LOGINเสิ่นหูขยับหลบเข้าไปด้านหลังหลิวอวี้
เสิ่นจือเงยหน้าขึ้นมองหลิวอวี้ “พวกเจ้าไปตามทางของพวกเจ้า ข้าไปตามทางของข้า” เขามีท่าทีคล้ายอยากพูดบางอย่างแต่นางไม่ได้อยากอยู่ฟัง เสิ่นจือออกเดินตรงขึ้นเขาต่อไปสายตาก็หันไปมองหาผักป่า
หลิวอวี้แบกฟืนลงเขาตรงกลับบ้าน...
หลังสลัดเสิ่นหูไปได้เขาก็รู้สึกโล่งอกยิ่ง เขาเป็นบุรุษย่อมมองออกว่าเสิ่นหูเองก็มีใจให้ตน ย้อนคิดไปก่อนหน้านั้นที่ไม่มีใครช่วยเขานอกจากเสิ่นจือ ตอนนี้เขากลับรู้สึกว่าเสิ่นหูกับมารดาช่างเสแสร้งเก่งเหลือเกิน ตอนเขาลำบากอีกฝ่ายแกล้งทำเป็นไม่อยู่บ้านตอนนี้กลับพยายามเข้าหาอย่างโจ่งแจ้ง ที่เขาคิดได้สาเหตุคงเพราะเรื่องเงินห้าตำลึงที่เสิ่นจือให้เขามานั่นละ
ตอนกลับถึงบ้านทว่ายังไม่ทันได้ผลักประตูเปิดก็ได้ยินเสียงลูกสาวคนเล็กสนทนากับพี่ชายคนโต น้ำเสียงนั้นไร้เดียงสาทว่าบทสนทนายิ่งตอกย้ำให้เขารู้สึกผิดเป็นเท่าทวี
“พี่ใหญ่ ข้าหิว”
“เพิ่งกินมื้อเช้าไปไม่ใช่หรือ หิวอีกแล้วหรือ รอหน่อยรอท่านพ่อกลับมาก่อน ข้าวสารที่ได้มามีน้อยเย็นนี้ท่านพ่อบอกว่าจะเก็บผักป่ากลับมาด้วย”
“พี่ใหญ่ข้าอยากกินเนื้อ วันนี้ไม่อยากกินโจ๊กผักป่าใสๆ นั่นอีกแล้ว ทำความสะอาดมาทั้งวันข้าอยากกินเนื้อเหลือเกิน อยู่ที่บ้านของสตรีอ้วนนั่นทำงานหนักยังมีเนื้อกินเลยนะ”
“แล้วอย่างไรเล่าอย่างไรนางก็ไม่ใช่ท่านแม่”
“แต่ว่า...”
“น้องเล็กเจ้าอย่าลืมสิ ท่านแม่ของพวกเราสิ้นใจจากไปแล้ว เราจะยอมให้ท่านพ่อมีคนอื่นแทนที่ท่านแม่ได้อย่างไร ไม่มีเนื้อแล้วอย่างไรเล่า ขอเพียงพวกเราอยู่ด้วยกันไม่มีใครมาแทรกกลาง”
“แต่สตรีอ้วนนั่นแม้ปากร้ายแต่นางก็ให้ข้าวกินจนอิ่ม มีเนื้อทุกวันแม้ไม่ใช่ทุกมื้อแต่พวกเราก็...”
“เจ้ารองเจ้าหุบปาก!”
