Se connecterทันทีที่สองแม่ลูกสกุลชุยกลับไป องค์ชายรองหลี่ฉางที่รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีรีบพาหวังฟางเฟยกลับมาที่ตำหนักแต่ก็ช้าไปเสียแล้วพระนางเต๋อเฟยได้รับรู้ถึงต้นเหตุของความไม่สบายใจของชุยชิงอีไปเสียแล้ว
องค์ชายรองรีบคุกเข่าลงเพื่อรอรับโทษ หวังฟางเฟยเองก็รีบคุกเข่าลงเพื่อรอรับโทษเช่นเดียวกัน แต่ใบหน้าที่ยังคงไม่เข้าใจสถานการณ์ในยามนี้ของหวังฟางเฟยยิ่งทำให้พระนางเต๋อเฟยมีโทสะมากยิ่งขึ้น
“หวังฟางเฟยเจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าวันนี้เจ้าได้ทำเรื่องผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงเข้าเสียแล้ว คุณหนูใหญ่สกุลหวังเช่นเจ้าถือดีอย่างไรจึงได้พูดจาล่วงเกินท่านราชครูเสิ่น”
คำถามของพระสนมเต๋อเฟยทำให้สีหน้าของหวังฟางเฟยซีดเซียวไปในทันที ก่อนจะเข้าวังนายท่านผู้เฒ่ามักจะตักเตือนนางอยู่บ่อยครั้งว่าให้สำรวมตน พูดจาอย่างระมัดระวัง แต่วันนี้นางน่าจะพูดจาล่วงเกินคนที่ไม่ควรจะล่วงเกินเข้าเสียแล้ว
“เจ้าไม่รู้หรือว่าท่านอดีตราชครูเสิ่นคือพระอาจารย์ของฝ่าบาทตั้งแต่ฝ่าบาทยังทรงพระเยาว์ พ่อของเจ้าไม่มีทางเป็นลูกศิษย์ของตาเฒ่าตกอับเช่นเขาได้หรอก เขาคือคนที่ฝ่าบาทนับถือเป็นอาจารย์ แล้วต่อไปฝ่าบาทจะทรงทนมองหน้าคนที่กล้าพูดจาลบหลู่เกียรติของท่านอาจารย์ของฝ่าบาทได้อย่างไร”
“ส่วนเจ้าหลี่ฉาง ถึงอย่างไรเจ้าก็นับว่าเป็นองค์ชายภายใต้ชื่อของข้า หวังฟางเฟยพูดจาไม่ดีเหตุใดเจ้าจึงไม่ห้าม หากสกุลหวังหมดอำนาจแล้ว เจ้ากับข้าจะยังมีคนหนุนหลังอยู่อีกหรือ” ถ้อยคำตำหนิของพระนางเต๋อเฟยดังก้องตำหนักทำให้องค์ชายรองรีบเอ่ยวาจาแก้ตัวออกมาในทันที
“ขอประทานอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะพระมารดา กระหม่อมคิดเอาเองว่าเป็นแค่เพียงการพูดจากระทบกระทั่งกันของเด็กสองคน กระหม่อมจึงไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องใหญ่” เมื่อองค์ชายรองเอ่ยออกมาเช่นนี้พระนางเต๋อเฟยก็ปรายสายพระเนตรไปทางนางข้าหลวงใหญ่ข้างกาย นางข้าหลวงรีบเดินไปตบใบหน้าขององค์ชายรองที่ยังคุกเข่าอยู่ในทันที
“เพี๊ย!” แรงตบของนางข้าหลวงใหญ่ทำให้ใบหน้าขององค์ชายรองสะบัดไปตามแรงตบของฝ่ามือ หวังฟางเฟยเนื้อตัวสั่นเทิ้มไปด้วยความหวาดกลัวรีบโขกศีรษะเพื่อขอประทานอภัยโทษในทันที
