ログインสองแม่ลูกสกุลเหอยืนมองบ้านสกุลจ้าวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความริษยา พวกนางสองแม่ลูกเคยแอบคิดว่าจะจับจองจ้าวเฟิงป๋อเอาไว้ให้เหอเจินจูนานแล้ว คนหนุ่มหน้าตาดีรูปร่างกำยำล่ำสันแถมยังสามารถเข้าป่าหาเงินได้คราวละมากๆ หากไม่รีบจับจองเอาไว้ก่อนก็โง่เต็มที คิดไม่ถึงว่าตอนที่จ้าวเฟิงป๋อส่งแม่สื่อมาสู่ขอกลับระบุว่าคนที่เขาต้องการแต่งงานด้วยกลับเป็นเด็กโง่กินจุที่พวกเขารับเลี้ยงเอาไว้ในบ้านอย่างเหอเจียวเจียวแทน เรื่องนี้ทำให้ทั้งคู่เดือดดาลเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเหอเจินจู
นางอุตส่าห์หาวิธีกีดกันสตรีทุกคนที่พยายามเข้าใกล้จ้างเฟิงป๋ออย่างสุดกำลัง อาศัยความได้เปรียบในการเป็นคนบ้านใกล้เรือนเคียง เอ่อ ที่จริงแล้วต้องใช้คำว่าบ้านของนางอยู่ใกล้บ้านของจ้าวเฟิงป๋อมากที่สุด สตรีทุกนางที่ต้องการจะขึ้นเขามายังบ้านสกุลจ้าวจะต้องเดินผ่านบ้านสกุลเหอก่อน เหอเจินจูมักจะใช้ทุกวิถีทางเพื่อที่จะทำให้สตรีเหล่านั้นไม่มีข้ออ้างมาที่บ้านสกุลจ้าวแห่งนี้
ไม่ว่าจะเป็นการโป้ปดมดเท็จ สร้างเรื่องหลอกลวง หรือแม้แต่การเอ่ยวาจาขับไล่ตรงๆ เลยก็ตามเหอเจินจูล้วนทำมาหมดทั้งสิ้น จนสตรีทุกนางในหมู่บ้านที่เคยคิดเกินเลยกับจ้าวเฟิงป๋อล้วนพากันถอดใจกันไปนานแล้ว ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นความงามของเหอเจินจูด้วย ทุกคนในหมู่บ้านจึงต่างพากันคิดว่าภรรยาของจ้าวเฟิงป๋อคงจะไม่พ้นเหอเจินจูเป็นแน่ คิดไม่ถึงว่าสุดท้ายแล้วเขาจะเลือกสู่ขอเหอเจียวเจียวญาติผู้น้องของเหอเจินจูที่มีรูปร่างหน้าตาที่ใช้คำว่าอัปลักษณ์มาอธิบายได้แทน
“เจียวเจียว เจ้ามาเปิดประตูเดี๋ยวนี้นะอย่าคิดว่าปิดประตูไม่รับแขกเช่นนี้แล้วจะสามารถหนีหน้าข้ากับท่านแม่ได้” เสียงแหลมปรี๊ดของเหอเจินจูดังก้องไปทั้งลานบ้าน ทำให้เหอเจียวเจียวอดส่ายศีรษะไม่ได้ นางได้แต่แอบคิดคาดเดาอยู่ในใจว่า
‘ไม่น่าแปลกใจเลยที่ทำไมจ้าวเฟิงป๋อจึงไม่เลือกเหอเจินจู นอกจากนางจะมีนิสัยร้ายกาจและเห็นแก่ตัวแล้ว นางยังมีพลังเสียงที่สามารถทำลายโสตประสาทนี่อีก หากเขากล้าเลือกเหอเจินจูรับรองได้เลยว่าน้องๆ ของเขาไม่มีทางได้อยู่อย่างเป็นสุขเช่นนี้แน่’
“ข้าไม่ได้หนี ท่านป้าสะใภ้กับท่านพี่มาหาข้าด้วยเรื่องใดหรือ เท่าที่พวกท่านมารื้อค้นปล้นชิงเอาข้าวของจากบ้านสกุลจ้าวไปเมื่อสองวันก่อนยังไม่เพียงพออีกหรือ” เหอเจียวเจียวเดินไปเปิดประตูรั้วด้านหน้าของลานบ้านแล้วเอ่ยกับพวกนางสองแม่ลูกด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
