Home / รักโบราณ / เกิดใหม่อีกทีข้าผู้นี้ขอเป็นปลาเค็ม / บทที่ 9 ลงมือครั้งแรกกับหวังฟางเฟย

Share

บทที่ 9 ลงมือครั้งแรกกับหวังฟางเฟย

Author: BigM00N
last update publish date: 2026-05-30 21:14:18

องค์ชายรองย่อมจะสัมผัสถึงสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังของชุยชิงอีได้ แต่ไม่ว่าจะคิดทบทวนอย่างไรเขาก็ไม่เคยทำสิ่งใดที่จะทำให้นางรู้สึกโกรธเคืองเลยสักครั้ง ดังนั้นสิ่งที่เขาคิดได้ในยามนี้ก็คือเรื่องการตกน้ำของนางและเขาในวัยเด็กคงจะทำให้นางจดจำฝังใจนางจึงไม่ชอบหน้าเขา

“หากส่งต้นดอกปี้อั้นไปให้เจ้าปลูก พระมารดาคงจะต้องตำหนิข้าเป็นแน่ เอาไว้ข้าจะหาต้นดอกเบญจมาศแดงหรือไม่ก็ต้นดอกโบตั๋นสีแดงส่งไปให้เจ้าก็แล้วกันนะ” เมื่อเขาเอ่ยจบก็ชี้ไปที่ศาลาหลังน้อยแล้วบอกกับนางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ข้าสั่งให้คนเตรียมขนมและน้ำชารอพวกเราในศาลาหลังนั้นแล้ว พวกเราไปที่นั่นกันเถิด” เมื่อเขาเอ่ยออกมาเช่นนี้ชุยชิงอีก็พยักหน้าแล้วเดินตามเขาเข้าไปในศาลาหลังน้อย

กลิ่นหอมของขนมอบและน้ำชาทำให้สีหน้าของชุยชิงอีดีขึ้น องค์ชายรองลอบยิ้มออกมาเมื่อเห็นว่านางชื่นชอบขนมที่คนของเขาเตรียมมาให้

“หากเจ้าชื่นชอบข้าจะให้คนจัดเตรียมใส่กล่องให้เจ้านำกลับจวนนะ” เมื่อเขาเอ่ยออกมาเช่นนี้ชุยชิงอีก็พยักหน้า ในใจก็คิดว่า

‘ไม่เลวเลยอายุเพียงเท่านี้รู้จักใช้ขนมมาซื้อใจข้าแล้ว’ 

แม้จะคิดเช่นนั้นแต่ชุยชิงอีก็ไม่คิดจะปฏิเสธ ขนมในโรงครัวเล็กของพระนางเต๋อเฟยอร่อยกว่าขนมที่วางขายอยู่นอกวังมากนัก นางคิดเอาไว้แล้วว่าหากวันใดพระสนมทรงล้มป่วยแล้วตายจากไป สิ่งแรกที่นางจะทำในชาตินี้ก็คือซื้อตัวพ่อครัวและแม่ครัวของพระสนมเอาไว้ วันหน้านางอาจจะลงทุนเปิดกิจการโรงน้ำชาแล้วอาจจะใช้ขนมเหล่านี้ช่วยนางหาเงินเข้ากระเป๋าก็ได้

หลังจากกินขนมและจิบชาไปได้ครู่หนึ่งองค์ชายรองก็เริ่มจะสัมผัสได้แล้วว่าเขาเป็นคนเดียวที่กระตือรือร้นจะเริ่มต้นบทสนทนา แต่นางทำแค่เพียงพยักหน้าหรือส่ายหน้า นางอาจจะตอบคำพูดของเขาก็แค่เพียงประโยคสั้นๆ ทำให้สุดท้ายแล้วระหว่างเขาและนางก็มีแค่เพียงความเงียบใส่กันเพียงเท่านั้น

ท่ามกลางความเงียบ องค์ชายรองที่คิดหาคำพูดมาพูดคุยกับนางไม่ได้แล้วตัดสินใจเอ่ยถามนางด้วยความข้องใจในทันที

“ชุยชิงอี เจ้าไม่ชอบหน้าข้าเพราะเรื่องที่พวกเราเคยตกน้ำด้วยกันในปีนั้นใช่หรือไม่”