“ขอพระสนมเต๋อเฟยทรงโปรดเมตตา หม่อมฉันก็แค่รู้สึกว่าคุณหนูใหญ่สกุลชุยผู้นั้นพูดจายกตนข่มท่าน นางกล้าโอ้อวดว่าตนเองคือหลานสาวของอาจารย์ของท่านพ่อของหม่อมฉัน หม่อมฉันก็เลยทนฟังการพูดจาโอ้อวดของนางไม่ไหวจึงได้พูดจากดข่มท่านอดีตราชครูเสิ่นออกมา” คำพูดของหวังฟางเฟยทำให้พระนางเต๋อเฟยทอดถอนพระทัยแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอึมครึม
“นางพูดจาโอ้อวดเช่นนั้นหรือ หากนางอยากจะโอ้อวดสถานะของตนเองต่อเจ้า นางบอกกับเจ้าว่านางคือบุตรีสายตรงที่ถือกำเนิดจากภรรยาเอกของท่านอัครเสนาบดีชุยจะไม่เป็นการยกตนข่มท่านที่ได้ผลดีมากกว่าหรือ เหตุใดเจ้าจึงไม่คิดบ้างเล่าว่านางพูดว่าตนเองคือหลานสาวของอาจารย์ของท่านพ่อของเจ้า อาจเป็นเพราะนางอยากจะสนิทสนมกับเจ้า” ถ้อยคำประโยคนี้ของพระนางเต๋อเฟยทำให้องค์ชายรองพยักหน้าอย่างเห็นด้วย แต่เมื่อพระนางเต๋อเฟยส่งสายพระเนตรตำหนิมาทางเขา เขาก็รีบก้มหน้าลงเปลี่ยนท่าทางของตนเองให้ดูสำรวมและสำนึกผิด
“หวังฟางเฟย ในฐานะที่ข้าคืออาหญิงของเจ้า ข้าย่อมเข้าใจความคิดของเจ้าได้ดีว่าแท้จริงแล้วเป็นเพราะเจ้าริษยานาง ข้าให้องค์ชายรองไปต้อนรับนางด้วยตนเองเจ้าก็เลยเข้าใจไปเองว่านางจะมาแย่งชิงตำแหน่งพระชายาเอกขององค์ชายรองกับเจ้าใช่หรือไม่” คำถามประโยคนี้ทำให้หวังฟางเฟยที่เงยหน้าขึ้นมาส่ายศีรษะในทันที
“ไม่ใช่เช่นนั้นเพคะ หม่อมฉันไม่ได้คิดไปไกลถึงเพียงนั้น”
“ถ้าเช่นนั้นก็คงเป็นเพราะเจ้าริษยาความงามของนาง” คำถามประโยคนี้ทำให้หวังฟางเฟยพยักหน้าพลางขานรับออกมา
“หม่อมฉันริษยาความงามของนางเพคะ” คำตอบของหวังฟางเฟยทำให้สีพระพักตร์ของพระสนมเต๋อเฟยพลันดีขึ้น ในพระทัยก็คิดว่า ‘นับว่ายังมีหัวคิดอยู่บ้าง หากกล้าตอบมาว่าริษยาเพราะกังวลว่าชุยชิงอีจะแย่งชิงตำแหน่งพระชายา ข้าคงจะเก็บหลานสาวผู้โง่งมจากสกุลเดิมผู้นี้เอาไว้ไม่ได้’
“ส่วนเจ้าองค์ชายรอง เจ้าคิดว่าแม้ว่าพวกเจ้าจะมีอายุแค่เพียงสิบขวบจะยังคงสามารถทำตัวไร้เดียงสาดังเช่นเด็กสิบขวบคนอื่นๆ ได้อีกหรือ เจ้าคือคนของราชวงศ์ ส่วนพวกนางคือสตรีจากสกุลใหญ่ หากมัวทำตัวไร้เดียงสาไม่ระมัดระวังทุกย่างก้าว ยามที่ก้าวผิดเพียงครั้งเดียวสิ่งที่สูญเสียอาจจะไม่ใช่แค่เพียงชีวิตของพวกเจ้า แต่เป็นชีวิตของผู้คนรอบข้างอีกด้วย”
“ลูกเข้าใจแล้ว ขอเสด็จแม่ได้โปรดทรงเมตตาให้โอกาสลูกได้แก้ตัวด้วย” องค์ชายรองเอ่ยพลางโขกศีรษะเพื่อขอโอกาสให้ตนเอง ส่วนหวังฟางเฟยกัดริมฝีปากโขกศีรษะให้แรงขึ้นเพื่อแสดงความจริงใจ
