LOGINจากนางแบบดาวรุ่งชื่อดังเกิดใหม่อีกทีกลายเป็นสตรีอ้วนดำไปเสียแล้ว เท่านั้นยังไม่พอ ฐานะยากจนแถมยังต้องเลี้ยงเด็กอีกสองคน คนงามก็อยากเป็น คนรวยก็อยากเป็น งัดทุกความสามารถมาใช้แล้วจะเป็นไปไม่ได้เชียวหรือ
View Moreท่ามกลางป่าเขาในดินแดนที่ห่างจากเมืองหลวงของแคว้นต้าเว่ย เหอเจียวเจียวกำลังนั่งทอดถอนใจพลางมองทิวทัศน์อันงดงามบนม้านั่งที่ตั้งอยู่ตรงลานหน้าบ้านด้วยความหนักอึ้งอยู่ในอก เอ่อ ที่จริงแล้วน่าจะเรียกได้ว่าหนักอึ้งไปทั้งตัวเลยต่างหาก
ก่อนที่นางจะมายังที่แห่งนี้นางคือเหอเจียวเจียว นางแบบดาวรุ่งที่กำลังก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของชีวิต แต่แล้วเพียงเพราะความประมาทของผู้อื่น นางจึงจำต้องมาอยู่ในที่แห่งนี้ และยังอยู่ในร่างใหม่ร่างนี้ด้วย ร่างใหม่นี้ถึงแม้ว่าจะมีชื่อสกุลเดียวกับนางแต่รูปร่างหน้าตากลับตรงข้ามกับนางอย่างสิ้นเชิง จากรูปร่างผอมสูงใบหน้าโฉบเฉี่ยวทันสมัย กลายเป็นหญิงอ้วนตัวเตี้ยผิวคล้ำส่วนใบหน้านั้นก็อ้วนกลมและขรุขระไปด้วยสิว เพราะความตกตะลึงในรูปร่างและความเป็นอยู่ของร่างนี้ นางจึงได้มานั่งทอดถอนใจเพียงคนเดียว
“พี่สะใภ้ ท่านไม่ได้กินข้าวมาหลายมื้อแล้วนะเจ้าคะ ขืนยังเป็นเช่นนี้ต่อไปท่านอาจจะล้มป่วยลงไปอีกนะเจ้าคะ” จ้าวเฟิงหย่าเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง
“พี่สะใภ้หากท่านกังวลว่าจะออกไปล่าสัตว์มาเลี้ยงดูพวกเราไม่ได้ พวกข้าก็แค่กินให้น้อยลงอีกหน่อย เพียงเท่านี้ก็จะมีอาหารเพียงพอให้กินไปทั้งฤดูหนาวแล้วนะขอรับ” จ้างเฟิงเซิ่งเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึมเกินวัย ทำให้เหอเจียวเจียวอดทอดถอนใจออกมาอีกครั้งไม่ได้
“น้องสามีทั้งสองพวกเจ้าเข้าไปในบ้านเถิด ไม่ต้องกังวลเรื่องข้าหรอก ส่วนเรื่องเสบียงในฤดูหนาวนี้ก็ยิ่งไม่ต้องกังวลเข้าไปใหญ่ ข้าเข้าไปในป่าสักหน่อยก็ได้แล้ว” เหอเจียวเจียวเอ่ยด้วยรอยยิ้ม แล้วมองไปยังภูเขาอันสลับซับซ้อนที่อยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
‘เคยตายมาแล้วครั้งหนึ่งยังจะต้องกลัวอะไรอีก ได้เกิดใหม่อีกครั้งเช่นนี้ก็นับว่าสวรรค์เมตตาแล้ว มิสู้ใช้ชีวิตต่อไปให้ดีจะมานั่งเสียดายเรื่องรูปกายภายนอกที่เปลี่ยนไปทำไมกัน ตอนนี้สิ่งที่ควรจะกังวลก็คือทำอย่างไรจะสามารถมีชีวิตรอดอยู่ในสถานที่ที่ไม่มีสิ่งใดมาอำนวยความสะดวกแห่งนี้ได้ต่างหาก’ เหอเจียวเจียวได้แต่คิดในใจพลางลุกขึ้นแล้วจูงเด็กทั้งสองเข้าไปในบ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กทั้งสองต้องลมหนาวที่เริ่มพัดมาแล้วจนล้มป่วยลงไปอีก