“หน็อยแนะ พอมีที่ซุกหัวใหม่ก็ทำตัวเป็นวัวลืมตีนเชียวนะ ถึงกับกล้าใช้คำว่ารื้อค้นปล้นชิงกับพวกข้า วันนี้ข้าไม่ได้มาเพื่อเอาอะไร แต่ข้าต้องการให้เจ้ากลับไปช่วยพวกข้าล้างลานหน้าบ้านสักหน่อย วันพรุ่งนี้แม่สื่อจะมาที่บ้านเพื่อพูดคุยเรื่องแต่งงานของพี่เจินจูของเจ้า” ถงซื่อผู้เป็นป้าสะใภ้ของเหอเจียวเจียวเอ่ยออกมาพลางสอดส่ายสายตาไปทั่วบริเวณบ้าน บ้านไม้ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่แบ่งเรือนนอนออกเป็นสัดเป็นส่วนเพียงพอสำหรับครอบครัวที่มีกันสามคนพี่น้อง ทำให้ถงซื่อดวงตาลุกวาวพลางคิดในใจว่า
‘จุ๊ จุ๊ บ้านหลังนี้ใหญ่โตกว่าบ้านสกุลเหอมาก อีกทั้งยังสะอาดสะอ้านและดูใหม่กว่า มันควรจะเป็นของลูกสาวของข้าแท้ๆ แต่ช่างเถิด ไม่รู้ว่าวันหน้าจ้าวเฟิงป๋อจะได้กลับมาหรือไม่ มีบ้านหลังโตแต่กลับต้องรับมือกับน้องสามีสองคนแถมยังอาจจะเป็นม่ายอีก ไม่ว่าอย่างไรก็คงจะไม่คุ้มค่าเท่าใดนัก นังเด็กคนนี้ได้ไปก็สมควรแล้ว ไม่แน่ว่าด้วยความโง่เง่าของนางสักวันข้าอาจจะหาโอกาสยึดที่นี่ก่อนที่เด็กสองคนนั้นจะเติบใหญ่ก็น่าจะมีหนทางที่สามารถทำได้อยู่หรอก’
แน่นอนว่าเหอเจียวเจียวไม่มีทางล่วงรู้ความคิดของถงซื่อ แต่สายตาที่เต็มไปด้วยความละโมบของเหอซื่อนั้นไม่อาจจะหลุดลอดจากสายของเหอเจียวเจียวไปได้
“ลานบ้านของพวกท่านเหตุใดข้าจึงจะต้องไปล้างให้ด้วย พวกท่านก็ทำเองได้ไม่ใช่หรือ” คำถามนี้ของเหอเจียวเจียวทำให้สองแม่ลูกสกุลเหอหันมามองหน้านางโดยไม่ได้นัดหมายในทันที
“นี้เจ้ากล้าปฏิเสธคำสั่งของท่านแม่เช่นนั้นหรือ คิดว่าแต่งออกมาแล้วก็ไม่ต้องพึ่งพาบ้านสกุลเหอของข้าแล้วเช่นนั้นหรือ” เหอเจินจูเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ
“นั่นน่ะสิ แค่ได้อยู่ในบ้านหลังใหญ่กว่าบ้านสกุลเหอของพวกเรา เจ้าก็คิดว่าตนเองปีกกล้าขาแข็งแล้วหรือ หึหึ เหอเจียวเจียวข้าขอสั่งให้เจ้าไปล้างลานบ้านให้ข้าเดี๋ยวนี้ไม่เช่นนั้นพวกเราคงจะได้เห็นดีกันแน่” ถงซื่อตะคอกใส่เหอเจียวเจียวอย่างดุดัน จ้าวเฟิงหย่าและจ้าวเฟิงเซิ่งรีบวิ่งออกมาดูนางที่หน้าประตูเรือนในทันที แต่เหอเจียวเจียวกลับหันไปบอกกล่าวกับพวกเขาด้วยสีหน้าราบเรียบ
“พวกเจ้าเข้าไปรอข้าด้านในก่อน รอข้าจัดการกับพวกนางเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงจะตามเข้าไป” เหอเจียวเจียวเอ่ยกับเด็กน้อยสองคนด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม ซึ่งทั้งสองคนก็ต่างพยักหน้ารับคำแล้วทำตามคำสั่งโดยไม่โต้แย้ง เหอเจียวเจียวยิ้มออกมาอย่างชื่นชมที่น้องของสามีทั้งสองเชื่อฟังนางเป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้วต้องทอดถอนใจออกมาอย่างปลงตกเมื่อได้เห็นว่ามีสายตาสองคู่แอบจ้องมองนางมาจากทางหน้าต่างของเรือน