“พี่ใหญ่พวกเราทำถูกจริงๆ หรือ ข้ารู้สึกว่าที่ผ่านมานางก็ดีต่อเรานะ บ้านอื่นไม่มีเนื้อกินด้วยซ้ำ ข้าวขาวหรือยิ่งนานๆ ครั้งจะได้กิน แต่ว่าอยู่กับนางพวกเรากินอิ่มนอนหลับนะ”
อาจูสะอื้น “ข้าอยากกินเนื้อนี่นา อยากกินซาลาเปาแป้งขาวไส้เนื้อ อยากกินเกี๊ยว อยากกินไข่ตุ๋น เพราะพี่ใหญ่นั่นละที่เชื่อท่านน้าหู ทำให้พวกเราไม่ได้อยู่กับสตรีอ้วนนั่น ทั้งหมดเพราะท่าน”
“ข้า...ข้าไม่รู้ว่ามันจะเป็นแบบนี้ ต่อไปข้าจะทำงานให้หนัก ทำให้เจ้ามีเนื้อกิน”
“ทำอย่างไรเล่า ตอนนี้แม้แต่ข้าวจะหุงยังไม่มี” เสี่ยวซูกล่าวเจือสะอื้น “พี่ใหญ่ท่านว่าหากพวกเรากลับไปขอโทษสตรีอ้วนนั่น สารภาพกับนางดีๆ ว่าพวกเราผิดไปแล้ว ไม่น่าวางแผนให้ร้ายนางจนทำให้ท่านพ่อหย่าขาดจากนาง ท่านว่านางจะให้อภัยพวกเราหรือไม่”
เสี่ยวไป๋เองก็อ้ำอึ้ง “ข้าไม่รู้ ข้ายังนึกว่าท่านพ่อจะ...ข้ายังนึกว่าหากท่านพ่อกลับมาพวกเราจะมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่านี้ ไม่ใช่อดมื้อกินมื้อ”
หลิวอวี้ถึงกับขาอ่อนแรง เขาแทบทรุดลงไปนั่งหน้าประตู ตอนนี้ได้ยินกับหูว่าแม้เสิ่นจือจะปากร้ายทว่าการกินอยู่ของบุตรชายบุตรสาวของเขากลับไม่เลวเลย ในใจของเขาราวกับกลืนก้อนขมๆ ลงไปในลำคอ คายออกมาไม่ได้กลืนก็ทรมาน ไม่อาจยอมรับว่าเขาทำผิดไปแล้วจริงๆ ทำผิดอย่างที่ไม่น่าให้อภัย
เขารู้ว่าเสิ่นจือมีใจให้เขาดังนั้นจึงกล้าฝากฝังลูกเอาไว้ ตอนกลับมาในใจก็ทำใจได้บ้างแล้วว่าจะต้องอยู่กันอย่างสามีภรรยากับสตรีอ้วนอย่างนาง ทว่า...ตอนที่นางจี้มาเป่าหูให้เข้าใจผิด เขากลับมีข้ออ้างให้ตัวเองได้หาเรื่องหย่าขาดจากอีกฝ่ายทันที ทั้งยังรู้สึกโล่งใจที่อีกฝ่ายลงมือทำร้ายบุตรสาวจนเขามีข้ออ้าง!!!
“ข้ามัน...” เขาเจ็บแปลบรู้สึกว่าตัวเองทั้งเห็นแก่ตัวและไม่สมเป็นบิดาเหลือเกิน ใจหนึ่งรังเกียจสตรีอ้วนอัปลักษณ์ ใจหนึ่งกลับเสียดายความสุขสบายที่บุตรของตนเคยได้รับ หนังสือหย่าขาดที่เพิ่งได้มาหมึกดำสียังเข้มบนกระดาษขาว ทว่าตอนนี้เขากลับนึกเสียใจในภายหลังแล้ว...
เขาลุกขึ้นลูบหน้าลูบตาจากนั้นส่งเสียง “พ่อกลับมาแล้ว!”