“ไม่นะเพคะ หม่อมฉันหาได้ไม่ชอบหน้าองค์ชาย” ชุยชิงอีตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ในใจกลับคิดว่า ‘หม่อมฉันเกลียดองค์ชายต่างหากเล่าเพคะ’

“ในเมื่อเจ้าไม่ได้ไม่ชอบหน้าก็นับว่าดียิ่ง ยามนี้พระมารดาของข้ากำลังเฟ้นหาคู่หมายให้ข้า ขอบอกตามตรงว่าคนที่พระนางหมายตาก็คือเจ้า” คำพูดขององค์ชายรองทำให้ชุยชิงอีจ้องมองใบหน้าของเขาเป็นครั้งแรก ดวงหน้าอ่อนเยาว์ แววตากระจ่างใส ใบหน้านี้เมื่อเติบใหญ่ขึ้นมาสามารถล่อลวงใจของนางจนนางยอมทุ่มเทให้เขาแทบจะทุกอย่าง แต่ชาตินี้นางไม่คิดจะปล่อยให้ตนเองต้องลงเอยเฉกเช่นในชาติที่แล้ว

“ต้องขอประทานอภัยเพคะ หม่อมฉันไม่ต้องการแต่งงานเข้าวังหลวง แม้ว่าเรื่องแต่งงานจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพ่อแม่ แต่องค์ชายคงจะไม่ทำให้ตนเองต้องทนฝืนใจแต่งงานกับคนที่ตนเองไม่อยากแต่งงานด้วยหรอกนะเพคะ”

ชุยชิงอีเอ่ยพลางพยายามคิดว่าตอนอายุสิบขวบเขากับหวังฟางเฟยสนิทสนมกันแล้วหรือยัง เหมยเขียวม้าไม้ไผ่คู่นี้มีใจรักมั่นต่อกันในเวลาไหน ชาติที่แล้วเท่าที่นางจำได้ หวังฟางเฟยแต่งเป็นพระชายาเอกของเขาก่อนหน้านางถึงสองปี ดังนั้นยามนี้นางจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกังวลต่อคำพูดของเขา

“หากต้องทนฝืนใจแต่งกับคนที่ไม่คุ้นเคย มิสู้เลือกแต่งกับคนใกล้ชิดสนิทสนมมาตั้งแต่เด็กไม่ดีกว่าหรือเพคะ หม่อมฉันเองก็เคยมีความคิดว่าเมื่อเติบใหญ่จะแต่งให้กับสหายสักคนของพี่ชาย แต่ท่านแม่บอกว่ายามนี้หม่อมฉันยังเล็กนักจึงห้ามไม่ให้หม่อมฉันเอ่ยถึงเรื่องนี้อีก”

เมื่อชุยชิงอีเอ่ยออกมาเช่นนี้ ในหัวใจขององค์ชายรองก็พลันร้อนรุ่มอย่างหาสาเหตุไม่ได้ พี่ชายของชุยชิงอีมีตั้งสามคน เป็นสหายคนใดของพวกเขากันแน่ที่ทำให้เด็กน้อยอย่างชุยชิงอีเคยมีความคิดว่าจะแต่งงานด้วย

“องค์ชายรองเพคะ หม่อมฉันตามหาองค์ชายอยู่ตั้งนาน ที่แท้ก็มาอยู่ที่นี่เองหรือเพคะ”

น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความออดอ้อนพร้อมด้วยร่างเล็กๆ ของหวังฟางเฟยทำให้ชุยชิงอีเก็บงำสีหน้าของตนเองเอาไว้ บนใบหน้าของชุยชิงอีมีรอยยิ้มน้อยๆ ประดับอยู่แต่ในใจกลับกำลังประเมินเด็กน้อยตรงหน้าด้วยสายตาเย็นชา

