เข้าสู่ระบบแม้จะมีอายุแค่เพียงสิบขวบแต่รูปโฉมของชุยชิงอีกลับทำให้ทุกคนที่ได้พบต่างพากันชื่นชมความงามของนางแล้ว พระสนมเต๋อเฟยไม่มีพระธิดา ข้างกายของพระนางไม่มีเด็กผู้หญิงคอยเอาอกเอาใจ หลานสาวในสกุลก็ไม่มีผู้ใดงดงามเท่าชุยชิงอี ดังนั้นทุกครั้งที่เสิ่นอวิ๋นหรูเข้าวังพระนางจึงมักจะตรัสถามถึงชุยชิงอีอยู่เสมอ ยามนี้เมื่อได้พบหน้าชุยชิงอีพระนางจึงได้ดีพระทัยมากเป็นพิเศษ
“ชิงอีพวกเราไม่ได้พบกันเสียนานเลย พอได้พบกันอีกครั้งเจ้าก็เติบใหญ่ถึงเพียงนี้แล้ว” ถ้อยคำทักทายของพระนางเต๋อเฟยทำให้ชุยชิงอีที่ย่อกายถวายการคารวะเสร็จแล้วเงยหน้าขึ้นมาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความนอบน้อม
“เพคะ ไม่ได้พบกันเสียนานเลย หม่อมฉันเองก็คิดไม่ถึงว่ายิ่งนานวันพระนางที่เดิมทีก็งามอยู่แล้วยิ่งงดงามมากยิ่งขึ้น”
“นอกจากจะงดงามแล้วยังปากหวานปานน้ำผึ้ง” พระนางเอ่ยพลางแย้มพระสรวลออกมา ถอดกำไลหยกที่ข้อมือออกแล้วกวักมือเรียกชุยชิงอีด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเอ็นดู
“มาให้ข้าดูหน้าให้ชัดๆ หน่อย มารับกำไลนี่ไปด้วย คนงามเช่นเจ้าสมควรจะได้สวมใส่แต่สิ่งดีๆ”
เมื่อพระนางเต๋อเฟยทรงตรัสออกมาเช่นนี้ชุยชิงอีก็เดินไปคุกเข่าลงตรงหน้าพระนางเต๋อเฟยแล้วยื่นมือไปรับกำไลที่พระนางประทานมาให้ด้วยท่าทีที่เต็มไปด้วยความนอบน้อม
“ขอบพระทัยเพคะ” ชุยชิงอีเอ่ยพลางรับกำไลมาแล้วจึงได้ขยับกายลุกขึ้นแล้วเดินไปยืนทางด้านหลังมารดาของนางในทันที
“อายุเพียงเท่านี้แต่กลับเรียนรู้มารยาทในวังได้อย่างไม่มีที่ติ กิริยามารยาทก็ดูสูงส่ง แตกต่างจากสิ่งที่มารดาของเจ้าเคยบอกกับข้าว่าเจ้าเป็นเด็กสาวที่เต็มไปด้วยความเกียจคร้าน ชุยชิงอีเจ้าถูกมารดาของเจ้าใส่ร้ายจนทำให้ข้าหลงเข้าใจเจ้าผิดไปเสียแล้ว” เมื่อทรงตรัสจบพระนางก็พระสรวลออกมาเสิ่นอวิ๋นหรูจึงรีบเอ่ยวาจาแก้ตัวให้ตนเองในทันที
“หม่อมฉันหาได้ใส่ร้ายนางเสียหน่อยเพคะ หากบุตรสาวของหม่อมฉันไม่ใช่จอมเกียจคร้านอันดับหนึ่งก็คงจะไม่มีผู้ใดกล้าเป็นอันดับสอง วันทั้งวันมัวแต่กิน นอน และอาบแดด ใช้ชีวิตดีเสียยิ่งกว่าหม่อมฉันที่เป็นมารดาของนางเสียอีกเพคะ” คำพูดของเสิ่นอวิ๋นหรูทำให้พระนางเต๋อเฟยแย้มพระสรวลออกมา