“นี่ข้าหูฝาดไปหรือไม่ เมื่อครู่เจ้ากล้าพูดว่าจะจัดการพวกข้าหรือ เจ้านี่นะ! นังเด็กปากดีหลายวันมานี้ห่างมือห่างเท้าของข้าจนเกินไปแล้วใช่หรือไม่” ถงซื่อเอ่ยพลางเดินเข้ามาพร้อมเงื้อมือทำท่าจะตบตีเหมือนเมื่อก่อน แต่เมื่อเห็นว่าเหอเจียวเจียวยืนจ้องมองนางอย่างไม่คิดจะหลบเลี่ยงและไม่มีความหวาดกลัวเลยสักนิดนางจึงหยุดชะงักแล้วหันไปสั่งบุตรสาวเสียงดัง
“เจินจู เจ้าไปจับนางเอาไว้ วันนี้หากไม่ได้ตบสั่งสอนนางสักฉาดสองฉาดข้าคงนอนไม่หลับเป็นแน่”
“ได้เลยเจ้าค่ะท่านแม่” เหอเจินจูรับคำแล้วก็เดินตรงไปหาเหอเจียวเจียวในทันที นางรวบแขนทั้งสองข้างของเหอเจียวเจียวแล้วเอาไปไพล่หลังไว้ ดันใบหน้าอวบอิ่มของเหอเจียวเจียวไปให้ถงซื่อเพื่อให้ถงซื่อลงมือตบตีได้อย่างสะดวก คิดไม่ถึงว่าเมื่อถงซื่อเดินเข้ามาใกล้จะถูกเหอเจียวเจียวยกฝ่าเท้าขึ้นมาถีบเข้าที่กลางลำตัวเข้าเต็มเปา ส่วนตัวของนางนั้นก็ถูกเหอเจียวเจียวพลิกตัวกลับแล้วทุ่มนางลงพื้นอย่างไม่คิดจะปรานี
ข้าถูกญาติผู้พี่ทุบศีรษะอย่างแรง เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็อยู่ในร่างที่ไม่ใช่ของข้าและอยู่ในโลกที่แตกต่างไปจากที่ที่ข้าเคยอาศัยอยู่ไปเสียแล้ว“เจียวเจียว ถึงแม้ว่าคุณจะโกรธเคืองที่ผมนอกใจคุณแต่คุณก็ไม่ควรจะเอาชีวิตของตัวเองมาล้อเล่นอย่างนี้ คนที่แม้แต่ตัวเองยังไม่รักก็ไม่คู่ควรที่ผมจะมอบความรักให้ พวกเราเลิกกันเถอะ” นี่คือถ้อยคำของคู่รัก เอ่อ คงจะต้องเรียกว่าแฟนของร่างนี้เอ่ยขึ้นในครั้งแรกที่ได้พบกัน นี่คือครั้งแรกที่ข้าได้พบเขายามนี้ร่างกายของข้าหายดีแล้วหลังจากร่างนี้ประสบอุบัติเหตุตกจากตึกที่พักอาศัยอยู่ ข้าก็รักษาตัวอยู่ในสถานที่ที่เรียกว่าโรงพยาบาลนานหลายเดือนทีเดียว จากความทรงจำของร่างนี้ข้ามีงานที่ต้องทำมีเงินที่ต้องหามาเพื่อใช้เลี้ยงชีพ เพียงแต่งานที่ร่างนี้กำลังทำอยู่ข้าไม่ค่อยจะคุ้นชินนัก ต้องสวมใส่เสื้อผ้าที่แปลกประหลาด บางครั้งก็เดินไปเดินมาบนเวที บางครั้งก็ยืนทำท่าทางให้ผู้อื่นถ่ายรูป แต่ถ้าถามว่ายากไหมข้าก็ตอบได้เลยว่าไม่ยาก ข้าไม่ต้องทำอะไรมากร่างนี้ก็มีทักษะที่ทำให้ข้าทำตามได้โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว อีกทั้งยังถูกชื่นชมว่าทำได้ดีกว่าแต่ก่อนด้วย หืม..แน่นอนว่าเมื่อตื่นขึ
