
“เจินเจิน คุณจะไม่โกรธผมใช่มั้ย” มือหนาเอื้อมกุมหลังมือขาวเนียนของหญิงสาวไว้
เจินเจินเพียงคลี่ยิ้มเบาบาง จากนั้นก็ส่ายหน้าเป็นการให้คำตอบอย่างอ่อนโยน และทุกอย่างที่เป็นเธอช่างดูน่ามองไปหมด
“ผมจะรีบจัดการทุกอย่างให้เร็วที่สุด หวังว่าตอนนั้นคุณจะยัง...”
นิ้วชี้เรียวสวยแตะเบาๆ ที่ริมฝีปากกระจับทรงสวยของอดีตคนรัก เจินเจินแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่หนักแน่น
“หัวใจดวงนี้เป็นของคุณอี้เฉิน...เพราะฉะนั้นนานแค่ไหนก็จะรอค่ะ”
อี้เฉินขับรถมาส่งเจินเจินที่หน้าคอนโดของเธอ คนทั้งสองสบตากันอย่างลึกซึ้ง
“แน่ใจนะว่าไม่อยากไปทานมื้อเย็นด้วยกัน”
เจินเจินหัวเราะเสียงใส เธอส่ายหน้ายิ้มตาหยี ยกมือหยิกแก้มอี้เฉินเบาๆ ทว่าอีกฝ่ายกลับร้องเสียงหลง
“เว่อร์แล้ว ฉันไม่ได้ออกแรงเลยด้วยซ้ำ”
อี้เฉินยิ้มบางๆ เขาเลิกโอดครวญ ใบหน้าหล่อเหลากลับมาจริงจังตามเดิม ฝ่ามือใหญ่ยกขึ้นจับปอยผมเส้นบางทัดหูให้หญิงสาวอย่างอ่อนโยน
“ขอบคุณนะ”
“หืม...ขอบคุณเรื่องอะไรคะ”
“ขอบคุณที่ยังอยู่ข้างผมเสมอ”
“ฉันเต็มใจนะ เต็มใจอยู่ตรงนี้” มือเรียวสวยยกขึ้นทาบหน้าอกแกร่งในตำแหน่งเดียวกับหัวใจ
“ตราบใดที่คุณไม่ทิ้งกันไว้กลางทาง ฉันจะอยู่ตรงนี้เสมอค่ะ” เจินเจินช้อนสายตามองอี้เฉิน มีหยาดน้ำใสขังหน่วยตา จากนั้นก็รีบใช้นิ้วเกลี่ยออกอย่างรวดเร็วราวกับว่าไม่อยากให้อีกฝ่ายเห็น แน่นอนว่าอี้เฉินเห็นทุกการกระทำ เขารู้สึกปวดใจเป็นอย่างมากจึงดึงเธอเข้ามาสวมกอด สองปีแล้วที่ต้องอยู่กันอย่างหลบซ่อน ถ้าไม่มีเจียลี่เข้ามาในชีวิตป่านนี้เขากับเจินเจินคงสร้างครอบครัวด้วยกันไปนานแล้ว เผลอๆ ตอนนี้คงมีเจ้าตัวเล็กตัวน้อยเป็นสักขีพยานรักแล้วด้วยซ้ำ
“เจินเจิน ผมจะไม่ทิ้ง...”
โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูทสั่นระรัว ทำให้อี้เฉินต้องผละออกจากหญิงสาว เมื่อหยิบขึ้นมาดูก็ปรากฏรายชื่อของอี้หยาง คุณปู่ของเขานั่นเอง อี้เฉินสบตากับเจินเจินแวบหนึ่ง จากนั้นเขาก็กดรับสายผู้อาวุโส
“อี้เฉิน! มัวทำอะไรอยู่ป่านนี้ยังไม่รีบกลับบ้านมาดูแลเมียอีก เธอเพิ่งออกจากโรงพยาบาลแท้ๆ”
อี้เฉินถอนหายใจเฮือกใหญ่ สีหน้าแสดงถึงความเบื่อหน่ายอย่างชัดเจน
“แม่บ้านเฟ่ยดูแลเธออยู่แล้วละครับ”
“เอาเถอะๆ ยังไงก็รีบกลับมาแล้วกัน ปู่กับแม่รอแกอยู่” อี้เฉินขมวดคิ้วยุ่ง ยังไม่ทันได้ตอบกลับปลายสายก็ถูกตัดไปเสียดื้อๆ เขานวดหว่างคิ้วอย่างเหนื่อยล้า ไม่รู้ว่ารอบนี้เจียลี่จะฟ้องอะไรปู่อีก แต่ไหนแต่ไรมาผู้หญิงคนนี้ก็ถนัดเรื่องฟ้องอยู่แล้ว ทั้งเรื่องจริงและเรื่องที่ไม่เป็นความจริง สร้างปัญหาให้เขาปวดหัวอยู่บ่อยครั้ง
“รีบไปเถอะค่ะ คงจะมีเรื่องสำคัญจริงๆ” เจินเจินกุมหลังมือของอี้เฉินไว้หลวมๆ พยักหน้าให้อีกฝ่ายแล้วฉีกยิ้มอ่อนหวาน แม้ดวงตาของเธอจะดูเศร้าหมองแค่ไหนก็ตาม นั่นยิ่งทำให้คนมองสงสารจับใจ
“ให้ผมขึ้นไปส่งที่ห้องมั้ย”
เธอส่ายหน้า “ไม่เป็นไรค่ะ คุณนั่นแหละขับรถกลับดีๆ นะ”
อี้เฉินจ้องใบหน้าสวยหวานของอีกฝ่ายอย่างอาลัยอาวรณ์ เขาส่งยิ้มบางๆ ให้เธออีกครั้งพลางยกมือลูบศีรษะเล็กแผ่วเบา
“พรุ่งนี้เจอกัน” เจินเจินพยักหน้าตอบรับ จากนั้นก็เปิดประตูรถลงไป อี้เฉินยังคงไม่เคลื่อนรถไปไหน เขาอยู่เฝ้ามองแผ่นหลังแบบบางกระทั่งเธอหายไปจากการมองเห็นถึงยอมขับรถออกไป
เจียลี่ทำสมาธิกับตัวเองในการเก็บเกี่ยวข้อมูลต่างๆ ภายในห้องนอนเผื่อจะมีอะไรที่เธอพอจะเข้าถึงเจ้าของร่างเดิมได้บ้าง แต่นึกไม่ถึงเลยว่าพวกของตบแต่งชิ้นเล็กชิ้นน้อย และตุ๊กตาที่ประดับในตู้กระจกไฟ เจียลี่สัมผัสได้ถึงความผูกพันต่อสิ่งของเหล่านั้น น่าแปลกใจตรงที่มันเป็นเพียงของตบแต่งธรรมดา แต่เธอกลับรู้สึกถึงปฏิกิริยาบางอย่างภายในจิตใจ... ไม่แน่ว่าเจียลี่คนเก่าอาจจะชอบสะสมของเหล่านี้มากเป็นพิเศษ หรืออีกนัยหนึ่งคนสำคัญอาจมอบมันให้แก่เธอ โดยเฉพาะตุ๊กตาลูกแกะดำขนาดเท่าฝ่ามือ เจียลี่หยิบขึ้นมาเพ่งดูอย่างพินิจ
ตัวนี้มีความพิเศษที่ตรงไหน? เธอสนใจเจ้าตัวนี้มากกว่าตัวอื่นๆ แต่ความรู้สึกก็ค่อนข้างเลือนรางพอสมควร คงต้องใช้เวลาสักพักใหญ่ บางทีความทรงจำของเจ้าของร่างอาจส่งต่อมาถึงเธอก็ได้ เจียลี่วางมันไว้ที่เดิม จะว่าไปแล้วข้าวของส่วนใหญ่ไม่มีของอี้เฉินเลยสักนิด
ทำไมกัน?
ไม่ทันจะได้วิเคราะห์อะไรเพิ่มเติม เสียงของแม่บ้านเฟ่ยก็ดังแทรกขึ้นมาผ่านหน้าประตูห้อง และเป็นสิ่งที่เจียลี่ไม่พร้อมจะเผชิญในตอนนี้จริงๆ !