“รู้จักเสพสุขในชีวิตตั้งแต่วัยเยาว์เช่นนี้นับว่าเป็นคนที่มีวาสนา องค์ชายรองเจ้าดูคุณหนูใหญ่ชุยผู้นี้เอาไว้ วันหน้าจงรู้จักหาเวลาว่างเพื่อผ่อนคลายความเหนื่อยล้าให้แก่ตนเองบ้าง แม้ว่าข้าต้องการให้เจ้าเก่งกาจแต่ก็อยากให้เจ้ารู้จักหาความสุขให้แก่ตนเองบ้าง” ถ้อยคำประโยคนี้ของพระนางทำให้องค์ชายรองหลี่ฉางรีบก้าวออกมาแล้วเอ่ยกับพระนางด้วยน้ำเสียงนอบน้อมในทันที
“ลูกน้อมรับคำสอนของพระมารดาพ่ะย่ะค่ะ ขอพระมารดาโปรดวางพระทัยต่อไปนี้ลูกจะหาเวลาว่างมาอยู่กับพระมารดาให้มาก เพราะการอยู่กับพระมารดาคือช่วงเวลาแห่งความผ่อนคลายของลูก”
“ไม่เลว ยามนี้รู้จักเรียนรู้ที่จะพูดจาเอาอกเอาใจข้าได้แล้ว ไปเถิดพาคุณหนูใหญ่ชุยออกไปเดินเล่นเถิด ปล่อยให้อุดอู้อยู่ในตำหนักนางอาจจะเบื่อและอาจจะไม่อยากเข้าวังมาเยี่ยมเยียนข้าอีก นางไม่ได้เข้าวังมานานแล้วคงจะลืมเลือนความงดงามของพระราชอุทยานไปแล้วเจ้าพานางไปเดินเที่ยวสักรอบเถิด”
พระนางเต๋อเฟยทรงตรัสพลางโบกพระหัตถ์ให้องค์ชายหลี่ฉางเบาๆ องค์ชายรีบขานรับแล้วหันมาทางชุยชิงอีในทันที
“คุณหนูใหญ่ชุยเจ้าติดตามข้ามาเถิด นอกจากจะพาเจ้าชมอุทยานแล้วข้าจะพาเจ้าไปชิมขนมที่ครัวเล็กของพระมารดาที่พึ่งจะทำเสร็จใหม่ๆ ข้าขอรับรองว่าเจ้าจะต้องชื่นชอบขนมของตำหนักพระมารดาแน่ๆ”
องค์ชายรองหลี่ฉางตรัสพลางทำท่าว่าจะยื่นมือมาจับจูงมือของนาง แต่ชุยชิงอีกลับขยับมือหลบแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“เชิญองค์ชายรองเสด็จนำทางเถิดเพคะ หม่อมฉันจะได้ไม่หลง” เมื่อชุยชิงอีเอ่ยจบองค์ชายรองก็พลันขมวดคิ้ว เขาจ้องมองใบหน้าเล็กๆ ของนางอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงได้เดินนำหน้านางออกจากตำหนักของพระนางเต๋อเฟย
“พวกเราได้พบกันครั้งสุดท้ายก็เป็นเมื่อตอนที่เจ้ามีอายุได้หกเจ็ดขวบกระมัง หวังว่าเจ้าจะยังคงจดจำการพบกันครั้งสุดท้ายของพวกเราได้” คำพูดขององค์ชายรองหลี่ฉางทำให้ชุยชิงอีรีบเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อข่มกลั้นเสียงหัวเราะของตนเองในทันที
“หม่อมฉันจำรายละเอียดไม่ได้แล้ว รู้แต่ตอนนั้นหม่อมฉันล่วงเกินองค์ชายไปโดยไม่รู้ตัว หวังว่าองค์ชายจะไม่ทรงถือสาหม่อมฉันนะเพคะ” ชุยชิงอีเอ่ยออกมาพลางคิดถึงตนเองในวัยเยาว์ ที่อาศัยความไร้เดียงสาขององค์ชายรองหลี่ฉางเอารัดเอาเปรียบเขาและคอยกลั่นแกล้งเขาในยามที่ลับสายตาของผู้คน
แม้ว่าในส่วนลึกนางอยากจะทำร้ายเขาสักเพียงใดแต่เขาก็เป็นถึงองค์ชายรองของแคว้น สิ่งที่นางทำได้ก็มีแค่เพียงการกลั่นแกล้งเล็กๆ น้อยๆ เช่นพูดจาล้อเลียน แย่งขนมในมือและแอบหยิกแก้มของเขาในยามที่ไม่มีผู้อื่นอยู่ พอคิดได้ว่าเขาอาจจะเริ่มจำความได้แล้วนางจึงเว้นระยะห่างจากเขามากขึ้น