ข้าเคยได้พบกับจวินอ๋องอยู่หลายครั้งแต่ทุกครั้งก็ล้วนเป็นท่ามกลางผู้คนมากมาย แต่ครั้งนี้นับได้ว่าเป็นการพบกันที่ใกล้ชิดมากที่สุด แถมยังเป็นถึงเนื้อถึงตัวอย่างไม่น่าจะเอ่ยถึงอีกด้วย“คุณหนูใหญ่จ้าวข้ารู้ว่าเจ้ากำลังโกรธเคืองแทนจ้าวฮูหยิน แต่ก็ไม่ควรจะลงมืออย่างหนักหน่วงถึงขั้นนี้กระมัง” จวินอ๋องเอ่ยพลางขยับตัวลุกขึ้นเขาปัดฝุ่นที่มองไม่เห็นพลางจ้องมองข้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเย็นชา ข้าจ้องมองไปที่เหอเจินจูที่ยามนี้ร่างกายของนางน่าจะบอบช้ำไปไม่น้อย จึงได้หันไปสั่งกับคนของข้าด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด“ยังไม่รีบจับนางไปส่งทางการอีก เรื่องนี้ไม่ต้องบอกพี่สะใภ้นางกำลังบำรุงครรภ์อยู่อย่าให้นางต้องมีเรื่องระคายใจ” ประโยคหลังข้าตั้งใจบอกกล่าวกับผู้ติดตามด้วยเสียงที่ดังขึ้นเพื่อให้ท่านอ๋องที่ยามนี้กำลังจ้องมองข้าอยู่ได้ยินด้วย ข้าหันไปมองเขาแล้วยอบกายถวายคำนับตามประเพณีแล้วเอ่ยขออภัยต่อเขาด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม“ต้องขออภัยต่อท่านอ๋องด้วยนะเพคะ เมื่อครู่นี้ข้าจำไม่ได้ว่าเป็นท่านอ๋องก็เลยไม่ได้ยั้งมือ”“อืม วิธีการลงมือของเจ้าน่าสนใจดีนะ เพียงแต่อย่าได้ทำเช่นนี้กับบุรุษอื่นอีกเลยมันออกจะเป็นวิธีการที่
ข้ามีนามว่าจ้าวเฟิงหย่า ข้าเป็นเพียงเด็กสาวบ้านป่าคนหนึ่งที่ถูกพี่ใหญ่ของข้าให้การเลี้ยงดูเป็นอย่างดีและลงมือสั่งสอนให้ข้าได้ร่ำเรียนหนังสือแตกต่างจากเด็กทั่วไปในหมู่บ้านแห่งนี้ พี่ใหญ่ของข้าเขามักจะเอ่ยกับข้าเสมอว่าข้าจะต้องมีความระมัดระวังและรู้จักรักษากิริยามารยาทของข้าให้เหมาะสมกับที่เป็นสตรีของสกุลจ้าวพี่ชายคนโตของข้ามักจะเล่าให้ข้าและพี่ชายฝาแฝดของข้าฟังถึงเรื่องราวของสกุลจ้าวในเมืองหลวง เขาบอกกับข้าว่าในกาลก่อนพวกข้าล้วนเคยใช้ชีวิตอยู่ในจวนหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ในเมืองหลวงมีข้ารับใช้คอยปรนนิบัติพัดวี แต่แล้วก็มีเหตุการณ์หลายอย่างที่ทำให้พวกข้าต้องหลบหนีออกจากเมืองหลวงเพื่อช่วยให้ข้าและพี่ชายฝาแฝดรอดชีวิต ท่านพ่อและท่านแม่ยอมเสียสละชีวิตของตนเองแล้วถูกฆ่าตาย พี่ชายคนโตของข้าพาข้ากับพี่ชายฝาแฝดหลบหนีมือสังหารอย่างทุลักทุเล โชคดีที่มีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งคอยให้การช่วยเหลือ ข้ากับพี่ชายทั้งสองจึงได้รอดชีวิตจากการถูกตามฆ่าทุกครั้งที่ได้ฟังถ้อยคำบอกเล่าของพี่ชาย ในยามค่ำคืนข้ามักจะฝันร้ายอยู่เสมอ ข้ามักจะฝันเห็นเลือดและการฆ่าฟันอย่างโหดเหี้ยม ในความฝันมักจะเห็นว่าพี่ชายคนโตของข้ากำลังจับ
ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในแคว้นต้าเว่ยมีเรื่องเล่าที่เป็นตำนานและนิทานอยู่มากมาย แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่สะดุดหูของเหอเจียวเจียวมากที่สุด นั้นก็คือตำนานฮูหยินของแม่ทัพที่อัปลักษณ์ที่สุดในใต้หล้า ในคราแรกที่ได้ฟังตำนานนี้นางก็นั่งแทะเมล็ดแตงแล้วก็จิบน้ำชาอย่างสบายอกสบายใจ แต่เมื่อได้ฟังไปเรื่อยๆ นางก็อดโยนเมล็ดแตงทิ้งแล้วโอดครวญออกมาไม่ได้“นี่มันเรื่องราวของข้านี่นา” เมื่อเหอเจียวเจียวเอ่ยเช่นนี้จ้าวเฟิงป๋อก็หัวเราะออกมาในทันที“เจ้าอยากมานั่งฟังเรื่องเล่าในโรงน้ำชาข้าก็ยินยอมพาเจ้ามาฟังแล้ว ยามนี้อย่าได้คิดงอแงใส่ข้าอีกเชียวนะ” เมื่อเขาเอ่ยเช่นนี้นางก็ตวัดสายตาส่งค้อนวงโตไปให้เขาในทันทีโทษฐานที่พานางมานั่งฟังผู้อื่นเอ่ยถึงเรื่องราวของตนเองโดยไม่บอกกล่าวกันล่วงหน้าเช่นนี้ แต่ในเมื่อมาแล้วจะให้รีบกลับไปหรือไม่มีทางอย่างแน่นอน นางได้แต่จำใจนั่งฟังเรื่องราวของตนเองพลางแทะเมล็ดแตงและจิบน้ำชาด้วยสีหน้าที่แสดงถึงความไม่ค่อยจะพอใจเท่าใดนัก“เมื่อได้ข่าวว่าสงครามจบลงแล้ว สามีของนางก็ได้เป็นถึงแม่ทัพใหญ่ นางในยามนี้นับว่าได้เป็นฮูหยินของแม่ทัพแล้ว แต่เมื่อก้มลงมองรูปโฉมของตนเองก็อดหวาดกลัวไม่ได้ นาง
ท่ามกลางกระแสการแย่งชิงบัลลังก์ของเหล่าองค์ชาย จ้าวเฟิงป๋อในฐานะแม่ทัพใหญ่และจะต้องวางตัวเป็นกลางมากที่สุด นอกจากวางกองกำลังเพื่อคอยตรึงกำลังปกป้องชาวบ้านที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวแล้วเขาก็ไม่ได้ให้ความร่วมมือกับองค์ชายพระองค์ไหนเป็นพิเศษ แม้แต่องค์ชายเจ็ดผู้เป็นบุตรชายของมู่ฮองเฮาที่ดูเหมือนว่าจะสนิทสนมกับฮูหยินของเขาเป็นพิเศษเขาก็ไม่ได้ให้การช่วยเหลือแต่อย่างใด“เรื่องเป็นเช่นนี้ก็ไม่น่าจะมีอะไรที่น่ากังวลใจ เพียงแต่หย่าเอ๋อของพวกเราจะไม่โดนลูกหลงแน่หรือ” คำพูดนี้ของเหอเจียวเจียวทำให้จ้าวเฟิงป๋อหัวเราะออกมา“นางน่ะหรือจะถูกลูกหลง เห็นเช่นนั้นหากจวินอ๋องเข้าร่วมแย่งชิงด้วยบรรดาพระโอรสทั้งหลายไม่มีผู้ใดเทียบเคียงเขาได้หรอก เจ้าอย่าลืมสิว่ากำลังทหารในมือของเขามีมากเสียยิ่งกว่าข้าแล้วในยามนี้” เมื่อจ้าวเฟิงป๋อเอ่ยเช่นนี้เหอเจียวเจียวก็พยักหน้ายิ่งอายุมากขึ้นความหวาดระแวงขององค์ฮ่องเต้ฉู่เสวียนก็ยิ่งมีมากขึ้น เพียงแต่ความหวาดระแวงเหล่านั้นล้วนโยกย้ายไปอยู่ที่บรรดาพระโอรสทั้งหลายจนหมดสิ้น ทหารที่มีอยู่ล้วนมอบให้พระอนุชาเพื่อใช้ป้องกันพระราชบัลลังก์จากบรรดาพระโอรส พวกเขาทั้งเข่นฆ่ากันเองและหมา