มองไปรอบๆ บ้านที่ผุพังหลังคามีช่องโหว่เป็นรู แม้เมื่อก่อนนี่คือบ้านที่เต็มไปด้วยความสุขและเสียงหัวเราะ ทว่าเขาจากไปถึงสองปีบ้านไร้คนดูแลจึงมีสภาพทรุดโทรมตามกาลเวลา ไม่รวมฮูหยินที่จากไปแล้วทำให้ทุกอย่างไม่เหมือนเดิม
“วันนี้ต้องรีบซ่อมหลังคาบ้านแล้วใครอยากช่วยพ่อซ่อมหลังคาบ้าง”
“ข้าเองขอรับท่านพ่อ”
“ท่านพ่อข้าหิว”
“ได้ๆ พวกเรากินข้าวก่อนจากนั้นค่อยช่วยกันซ่อมหลังคาดีหรือไม่”
“เจ้าค่ะ/ขอรับ”
หลิวอวี้เดินเข้าไปในครัว ถุงข้าวสาร แป้ง ของกินเล็กๆ น้อยๆ ที่ได้มาทั้งจากเสิ่นจือและหัวหน้าหมู่บ้านพอประทังชีวิตไปได้อีกไม่กี่วัน เงินห้าตำลึงจึงเป็นเงินต่อชีวิตของเขากับลูกโดยแท้
วันนั้นพูดเพราะคิดถึงศักดิ์ของตัวเองจึงไม่คิดจะรับเงินส่วนนั้นมาจากเสิ่นจือ ทว่าตอนนี้เขากลับรู้สึกขอบคุณที่นางดึงดันจะยัดเยียดมาให้ รอสองสามวันซ่อมบ้านเสร็จเขาคิดจะขึ้นเขาไปล่าสัตว์สักรอบ หากขายได้เงินก็จะซื้อเสบียงกลับมาเลี้ยงดูบุตรชายและบุตรสาว เสิ่นจือให้พวกเขาได้กินเนื้อทุกวัน แม้ไม่ทุกมื้อแต่ก็นับว่าอิ่มหนำ เขาที่เป็นบิดาแท้ๆ ทั้งยังเป็นบุรุษจะทำไม่ได้อย่างนางเชียวหรือ!
“อืมข้าได้ยินแล้ว” เดาว่าเขาเองก็คงเหมือนคนตระกูลหยาง หากทำงานก็จะได้เสบียงเพื่อให้ผ่านพ้นหน้าหนาว “ยังมีเรื่องอื่นอีกหรือไม่ ข้าเพิ่งกลับมาถึงอยากรีบกลับบ้าน”“ข้า...”“ข้าก็นึกว่าใครมารั้งคนเอาไว้กลางถนนที่แท้ก็เป็นเจ้านี่เอง ทำไมหรือตอนนี้เสียใจแล้วหรือที่เลือกหย่ากับพี่อวี้” ทายสิว่านั่นเสียงใคร...เสิ่นจือกลอกตาหันไปมองเสิ่นหูอีกฝ่ายเดินเข้ามาจากนั้นก็เข้ามาแทรกกลางระหว่างนางกับหลิวอวี้ เสิ่นหูก้มลงไปยิ้มให้อาจู ไม่ลืมที่จะแสดงความสนิทสนมด้วยการดึงมืออีกฝ่ายมากุมเอาไว้ “ไม่รีบกลับบ้านมารั้งคนเขาเอาไว้กลางถนน เสิ่นจือเจ้าไม่รู้จักอายบ้างหรือ”เสิ่นจือหัวเราะออกมา “ข้าหรือที่ต้องอาย ไม่ใช่ข้าหรอกหรือที่ต้องถามเจ้า เจ้าไม่อายหรือที่อยู่ๆ ก็พรวดพราดเข้ามาแทรกตอนคนเขากำลังสนทนา มารยาทเจ้าพอจะรู้จักหรือไม่”“เสิ่นจือเจ้ากล้าด่าข้าหรือ?”“ด่าคนเหตุใดต้องใช้ความกล้า ข้าว่านะเสิ่นหูสมองน่ะหัดบำรุงเสียบ้างก็ได้ ไม่ชอบใครก็อยู่ให้ห่างเอาไว้ไม่ใช่ยื่นหน้าเข้ามาให้คนเขาด่า ฉลาดบ้างจะได้ไม่โง่อย่างไรก็โง่อย่างนั้น อ้อข้าลืมไปเจ้าไม่เคยฉลาด ข้าสนทนากับผู้ใดก็เรื่องของข้า จะหึงหวงจะอิจฉาก็เก็บอา