แต่เมื่อตอนที่นางมีอายุได้หกขวบ เขาพานางไปให้อาหารปลาในอุทยาน บรรดาข้ารับใช้ต่างก็มัวแต่เตรียมอาหารและน้ำชาเอาไว้ให้เขาและนาง นางแสร้งทำท่าว่าจะเสียหลักตกน้ำแล้วดึงร่างของเขาเอาไว้ใช้ความลื่นของขอบบ่อทำให้เขาตกลงไปในบ่อน้ำ
แม้ว่าจะเกรงกลัวความผิดสักเพียงใดจิตสังหารที่ฝังอยู่ในส่วนลึกของจิตใจกลับเอาชนะ วันนั้นนางแสร้งร้องห่มร้องไห้อย่างไร้เดียงสาแล้วแสร้งกระโดดลงไปเพื่อจะช่วยเขา แต่แท้จริงแล้วนางแสร้งกดศีรษะของเขาเอาไว้ให้อยู่ใต้น้ำ นางลืมเลือนไปเลยว่าหากเขาเสียชีวิตระหว่างที่อยู่กับนางคนในสกุลชุยอาจจะได้รับโทษ กว่านางจะคิดได้ก็ตอนที่องครักษ์หลวงพากันกระโดดลงมาบ่อน้ำแล้ว นางจึงแสร้งดันร่างของเขาขึ้นไปบนขอบบ่อแล้วทิ้งร่างของตนเองลงไปใต้บ่อน้ำเสียเอง
หลังจากที่องครักษ์ช่วยนางขึ้นมาได้จึงไม่มีผู้ใดกล้าตำหนินาง มีแค่เพียงองค์ชายรองที่เป็นคนยืนยันว่าจะพานางมาให้อาหารปลาให้ได้ถูกพระสนมเต๋อเฟยเอ่ยปากตำหนิ ถึงอย่างไรนางก็เป็นแก้วตาดวงใจของทั้งสกุลเสิ่นและสกุลชุยหากเกิดเรื่องขึ้นกับนางจริงๆ พระนางเองก็ยากจะพ้นความผิด
“ข้าจะกล้าถือสาเจ้าได้อย่างไร วันนั้นเป็นข้าเองที่ยืนยันว่าจะพาเจ้ามาให้อาหารปลา ตอนที่ข้าตกลงไปทั้งที่เจ้าเองก็ยังว่ายน้ำไม่เป็นแต่ยังคิดจะช่วยข้า สุดท้ายคนที่เกือบจะเอาชีวิตไปทิ้งก็คือเจ้า โชคดีที่วันนั้นเจ้าไม่ได้เป็นอันใดหากเกิดเรื่องร้ายขึ้นกับเจ้า ข้าคงจะต้องรู้สึกเสียใจไปตลอดชีวิต”
คำพูดขององค์ชายรองเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย นอกจากเกรงกลัวความผิดโทษฐานที่ทำให้หลานสาวเพียงคนเดียวของท่านราชครูเสิ่นจมน้ำแล้ว ยังมีความเสียใจอันท่วมท้นที่ปะทุออกมาจากส่วนลึกของจิตใจทำให้เขาแทบจะไม่อยากจะมีชีวิตอยู่หากเกิดเรื่องร้ายขึ้นกับนาง
“องค์ชายรองไม่ทรงถือสาก็ดีแล้วเพคะ” ชุยชิงอีเอ่ยออกมาพลางละสายตาจากไปใบหน้าของเขาไปมองดอกเบญจมาศที่พากันเบ่งบานอยู่จนเต็มสวนแทน
“เจ้าชอบดอกไม้หรือไม่ หากชื่นชอบเจ้าชอบดอกอะไรก็ขอให้บอกกับข้า ข้าจะได้ให้คนส่งต้นดอกไม้ไปให้เจ้าปลูก” คำถามของเขาทำให้ชุยชิงอียิ้มออกมา
“หม่อมฉันชอบดอกปี้อั้นเพคะ” คำตอบของนางทำให้องค์ชายรองขมวดคิ้ว