บ้านสกุลจ้าวแห่งนี้มีกันอยู่เพียงสามคนพี่น้อง มีจ้าวเฟิงเซิ่งและจ้าวเฟิงหย่าที่เป็นฝาแฝดชายหญิงคู่หนึ่ง และจ้าวเฟิงป๋อผู้เป็นมามีของเหอเจียวเจียว ใช่แล้ว! เหอเจียวเจียวคนนี้มีสามีแล้วแถมยามนี้ก็ไม่รู้ว่าสามีของนางล้มหายตายจากไปแล้วหรือยังอีกด้วย
ก่อนหน้านี้จ้าวเฟิงป๋อรู้มาว่าทางการกำลังจะเกณฑ์ไพร่พลเพื่อพาไปเป็นทหาร ด้วยอายุและสภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงของเขา เขารู้ดีว่าตนเองจะต้องถูกเกณฑ์เป็นแน่จึงอดกังวลถึงเรื่องความเป็นอยู่ของน้องชายและน้องสาวไม่ได้ เงินเก็บทั้งหมดของเขาจึงถูกนำมาเป็นสินสอดเพื่อใช้แต่งงานรับสตรีที่พอจะดูแลน้องชายและน้องสาวของเขาได้เข้าบ้านมา ตอนที่เขาไม่อยู่ภรรยาของเขาจะได้คอยดูแลเด็กสองคนนี้แทนเขา
เหอเจียวเจียวคือหญิงสาวในหมู่บ้านที่เขาหมายตาเอาไว้ นางไม่ใช่คนสวย ผิวกายดำคล้ำเพราะตากแดดตากลมทำงานหนักอย่างขยันขันแข็งมานานหลายปี รูปร่างอวบอ้วนแต่แข็งแรงสามารถหาบน้ำตัดฟืนแถมบางครั้งเขายังเคยพบว่านางชอบแอบไปล่าสัตว์แล้วย่างกินอยู่คนเดียวในป่าอย่างเมามันอยู่หลายครั้ง อีกทั้งนางยังเป็นคนที่มีจิตใจดีถึงแม้ว่าหลายคนจะคิดว่านางโง่เขลาแต่สำหรับเขานางไม่มีทางคิดเอาเปรียบน้องๆ ของเขาได้อย่างแน่นอน เขาจึงตัดสินใจว่านางนี่แหละคือหญิงสาวที่เขาจะต้องแต่งงานด้วยให้ได้
บ้านสกุลเหอคือบ้านของลุงและป้าของนาง พวกเขามีลูกชายและลูกสาวแล้วอย่างละหนึ่งคน เหอเจียวเจียวจึงถูกเลี้ยงดูอย่างไม่ค่อยจะได้รับความใส่ใจเท่าใดนัก แต่ตอนที่เขาไปสู่ขอนางบ้านสกุลเหอก็แทบจะลุกเป็นไฟ หนึ่งเพราะคิดว่าเขาควรจะสู่ขอเหอเจินจูมากกว่า และสองพวกเขาต้องการจะเก็บเหอเจียวเจียวเอาไว้ใช้งาน แต่เมื่อได้เห็นก้อนเงินทั้งหมดของเขา บ้านสกุลเหอจึงได้ยินยอมแต่โดยดี
คิดไม่ถึงว่ายังไม่ทันจะได้เข้าหอก็มีประกาศจากทางการเรียกตัวชายหนุ่มในหมู่บ้านเสียแล้ว จ้าวเฟิงป๋อจึงจำเป็นต้องจากไปโดยน้องชายและน้องสาวเอาไว้ให้สตรีที่พึ่งจะแต่งเข้าบ้านมา เคราะห์ดีที่เสบียงอาหารสำหรับฤดูหนาวเขากักตุนเอาไว้มากพอดี แต่เงินเก็บภายในบ้านกลับแทบจะไม่มีเพราะใช้เป็นสินสอดไปแล้ว แต่เขาก็ยังจำเป็นต้องไปและคอยภาวนาว่าขอให้เขามองคนไม่ผิด..