“เจรจาการค้า?” เสียงสตรีดังขึ้นพร้อมกับใบหน้าสงสัย สตรีผู้นี้อายุราวๆ สามสิบน่าจะเป็นเจ้าของร้าน “เจ้าเข้ามาก่อนสิ”เสิ่นจือเดินตามเข้าไปยังหลังร้านจากนั้นมองไปรอบๆ กลิ่นหอมของเครื่องประทินผิวรมจนนางแสบจมูก ตอนเด็กในร้านยกชามาให้นางยิ้มกล่าวขอบคุณด้วยความเคยชิน ท่าทางสุภาพของนางทำให้สตรีนางนั้นยิ้มกว้าง “ข้าแซ่ฝาน เรียกข้าว่าเถ้าแก่ฝานก็ได้”“เถ้าแก่ฝานข้าแซ่เสิ่น ท่านเรียกข้าว่าจือจือก็ได้”“แม่นางจือจือมีเรื่องใดเจรจาหรือ”เสิ่นจือปลดตะกร้าบนหลังจากนั้นหยิบสบู่นมแพะออกมาเพียงก้อนเดียว “ข้ามาเพราะเจ้านี่” เถ้าแก่ฝานรับไปจากนั้นพลิกไปมา นอกจากนั้นนางยังดมกลิ่นแล้วเลิกคิ้ว เสิ่นจือยิ้ม “นี่คือสบู่นมแพะ”“สบู่นมแพะ?”“ใช่แล้ว เป็นสบู่สำหรับความงามโดยเฉพาะ ได้ทั้งอาบน้ำ ล้างหน้า ล้างมือ เป็นสบู่ที่ใช้ได้ทั้งกับผิวหน้า ทั้งทำความสะอาดผิวช่วยบำรุงผิวให้เนียนนุ่ม ชุ่มชื้น ท่านลองล้างมือดูสักรอบจะได้เข้าใจในสิ่งที่ข้าบอก”“นำอ่างล้างมือเข้ามา” เถ้าแก่ฝานบอกเด็กดูแลร้าน ตอนที่นางล้างมือเสร็จก็ยกมือขึ้นดม คิ้วเรียวเลิกขึ้น “หอม ยิ่งเกิดฟองก็ยิ่งหอม” ตอนเช็ดมือนางลูบมือของตัวเองด้วยรอยยิ้ม “นุ่
“แล้วนี่เจ้าไม่ซื้อเนื้อแต่ซื้อกลับมาแค่มันหมู เจ้าจะเอาไปทำอะไร”“ข้าจะทำสบู่”“สบู่??”“ทำออกมาแล้วพวกท่านก็รู้เอง ข้าชอบอาบน้ำไม่มีสบู่ข้าไม่สบายตัว” นางกล่าวจากนั้นตัดบทไม่ยอมให้ใครถามอะไรอีก “จริงสิพี่ใหญ่ท่านพอจะรู้หรือไม่ว่ามีวัวบ้านไหนที่ยังให้นมลูกวัว แพะก็ได้ ข้าอยากได้นมวัวไม่ก็นมแพะ ไม่เยอะหรอกสองสามถ้วย”หวังต้าแม้ไม่เข้าใจแต่ก็นึก “มีนะ ท่านยายหลิวบ้านที่อยู่ฝั่งตะวันออก”“ท่านพอจะไปขอซื้อมาให้ข้าสักสองสามถ้วยได้หรือไม่ เงินข้าออกเอง”“ได้สิ พรุ่งนี้เช้าจะไปซื้อให้เจ้าแต่เช้า”คืนนั้นนางเตรียมน้ำด่างเอาไว้ด้วยการนำขี้เถ้ามาผสมน้ำกรองจนสะอาดจากนั้นพักเอาไว้ รอตอนเช้าค่อยเจียวมันหมูเอาน้ำมันออกมากรอง ง่วนอยู่คนเดียวไม่สนทนาไม่ยอมให้ใครเข้าไปช่วยจนเกือบพลบค่ำ ในที่สุดก็ได้สบู่นมแพะออกมากระบอกไม้ไผ่ที่นำมาทำเป็นแม่พิมพ์ถูกผ่าออก สบู่หอมนมแพะสี่กระบอกแรกถูกนำออกมาตัดเป็นก้อนเล็กๆ เสิ่นจือประคองมันเอาไว้ด้วยสองมือขอบตาร้อนผ่าว นางรู้สึกอยากจะร้องไห้จริงๆ นะ วิธีการแม้ไม่ซับซ้อนแต่เพราะที่นี่คือยุคที่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก กว่าจะได้สบู่พวกนี้ออกมานางแทบหมดแรง...“ท่านอา?” หวั
สิบหกคน?! เสิ่นจือนึกถึงสตรีเหล่านั้นที่นางพบเมื่อวาน“มีบุรุษสามคน ที่เหลือล้วนเป็นสตรีม่าย ฟังว่าสามีล้วนสิ้นใจในสนามรบ ทายาทที่พอจะพึ่งพาได้เหลือรอดมาได้มีคนเดียว อีกสองคนเด็กเกินไปจึงได้รับการละเว้น ได้ยินหัวหน้าหมู่บ้านกล่าวว่าแซ่หยาง”“หรือจะเป็น...หยางกั๋วกง?!”“ท่านรู้จักหรือพี่ใหญ่”“เคยได้ยินชื่อ หยางกั๋วกงมิใช่ว่ามีความดีความชอบหรอกหรือ ตอนข้ามาถึงที่หมู่บ้านใหม่ๆ ท่านพ่อเคยเล่าให้ฟังว่าสงครามประชิดชายแดน หยางกั๋วกงนี่ละเป็นคนยึดป้อมกลับมาได้ ชะตาคนเราช่างน่าประหลาด รุ่งโรจน์สุดขีดกลับตกต่ำจนชีวิตก็ไม่อาจรักษา หัวหน้าหมู่บ้านกล่าวว่าหลายคนสิ้นใจในสมรภูมิ หลายคนถูกประหารตายตก ชั่วชีวิตนี้เกรงว่าคนตระกูลหยางที่เหลือมีเพียงขามาแต่กลับเมืองหลวงไม่ได้อีกแล้ว เฮ้อ...”คนกำลังเดินเข้ามายังทิศทางที่พวกเขาทั้งสามอยู่ ตะกร้าของนางอยู่ในมือของบุรุษชุดสีเทา เสิ่นจือมองชายหนุ่มใบหน้าสุขุมซึ่งกำลังเดินเข้ามา ด้านหลังของเขายังมีเด็กชายอายุราวสิบเอ็ดสิบสองเดินตามมาด้วยสองคน ชุดที่เขาสวมมีคราบสกปรกทว่าก็ยังมองออกว่าเป็นผ้าชั้นดีที่มีลายปักอันประณีต“คารวะท่านทั้งสาม เมื่อวานพี่สะใภ้กล่าวว่า
“อืม อย่างไรเสียก็อยู่บนเขาอาจเจอกับสัตว์ป่า”หวังม่ายสะดุ้งขยับเข้ามาใกล้เสิ่นจือโดยไม่รู้ตัว “ชะ...เช่นนั้นพวกเรากลับกันเถิดเจ้าค่ะ” ความเหนื่อยเมื่อครู่ถูกทำให้ความกลัวบดบังเรี่ยวแรงจึงกลับมา ตอนเดินไปถึงลำธารหวังม่ายวางตะกร้าทิ้งตัวลงนอนหงายใต้ร่มไม้ใหญ่ นางหอบหายใจจนตัวโยนหลับตาไม่เอาอะไรแล้วหวังโต้วเองก็เหนื่อยแต่เก็บอาการ ตอนที่เสิ่นจือบอกให้เขาพักเขารับคำเบาๆ จากนั้นมองนางที่เดินไปล้างรากซู “ทะ...