“เจ้าหมายถึงดอกพลับพลึงแดงที่มีความเชื่อว่าพวกมันมักจะเบ่งบานตามสองข้างทางของถนนแห่งยมโลกนั่นน่ะหรือ” คำถามของเขาทำให้ชุยชิงอีพยักหน้า นางจดจำกลิ่นหอมของดอกปี้อั้นที่เบ่งบานอยู่ในยมโลกได้ กลิ่นหอมที่โชยเข้าจมูกของนางในยามนั้นช่วยดึงความทรงจำที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความเศร้าของนางออกมา จนกระทั่งในยามนี้นางยังไม่อาจจะลืมเลือนความเจ็บปวดที่นางเคยได้รับจากเขาในชาติที่แล้ว ความทรงจำเหล่านั้นทำให้นางไม่อาจจะทนมองหน้าขององค์ชายรองได้เลยสักครั้ง
ในบรรดาคุณชายทั้งสามแห่งจวนอัครเสนาบดี ผู้คนต่างกล่าวกันว่า ชุยชีอันเป็นคนที่ “น่ากลัว” ที่สุด พี่ใหญ่ชุยชีชวนสุขุมอ่อนโยน พี่รองชุยชีห่าวเจ้าสำอางและพูดเก่ง แต่คุณชายสามผู้นี้กลับเย็นชา เงียบขรึม และดุดันยามลงมือทำงานเขาเชี่ยวชาญการต่อสู้ ตั้งแต่วัยเยาว์ก็ชอบสืบคดีและจับโจร จึงเข้าสังกัดศาลต้าหลี่ตั้งแต่อายุยังน้อย กลายเป็นมือปราบฝีมือโดดเด่นที่สุดของกรมอาญา ส่วนเจ้านายโดยตรงของเขาคือ เจ้ากรมตุลาการแห่งศาลต้าหลี่ นิ่งหย่วนเจ๋อนิ่งหย่วนเจ๋อมีบุตรสาวเพียงคนเดียว นามว่า “นิ่งซินเยว่” หากกล่าวถึงชื่อเสียงของนางในเมืองหลวง ผู้คนล้วนขนลุก เพราะนางคือ “หวู่โจ้” มือหนึ่งของศาลต้าหลี่ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการชันสูตรศพมากที่สุดในขณะที่คุณหนูสกุลอื่นกำลังปักผ้า ชมดอกไม้ หรือลองเครื่องประดับ นิ่งซินเยว่กลับใช้เวลาทั้งวันอยู่ในห้องเก็บศพ ตรวจบาดแผล เลาะกระดูก และวิเคราะห์สาเหตุการตาย แม้นางจะงดงามเพียงใด แต่เพราะอาชีพของนาง ทำให้เรื่องแต่งงานล่าช้ามาหลายปีดังนั้นยามที่จวนอัครเสนาบดีส่งแม่สื่อมาสู่ขอ นิ่งหย่วนเจ๋อถึงกับตกตะลึง“เจ้าพูดจริงหรือ คนอย่างชุยชีอันน่ะหรือที่อยากจะแต่งงานกับบุตรสาวของ
ชุยชีห่าว คุณชายรองแห่งจวนอัครเสนาบดี เป็นบุรุษที่ผู้คนในเมืองหลวงต่างกล่าวขานว่า “เจ้าสำอางอันดับหนึ่ง”ทุกครั้งที่เขาออกจากจวน เสื้อผ้าจะต้องไร้รอยยับ เครื่องหยกที่ห้อยเอวต้องเข้าชุดกับสีอาภรณ์ เส้นผมดำขลับถูกจัดอย่างประณีต แม้แต่พัดในมือยังเปลี่ยนไปตามฤดูกาลบัณฑิตในเมืองหลวงหลายคนลอบหัวเราะว่าเขาแต่งตัวโอ้อวดเกินเหตุ แต่ไม่มีผู้ใดรู้ว่าทั้งหมดนั้นล้วนมีเหตุผลมารองรับ และเหตุผลนั้นมีชื่อว่า “จี้หรงอิน”จี้หรงอินคือคุณหนูใหญ่แห่งสกุลจี้ บุตรสาวคนโตของคหบดีใหญ่ผู้ครอบครองกิจการมากมายทั่วเมืองหลวง ทั้งหอสุราเยี่ยนโหรว ภัตตาคารเฝิงไหล