“พี่สะใภ้ ท่านป้าสกุลเหอของท่านมาอีกแล้ว พี่สาวผู้นั้นของท่านก็มากด้วย พวกเราจะทำอย่างไรดีเล่าเจ้าคะ” คำถามนี้ของจ้าวเฟิงหย่าทำให้เหอเจียวเจียวชะงักแล้วก็นิ่วหน้าอย่างใช้ความคิดในทันที
ตอนที่นางตื่นขึ้นมาในร่างนี้ความทรงจำแรกในหัวของนางก็คือความร้ายกาจของบ้านสกุลเหอ อีกทั้งคนที่ทำให้เหอเจียวเจียวคนนี้ต้องนอนหมดสติอยู่บนเตียงถึงสองวันจวบจนนางเข้ามาอยู่ในร่างนี้ก็คือท่านป้าเหอ นางต้องการเข้ามาค้นหาเงินทองภายในบ้านสกุลจ้าวแต่ถูกเหอเจียวขวางกั้นเอาไว้ คนทั้งสองยื้อยุดกันอยู่นานสองนานสุดท้ายเหอเจินจูก็เข้ามาแล้วใช้ท่อนไม้ตีนางจนหมดสติไป เมื่อคิดขึ้นมาแล้วเหอเจียวเจียวก็อดยกมือขึ้นไปลูบรอยปูดนูนบริเวณท้ายทอยของตนเองไม่ได้ จนยามนี้แล้วนางยังคงรู้สึกเจ็บอยู่เลย
“เจียวเจียว นังเด็กโง่เปิดประตูให้ข้าเดี๋ยวนี้นะ” เสียงตะโกนอย่างเกรี้ยวกราดของท่านป้าเหอทำให้เด็กน้อยสองคนอดหวาดกลัวไม่ได้ ตอนที่พี่สะใภ้ของพวกเขาถูกตีจนสลบ ไม่เพียงสองแม่ลูกไม่ดูอาการของนางแต่ยังเตะซ้ำแล้วค้นข้าวของภายในบ้านเสียจนกระจุยกระจาย โชคดีที่เงินก้อนสุดท้ายพี่สะใภ้นำมาเย็บติดกับชายแขนเสื้อคลุมของนางเอาไว้ แต่โชคร้ายที่เสบียงอาหารที่พี่ชายกักตุนเอาไว้ถูกพวกนางเอาไปเสียจนเกือบหมด
“พวกเจ้าไม่ต้องกลัว อยู่ให้ห่างจากพวกนางสองแม่ลูกเอาไว้ก็พอ ประเดี๋ยวข้าจะออกไปจัดการกับพวกนางเอง”
“แต่พี่สะใภ้เจ้าคะ ท่านพึ่งจะหายดีนะเจ้าคะ” เจ้าเฟิงหย่าคัดค้านคำพูดของเหอเจียวเจียวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วง
“ไม่ต้องกลัว คราวนี้ข้าไม่คิดจะพลาดท่าให้พวกนางอีกแล้ว” เหอเจียวเจียวหันมาเอ่ยกับเด็กน้อยทั้งสองด้วยสีหน้ามั่นอกมั่นใจ แล้วเดินไปเปิดประตูด้วยท่าทางที่เปลี่ยนไปจากเดิมเช่นนี้สีหน้ากังวลของเด็กน้อยทั้งสองจึงได้พลอยผ่อนคลายลง
ข้าถูกญาติผู้พี่ทุบศีรษะอย่างแรง เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็อยู่ในร่างที่ไม่ใช่ของข้าและอยู่ในโลกที่แตกต่างไปจากที่ที่ข้าเคยอาศัยอยู่ไปเสียแล้ว“เจียวเจียว ถึงแม้ว่าคุณจะโกรธเคืองที่ผมนอกใจคุณแต่คุณก็ไม่ควรจะเอาชีวิตของตัวเองมาล้อเล่นอย่างนี้ คนที่แม้แต่ตัวเองยังไม่รักก็ไม่คู่ควรที่ผมจะมอบความรักให้ พวกเราเลิกกันเถอะ” นี่คือถ้อยคำของคู่รัก เอ่อ คงจะต้องเรียกว่าแฟนของร่างนี้เอ่ยขึ้นในครั้งแรกที่ได้พบกัน นี่คือครั้งแรกที่ข้าได้พบเขายามนี้ร่างกายของข้าหายดีแล้วหลังจากร่างนี้ประสบอุบัติเหตุตกจากตึกที่พักอาศัยอยู่ ข้าก็รักษาตัวอยู่ในสถานที่ที่เรียกว่าโรงพยาบาลนานหลายเดือนทีเดียว จากความทรงจำของร่างนี้ข้ามีงานที่ต้องทำมีเงินที่ต้องหามาเพื่อใช้เลี้ยงชีพ เพียงแต่งานที่ร่างนี้กำลังทำอยู่ข้าไม่ค่อยจะคุ้นชินนัก ต้องสวมใส่เสื้อผ้าที่แปลกประหลาด บางครั้งก็เดินไปเดินมาบนเวที บางครั้งก็ยืนทำท่าทางให้ผู้อื่นถ่ายรูป แต่ถ้าถามว่ายากไหมข้าก็ตอบได้เลยว่าไม่ยาก ข้าไม่ต้องทำอะไรมากร่างนี้ก็มีทักษะที่ทำให้ข้าทำตามได้โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว อีกทั้งยังถูกชื่นชมว่าทำได้ดีกว่าแต่ก่อนด้วย หืม..แน่นอนว่าเมื่อตื่นขึ
ข้าเคยได้พบกับจวินอ๋องอยู่หลายครั้งแต่ทุกครั้งก็ล้วนเป็นท่ามกลางผู้คนมากมาย แต่ครั้งนี้นับได้ว่าเป็นการพบกันที่ใกล้ชิดมากที่สุด แถมยังเป็นถึงเนื้อถึงตัวอย่างไม่น่าจะเอ่ยถึงอีกด้วย“คุณหนูใหญ่จ้าวข้ารู้ว่าเจ้ากำลังโกรธเคืองแทนจ้าวฮูหยิน แต่ก็ไม่ควรจะลงมืออย่างหนักหน่วงถึงขั้นนี้กระมัง” จวินอ๋องเอ่ยพลางขยับตัวลุกขึ้นเขาปัดฝุ่นที่มองไม่เห็นพลางจ้องมองข้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเย็นชา ข้าจ้องมองไปที่เหอเจินจูที่ยามนี้ร่างกายของนางน่าจะบอบช้ำไปไม่น้อย จึงได้หันไปสั่งกับคนของข้าด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด“ยังไม่รีบจับนางไปส่งทางการอีก เรื่องนี้ไม่ต้องบอกพี่สะใภ้นางกำลังบำรุงครรภ์อยู่อย่าให้นางต้องมีเรื่องระคายใจ” ประโยคหลังข้าตั้งใจบอกกล่าวกับผู้ติดตามด้วยเสียงที่ดังขึ้นเพื่อให้ท่านอ๋องที่ยามนี้กำลังจ้องมองข้าอยู่ได้ยินด้วย ข้าหันไปมองเขาแล้วยอบกายถวายคำนับตามประเพณีแล้วเอ่ยขออภัยต่อเขาด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม“ต้องขออภัยต่อท่านอ๋องด้วยนะเพคะ เมื่อครู่นี้ข้าจำไม่ได้ว่าเป็นท่านอ๋องก็เลยไม่ได้ยั้งมือ”“อืม วิธีการลงมือของเจ้าน่าสนใจดีนะ เพียงแต่อย่าได้ทำเช่นนี้กับบุรุษอื่นอีกเลยมันออกจะเป็นวิธีการที่
ข้ามีนามว่าจ้าวเฟิงหย่า ข้าเป็นเพียงเด็กสาวบ้านป่าคนหนึ่งที่ถูกพี่ใหญ่ของข้าให้การเลี้ยงดูเป็นอย่างดีและลงมือสั่งสอนให้ข้าได้ร่ำเรียนหนังสือแตกต่างจากเด็กทั่วไปในหมู่บ้านแห่งนี้ พี่ใหญ่ของข้าเขามักจะเอ่ยกับข้าเสมอว่าข้าจะต้องมีความระมัดระวังและรู้จักรักษากิริยามารยาทของข้าให้เหมาะสมกับที่เป็นสตรีของสกุลจ้าวพี่ชายคนโตของข้ามักจะเล่าให้ข้าและพี่ชายฝาแฝดของข้าฟังถึงเรื่องราวของสกุลจ้าวในเมืองหลวง เขาบอกกับข้าว่าในกาลก่อนพวกข้าล้วนเคยใช้ชีวิตอยู่ในจวนหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ในเมืองหลวงมีข้ารับใช้คอยปรนนิบัติพัดวี แต่แล้วก็มีเหตุการณ์หลายอย่างที่ทำให้พวกข้าต้องหลบหนีออกจากเมืองหลวงเพื่อช่วยให้ข้าและพี่ชายฝาแฝดรอดชีวิต ท่านพ่อและท่านแม่ยอมเสียสละชีวิตของตนเองแล้วถูกฆ่าตาย พี่ชายคนโตของข้าพาข้ากับพี่ชายฝาแฝดหลบหนีมือสังหารอย่างทุลักทุเล โชคดีที่มีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งคอยให้การช่วยเหลือ ข้ากับพี่ชายทั้งสองจึงได้รอดชีวิตจากการถูกตามฆ่าทุกครั้งที่ได้ฟังถ้อยคำบอกเล่าของพี่ชาย ในยามค่ำคืนข้ามักจะฝันร้ายอยู่เสมอ ข้ามักจะฝันเห็นเลือดและการฆ่าฟันอย่างโหดเหี้ยม ในความฝันมักจะเห็นว่าพี่ชายคนโตของข้ากำลังจับ
ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในแคว้นต้าเว่ยมีเรื่องเล่าที่เป็นตำนานและนิทานอยู่มากมาย แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่สะดุดหูของเหอเจียวเจียวมากที่สุด นั้นก็คือตำนานฮูหยินของแม่ทัพที่อัปลักษณ์ที่สุดในใต้หล้า ในคราแรกที่ได้ฟังตำนานนี้นางก็นั่งแทะเมล็ดแตงแล้วก็จิบน้ำชาอย่างสบายอกสบายใจ แต่เมื่อได้ฟังไปเรื่อยๆ นางก็อดโยนเมล็ดแตงทิ้งแล้วโอดครวญออกมาไม่ได้“นี่มันเรื่องราวของข้านี่นา” เมื่อเหอเจียวเจียวเอ่ยเช่นนี้จ้าวเฟิงป๋อก็หัวเราะออกมาในทันที“เจ้าอยากมานั่งฟังเรื่องเล่าในโรงน้ำชาข้าก็ยินยอมพาเจ้ามาฟังแล้ว