หวังฟางเฟยคือหลานสาวจากสกุลเดิมของพระสนมเต๋อเฟย เดิมทีพระสนมเต๋อเฟยตั้งพระทัยว่าจะเลี้ยงดูอยู่ข้างกายของพระสนม แต่เพราะนางเป็นหลานสาวที่ได้รับความโปรดปรานจากนายท่านผู้เฒ่าสกุลหวัง ทำให้หวังฟางเฟยไม่อาจจะรั้งอยู่ข้างกายของพระสนมได้ ทำได้แค่เพียงเข้าออกวังหลวงอยู่บ่อยครั้งเมื่อมาคลายความเหงาให้แก่พระสนมเพียงเท่านั้น

“น้องเฟยเอ๋อร์ เจ้ามาทำความรู้จักกับคุณหนูใหญ่สกุลชุยเสียสิ นางมีอายุเท่าพวกเรา ระหว่างที่อยู่นอกวังพวกเจ้าน่าจะสามารถคบหาเป็นสหายกันได้” คำพูดขององค์ชายรองทำให้ชุยชิงอีลอบยิ้มหยันออกมา

“ได้ยินมาว่าท่านราชครูหวังคือบิดาของเจ้า” คำพูดของชุยชิงอีทำให้หวังฟางเฟยเลิกคิ้วขึ้น ส่วนองค์ชายรองพึ่งจะคิดได้ว่าท่านราชครูเสิ่นที่พึ่งจะพ้นตำแหน่งไปคือท่านตาของชุยชิงอี เขาจึงได้เอ่ยออกมาเพื่อช่วยสานสัมพันธ์ให้ชุยชิงอีและหวังฟางเฟย

“ท่านราชครูหวังคือศิษย์เอกของท่านอดีตราชครูเสิ่น จะว่าไปพวกเจ้าก็มีความเกี่ยวพันกันอยู่ไม่น้อย” คำพูดของเขาทำให้ชุยชิงอีส่ายหน้า

“ลูกศิษย์ของท่านตาของข้ามีอยู่มากมาย ท่านราชครูหวังทั้งเก่งกาจและสูงส่งถึงเพียงนั้น หากเขาเป็นศิษย์ของท่านตาของข้าจริงก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจของท่านตา ข้าที่เป็นหลานสาวของท่านตาก็คือหลานสาวของอาจารย์ของท่านพ่อของเจ้า สำหรับเรื่องนี้คุณหนูหวังมีความคิดเห็นเช่นไร” คำถามของชุยชิงอีทำให้หวังฟางเฟยแค่นยิ้มออกมาในทันที

“ที่แท้ก็เป็นแค่เพียงหลานสาวคนหนึ่งของท่านอดีตราชครู ท่านพ่อของข้ามักจะพูดถึงเขาอยู่เสมอว่าเป็นตาเฒ่าหัวแข็งไม่รู้จักพลิกแพลงและไม่รู้จักโอนอ่อนผ่อนตาม ยามนี้เขาหลุดพ้นไปจากตำแหน่งก็นับว่าสมน้ำหน้าเขาแล้ว ตาเฒ่าตกอับผู้นั้น ท่านพ่อของข้าไม่มีทางเป็นลูกศิษย์ของเขาได้หรอก” คำพูดของหวังฟางเฟยทำให้ชุยชิงอีพยักหน้าพลางหันไปพูดกับองค์ชายรองด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มในทันที

“อ่อ! ที่แท้ท่านราชครูหวังก็มีความคิดเช่นนี้ต่อท่านตาของข้านี่เอง” คำพูดของชุยชิงอีทำให้องค์ชายรองรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างที่ผิดปกติ แต่เขาก็ไม่รู้ว่าผิดปกติที่ตรงไหน เขาจึงได้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเอาอกเอาใจคุณหนูทั้งสอง

“เรื่องของผู้ใหญ่พวกเจ้าอย่าได้เก็บมาใส่ใจ มาเถิดมานั่งกินขนมดื่มชาด้วยกันดีกว่า” เมื่อเขาเอ่ยเชื้อเชิญเช่นนี้หวังฟางเฟยก็เดินไปนั่งลงเคียงข้างเขาส่วนชุยชิงอีขยับกายลุกขึ้นในทันที

“กับบุตรสาวของคนที่กล้าพูดจาดูหมิ่นท่านตาของข้า ข้าคงจะทำใจร่วมวงกินขนมและดื่มชาด้วยไม่ได้ เชิญองค์ชายและคุณหนูหวังตามสบายเถิด ข้าขอตัวไปเข้าเฝ้าพระสนมในตำหนักดีกว่า” คำพูดของชุยชิงอีทำให้องค์ชายรองย่นหัวคิ้วแต่หวังฟางเฟยที่ยามนี้ยังเป็นแค่เพียงเด็กสิบขวบยังไม่ได้รับรู้ถึงสถานการณ์ของบิดาในราชสำนักจึงได้แสยะยิ้มใส่ชุยชิงอีแล้วเอ่ยออกมาด้วยความไร้เดียงสา

“เป็นแค่หลานสาวของอดีตราชครูที่ทนขายหน้าในราชสำนักไม่ไหวจนต้องลาออก ยังมีหน้ามาพูดจายโสโอหังต่อหน้าพระพักตร์ขององค์ชาย ต่อไปก็หัดระมัดระวังคำพูดของเจ้าเอาไว้วันหน้าจะได้ไม่ก่อเรื่องขายหน้าให้แก่ตนเองและคนในสกุลของเจ้า”

“ขอบคุณคุณหนูหวังที่เอ่ยวาจาตักเตือนข้าจะจดจำคำพูดของเจ้าเอาไว้” เมื่อเอ่ยจบชุยชิงอีก็เดินกลับเข้าไปในตำหนักของพระสนมเต๋อเฟย เมื่อพบหน้าของพระสนมนางก็หาได้พูดจาเพื่อทูลฟ้องพระสนม แสร้งทำเป็นว่าตนเองได้รับความไม่เป็นธรรมต่อหน้าพระพักตร์แล้วเอ่ยวาจาชักชวนมารดาของตนกลับจวน

ชุยชิงอีเชื่อว่าพระสนมจะต้องสอบถามเรื่องนี้จากนางข้าหลวงและขันทีที่ติดตามองค์ชายรองเป็นแน่ ถึงยามนั้นพระนางก็คงจะได้รู้ว่าหลานสาวคนดีของพระนางพูดจาล่วงเกินอดีตราชครูเสิ่นต่อหน้าชุยชิงอี

เมื่อกลับไปถึงจวนสิ่งแรกที่นางทำก็คือสั่งให้คนนำคำพูดของหวังฟางเฟยไปพูดต่อจนกลายเป็นข่าวลือ ยามนี้หวังเหวินผู้เป็นบิดาของหวังฟางเฟยพึ่งจะเข้ารับตำแหน่งราชครู คำพูดของหวังฟางเฟยคือการโจมตีที่ตรงจุด ไม่เคารพอาจารย์เท่ากับไม่มีใจกตัญญู คนที่ขาดคุณธรรมหลักอย่างเช่นการกตัญญูจะสามารถดำรงตำแหน่งราชครูได้อย่างไร

ส่วนคุณหนูสกุลหวังพูดจาไม่คิดทำให้บิดาเดือดร้อนไม่ว่าสกุลหวังจะจัดการกับนางเช่นไรแต่ชุยชิงอีมั่นใจว่าจะต้องเป็นโทษทัณฑ์ที่หนักหนาสาหัสสำหรับเด็กอายุสิบขวบอย่างแน่นอน

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เกิดใหม่อีกทีข้าผู้นี้ขอเป็นปลาเค็ม   ตอนพิเศษที่ 4 : ชุยชีอัน