“ยามนี้พวกเจ้าก็ได้แต่หวังว่าเมื่อชุยชิงอีกลับไปถึงจวนแล้วไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ผู้ใดฟังโดยเฉพาะบิดาของนาง อัครเสนาบดีชุยผู้นั้นเป็นจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ที่ฉกฉวยผลประโยชน์ให้ตนอย่างไร้ซึ่งความละอายใจ หากเขาคิดอยากจะเล่นงานราชครูที่พึ่งจะเข้ารับตำแหน่งใหม่เพื่อข่มขวัญ เขาคงจะรีบฉกฉวยโอกาสในครั้งนี้อย่างแน่นอน” คำพูดของพระสนมเต๋อเฟยทำให้ทั้งหวังฟางเฟยและองค์ชายรองต่างพากันเสียขวัญ หากหวังเหวินไม่อาจจะรักษาตำแหน่งราชครูได้ย่อมจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างอย่างแน่นอน
“พอแล้วพวกเจ้าเลิกโขกศีรษะได้แล้ว หวังฟางเฟยเจ้ากลับจวนไปรอรับโทษ ส่วนองค์ชายรองเจ้าจงไปกักตนทบทวนความผิด และจงช่วยกันภาวนาเถิดว่าคำพูดของหวังฟางเฟยจะไม่ถูกนำไปพูดต่อ”
พระสนมเต๋อเฟยตรัสบางโบกพระหัตถ์ไล่คน คนหนึ่งคือพระโอรสบุญธรรมที่พระนางเลี้ยงดูมาด้วยความคาดหวัง ส่วนอีกคนคือหลานสาวในสกุลที่พระนางรักใคร่เอ็นดู การได้เห็นคนทั้งคู่คุกเข่าโขกศีรษะจนหน้าผากของพวกเขาปริแตกและบวมเป่งเช่นนี้จากที่เคยมีโทสะก็พลันเปลี่ยนแปลงไปเป็นความเห็นใจ
“เจ้าให้คนไปส่งข่าวให้ท่านพี่ของข้า บอกกับเขาว่าให้ระมัดระวังชุยวั่งชูเอาไว้ให้ดี” พระสนมเต๋อเฟยหันไปออกคำสั่งกับนางข้าหลวงใหญ่ข้างกายด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล นางข้าหลวงใหญ่รีบขานรับแล้วรีบออกไปดำเนินการตามตำสั่งของพระนางเต๋อเฟยในทันที
แต่สิ่งที่พระนางเต๋อเฟยคาดไม่ถึงก็คือคนหน้าไม่อายอย่างชุยวั่งชูยังไม่ทันได้รับรู้สิ่งใดเลย แต่ข่าวลือเรื่องที่คุณหนูสกุลหวังพูดจาดูหมิ่นอดีตราชครูเสิ่นกลับแพร่กระจายไปทั่วทั้งเมืองหลวงแล้ว
ยามที่ชุยวั่งชูรู้ข่าวเขายังได้รับรู้จากปากของคนอื่น แถมยังไม่รู้เลยสักนิดว่าคนที่ปล่อยข่าวคือบุตรสาวอายุแค่เพียงสิบขวบของเขา ในสายตาของเขาชุยชิงอีเป็นแค่เพียงเด็กสาวที่มีใบหน้างดงามและว่านอนสอนง่าย ความชื่นชอบของบุตรสาวของเขาก็ช่างเรียบง่ายเป็นอย่างยิ่ง กิน นอน และก็เที่ยวเล่น แม้ว่าจะถูกบังคับให้เล่าเรียนความรู้ที่บรรดาคุณหนูใหญ่ในเมืองหลวงต้องเรียน นางก็ยินยอมทำตามคำสั่งของเขาและมารดาของนางเป็นอย่างดี
ในบรรดาลูกๆ ของเขา ชุยชิงอีนับว่าเป็นคนที่มีความสามารถธรรมดามากที่สุด แต่เขากลับรู้สึกสบายใจทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้นาง อาจจะเป็นเพราะในใจของเขาคิดว่า เด็กสาวที่มีสติปัญญาธรรมดาผู้นี้ไม่มีผู้ใดกล้ายกสติปัญญาของนางขึ้นมาเปรียบเทียบกับสติปัญญาของเขา ไม่เหมือนพี่ชายของนางที่ทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้แม้ว่าจะเต็มไปด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจแต่ก็ทำให้เขารู้สึกอึดอัดใจทุกครั้งที่ได้ยินคำยกยอของผู้อื่น