ได้ความว่าคุณปู่ของอี้เฉินท่านมาเยี่ยมเยียน และท่านไม่ได้มาเพียงคนเดียว เจียลี่คิดว่าอี้เฉินได้กรรมพันธุ์จากแม่มาเยอะ ทั้งสีหน้าและแววตาที่ใช้มองกันราวกับก๊อบปี้กันมาเป๊ะๆ! แม่สามีใช้สายตาไม่ค่อยเป็นมิตรสักเท่าไรตอนที่เห็นเจียลี่เดินลงมาจากบันได เดาได้ทันทีว่าท่านไม่ปลื้มใจกับลูกสะใภ้คนนี้นัก แค่เห็นสายตาที่ใช้มองกัน เจียลี่ก็รู้สึกหนาวยะเยือกไปยังขั้วหัวใจ! ส่วนคุณปู่ท่านดูสุขุมนุ่มลึกแบบคาดเดานิสัยใจคอไม่ได้เลยสักนิด เจียลี่พยักหน้าให้กำลังใจตัวเองก่อนจะเดินไปนั่งโซฟาฝั่งตรงข้ามกับผู้อาวุโสทั้งสอง
“เป็นไงบ้างเจียลี่น้อยของปู่ คงจะตกใจน่าดูเลยสินะ”
ผิดคาด! คุณปู่ของอี้เฉินไม่ได้ดูโหดร้ายอย่างที่คิดไว้เลยสักนิด ประเมินจากวิธีการพูด และนำเสียงที่ใช้สนทนา คล้ายว่าเจียลี่จะเป็นคนโปรด...
“หึ! คนดีๆ ที่ไหนเขาทำกัน ขับรถยังไงให้ประมาทขนาดนั้น”
เจียลี่รู้สึกหัวร้อนวูบกะทันหัน นัยน์ตาคู่ใสแข็งกร้าวเฉียบพลัน
“ก็ลูกชายคุณแม่ไม่ใช่เหรอคะที่…อุ๊บ!” ดวงตากลมโตเบิกกว้างรีบยกมือขึ้นปิดปากของตนไว้อย่างแน่นหนา เมื่อกี้มันอะไรกัน…เธอหลุดวาจาเกรี้ยวกราดแบบนั้นได้ยังไง เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอี้เฉินมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น เมื่อรู้ตัวว่าเสียมารยาทต่อผู้ใหญ่เจียลี่รีบลุกขึ้นยืนโคลงศีรษะขอโทษแม่สามีทันที
“ขอโทษด้วยค่ะ ขอโทษจริงๆ”
ในสายตาของฉินเหยียน การที่เจียลี่แสดงอากัปกิริยาก้าวร้าวนับว่าเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ทั่วไป แต่ไอ้ที่ลุกขึ้นยืนแล้วผงกหัวขึ้นลงขอโทษซ้ำไปซ้ำมาทั้งสีหน้าก็แสดงถึงความรู้สึกผิดเสียเต็มประดา สิ่งนี้ต่างหากที่ไม่ปกติ!
อี้หยางเห็นท่าทีของหลานสะใภ้ท่านยิ้มสุขใจ คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะพยายามเปลี่ยนตัวเองเพื่อหลานชายของเขาถึงเพียงนี้ อดที่จะเอ่ยปากชมกันไม่ได้
“ปู่รู้สึกซาบซึ้งใจมากจริงๆ อี้เฉินน่าจะได้เห็นเหตุการณ์นี้นะ”
“ก็แค่ละครตบตาอย่างที่ชอบทำละมั้งคะ”
“อาฉิน! หัดพูดจาถนอมน้ำใจคนอื่นบ้างเถอะ” อี้หยางปรามลูกสะใภ้เสียงดุ คุณนายกอดอกสะบัดหน้าหนี แสดงให้เห็นว่าเจ้าหล่อนต่อต้านลูกสะใภ้คนนี้มากแค่ไหน
ส่วนเจียลี่หน้าเจื่อนตอนที่แม่สามีใช้สายตาดูแคลนมองกัน นึกไม่ออกเลยว่าเจียลี่คนเก่าไปสร้างวีรกรรมอะไรไว้ แม้แต่แม่สามีก็ยังมีใจปฏิปักษ์ต่อกันเช่นนี้...