    ในบรรดาคุณชายทั้งสามแห่งจวนอัครเสนาบดี ผู้คนต่างกล่าวกันว่า ชุยชีอันเป็นคนที่ “น่ากลัว” ที่สุด พี่ใหญ่ชุยชีชวนสุขุมอ่อนโยน พี่รองชุยชีห่าวเจ้าสำอางและพูดเก่ง แต่คุณชายสามผู้นี้กลับเย็นชา เงียบขรึม และดุดันยามลงมือทำงานเขาเชี่ยวชาญการต่อสู้ ตั้งแต่วัยเยาว์ก็ชอบสืบคดีและจับโจร จึงเข้าสังกัดศาลต้าหลี่ตั้งแต่อายุยังน้อย กลายเป็นมือปราบฝีมือโดดเด่นที่สุดของกรมอาญา ส่วนเจ้านายโดยตรงของเขาคือ เจ้ากรมตุลาการแห่งศาลต้าหลี่ นิ่งหย่วนเจ๋อนิ่งหย่วนเจ๋อมีบุตรสาวเพียงคนเดียว นามว่า “นิ่งซินเยว่” หากกล่าวถึงชื่อเสียงของนางในเมืองหลวง ผู้คนล้วนขนลุก เพราะนางคือ “หวู่โจ้” มือหนึ่งของศาลต้าหลี่ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการชันสูตรศพมากที่สุดในขณะที่คุณหนูสกุลอื่นกำลังปักผ้า ชมดอกไม้ หรือลองเครื่องประดับ นิ่งซินเยว่กลับใช้เวลาทั้งวันอยู่ในห้องเก็บศพ ตรวจบาดแผล เลาะกระดูก และวิเคราะห์สาเหตุการตาย แม้นางจะงดงามเพียงใด แต่เพราะอาชีพของนาง ทำให้เรื่องแต่งงานล่าช้ามาหลายปีดังนั้นยามที่จวนอัครเสนาบดีส่งแม่สื่อมาสู่ขอ นิ่งหย่วนเจ๋อถึงกับตกตะลึง“เจ้าพูดจริงหรือ คนอย่างชุยชีอันน่ะหรือที่อยากจะแต่งงานกับบุตรสาวของ

  • เกิดใหม่อีกทีข้าผู้นี้ขอเป็นปลาเค็ม   ตอนพิเศษที่ 3 : ชุยชีห่าว

    ชุยชีห่าว คุณชายรองแห่งจวนอัครเสนาบดี เป็นบุรุษที่ผู้คนในเมืองหลวงต่างกล่าวขานว่า “เจ้าสำอางอันดับหนึ่ง”ทุกครั้งที่เขาออกจากจวน เสื้อผ้าจะต้องไร้รอยยับ เครื่องหยกที่ห้อยเอวต้องเข้าชุดกับสีอาภรณ์ เส้นผมดำขลับถูกจัดอย่างประณีต แม้แต่พัดในมือยังเปลี่ยนไปตามฤดูกาลบัณฑิตในเมืองหลวงหลายคนลอบหัวเราะว่าเขาแต่งตัวโอ้อวดเกินเหตุ แต่ไม่มีผู้ใดรู้ว่าทั้งหมดนั้นล้วนมีเหตุผลมารองรับ และเหตุผลนั้นมีชื่อว่า “จี้หรงอิน”จี้หรงอินคือคุณหนูใหญ่แห่งสกุลจี้ บุตรสาวคนโตของคหบดีใหญ่ผู้ครอบครองกิจการมากมายทั่วเมืองหลวง ทั้งหอสุราเยี่ยนโหรว ภัตตาคารเฝิงไหล หอเครื่องประดับ ร้านผ้า และร้านค้าอีกนับไม่ถ้วนนางงดงามสะดุดตา อีกทั้งยังเฉลียวฉลาดเก่งกาจเรื่องการค้า ตั้งแต่อายุยังน้อยก็ช่วยบิดาดูแลกิจการได้อย่างคล่องแคล่วชุยชีห่าวพบจี้หรงอินครั้งแรกที่ภัตตาคารเฝิงไหลวันนั้นเขาพาน้องสาวทั้งสองออกมากินอาหาร แต่กลับเห็นสตรีผู้หนึ่งกำลังยืนคิดบัญชีอยู่ด้านหน้าด้วยสีหน้าสงบนิ่ง นางสวมชุดสีเขียวอ่อน ใบหน้างดงามละมุน ทว่าแววตากลับเฉียบคมยามสั่งการลูกน้องในภัตตาคารเพียงแวบเดียว หัวใจของคุณชายรองก็สั่นไหว หลังจากนั้นเขาจ