คำว่า “อัจฉริยะน้องทั้งสามของสกุลชุย” ทำให้เขาอดคิดกังขาอยู่ในใจไม่ได้ว่า ทำไมไม่มีผู้ใดนึกถึงเขาในวัยเยาว์บ้าง แท้จริงแล้วความสามารถของเขาก็ไม่ได้แตกต่างจากลูกๆ ทั้งสามของเขาเลย
‘พรุ่งนี้ตอนประชุมขุนนางข้าต้องเล่นงานเจ้าราชครูคนใหม่ผู้นั้นสักหน่อยแล้ว แม้ว่าข้าจะรู้สึกชอบใจที่เขากล้าดูหมิ่นพ่อตาของข้า แต่การที่เขาปล่อยให้บุตรสาวของเขามายกตนข่มท่านใส่อีอีน้อยของข้า ข้ายอมไม่ได้ นางคือบุตรสาวคนโตของอัครเสนาบดี วันหน้านางจะต้องแต่งเข้าราชวงศ์เพื่อเชิดหน้าชูตาให้ข้า ข้าจะปล่อยให้ผู้อื่นมาพูดจาดูหมิ่นใส่นางไม่ได้’ ชุยวั่งชูคิดอยู่ในใจพลางจ้องมองไปยังเก้าอี้นอนอันว่างเปล่ากลางลานบ้าน
ในบรรดาคุณชายทั้งสามแห่งจวนอัครเสนาบดี ผู้คนต่างกล่าวกันว่า ชุยชีอันเป็นคนที่ “น่ากลัว” ที่สุด พี่ใหญ่ชุยชีชวนสุขุมอ่อนโยน พี่รองชุยชีห่าวเจ้าสำอางและพูดเก่ง แต่คุณชายสามผู้นี้กลับเย็นชา เงียบขรึม และดุดันยามลงมือทำงานเขาเชี่ยวชาญการต่อสู้ ตั้งแต่วัยเยาว์ก็ชอบสืบคดีและจับโจร จึงเข้าสังกัดศาลต้าหลี่ตั้งแต่อายุยังน้อย กลายเป็นมือปราบฝีมือโดดเด่นที่สุดของกรมอาญา ส่วนเจ้านายโดยตรงของเขาคือ เจ้ากรมตุลาการแห่งศาลต้าหลี่ นิ่งหย่วนเจ๋อนิ่งหย่วนเจ๋อมีบุตรสาวเพียงคนเดียว นามว่า “นิ่งซินเยว่” หากกล่าวถึงชื่อเสียงของนางในเมืองหลวง ผู้คนล้วนขนลุก เพราะนางคือ “หวู่โจ้” มือหนึ่งของศาลต้าหลี่ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการชันสูตรศพมากที่สุดในขณะที่คุณหนูสกุลอื่นกำลังปักผ้า ชมดอกไม้ หรือลองเครื่องประดับ นิ่งซินเยว่กลับใช้เวลาทั้งวันอยู่ในห้องเก็บศพ ตรวจบาดแผล เลาะกระดูก และวิเคราะห์สาเหตุการตาย แม้นางจะงดงามเพียงใด แต่เพราะอาชีพของนาง ทำให้เรื่องแต่งงานล่าช้ามาหลายปีดังนั้นยามที่จวนอัครเสนาบดีส่งแม่สื่อมาสู่ขอ นิ่งหย่วนเจ๋อถึงกับตกตะลึง“เจ้าพูดจริงหรือ คนอย่างชุยชีอันน่ะหรือที่อยากจะแต่งงานกับบุตรสาวของ