เหอเจียวเจียวจ้องมองบุตรชายทั้งสามด้วยสายตาดุร้าย ส่วนสาวใช้ที่ติดตามอยู่ข้างกายของนางรีบเดินไปดูสตรีที่นอนสิ้นใจอยู่ในทันทีเมื่อได้เห็นใบหน้าที่คุ้นตาของสตรีผู้นั้นแล้วก็รีบเดินเข้ามารายงานเหอเจียวเจียวในทันทีด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา“นางคือซ่งลี่หวาเจ้าค่ะ เป็นบุตรสาวของอดีตพ่อบ้านซ่งที่เคยถูกขับออกไป ช่วงหลังมานี้นางกับสามีมักจะชอบไปขอข้าวที่จวนกินอยู่หลายครั้ง แต่ช่วงหลังๆ พวกบ่าวในจวนเห็นว่านางมีท่าทางไม่ค่อยจะน่าไว้ใจก็เลยไม่ยอมให้นางเข้าไปในจวนอีกเจ้าค่ะ” คำพูดของสาวใช้ทำให้เหอเจียวเจียวตวัดสายตาไปมองจ้าวเฟิงป๋ออยู่ครู่หนึ่งแต่เมื่อเห็นว่าเขาจดจำซ่งลี่หวาไม่ได้จึงได้เอ่ยอันใดออกมา“พี่ใหญ่ พี่สะใภ้พบพวกเขาแล้วหรือ” จ้าวเฟิงเซิ่งพาคนของกรมอาญาและกองกำลังเล็กๆ ของวังอ๋องเดินเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เมื่อเห็นว่าหลานชายทั้งสามของเขาปลอดภัยดีแล้วจึงได้เดินไปหาจ้าวเฟิงป๋อ“ท่านอารอง..” เสียงเล็กๆ ของจ้าวลู่ชิงขาดหายไปในทันทีเมื่อสบเข้ากับสายตาอันดุร้ายของมารดา ยิ่งเห็นว่าท่านอาของเขาขยิบตาส่งมาให้เขาก็ยิ่งรีบก้มหน้าแล้วทำสีหน้าสำนึกผิดตามพี่ชายทั้งสองในทันที จากคราแรกที่คิดว่าจะขอให้ท่า
เหอเจินจูได้แต่นอนมองท้องฟ้าอย่างมึนงงและยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเมื่อครู่นี้เกิดอะไรขึ้น สักพักความปวดร้าวที่ศีรษะและกลางแผ่นหลังก็ทำให้นางร้องครางออกมาด้วยความเจ็บปวด“เจินจู..อั๊ก” ถงซื่อที่ตะเกียกตะกายลุกขึ้นเพื่อจะไปช่วยบุตรสาวถูกฝ่าเท้าอันอวบอิ่มและเปี่ยมไปด้วยพละกำลังของเหอเจียวเจียวถีบเข้าที่หน้
ท่ามกลางป่าเขาในดินแดนที่ห่างจากเมืองหลวงของแคว้นต้าเว่ย เหอเจียวเจียวกำลังนั่งทอดถอนใจพลางมองทิวทัศน์อันงดงามบนม้านั่งที่ตั้งอยู่ตรงลานหน้าบ้านด้วยความหนักอึ้งอยู่ในอก เอ่อ ที่จริงแล้วน่าจะเรียกได้ว่าหนักอึ้งไปทั้งตัวเลยต่างหากก่อนที่นางจะมายังที่แห่งนี้นางคือเหอเจียวเจียว นางแบบดาวรุ่งที่กำลังก้
ความซุกซนของบุตรชายฝาแฝดจวนสกุลจ้าวคืออีกเรื่องที่ทำให้ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงกับจวนสกุลจ้าวต่างรู้กันดี ถึงแม้ว่าจวนของท่านกั๋วกงจะมีขนาดใหญ่แต่ก็ยังไม่สามารถขวางกั้นความพยายามของบุตรชายทั้งสามของจ้าวกั๋วกงที่สามารถหลบหนีออกไปเล่นซนด้านนอกประตูจวนได้จ้าวลู่เสียนและจ้าวลู่หลิงที่มีอายุหกขวบถูกเลี้
ยามนี้เหอเจียวเจียวเป็นถึงฮูหยินขั้นหนึ่งแล้วจึงต้องเข้าไปถวายพระพรในวังอยู่บ่อยครั้ง ด้วยชื่อเสียงอันเลื่องลืออีกทั้งในฐานะที่นางเป็นเจ้าของร้านเครื่องประทินโฉมอันเลื่องชื่อนางจึงมักจะได้รับความสนใจจากบรรดาสตรีที่อยู่ภายในวังมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะมู่ฮองเฮาที่ช่วงนี้มักจะส่งขันทีมาเชิญให้นางเข้าไปภา