  • เกิดใหม่อีกทีข้าผู้นี้ขอเป็นปลาเค็ม   ตอนพิเศษที่ 2 : ชุยชีชวน

    ชุยชีชวนคือ บุรุษหนุ่มที่มีใบหน้าหล่อเหลา ดวงตาเรียบเฉยแต่แฝงความเฉียบคม เขาเป็นคุณชายใหญ่แห่งจวนอัครเสนาบดี ผู้คนต่างกล่าวขานว่าทั้งบุ๋นและบู๊เขาล้วนเป็นเลิศ ตั้งแต่อายุยังน้อยก็ได้เข้าทำงานในสำนักราชเลขาธิการ เป็นผู้ช่วยคนสนิทของราชเลขาธิการซ่งเซียวหมิงแต่เพราะดีพร้อมเกินไป จึงกลายเป็นที่หมายปองของสตรีทั่วเมืองหลวง โดยเฉพาะท่านหญิงซ่งเจาหนิง บุตรสาวคนโตของซ่งเซียวหมิง นางเป็นที่โปรดปรานขององค์ไทเฮาจนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ท่านหญิงเพียงคนเดียวของสกุลซ่งซ่งเจาหนิงแสดงออกอย่างชัดเจนว่าชื่นชอบชุยชีชวน จนถึงขั้นให้ผู้เป็นบิดามาทาบทามเขาหลายครั้ง สุดท้ายชุยชีชวนจึงได้จนมุมเอ่ยโกหกออกไปอย่างไม่คำนึงถึงผลที่ตามมา“ข้าน้อยมีคู่หมายแล้วขอรับ”ประโยคนั้นทำให้ซ่งเซียวหมิงยอมล้มเลิกความคิด แต่กลับสร้างปัญหาใหญ่ให้จวนสกุลชุยแทนเพราะกังวลว่าเมื่อซ่งเซียวหมิงรู้ว่าชุยชีชวนโกหกเพื่อปฏิเสธบุตรีของเขา ความสัมพันธ์ระหว่างสองจวนจะต้องแตกร้าวอย่างแน่นอน ฮูหยินชุยก็รีบเรียกแม่สื่อมาคัดเลือกว่าที่สะใภ้ทันที“ในเมื่อเจ้าบอกว่ามีคู่หมายแล้ว เช่นนั้นก็รีบเลือกมาสักคน”ชุยชีชวนมองม้วนภาพกองโตอย่างหมดอาลัย

  • เกิดใหม่อีกทีข้าผู้นี้ขอเป็นปลาเค็ม   ตอนพิเศษที่ 1: ชุยชิงหว่าน

    ข้าคือชุยชิงหว่าน บุตรสาวของอนุสกุลชุย ในปีแรกที่เข้ามาอยู่ในจวนสกุลชุย ข้าเต็มไปด้วยความริษยาและความไม่พอใจ ราวกับหัวใจถูกโยนลงในกองไฟที่ไม่มีวันมอดดับเดิมทีข้าเคยคิดมาตลอดว่าตนเองคือบุตรสาวเพียงคนเดียวของบิดา จวบจนวันที่บิดาพาข้าและมารดาเข้าจวนสกุลชุยของเข้า ข้าจึงเพิ่งจะรู้ว่าแท้จริงแล้วข้ามีพี่ชายถึงสามคน มีพี่สาวอีกหนึ่งคน ส่วนข้าเป็นเพียงบุตรสาวนอกสมรสที่เขาพากลับเข้าจวนตอนแรกข้าคิดว่าชีวิตตนเองคงจะดีขึ้น แม้ว่าจะเป็นบุตรสาวนอกสมรสแต่บิดาของข้าเป็นถึงอัครมหาเสนาบดีถึงอย่างไรก็ยังมีฐานะสูงกว่าบุตรสาวของบัณฑิตยากจนอย่างเช่นมารดาแท้ๆ ของขาแต่พอเข้ามาอยู่ในจวนอัครเสนาบดีจริง ๆ ข้าจึงได้รู้ว่า ฐานะ “บุตรสาวของอนุที่ถูกเลี้ยงดูอยู่นอกจวน” นั้นต่ำต้อยเพียงใดในสายตาของผู้คน แม้แต่บ่าวรับใช้บางคนยังกล้ามองข้าด้วยสายตาดูแคลนข้าเกลียดสายตาเหล่านั้นเหลือเกิน เกลียดเสียจนอยากดึงมันออกจากใบหน้าของคนพวกนั้นเสีย แต่ข้าทำก็อะไรพวกเขาไม่ได้ สิ่งที่ทำได้มีเพียงการพยายามเรียนรู้ศาสตร์ทั้งสี่อยู่แต่เรือนซวีถงที่บิดามอบให้ข้าและมารดาของข้าเท่านั้นจวบจนวันหนึ่ง ทุกอย่างในชีวิตข้าก็เปลี่ยนไปอีกครั