หอเครื่องประดับ ร้านผ้า และร้านค้าอีกนับไม่ถ้วนนางงดงามสะดุดตา อีกทั้งยังเฉลียวฉลาดเก่งกาจเรื่องการค้า ตั้งแต่อายุยังน้อยก็ช่วยบิดาดูแลกิจการได้อย่างคล่องแคล่วชุยชีห่าวพบจี้หรงอินครั้งแรกที่ภัตตาคารเฝิงไหลวันนั้นเขาพาน้องสาวทั้งสองออกมากินอาหาร แต่กลับเห็นสตรีผู้หนึ่งกำลังยืนคิดบัญชีอยู่ด้านหน้าด้วยสีหน้าสงบนิ่ง นางสวมชุดสีเขียวอ่อน ใบหน้างดงามละมุน ทว่าแววตากลับเฉียบคมยามสั่งการลูกน้องในภัตตาคารเพียงแวบเดียว หัวใจของคุณชายรองก็สั่นไหว หลังจากนั้นเขาจ
ชุยชีชวนคือ บุรุษหนุ่มที่มีใบหน้าหล่อเหลา ดวงตาเรียบเฉยแต่แฝงความเฉียบคม เขาเป็นคุณชายใหญ่แห่งจวนอัครเสนาบดี ผู้คนต่างกล่าวขานว่าทั้งบุ๋นและบู๊เขาล้วนเป็นเลิศ ตั้งแต่อายุยังน้อยก็ได้เข้าทำงานในสำนักราชเลขาธิการ เป็นผู้ช่วยคนสนิทของราชเลขาธิการซ่งเซียวหมิงแต่เพราะดีพร้อมเกินไป จึงกลายเป็นที่หมายปองของสตรีทั่วเมืองหลวง โดยเฉพาะท่านหญิงซ่งเจาหนิง บุตรสาวคนโตของซ่งเซียวหมิง นางเป็นที่โปรดปรานขององค์ไทเฮาจนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ท่านหญิงเพียงคนเดียวของสกุลซ่งซ่งเจาหนิงแสดงออกอย่างชัดเจนว่าชื่นชอบชุยชีชวน จนถึงขั้นให้ผู้เป็นบิดามาทาบทามเขาหลายครั้ง สุดท้ายชุยชีชวนจึงได้จนมุมเอ่ยโกหกออกไปอย่างไม่คำนึงถึงผลที่ตามมา“ข้าน้อยมีคู่หมายแล้วขอรับ”ประโยคนั้นทำให้ซ่งเซียวหมิงยอมล้มเลิกความคิด แต่กลับสร้างปัญหาใหญ่ให้จวนสกุลชุยแทนเพราะกังวลว่าเมื่อซ่งเซียวหมิงรู้ว่าชุยชีชวนโกหกเพื่อปฏิเสธบุตรีของเขา ความสัมพันธ์ระหว่างสองจวนจะต้องแตกร้าวอย่างแน่นอน ฮูหยินชุยก็รีบเรียกแม่สื่อมาคัดเลือกว่าที่สะใภ้ทันที“ในเมื่อเจ้าบอกว่ามีคู่หมายแล้ว เช่นนั้นก็รีบเลือกมาสักคน”ชุยชีชวนมองม้วนภาพกองโตอย่างหมดอาลัย
ข้าคือชุยชิงหว่าน บุตรสาวของอนุสกุลชุย ในปีแรกที่เข้ามาอยู่ในจวนสกุลชุย ข้าเต็มไปด้วยความริษยาและความไม่พอใจ ราวกับหัวใจถูกโยนลงในกองไฟที่ไม่มีวันมอดดับเดิมทีข้าเคยคิดมาตลอดว่าตนเองคือบุตรสาวเพียงคนเดียวของบิดา จวบจนวันที่บิดาพาข้าและมารดาเข้าจวนสกุลชุยของเข้า ข้าจึงเพิ่งจะรู้ว่าแท้จริงแล้วข้ามีพี่ชายถึงสามคน มีพี่สาวอีกหนึ่งคน ส่วนข้าเป็นเพียงบุตรสาวนอกสมรสที่เขาพากลับเข้าจวนตอนแรกข้าคิดว่าชีวิตตนเองคงจะดีขึ้น แม้ว่าจะเป็นบุตรสาวนอกสมรสแต่บิดาของข้าเป็นถึงอัครมหาเสนาบดีถึงอย่างไรก็ยังมีฐานะสูงกว่าบุตรสาวของบัณฑิตยากจนอย่างเช่นมารดาแท้ๆ ของขาแต่พอเข้ามาอยู่ในจวนอัครเสนาบดีจริง ๆ ข้าจึงได้รู้ว่า ฐานะ “บุตรสาวของอนุที่ถูกเลี้ยงดูอยู่นอกจวน” นั้นต่ำต้อยเพียงใดในสายตาของผู้คน แม้แต่บ่าวรับใช้บางคนยังกล้ามองข้าด้วยสายตาดูแคลนข้าเกลียดสายตาเหล่านั้นเหลือเกิน เกลียดเสียจนอยากดึงมันออกจากใบหน้าของคนพวกนั้นเสีย แต่ข้าทำก็อะไรพวกเขาไม่ได้ สิ่งที่ทำได้มีเพียงการพยายามเรียนรู้ศาสตร์ทั้งสี่อยู่แต่เรือนซวีถงที่บิดามอบให้ข้าและมารดาของข้าเท่านั้นจวบจนวันหนึ่ง ทุกอย่างในชีวิตข้าก็เปลี่ยนไปอีกครั
หลังผ่านพ้นคลื่นลมและการแย่งชิงอำนาจมาอย่างยาวนาน ในที่สุดใต้หล้าก็กลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้งภายใต้การปกครองของฮ่องเต้พระองค์ใหม่ บ้านเมืองค่อย ๆ ฟื้นตัว ราชสำนักเริ่มเปิดกว้างให้ประชาชนทุกชนชั้นสามารถเข้าสอบรับราชการได้ ไม่จำกัดเพียงชาติตระกูลสูงศักดิ์อีกต่อไป ผู้มีความสามารถจึงได้รับโอกาสอย่างแท้จริงดินแดนทางเหนือที่เคยเต็มไปด้วยสงครามก็สงบสุขลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ชาวบ้านใช้ชีวิตอย่างร่มเย็น ควันไฟแห่งสงครามมอดดับลง เหลือเพียงประชาชนได้กินอิ่มนอนอุ่น ไม่ต้องใช้ชีวิตอย่างหวาดผวาและไม่ต้องเผชิญหน้ากับความอดอยากยามเกิดสงครามอีกสุขภาพของไท่ซ่างหวงเองก็ดีขึ้นตามลำดับ พิษร้ายที่สะสมในพระวรกายถูกถอนพิษออกไปจนหมดแล้ว ร่างกายค่อยๆ ฟื้นตัวจนไม่หลงเหลืออาการประชวรเรื้อรังอีกต่อไป หลังปลดภาระทั้งหมดออกจากบ่า พระองค์ดูผ่อนคลายและมีชีวิตชีวามากกว่าก่อนที่จะได้ครองราชย์เสียอีก และสถานที่ที่พระองค์เสด็จไปอยู่บ่อยครั้งก็คือจวนอ๋องพิทักษ์แผ่นดินไม่เพียงไท่ซ่างหวงเท่านั้น แม้แต่ชุยวั่งชู อดีตอัครเสนาบดีผู้มากความสามารถก็ขอลาออกจากราชการ หลังเห็นว่าราชสำนักมั่นคงแล้ว เขาใช้ชีวิตบั้นปลายอย่าง
กลิ่นโอสถเข้มข้นลอยคลุ้งไปทั่วตำหนักบรรทม เสียงไอแผ่วต่ำดังขึ้นเป็นระยะ ทำให้บรรยากาศภายในหนักอึ้งจนแทบไม่มีผู้ใดกล้าหายใจแรง หลี่เหิงฮ่องเต้บรรทมอยู่บนแท่นบรรทมและสลักด้วยลวดลายมังกร พระพักตร์ซีดเซียวกว่าที่เคย แม้จะฝืนประคองพระองค์มาหลายวัน แต่พิษร้ายที่สะสมอยู่ในพระวรกายกลับยิ่งกัดกร่อนจนยากจะต้านทานเหล่าขุนนางคนสนิทคุกเข่าอยู่ตรงหน้าแท่นบรรทม ไม่มีผู้ใดกล้าเอื้อนเอ่ย“เสด็จพี่ ทรงพักก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ” อ๋องเก้าหลี่หานโม่เอ่ยเสียงต่ำ ดวงตาคมเข้มเต็มไปด้วยความกังวล หลี่เหิงฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรมองพระอนุชาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนแย้มพระสรวลออกมาอย่างอ่อนล้า“ฝืนต่อไปก็ไร้ประโยชน์” สุ้มเสียงนั้นแผ่วเบา แต่กลับทำให้หัวใจของทุกคนสั่นสะเทือนวันเดียวกันนั้น ราชโองการสำคัญก็ถูกประกาศออกไปทั่วทั้งแผ่นดิน หลี่เหิงฮ่องเต้ทรงสละราชบัลลังก์ แต่งตั้งองค์ชายใหญ่หลี่เฉิง ขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้พระองค์ใหม่ แต่งตั้งคุณหนูรองสกุลชุย ชุยชิงหว่าน ขึ้นเป็นฮองเฮา แต่งตั้งซูฮองเฮาเป็นไทเฮา และแต่งตั้งซ่งไทเฮาเป็นไท่หวงไท่เฮาทันทีที่ราชโองการฉบับแรกประกาศออกมา ราชโองการฉบับที่สองก็ถูกประกาศตามมาติดๆปลดขุนนางส
สีหน้าและแววตาที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวของเสิ่นอวิ๋นหรูทำให้ชุยวั่งชูทอดถอนใจออกมา“เจ้าคิดจะหย่ากับข้า เจ้าไม่คิดถึงชวนเกอ ห่าวเกอและอันเกอแล้วหรือ ยังมีอีอีน้อยของเจ้าอีก เจ้าจะทำใจหย่าขาดจากข้าไปได้จริงๆ หรือ อวิ๋นหรูข้าขอยื่นคำมั่นกับเจ้าเอาไว้ตรงนี้ ข้าจะควบคุมดูแลพวกนางแม่ลูกให้ดีจะไม่ปล่อ
ชุยวั่งชูเอ่ยถามภรรยาด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง ยิ่งเสิ่นอวิ๋นหรูสงบนิ่งมากเท่าไหร่ในใจของเขาก็ยิ่งรู้สึกหวาดหวั่นมากเท่านั้น ช่วงสองสามเดือนมานี้เขาจึงไม่ค่อยจะกล้าสู้หน้าเสิ่นอวิ๋นหรูเท่าใดนัก ทำได้แค่เพียงไปอยู่ที่เรือนซวีถงของเฉินเวินเหนียงเพื่อหลบหน้านาง“อนุเฉินบอกว่านางต้องคอยปรนนิบัติท่านทุกคืน
ยิ่งคิดถึงสามีเสิ่นอวิ๋นหรูก็ยิ่งปวดใจ แม้จะรู้ดีว่าบุตรสาวมีอายุแค่เพียงสิบปี แต่ช่วงหลายเดือนมานี้คนที่นางสามารถปรับทุกข์ได้ก็มีแค่เพียงชุยชิงอีผู้เป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของนางเท่านั้น“พวกนางเข้ามาอยู่ในจวนได้สามเดือนแล้ว แม่ทำตามคำแนะนำของเจ้าไม่ยอมรับชุยชิงหว่านเข้ามาเป็นบุตรสาวภายใต้ชื่อของตน
ชีวิตใหม่ของชุยชิงอีทำให้นางจำต้องทอดถอนใจอีกครั้ง นางยังคงกลับมาเกิดใหม่ในจวนสกุลชุยเช่นเดิม กับท่านพ่อคนเดิมและท่านแม่คนเดิม ยังคงเป็นคุณหนูใหญ่สกุลชุยที่มีความงามตั้งแต่แรกเกิดคนเดิม สิ่งเดียวที่แตกต่างไปจากเดิมก็คือนางพกพาความทรงจำในชาติก่อนมาด้วย“เพราะไอ้เวรนั่นแท้ๆ ข้าจึงไม่ได้ดื่มน้ำแกงลืมเ