ชุยชีห่าว คุณชายรองแห่งจวนอัครเสนาบดี เป็นบุรุษที่ผู้คนในเมืองหลวงต่างกล่าวขานว่า “เจ้าสำอางอันดับหนึ่ง”ทุกครั้งที่เขาออกจากจวน เสื้อผ้าจะต้องไร้รอยยับ เครื่องหยกที่ห้อยเอวต้องเข้าชุดกับสีอาภรณ์ เส้นผมดำขลับถูกจัดอย่างประณีต แม้แต่พัดในมือยังเปลี่ยนไปตามฤดูกาลบัณฑิตในเมืองหลวงหลายคนลอบหัวเราะว่าเขาแต่งตัวโอ้อวดเกินเหตุ แต่ไม่มีผู้ใดรู้ว่าทั้งหมดนั้นล้วนมีเหตุผลมารองรับ และเหตุผลนั้นมีชื่อว่า “จี้หรงอิน”จี้หรงอินคือคุณหนูใหญ่แห่งสกุลจี้ บุตรสาวคนโตของคหบดีใหญ่ผู้ครอบครองกิจการมากมายทั่วเมืองหลวง ทั้งหอสุราเยี่ยนโหรว ภัตตาคารเฝิงไหล หอเครื่องประดับ ร้านผ้า และร้านค้าอีกนับไม่ถ้วนนางงดงามสะดุดตา อีกทั้งยังเฉลียวฉลาดเก่งกาจเรื่องการค้า ตั้งแต่อายุยังน้อยก็ช่วยบิดาดูแลกิจการได้อย่างคล่องแคล่วชุยชีห่าวพบจี้หรงอินครั้งแรกที่ภัตตาคารเฝิงไหลวันนั้นเขาพาน้องสาวทั้งสองออกมากินอาหาร แต่กลับเห็นสตรีผู้หนึ่งกำลังยืนคิดบัญชีอยู่ด้านหน้าด้วยสีหน้าสงบนิ่ง นางสวมชุดสีเขียวอ่อน ใบหน้างดงามละมุน ทว่าแววตากลับเฉียบคมยามสั่งการลูกน้องในภัตตาคารเพียงแวบเดียว หัวใจของคุณชายรองก็สั่นไหว หลังจากนั้นเขาจ
ชุยชีชวนคือ บุรุษหนุ่มที่มีใบหน้าหล่อเหลา ดวงตาเรียบเฉยแต่แฝงความเฉียบคม เขาเป็นคุณชายใหญ่แห่งจวนอัครเสนาบดี ผู้คนต่างกล่าวขานว่าทั้งบุ๋นและบู๊เขาล้วนเป็นเลิศ ตั้งแต่อายุยังน้อยก็ได้เข้าทำงานในสำนักราชเลขาธิการ เป็นผู้ช่วยคนสนิทของราชเลขาธิการซ่งเซียวหมิงแต่เพราะดีพร้อมเกินไป จึงกลายเป็นที่หมายปองของสตรีทั่วเมืองหลวง โดยเฉพาะท่านหญิงซ่งเจาหนิง บุตรสาวคนโตของซ่งเซียวหมิง นางเป็นที่โปรดปรานขององค์ไทเฮาจนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ท่านหญิงเพียงคนเดียวของสกุลซ่งซ่งเจาหนิงแสดงออกอย่างชัดเจนว่าชื่นชอบชุยชีชวน จนถึงขั้นให้ผู้เป็นบิดามาทาบทามเขาหลายครั้ง สุดท้ายชุยชีชวนจึงได้จนมุมเอ่ยโกหกออกไปอย่างไม่คำนึงถึงผลที่ตามมา“ข้าน้อยมีคู่หมายแล้วขอรับ”ประโยคนั้นทำให้ซ่งเซียวหมิงยอมล้มเลิกความคิด แต่กลับสร้างปัญหาใหญ่ให้จวนสกุลชุยแทนเพราะกังวลว่าเมื่อซ่งเซียวหมิงรู้ว่าชุยชีชวนโกหกเพื่อปฏิเสธบุตรีของเขา ความสัมพันธ์ระหว่างสองจวนจะต้องแตกร้าวอย่างแน่นอน ฮูหยินชุยก็รีบเรียกแม่สื่อมาคัดเลือกว่าที่สะใภ้ทันที“ในเมื่อเจ้าบอกว่ามีคู่หมายแล้ว เช่นนั้นก็รีบเลือกมาสักคน”ชุยชีชวนมองม้วนภาพกองโตอย่างหมดอาลัย