  • เกิดใหม่อีกทีข้าผู้นี้ขอเป็นปลาเค็ม   บทที่ 80 ปลาเค็มผู้เต็มไปด้วยความสุข

    หลังผ่านพ้นคลื่นลมและการแย่งชิงอำนาจมาอย่างยาวนาน ในที่สุดใต้หล้าก็กลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้งภายใต้การปกครองของฮ่องเต้พระองค์ใหม่ บ้านเมืองค่อย ๆ ฟื้นตัว ราชสำนักเริ่มเปิดกว้างให้ประชาชนทุกชนชั้นสามารถเข้าสอบรับราชการได้ ไม่จำกัดเพียงชาติตระกูลสูงศักดิ์อีกต่อไป ผู้มีความสามารถจึงได้รับโอกาสอย่างแท้จริงดินแดนทางเหนือที่เคยเต็มไปด้วยสงครามก็สงบสุขลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ชาวบ้านใช้ชีวิตอย่างร่มเย็น ควันไฟแห่งสงครามมอดดับลง เหลือเพียงประชาชนได้กินอิ่มนอนอุ่น ไม่ต้องใช้ชีวิตอย่างหวาดผวาและไม่ต้องเผชิญหน้ากับความอดอยากยามเกิดสงครามอีกสุขภาพของไท่ซ่างหวงเองก็ดีขึ้นตามลำดับ พิษร้ายที่สะสมในพระวรกายถูกถอนพิษออกไปจนหมดแล้ว ร่างกายค่อยๆ ฟื้นตัวจนไม่หลงเหลืออาการประชวรเรื้อรังอีกต่อไป หลังปลดภาระทั้งหมดออกจากบ่า พระองค์ดูผ่อนคลายและมีชีวิตชีวามากกว่าก่อนที่จะได้ครองราชย์เสียอีก และสถานที่ที่พระองค์เสด็จไปอยู่บ่อยครั้งก็คือจวนอ๋องพิทักษ์แผ่นดินไม่เพียงไท่ซ่างหวงเท่านั้น แม้แต่ชุยวั่งชู อดีตอัครเสนาบดีผู้มากความสามารถก็ขอลาออกจากราชการ หลังเห็นว่าราชสำนักมั่นคงแล้ว เขาใช้ชีวิตบั้นปลายอย่าง

  • เกิดใหม่อีกทีข้าผู้นี้ขอเป็นปลาเค็ม   บทที่ 79 ตั้งครรภ์

    กลิ่นโอสถเข้มข้นลอยคลุ้งไปทั่วตำหนักบรรทม เสียงไอแผ่วต่ำดังขึ้นเป็นระยะ ทำให้บรรยากาศภายในหนักอึ้งจนแทบไม่มีผู้ใดกล้าหายใจแรง หลี่เหิงฮ่องเต้บรรทมอยู่บนแท่นบรรทมและสลักด้วยลวดลายมังกร พระพักตร์ซีดเซียวกว่าที่เคย แม้จะฝืนประคองพระองค์มาหลายวัน แต่พิษร้ายที่สะสมอยู่ในพระวรกายกลับยิ่งกัดกร่อนจนยากจะต้านทานเหล่าขุนนางคนสนิทคุกเข่าอยู่ตรงหน้าแท่นบรรทม ไม่มีผู้ใดกล้าเอื้อนเอ่ย“เสด็จพี่ ทรงพักก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ” อ๋องเก้าหลี่หานโม่เอ่ยเสียงต่ำ ดวงตาคมเข้มเต็มไปด้วยความกังวล หลี่เหิงฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรมองพระอนุชาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนแย้มพระสรวลออกมาอย่างอ่อนล้า“ฝืนต่อไปก็ไร้ประโยชน์” สุ้มเสียงนั้นแผ่วเบา แต่กลับทำให้หัวใจของทุกคนสั่นสะเทือนวันเดียวกันนั้น ราชโองการสำคัญก็ถูกประกาศออกไปทั่วทั้งแผ่นดิน หลี่เหิงฮ่องเต้ทรงสละราชบัลลังก์ แต่งตั้งองค์ชายใหญ่หลี่เฉิง ขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้พระองค์ใหม่ แต่งตั้งคุณหนูรองสกุลชุย ชุยชิงหว่าน ขึ้นเป็นฮองเฮา แต่งตั้งซูฮองเฮาเป็นไทเฮา และแต่งตั้งซ่งไทเฮาเป็นไท่หวงไท่เฮาทันทีที่ราชโองการฉบับแรกประกาศออกมา ราชโองการฉบับที่สองก็ถูกประกาศตามมาติดๆปลดขุนนางส