ยามนี้อย่าได้คิดงอแงใส่ข้าอีกเชียวนะ” เมื่อเขาเอ่ยเช่นนี้นางก็ตวัดสายตาส่งค้อนวงโตไปให้เขาในทันทีโทษฐานที่พานางมานั่งฟังผู้อื่นเอ่ยถึงเรื่องราวของตนเองโดยไม่บอกกล่าวกันล่วงหน้าเช่นนี้ แต่ในเมื่อมาแล้วจะให้รีบกลับไปหรือไม่มีทางอย่างแน่นอน นางได้แต่จำใจนั่งฟังเรื่องราวของตนเองพลางแทะเมล็ดแตงและจิบน้ำชาด้วยสีหน้าที่แสดงถึงความไม่ค่อยจะพอใจเท่าใดนัก“เมื่อได้ข่าวว่าสงครามจบลงแล้ว สามีของนางก็ได้เป็นถึงแม่ทัพใหญ่ นางในยามนี้นับว่าได้เป็นฮูหยินของแม่ทัพแล้ว แต่เมื่อก้มลงมองรูปโฉมของตนเองก็อดหวาดกลัวไม่ได้ นาง
ความซุกซนของบุตรชายฝาแฝดจวนสกุลจ้าวคืออีกเรื่องที่ทำให้ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงกับจวนสกุลจ้าวต่างรู้กันดี ถึงแม้ว่าจวนของท่านกั๋วกงจะมีขนาดใหญ่แต่ก็ยังไม่สามารถขวางกั้นความพยายามของบุตรชายทั้งสามของจ้าวกั๋วกงที่สามารถหลบหนีออกไปเล่นซนด้านนอกประตูจวนได้จ้าวลู่เสียนและจ้าวลู่หลิงที่มีอายุหกขวบถูกเลี้
ยามนี้เหอเจียวเจียวเป็นถึงฮูหยินขั้นหนึ่งแล้วจึงต้องเข้าไปถวายพระพรในวังอยู่บ่อยครั้ง ด้วยชื่อเสียงอันเลื่องลืออีกทั้งในฐานะที่นางเป็นเจ้าของร้านเครื่องประทินโฉมอันเลื่องชื่อนางจึงมักจะได้รับความสนใจจากบรรดาสตรีที่อยู่ภายในวังมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะมู่ฮองเฮาที่ช่วงนี้มักจะส่งขันทีมาเชิญให้นางเข้าไปภา
ร้านฟู่เหมยของเหอเจียวเจียวกลายเป็นร้านเครื่องประทินโฉมที่มีชื่อเสียงที่สุดในแคว้นต้าเว่ย มีร้านสาขาหลายสาขาตามหัวเมืองใหญ่ๆ ของแคว้น แต่สาขาที่ใหญ่และได้รับความนิยมสูงสุดก็ยังคงเป็นร้านฟู่เหมยร้านแรกที่ตั้งอยู่ในเมืองหลวง ทุกคนต่างรับรู้กันดีว่าร้านค้าแห่งนี้เป็นของฮูหยินของจ้าวกั๋วกง อีกทั้งยังมี
จากที่ตกลงกันเอาไว้ว่าจะมีลูกเพียงแค่สองคนแต่ยามนี้กลับมีเพิ่มถึงสามคนแล้ว หากจะให้บอกว่าดีก็นับว่าดีแต่ถ้าหากจะให้บอกว่าวุ่นวายหรือไม่ก็ตอบได้เลยว่ามาก ตอนที่พวกเขายังเป็นเพียงทารกนั้นก็ไม่เท่าไหร่ แต่ในตอนที่พวกเขาเริ่มหัดเดินและหัดคลานแล้วนั่นแหละความวุ่นวายจึงเริ่มบังเกิดแม่นม พี่เลี้ยงและสาวใ







![ขย่มรัก ขย่มบัลลังก์ [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




reviews