ข้าคือชุยชิงหว่าน บุตรสาวของอนุสกุลชุย ในปีแรกที่เข้ามาอยู่ในจวนสกุลชุย ข้าเต็มไปด้วยความริษยาและความไม่พอใจ ราวกับหัวใจถูกโยนลงในกองไฟที่ไม่มีวันมอดดับเดิมทีข้าเคยคิดมาตลอดว่าตนเองคือบุตรสาวเพียงคนเดียวของบิดา จวบจนวันที่บิดาพาข้าและมารดาเข้าจวนสกุลชุยของเข้า ข้าจึงเพิ่งจะรู้ว่าแท้จริงแล้วข้ามีพี่ชายถึงสามคน มีพี่สาวอีกหนึ่งคน ส่วนข้าเป็นเพียงบุตรสาวนอกสมรสที่เขาพากลับเข้าจวนตอนแรกข้าคิดว่าชีวิตตนเองคงจะดีขึ้น แม้ว่าจะเป็นบุตรสาวนอกสมรสแต่บิดาของข้าเป็นถึงอัครมหาเสนาบดีถึงอย่างไรก็ยังมีฐานะสูงกว่าบุตรสาวของบัณฑิตยากจนอย่างเช่นมารดาแท้ๆ ของขาแต่พอเข้ามาอยู่ในจวนอัครเสนาบดีจริง ๆ ข้าจึงได้รู้ว่า ฐานะ “บุตรสาวของอนุที่ถูกเลี้ยงดูอยู่นอกจวน” นั้นต่ำต้อยเพียงใดในสายตาของผู้คน แม้แต่บ่าวรับใช้บางคนยังกล้ามองข้าด้วยสายตาดูแคลนข้าเกลียดสายตาเหล่านั้นเหลือเกิน เกลียดเสียจนอยากดึงมันออกจากใบหน้าของคนพวกนั้นเสีย แต่ข้าทำก็อะไรพวกเขาไม่ได้ สิ่งที่ทำได้มีเพียงการพยายามเรียนรู้ศาสตร์ทั้งสี่อยู่แต่เรือนซวีถงที่บิดามอบให้ข้าและมารดาของข้าเท่านั้นจวบจนวันหนึ่ง ทุกอย่างในชีวิตข้าก็เปลี่ยนไปอีกครั
หลังผ่านพ้นคลื่นลมและการแย่งชิงอำนาจมาอย่างยาวนาน ในที่สุดใต้หล้าก็กลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้งภายใต้การปกครองของฮ่องเต้พระองค์ใหม่ บ้านเมืองค่อย ๆ ฟื้นตัว ราชสำนักเริ่มเปิดกว้างให้ประชาชนทุกชนชั้นสามารถเข้าสอบรับราชการได้ ไม่จำกัดเพียงชาติตระกูลสูงศักดิ์อีกต่อไป ผู้มีความสามารถจึงได้รับโอกาสอย่างแท้จริงดินแดนทางเหนือที่เคยเต็มไปด้วยสงครามก็สงบสุขลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ชาวบ้านใช้ชีวิตอย่างร่มเย็น ควันไฟแห่งสงครามมอดดับลง เหลือเพียงประชาชนได้กินอิ่มนอนอุ่น ไม่ต้องใช้ชีวิตอย่างหวาดผวาและไม่ต้องเผชิญหน้ากับความอดอยากยามเกิดสงครามอีกสุขภาพของไท่ซ่างหวงเองก็ดีขึ้นตามลำดับ พิษร้ายที่สะสมในพระวรกายถูกถอนพิษออกไปจนหมดแล้ว ร่างกายค่อยๆ ฟื้นตัวจนไม่หลงเหลืออาการประชวรเรื้อรังอีกต่อไป หลังปลดภาระทั้งหมดออกจากบ่า พระองค์ดูผ่อนคลายและมีชีวิตชีวามากกว่าก่อนที่จะได้ครองราชย์เสียอีก และสถานที่ที่พระองค์เสด็จไปอยู่บ่อยครั้งก็คือจวนอ๋องพิทักษ์แผ่นดินไม่เพียงไท่ซ่างหวงเท่านั้น แม้แต่ชุยวั่งชู อดีตอัครเสนาบดีผู้มากความสามารถก็ขอลาออกจากราชการ หลังเห็นว่าราชสำนักมั่นคงแล้ว เขาใช้ชีวิตบั้นปลายอย่าง
กลิ่นโอสถเข้มข้นลอยคลุ้งไปทั่วตำหนักบรรทม เสียงไอแผ่วต่ำดังขึ้นเป็นระยะ ทำให้บรรยากาศภายในหนักอึ้งจนแทบไม่มีผู้ใดกล้าหายใจแรง หลี่เหิงฮ่องเต้บรรทมอยู่บนแท่นบรรทมและสลักด้วยลวดลายมังกร พระพักตร์ซีดเซียวกว่าที่เคย แม้จะฝืนประคองพระองค์มาหลายวัน แต่พิษร้ายที่สะสมอยู่ในพระวรกายกลับยิ่งกัดกร่อนจนยากจะต้านทานเหล่าขุนนางคนสนิทคุกเข่าอยู่ตรงหน้าแท่นบรรทม