ท่านอาข้าช่วยท่านขอรับ”“ไม่เป็นไรเจ้าไปนั่งพักกับเสี่ยวม่ายเถิด ล้างรากซูไม่ได้เหนื่อยอะไร เจ้าพักครู่หนึ่งค่อยมาช่วยกันล้างเห็ดโคน” เขามีท่าทางลังเลแต่นางพยักหน้าอีกครั้งด้วยรอยยิ้ม เช่นนั้นเขาจึงยอมเดินไปพักเพิ่งล้างรากซูจนสะอาดอีกฝั่งของลำธารก็เจอกลุ่มคน เสิ่นจือไม่คุ้นหน้าคนกลุ่มนี้จึงจ้องนานหน่อย เห็นอีกฝ่ายเพียงนำเสื้อผ้ามาซักนางจึงวางใจ ในใจคิดว่าคงเป็นนักโทษเนรเทศกลุ่มนั้น ที่มามีเพียงสตรีหกคนท่าทางเก้ๆ กังๆ ไม่คล่องแคล่ว ดูยังไงก็น่าจะไม่เคยทำงานอย่างนี้มาก่อน ตอนนำตะกร้าเห็ดโคนมาล้าง นางเห็นในน้ำมีเงาวูบไหวคิ้วก็เลิกขึ้น อยู่ๆ ก็เดินไปที่ฝั่งมองหาไม้มาเหลาให้แหลมหวังโต้ว
เสียงถอนหายใจดังขึ้นเมื่อพี่ชายเดินเข้ามา “วันนี้คงต้องไปช่วยบ้านฝั่งโน้นสักหน่อย บ้านของท่านน้าลู่พังถล่มเสบียงเสียหายแทบทั้งหมด ต้องนำออกมาตากหากโชคดีวันนี้ฝนอาจจะไม่ตก” หวังต้านั่งลงเสิ่นจือมองลั่วซื่อที่รีบหลบตานาง ในดวงตาของอีกฝ่ายมีน้ำตาคลอคลอง “โชคดีเหลือเกิน พวกเราโชคดีที่ทันทีที่บ้านพังก็มีที่ขนของมาเก็บเอาไว้ หาไม่หากรอจนฝนหยุดข้าวของก็พังเสียหายหมดแล้ว” นางมองไปยังลูกสองคน “ข้านึกไม่ออกเลยว่าจะห่วงหน้าพะวงหลังเพียงใด ไหนจะโต้วโต้ว ฮวาฮวา ไหนจะข้าวของ ขอบใจเจ้าเหลือเกินอาจือ”“ไหนๆ ท่านก็จะไปที่นั่นข้ามีผ้านวมเก่าสภาพยังใช้ได้เพราะข้าเพิ่งซื้อมาเปลี่ยน ท่านก็นำไปให้พวกเขาด้วยแล้วกัน อย่างน้อยก็แห้งและยังสะอาดใช้ไปก่อนให้พ้นช่วงเวลายากลำบากนี้”“เจ้าไม่ไปด้วยกัน?”“ไม่ละข้าอยากขึ้นเขา ข้าอยากไปดูเห็ดโคนสักหน่อย คิดว่าตากแห้งเอาไว้เป็นเสบียงหน้าหนาวก็ดีเหมือนกัน พวกท่านยุ่งเรื่องที่นี่ไปเรื่องเสบียงตอนนี้ยังไม่ต้องกังวล” เพิ่งพูดจบก็เห็นท่าทางแปลกๆ ของหวังโต้ว “อะไรหรือ”“คือว่า...” เขามองบิดามารดา “ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านอา ข้า...ข้าอยากขึ้นเขาไปกับท่านอา ได้หรือไม่ขอรับ” นางถึ