  • เกิดใหม่อีกทีข้าผู้นี้ขอเป็นปลาเค็ม   บทที่ 10 ชุยวั่งชูจะแสดงฝีมือ

    ทันทีที่สองแม่ลูกสกุลชุยกลับไป องค์ชายรองหลี่ฉางที่รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีรีบพาหวังฟางเฟยกลับมาที่ตำหนักแต่ก็ช้าไปเสียแล้วพระนางเต๋อเฟยได้รับรู้ถึงต้นเหตุของความไม่สบายใจของชุยชิงอีไปเสียแล้วองค์ชายรองรีบคุกเข่าลงเพื่อรอรับโทษ หวังฟางเฟยเองก็รีบคุกเข่าลงเพื่อรอรับโทษเช่นเดียวกัน แต่ใบหน้าที่ยังคงไม่เ

  • เกิดใหม่อีกทีข้าผู้นี้ขอเป็นปลาเค็ม   บทที่ 8 ดอกปี้อั้น

    แม้จะมีอายุแค่เพียงสิบขวบแต่รูปโฉมของชุยชิงอีกลับทำให้ทุกคนที่ได้พบต่างพากันชื่นชมความงามของนางแล้ว พระสนมเต๋อเฟยไม่มีพระธิดา ข้างกายของพระนางไม่มีเด็กผู้หญิงคอยเอาอกเอาใจ หลานสาวในสกุลก็ไม่มีผู้ใดงดงามเท่าชุยชิงอี ดังนั้นทุกครั้งที่เสิ่นอวิ๋นหรูเข้าวังพระนางจึงมักจะตรัสถามถึงชุยชิงอีอยู่เสมอ ยามนี

  • เกิดใหม่อีกทีข้าผู้นี้ขอเป็นปลาเค็ม   บทที่ 7 เตรียมตัวเข้าวัง

    แม้จะรู้สึกว่าคำพูดของพี่ชายคนรองจะคมกริบจนบาดหัวใจของนางแต่ชุยชิงอีก็ไม่ถือสาคำพูดของเขาเพราะคำพูดของเขาคือความจริง ปลาเค็มตากแห้งเช่นนางแต่กลับอดทนต่อความอยากรู้อยากเห็นของตนเองไม่ไหว สลัดความเกียจคร้านทิ้งลงดินไปแล้ววิ่งไปที่เรือนซวีถงเพียงเพื่อไปดูเรื่องวุ่นวายในเรือนแห่งนั้นเพื่อเสาะหาความสาแก

  • เกิดใหม่อีกทีข้าผู้นี้ขอเป็นปลาเค็ม   บทที่ 6 ความวุ่นวายในเรือนของอนุเฉิน

    ผ่านไปเพียงสามวันเรือนซวีถงก็เกิดความวุ่นวายขึ้นมาอีกครั้ง เฉินเวินเหนียงคุกเข่าลงตรงหน้าชุยวั่งชูขอให้เขาช่วยท่านลุงของนางที่ในยามนี้ถูกคนของทางการจับตัวไปแล้ว“นายท่านข้าปรนนิบัติรับใช้ท่านมานานหลายปี ไม่เคยขอร้องท่านเลยสักครั้งแต่ครั้งนี้ขอให้นายท่านได้โปรดช่วยเมตตาข้าสักครั้งเถิด ท่านลุงของข้าไ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status