ไม่มีผู้ใดกล้าเอื้อนเอ่ย“เสด็จพี่ ทรงพักก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ” อ๋องเก้าหลี่หานโม่เอ่ยเสียงต่ำ ดวงตาคมเข้มเต็มไปด้วยความกังวล หลี่เหิงฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรมองพระอนุชาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนแย้มพระสรวลออกมาอย่างอ่อนล้า“ฝืนต่อไปก็ไร้ประโยชน์” สุ้มเสียงนั้นแผ่วเบา แต่กลับทำให้หัวใจของทุกคนสั่นสะเทือนวันเดียวกันนั้น ราชโองการสำคัญก็ถูกประกาศออกไปทั่วทั้งแผ่นดิน หลี่เหิงฮ่องเต้ทรงสละราชบัลลังก์ แต่งตั้งองค์ชายใหญ่หลี่เฉิง ขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้พระองค์ใหม่ แต่งตั้งคุณหนูรองสกุลชุย ชุยชิงหว่าน ขึ้นเป็นฮองเฮา แต่งตั้งซูฮองเฮาเป็นไทเฮา และแต่งตั้งซ่งไทเฮาเป็นไท่หวงไท่เฮาทันทีที่ราชโองการฉบับแรกประกาศออกมา ราชโองการฉบับที่สองก็ถูกประกาศตามมาติดๆปลดขุนนางส
องค์ชายรองย่อมจะสัมผัสถึงสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังของชุยชิงอีได้ แต่ไม่ว่าจะคิดทบทวนอย่างไรเขาก็ไม่เคยทำสิ่งใดที่จะทำให้นางรู้สึกโกรธเคืองเลยสักครั้ง ดังนั้นสิ่งที่เขาคิดได้ในยามนี้ก็คือเรื่องการตกน้ำของนางและเขาในวัยเด็กคงจะทำให้นางจดจำฝังใจนางจึงไม่ชอบหน้าเขา“หากส่งต้นดอกปี้อั้นไปให้เจ้าปล
แม้จะมีอายุแค่เพียงสิบขวบแต่รูปโฉมของชุยชิงอีกลับทำให้ทุกคนที่ได้พบต่างพากันชื่นชมความงามของนางแล้ว พระสนมเต๋อเฟยไม่มีพระธิดา ข้างกายของพระนางไม่มีเด็กผู้หญิงคอยเอาอกเอาใจ หลานสาวในสกุลก็ไม่มีผู้ใดงดงามเท่าชุยชิงอี ดังนั้นทุกครั้งที่เสิ่นอวิ๋นหรูเข้าวังพระนางจึงมักจะตรัสถามถึงชุยชิงอีอยู่เสมอ ยามนี
แม้จะรู้สึกว่าคำพูดของพี่ชายคนรองจะคมกริบจนบาดหัวใจของนางแต่ชุยชิงอีก็ไม่ถือสาคำพูดของเขาเพราะคำพูดของเขาคือความจริง ปลาเค็มตากแห้งเช่นนางแต่กลับอดทนต่อความอยากรู้อยากเห็นของตนเองไม่ไหว สลัดความเกียจคร้านทิ้งลงดินไปแล้ววิ่งไปที่เรือนซวีถงเพียงเพื่อไปดูเรื่องวุ่นวายในเรือนแห่งนั้นเพื่อเสาะหาความสาแก
ผ่านไปเพียงสามวันเรือนซวีถงก็เกิดความวุ่นวายขึ้นมาอีกครั้ง เฉินเวินเหนียงคุกเข่าลงตรงหน้าชุยวั่งชูขอให้เขาช่วยท่านลุงของนางที่ในยามนี้ถูกคนของทางการจับตัวไปแล้ว“นายท่านข้าปรนนิบัติรับใช้ท่านมานานหลายปี ไม่เคยขอร้องท่านเลยสักครั้งแต่ครั้งนี้ขอให้นายท่านได้โปรดช่วยเมตตาข้าสักครั้งเถิด ท่านลุงของข้าไ







